ปัจจุบัน Thaitrade.com มีผู้ประกอบการในอุตสาหกรรม

อัญมณีและเครื่องประดับของไทยกว่า 1,248 ร้านค้า และมีสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับคุณภาพกว่า 35,976 รายการ ที่พร้อมออกสู่สายตาผู้ซื้อต่างชาติจากทั่วโลก สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจสมัครเป็นผู้ขายบนเว็บไซต์ฯ สามารถเข้าไปที่เว็บไซต์ Thaitrade.comหรือ www.facebook.com/ThaitradeDotCom และสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมด้านการค้าออนไลน์ระหว่างประเทศได้ที่ Thaitrade.com Center โทร. (02) 507-7825 หรือ DITP Call Center 1169 หรือ e-mail: contact@thaitrade.com

โครงการ “กองทุนซีพีเอฟ คืนสุขผู้สูงวัย” มีเป้าหมายชัดเจนในการให้ความช่วยเหลือผู้สูงอายุที่ไร้ผู้ดูแล ไม่มีรายได้และไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ตลอดจนปลูกจิตสำนึกความกตัญญู เป็นความร่วมมือของบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ ที่ร่วมกับมูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์ ดำเนินโครงการอย่างต่อเนื่องเข้าสู่ปีที่ 9

โดยในวันนี้ (4 กันยายน 2562) ผู้บริหารและพนักงานซีพีเอฟจิตอาสาของโรงงานผลิตอาหารสัตว์ราชบุรี อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี พร้อมด้วยตัวแทนของหน่วยงานในพื้นที่ ประกอบด้วย นายก อบต.ดอนกระเบื้อง ปลัดตำบลดอนกระเบื้อง กำนัน ผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ดอนกระเบื้อง พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ และประธานอาสาสมัครสาธาณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ตำบลดอนกระเบื้อง ลงพื้นที่เพื่อเยี่ยมเยียนและมอบเงินช่วยเหลือผู้สูงวัย 2 รายที่อาศัยอยู่รอบโรงงาน เพื่อตรวจสุขภาพและให้กำลังใจแก่ผู้สูงอายุ

ผู้สูงวัยรายแรก คุณยายกัลยา เจริญสิน หรือ ยายเตี้ยม วัย 76 ปี ป่วยเป็นโรคเบาหวาน ความดัน โรคหัวใจ และโรคไต เคลื่อนไหวร่างกายไม่สะดวก ไม่มีลูกหลานดูแล อาศัยอยู่กับพี่สาวและหลานสาวซึ่งสุขภาพไม่แข็งแรง ในสภาพที่อยู่อาศัยเก่า หลังคาบ้านเป็นสังกะสีผุๆ มีรอยรั่วตลอดแนว เวลาที่ฝนตกต้องใช้ถังน้ำและหม้อรองน้ำฝนเพื่อไม่ให้น้ำท่วมบ้าน สภาพที่นอนเก่าเพราะเปียกน้ำฝน ซีพีเอฟ ได้รับการประสานจากผู้นำชุมชนขอความช่วยเหลือซ่อมแซมที่อยู่อาศัย โดยซื้อไม้ทำโครงหลังคาใหม่ และเปลี่ยนกระเบื้องให้ใหม่ทั้งหมด รวมทั้งรับเข้าโครงการ “กองทุนซีพีเอฟ คืนสุขผู้สูงวัย” ตั้งแต่ปี 2557 ได้รับเงินช่วยเหลือเดือนละ 2,000 บาท เพื่อแบ่งเบาค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล

ป้าอุทัย สนลอย หรือ ป้าทัย อายุ 65 ปี เป็นผู้สูงวัยอีกรายที่ได้รับความช่วยเหลือจากโครงการกองทุนซีพีเอฟ คืนสุข ผู้สูงวัย ตั้งแต่ปี 2559 ป้าทัย ป่วยเป็นโรคหอบหืด และต้องทำหน้าที่ช่วยดูแลหลานสาวซึ่งเป็นเด็กพิเศษ มีปัญหาสุขภาพลิ้นหัวใจรั่ว เนื่องจากลูกสาวของป้าทัยสุขภาพไม่แข็งแรง เป็นโรคภูมิแพ้ง่าย ซึ่งรายได้จากเบี้ยผู้สูงอายุ เบี้ยคนพิการของหลานสาว และเงินช่วยเหลือจากกองทุนฯ ไม่เพียงพอต่อภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัวในแต่ละเดือน จึงหารายได้เพิ่มเติมด้วยการรับจ้างลอกต้นหอมกิโลกรัมละ 2 บาท ซึ่งในแต่ละครั้งจะมีพ่อค้านำมาส่งให้ประมาณ 20 กิโลกรัม ช่วยให้ป้าทัยมีรายได้จากการลอกต้นหอมครั้งละประมาณ 40 บาท

นายชำนาญ หลีล้วน ผู้อำนวยการ รพ.สต. ตำบลดอนกระเบื้อง กล่าวว่า ซีพีเอฟ เข้ามาดูแลผู้สูงวัยในชุมชน ช่วยส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นทั้งด้านสุขภาพและด้านจิตใจของผู้สูงวัยได้เป็นอย่างดี เช่น ในรายของป้าเตี้ยมซึ่งเดิมมีอาการหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทแต่ไม่ยอมไปผ่าตัดเพราะไม่มีเงิน ทางโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลฯ เข้าไปรักษาตามอาการอย่างต่อเนื่อง ทำให้ทุกวันนี้ป้าเตี้ยมมีสุขภาพดีขึ้นตามลำดับ แต่ก็พบว่าป้าเตี้ยมมีปัญหาสุขภาพทางใจ เพราะอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่ค่อยดีนัก หลังคาบ้านรั่ว เตียงนอนเก่าทรุดโทรม ทางผู้นำชุมชนจึงได้ขอความช่วยเหลือจากซีพีเอฟที่ออกค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมที่อยู่อาศัยให้ทั้งหมดและซื้อเตียงใหม่ให้ พร้อมทั้งร่วมมือกับชุมชนซ่อมแซมบ้านให้ป้าเตี้ยมเสร็จภายใน 1 วัน ป้าเตี้ยมดีใจและซึ้งใจมากจนน้ำตาไหล และยังได้รับเงินช่วยเหลือจากซีพีเอฟเดือนละ 2,000 บาทเพื่อใช้จ่ายตามความจำเป็น

ด้าน นายวุฒิชัย สิทธิปรีดานันท์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการกองทุนซีพีเอฟ คืนสุข ผู้สูงวัย กล่าวว่า ซีพีเอฟ มีเป้าหมายในการปลูกฝังพนักงานให้ตระหนักถึงความสำคัญของความกตัญญูรู้คุณผู้สูงอายุ ช่วยเหลือชุมชน และมีส่วนร่วมดูแลผู้สูงอายุรอบฟาร์มและโรงงานที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ โดยได้ดำเนินโครงการ “กองทุนซีพีเอฟ คืนสุขผู้สูงวัย” มาตั้งแต่ปี 2554 จนถึงปัจจุบันมีผู้สูงอายุที่รับความช่วยเหลือรวมมากกว่า 800 ราย

ปัจจุบัน ซีพีเอฟและมูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์ ดำเนินโครงการ “กองทุนซีพีเอฟ คืนสุข ผู้สูงวัย” โดยมอบเงินช่วยเหลือให้แก่ผู้สูงวัยที่อาศัยอยู่รอบโรงงานและฟาร์มซึ่งไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้เดือนละ 2,000 บาท ทุกๆ เดือน จนกว่าผู้สูงวัยจะถึงแก่กรรม หรือมีลูกหลานรับไปดูแล โดย ณ สิงหาคม 2562 มีผู้สูงวัยที่ได้รับความช่วยเหลือจากโครงการจำนวน 369 ราย

พาราควอต เป็นพิษ กัญชาเป็นพิษ ยาพาราเซตามอลเป็นพิษ น้ำเปล่าเป็นพิษ หากรับเข้าร่างกายเป็นปริมาณมากเกินไป จะเปลี่ยนสรรพคุณจากคุณเป็นโทษ ดังนั้น อันตรายจึงเกิดจากการทำงานกับสารเคมีเหล่านี้ แล้วรับเข้าสู่ร่างกายหรือไม่ อย่างไร สมาคมเทคโนโลยีชีวภาพสัมพันธ์ จึงขอนำข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ พาราควอต โดย ศาสตราจารย์ ดร. รังสิต สุวรรณมรรคา ที่ปรึกษาสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มาสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่สังคมไทย

ศาสตราจารย์ ดร. รังสิต สุวรรณมรรคา ผู้เชี่ยวชาญด้านวัชพืช ที่ปรึกษาสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดเผยว่า พาราควอต เป็นสารกำจัดวัชพืช ไม่ใช่สารกำจัดแมลงศัตรูพืช มีคุณสมบัติทางชีวภาพ โดยออกฤทธิ์เฉพาะในส่วนที่เป็นสีเขียว (คลอโรฟิลล์) ของวัชพืชเหนือดิน เมื่อโดนแสงแดด จะทำลายเยื่อหุ้มเซลล์ ทำให้วัชพืชเหี่ยวและแห้งตาย ออกฤทธิ์รวดเร็ว เมื่อตกลงสู่ดิน จะถูกดูดยึดไว้กับอนุภาคของดินอย่างเหนียวแน่น เนื่องจากพาราควอตเป็นประจุบวกและดินหรืออินทรียวัตถุเป็นประจุลบ และหมดฤทธิ์ทันที จึงไม่ซึมเข้าสู่ราก ดังนั้น ที่บอกว่า พาราควอต เข้าทางรากพืชแล้วซึมเข้าสู่ต้นพืช ขึ้นไปสู่ใบพืชผัก สะสมจนเป็นอันตรายต่อผู้บริโภคจึงเป็นไม่ได้ เมื่อพาราควอตไม่ซึมเข้าราก จึงไม่ทำลายระบบรากใต้ดิน ในทางกลับกัน ช่วยรักษาหน้าดินและลดการสูญเสียน้ำในดิน เพราะซากวัชพืชจะช่วยคลุมดินไว้ รวมทั้งพาราควอตที่ยึดแน่นกับดิน จะสลายตัวโดยแสงและถูกย่อยสลายโดยจุลินทรีย์ในดินใช้ระยะเวลาประมาณ 34-46 วัน

และหากมีการสะสมในดิน และเป็นพิษจริง วัชพืชคงไม่เติบโตขึ้นในพื้นที่เดิมที่เคยใช้สารพาราควอต และเกษตรกรคงปลูกพืชไม่ขึ้น ยกตัวอย่าง มันสำปะหลัง ที่เป็นพืชหัวใต้ดิน ยังสามารถเติบโตในดินได้ดีมากหลังจากฉีดพ่นพาราควอตในพื้นที่นั้น อย่าลืมว่าประเทศไทยมีการใช้สารพาราควอตมานานกว่า 50 ปี ถ้าหากดินไม่ดูดซับพาราควอตจนมีการล้นออกมา เหมือนที่เป็นข่าว หรือไม่มีการย่อยสลายพาราควอตในดินด้วยแสงแดด และจุลลินทรีย์ พืชต่างๆ ที่เกษตรกรปลูก เช่น อ้อย ข้าวโพด มันสำปะหลัง คงไม่สามารถเติบโตได้ เช่นเดียวกัน

มีความเข้าใจผิดว่า พาราควอต ปนเปื้อนในน้ำ ในสัตว์น้ำ ทำให้เป็นอันตราย แต่ความจริงแล้ว พาราควอตไม่เจือปนในน้ำ เพราะจะถูกดูดยึดไว้กับอนุภาคดิน และตะกอนดินในน้ำและถูกย่อยสลายโดยจุลินทรีย์ในที่สุด ส่วนประเด็นสุขภาพที่เป็นข่าว เกษตรกรเหยียบย่ำในพื้นที่น้ำขังแล้วเป็นโรคเนื้อเน่านั้น ข้อมูลจากกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข และแพทย์ ก็ได้ออกมาบอกแล้วว่า เกิดจากเชื้อโรคเข้าไปในบาดแผล ไม่เกี่ยวกับสารเคมีแต่อย่างใด

ท้ายที่สุด ยังคงมีความเข้าใจไม่ถูกต้องในอีกหลายประการเกี่ยวกับพาราควอตกับการเกษตร โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการใช้พาราควอตในนาข้าว ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ไม่มีการใช้สารดังกล่าวในแปลงปลูก เกษตรกรใช้กำจัดวัชพืชบริเวณเพียงคันนาเท่านั้น การนำเสนอข่าวพาราควอตเรื่องความเป็นอันตรายต่อผู้บริโภคที่เป็นอยู่ในขณะนี้ จึงเป็นการเสนอข่าวที่ขัดแย้งและเกินไปไกลจากข้อมูลความจริงทางวิทยาศาสตร์ ทำให้เกิดความตื่นตระหนก และสับสนต่อผู้บริโภค

อีกทั้ง กรมวิชาการเกษตร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ต่างประเทศให้ความเชื่อถือ ก็ได้มีการติดตามการปนเปื้อนพาราควอตในผัก ผลไม้ และแหล่งน้ำในสิ่งแวดล้อม อยู่เสมอก็ไม่พบการปนเปื้อน ไม่เกินระดับที่เป็นอันตราย ซึ่งสอดคล้องกับการประเมินทางวิทยาศาสตร์ขององค์การอนามัยโลก องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ และหน่วยงานภาครัฐในหลายประเทศมาอย่างต่อเนื่องกว่า 50 ปี

“พาราควอต เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีปัจจัยการผลิตที่จะช่วยลดต้นทุน และพัฒนาศักยภาพการผลิตของอุตสาหกรรมการเกษตร และอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ปัจจุบัน ยังไม่มีสารใดมาทดแทนพาราควอตได้ ที่แนะนำให้ใช้สารชีวภัณฑ์ก็มีการผสมพาราควอตเข้าไป จุดสำคัญคือ ต้องส่งเสริมความปลอดภัยให้กับเกษตรกร ให้ใช้พาราควอตได้อย่างถูกต้อง สำหรับประเทศไทยตามนโยบายของภาครัฐที่ผลักดันให้ภาคเกษตรกรไทยสู่เกษตร 4.0 และนโยบาย “คืนกำไรให้เกษตรกร” สิ่งนี้ จะเป็นเพียงนโยบายขายฝัน หรือ ฝันเป็นจริง คงต้องฝากผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายพิจารณาอย่างรอบคอบ” ศาสตราจารย์ ดร. รังสิต กล่าว

“เฉลิมชัย” ยันไม่ทิ้งชาวสวนยาง เร่งเสนอครม.อนุมัติโครงการประกันรายได้ ด้านชาวสวนยางยิ้ม พอใจราคาประกัน 60 บาท พร้อมขอบคุณรัฐบาลที่รักษาสัญญา

ภายหลังนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ออกมาประกาศเตรียมนำโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยางพารา ระยะที่ 1 นำเสนอให้ครม. พิจารณาเร่งด่วน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรชาวสวนยางและลดผลกระทบให้แก่เกษตรกรที่กำลังประสบปัญหาราคายางพาราตกต่ำ

นายกิตติธัช ณ วาโย รองผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรรัตภูมิ จำกัด ได้แสดงความคิดเห็นต่อนโยบายดังกล่าวว่า ปัจจุบันสหกรณ์การเกษตรรัตภูมิมีสมาชิก 4,000 กว่าคน ส่วนใหญ่ยึดอาชีพทำสวนยางพาราและธุรกิจหลักของสหกรณ์คือรวบรวมน้ำยางสดแปรรูปเป็นยางแผ่นรมควันโดยรับซื้อยางประมาณ 500กว่าตัน/ปี ปัจจุบันสมาชิกมีความเดือดร้อนจากปัญหายางราคาตกอย่างต่อเนื่อง เมื่อได้ข่าวว่ารัฐบาลจะเข้ามายื่นมือช่วยด้วยการประกันรายได้ให้เกษตรกรก็พากันดีใจ หากมีการประกันราคายางไม่ว่าชนิดไหนเกิน50บาทขึ้นไปชาวบ้านก็พอใจแล้ว

นายกิตติธัช กล่าวถึงสถานการณ์ราคายางในขณะนี้ด้วยว่า ในส่วนของสหกรณ์จะทำการรับซื้อน้ำยางสดจากสมาชิกอยู่ที่ประมาณ 35 – 37 บาทถือว่าเป็นเกณฑ์ที่ต่ำมาก ส่วนราคาที่รัฐบาลจะประกันให้ทราบว่าอยู่ที่ราคา 50 บาทซึ่งถือว่าเป็นราคาที่ทำชาวบ้านก็ใจชื้นขึ้น ส่วนระยะเวลาในการดำเนินการที่หลายฝ่ายอาจมองว่าให้การช่วยเหลือสั้นเกินไปแต่สำหรับตนมองว่าระยะสั้น-ยาวไม่สำคัญ มาตรการที่ออกมาเป็นสื่อสัญลักษณ์ให้เห็นถึงความจริงใจของรัฐบาลในการรักษาสัญญาที่ได้รับปากกับชาวสวนยางไว้ เมื่อความเดือดร้อนของเกษตรกรคลี่คลายลงก็อยากให้รัฐบาลเดินหน้าแก้ปัญหาในระยะยาว เพื่อผลักดันเสถียรภาพราคายางให้มั่นคงแบบยั่งยืนขึ้น โดยเฉพาะการส่งเสริมการใช้ยางในประเทศจะต้องเดินหน้าควบคู่กันไปด้วย

“ปัจจุบันสหกรณ์ไม่ได้หวังพึ่งภาครัฐแต่เพียงอย่างเดียว เราต้องพึ่งตนเองด้วย ด้วยการหันมาเพิ่มมูลค่ายางพาราด้วยการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์แปรรูปยางพารา โดยได้เช่าพื้นที่โครงการนิคมอุตสาหกรรมยางพารา (Rubber City) ในนิคมอุตสาหกรรมภาคใต้ จังหวัดสงขลา เพื่อใช้เป็นฐานการผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆเพื่อจำหน่ายในประเทศและส่งออก ปัจจุบันแปรรูปทั้งยางอัดก้อน ยางอัดก้อน ​ยางรองส้นเท้าลดแรงกระแทก รองเท้านักเรียนหญิง และรองเท้าแตะ ตรา GROWY จากยางกก.ละ 40 บาทเมื่อนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ส้นรองเท้าใช้สามารถขายได้350-400 บาท/คู่ ในขณะที่ใช้น้ำยางเพียง 2 กรัมเท่านั้น ซึ่งผมคิดว่าหากทุกฝ่ายช่วยกันส่งเสริมการใช้ยางในประเทศด้วยการแปรรูปก็จะเป็นส่วนหนึ่งในการยกระดับราคายางได้” นายกิตติธัช กล่าว

ด้านนางดวงทิพย์ มะณี อายุ 53 ปี เกษตรกรชาวสวนยาง ตำบลกำแพงเพชร อำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา กล่าวว่า ที่ผ่านมาเกษตรกรชาวสวนยางมีความเดือดร้อนมากจากราคายางที่ตกฮวบ แถมยังประสบปัญหาน้ำยางให้ผลผลิตต่ำลงเนื่องจากฝนตกทุกวัน ส่งผลให้เกษตรกรเป็นหนี้สินตามมา เมื่อทราบว่ารัฐบาลมีนโยบายประกันรายได้ชาวสวนทุกคนก็พากันดีใจ และเฝ้ารอดูว่ารัฐบาลทำจริงหรือไม่ ส่วนราคาที่ประกันรายได้ที่ประกาศ ในส่วนของยางแผ่นดิบคุณภาพดี 60 บาท/กก.นั้นถือว่ารับได้และทำให้เกษตรกรชาวสวนยางยิ้มออก ทุกวันนี้ขายน้ำยางให้กับสหกรณ์การเกษตรรัตภูมิ ในราคา 38 บาท/กก.หรือประมาณ 3กก.100 บาท วันหนึ่งได้ประมาณ 20 กว่ากก. คิดเป็นรายได้วันละ 700-800บาทเท่านั้นถือว่าไม่คุ้มเพราะต้องแบ่งรายได้กับคนรับจ้างกรีดอีก 50% ของรายได้และขอบคุณรัฐบาลที่รักษาสัญญาในการช่วยเหลือชาวสวนยางในครั้งนี้

ด้านนายนิด จันทร์พุ่ม ประธานกรรมการสหกรณ์การเกษตรย่านตาขาว จำกัด อำเภอย่านตาขาว จังหวัดตรัง กล่าวว่า แม้โครงการประกันรายได้ครั้งนี้จะเป็นเพียงโครงการระยะสั้น แต่ก็ถือว่าช่วยหล่อเลี้ยงจิตใจชาวสวนยางให้มีกำลังใจขึ้น ปัจจุบันสหกรณ์มีสมาชิก 5,700 รายรับซื้อสมาชิกอยู่ที่ 37 บาท/กก.ทำให้มีส่วนต่างจากราคาประกันอยู่ 23 บาทซึ่งถือเป็นรายได้ที่เพิ่มขึ้นของเกษตรกร ส่วนยางก้อนถ้วยนั้นในพื้นที่จังหวัดตรังไม่ค่อยผลิตอยู่แล้วจึงไม่มีปัญหาราคาในยางประเภทนี้ เนื่องจากสหกรณ์จะรับซื้อเฉพาะ น้ำยางสด ยางแผ่นดิบ ยางแผ่นดิบรมควันเท่านั้น

“สำหรับราคาประกันยางแผ่นดินที่ราคา 60 บาท/กก.ถือว่าเป็นราคาในเกณฑ์ที่เหมาะสม เพราะสิ่งที่ชาวสวนยางต้องการในขณะนี้ขอแค่ให้ราคายางในราคาประกันอย่าต่ำกว่า 60 บาทมิฉะนั้นเกษตรกรจะอยู่ลำบาก อย่างไรก็ตามนอกจากการดูแลเกษตรกรในระยะสั้นๆแล้ว อยากให้รัฐบาลวางมาตรการในการรักษาเสถียรภาพราคายางในระยาวควบคู่กันด้วย เช่น ส่งเสริมให้มีการใช้ยางภายในประเทศเพิ่มขึ้นอย่างจริงจัง การส่งเสริมการนำน้ำยางไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เป็นต้นและพร้อมให้กำลังใจรัฐบาลในการเดินหน้าแก้ปัญหาราคายางในครั้งนี้”นายนิด กล่าว

ด้านนายสักการะ เที่ยงพึงธรรม ผู้จัดการสหกรณ์กองทุนสวนยางจันดี ตำบลจันดี อำเภอฉวาง จังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวว่า หากนโยบายดังกล่าวให้การช่วยเหลือทั้งเกษตรกรเจ้าของสวนและคนกรีด โดยหลักการถือเป็นมาตรการที่ดีแม้จะเป็นมาตรการระยะสั้นก็ตามซึ่งระยะยาวเชื่อมั่นว่ารัฐบาลคงมีมาตรการเพิ่มเติมตามมา

สหกรณ์กองทุนสวนยางจันฯ ปัจจุบันสหกรณ์รับซื้อน้ำยางสดจากสมาชิกอยู่ที่ 37 บาท/กกในขณะที่รัฐบาลประกันราคาให้ 57 บาทจะทำให้เกษตรมีรายได้เพิ่มจากโครงการ 20บาท/กก. ส่วนราคายางแผ่นดิบรับซื้ออยู่ที่ 39 บาท/กก.เกษตรกรจะมีรายได้เพิ่ม 21 บาท/กก.

อย่างไรก็ตามเพื่อให้โครงการมีประสิทธิภาพมากขึ้น อยากให้กระทรวงเกษตรฯและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งประชาสัมพันธ์โครงการโดยเฉพาะรายละเอียดเกี่ยวกับกฏกติกาเงื่อนไขให้เกษตรกรเข้าใจให้มากขึ้น เพราะขณะนี้ยังมีเกษตรกรจำนวนมากที่ขาดข้อมูลในการเข้าร่วมโครงการ

ในขณะที่นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า เพื่อให้มาตรการดังกล่าวเกิดความโปร่งใสและตรวจสอบได้ กระทรวงเกษตรฯ ได้แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมากำกับดูแล 4 คณะคือ 1. คณะกรรมการบริหารโครงการฯ 2. คณะทำงานกำหนดราคากลางอ้างอิง 3.คณะกรรมการบริหารโครงการฯ ระดับจังหวัด และ4.คณะทำงานระดับตำบล

นอกจากนี้ในส่วนของมาตรการช่วยเหลือยาว ตนจะเร่งขับเคลื่อนมาตรการด้านอื่นๆคู่ขนานกันไป อาทิ การเพิ่มการใช้ยางภายในประเทศ การลดพื้นที่ปลูกยาง ตลอดจนการสร้างให้ไทยเป็นตลาดกลางยางพาราของโลกเพื่อป้องกันการบิดเบือนราคาจากตลาดซื้อขายยางล่วงหน้าในต่างประเทศ

สำหรับโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยางพารา ระยะที่ 1 กระทรวงเกษตรฯ กำหนดระยะเวลาดำเนินงานตั้งแต่เดือนตุลาคม 2562 – กันยายน 2563 กำหนดราคายางที่ประกันรายได้ ประกอบด้วย ยางแผ่นดิบคุณภาพดี 60 บาท/กิโลกรัม น้ำยางสด (DRC 100%) 57.00 บาท/กิโลกรัม ยางก้อนถ้วย (DRC 100%) 50.00 บาท/กิโลกรัม โดยกำหนดปริมาณผลผลิตยางที่จะประกันรายได้เป็นยางแห้ง 20 กิโลกรัม/ไร่/เดือน

โดยครม.ได้อนุมัติจ่ายค่าชดเชยส่วนต่างจากการขายยางเมื่อเทียบกับราคาในโครงการประกันรายได้เป็น 3 กรณี ดังนี้ รายละไม่เกิน 25 ไร่จะใช้งบประมาณ 26,627,343,816.59 บาท รายละไม่เกิน 20 ไร่จะใช้งบประมาณ 24,928,133,299.41 บาทและรายละไม่เกิน 15 ไร่จะใช้งบประมาณ 22,280,417,136.65 บาท ล่าสุดมีเกษตรกรชาวสวนยางที่เข้าร่วมโครงการขึ้นทะเบียนกับการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) แล้วเป็นพื้นที่ 17,201,390.77 ไร่ เกษตรกร 1,412,017 รายและคนกรีด 299,235 ราย

มีกูรูเรื่องดอกไม้บางคน แบ่งประเภทดอกไม้หลากหลายสายพันธุ์ที่เราสามารถกินได้ออกเป็น 6 ประเภท แต่ลองอ่านดูแล้วคิดว่าน่าจะแยกแค่ 5 ประเภทเท่านั้นก็พอ ขอแบ่งตามใจตัวเองใหม่ ดังนี้ค่ะ

1.ดอกของพืชผัก เช่น กะหล่ำดอก บร็อคโคลี่ ดอกกุยช่าย ดอกเก๊กฮวย ดอกผักกวางตุ้ง ดอกต้นหอม ดอกข่า ดอกกระเทียม ดอกฟักทอง ดอกกระถิน ฯลฯ

2.ดอกของไม้ดอกไม้ประดับ เช่น ดอกกุกลาบ ดอกเข็ม พวงชมพู ลั่นทม ดาวเรือง ดาวกระจาย ชบา เฟื่องฟ้า ซ่อนกลิ่น ฯลฯ

3.ดอกของไม้ผล เช่น ดอกทุเรียน ดอกชมพู่ หัวปลี (ดอกกล้วย) ดอกมะละกอ ฯลฯ

4.ดอกของต้นไม้ป่าและไม้ยืนต้นบางชนิด เช่น ดอกพะยอม ดอกงิ้ว ดอกแคบ้าน ดอกแคป่า ดอกแคฝรั่ง ช่อสะเดา ช่อมะกอก ดอกขี้เหล็ก ดอกกระโดน ดอกลำพู ดอกนุ่น ดอกมะรุม ฯลฯ

5.ดอกของวัชพืช เช่น ดอกกะลา ดอกดาหลา ดอกบัวสาย ดอกสลิดหรือดอกขจร ดอกผักปลัง ดอกผักตบชวา ดอกกระเจียว ดอกโสน ฯลฯ

ชื่อที่เอ่ยขึ้นมา เป็นแค่ตัวอย่างเท่านั้นนะ คนที่จะรู้ดีว่าดอกไม้ชนิดไหนของต้นอะไรกินได้กินดีไม่มีใครเกินผู้เฒ่าผู้แก่ พ่อแม่ปู่ย่าตายายของเรา ที่สั่งสมภูมิปัญญาพื้นบ้านถ่ายทอดกันมายาวนานนั่นเอง

เรื่องดอกไม้กินได้สำหรับคนโบราณไม่ได้เป็นอะไรที่น่าตื่นเต้นแบบสมัยนี้แม้แต่น้อย เพราะการกินอยู่ยุคนั้นเป็นเรื่องของการยังชีพเพื่อประทังชีวิต มิใช่การประดิดประดอยเพื่อความแปลกใหม่ ความงาม หรือคุณค่าทางอาหารอันชวนยินดีแบบสมัยนี้เลย

อย่างเรื่องดอกไม้กินได้ รองศาสตราจารย์ ดร.แก้ว กังสดาลอำไพ หัวหน้าฝ่ายพิษวิทยาทางอาหาร สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ร่วมกับนักศึกษาปริญญาโทหลักสูตรพิษวิทยาทางอาหารและโภชนาการต้านโรคมะเร็ง ทำการศึกษาดอกไม้ที่คนไทยนิยมบริโภค 8 ชนิด เพื่อหาคำตอบว่าสามารถเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการใช้ลดความเสี่ยงจากโรคมะเร็งได้หรือไม่

จากการศึกษาสารที่มีฤทธิ์ต้านการก่อกลายพันธุ์ของดอกไม้ที่คนไทยนิยมบริโภค 8 ชนิด ได้แก่ หัวปลี ดอกขจร ดอกเข็ม ดอกแค ดอกบัว ดอกเฟื่องฟ้า ดอกโสน และ ดอกอัญชัน

พบว่าทั้งในดอกไม้กินสดและดอกไม้ที่ผ่านวิธีการปรุงแล้ว ไม่ว่าจะด้วยวิธีการต้มหรือชุบแป้งทอด พบว่า ดอกไม้ที่คนไทยนิยมบริโภคทั้ง 8 ชนิดนี้ มีสารต้านฤทธิ์การก่อกลายพันธุ์สามารถลดความเสี่ยงจากโรคมะเร็งได้เป็นอย่างดี !!!

ฟังดูชวนตื่นเต้นจะตายไป

การศึกษาทดลองครั้งนี้ทีมวิจัยได้ใช้แมลงหวี่สายพันธุ์พิเศษซึ่งจะไวต่อสารกลายพันธุ์ คือ ถ้าหากแมลงหวี่ได้รับสารก่อกลายพันธุ์จากดอกไม้ คือ สารยูรีเทน ก็จะเกิดความเปลี่ยนแปลงของขนบนปีกจากปกติที่มีเพียง ๑ เส้นกลายเป็น ๓ – ๔ เส้นจากรูขุมขนเดียวกัน

ในการทดลอง ได้ให้แมลงหวี่กินอาหารที่มีส่วนผสมของดอกไม้กินได้ทั้ง 8 ชนิดพร้อมกับยูรีเทน ผลปรากฏว่า จำนวนการเปลี่ยนแปลงขนบนปีกเนื่องจากยูรีเทนนั้นลดลงเมื่อเทียบกับกลุ่มแมลงหวี่ที่ได้รับสารยูรีเทนอย่างเดียว

สรุปง่ายๆแปลว่าสารธรรมชาติที่ร่างกายได้รับจากดอกไม้เหล่านี้ ช่วยให้การกลายพันธุ์ของขนบนปีกของแมลงหวี่ลดลง เป็นหลักฐานทำให้เชื่อได้ว่า ดอกไม้กินได้ทั้ง 8 ชนิดดังกล่าว มีฤทธิ์ต้านการก่อกลายพันธุ์

นอกจากนี้ดอกไม้กินได้ทั้งหมด ยังอุดมด้วยคุณค่าจากใยอาหารช่วยในการขับถ่ายได้ดีเยี่ยม แถมสีสันอันหลากหลายของดอกไม้ รวมทั้งพืชผักที่มีสีเข้มเป็นพิเศษก็มีประโยชน์ต่อร่างกายสูงในฐานะแหล่งกำเนิดวิตามินเอ เมื่อบริโภคเป็นประจำ สามารถลดความเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็งได้เช่นกัน

คณะวิจัยทีมนี้ระบุว่าในด้านคุณสมบัติของสารอาหารนั้น แม้วิธีการปรุงอาหารโดยผ่านความร้อนจะมีผลในการทำลายสารอาหารไปบ้าง แต่สารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายก็ยังสามารถทนความร้อนและคงฤทธิ์ต้านการก่อกลายพันธุ์ได้เป็นอย่างดี

ดังนั้น ผลการวิจัยจึงสามารถนำไปประยุกต์ต่อยอดและใช้ประโยชน์ในด้านอื่นได้อย่างหลากหลาย เช่น การพัฒนาเพิ่มคุณค่าเป็นสีผสมอาหารและ การพัฒนาเป็นยาที่ใช้ป้องกันโรคได้

ได้ยินได้ฟังเรื่องแบบนี้แล้วรู้สึกดีจังนะคะ

แต่ก่อนจะเด็ดดอกไม้มากิน ก็ควรรู้ด้วยว่าดอกไม้นั้นสะอาดปลอดภัยไร้สารพิษจริงๆ วิธีการง่ายที่สุดในการดูแลตนเองสำหรับเรื่องนี้ก็คือเราควรจะ “ปลูกกินเอง” หรือหาดอกไม้ตามป่าธรรมชาติในสภาพแวดล้อมที่สะอาด ไม่มีการรั่วไหลปนเปื้อนของสารพิษและสารเคมีค่ะ

มีดอกไม้ในมือแล้ว เอาทำอะไรกินได้บ้าง?

คราวก่อนฉันลุกขึ้นมาทำ “เมี่ยงดอกไม้” สนุกสนานยามเช้าไปรอบหนึ่งแล้ว คราวนี้มาดูอะไรที่เป็นการปรุงอาหารจากดอกไม้เต็มรูปแบบกันบ้าง

1.รับประทานสด วิธีนี้ง่ายสุด กินดิบแพบบบุพกาลกันไปเลย ได้สารอาหารครบถ้วน ไม่ต้องคิดอะไรซับซ้อนแม้แต่น้อย แค่นำดอกไม้สดมาล้างให้สะอาด หยิบเข้าปากเคี้ยวเปล่าๆ ได้รสธรรมชาติของดอกไม้แต่ละชนิดแตกต่างกันไปเหมือนกินผักสด หรือจะทำเป็นดอกไม้จิ้มน้ำพริก ราดน้ำสลัดง่ายๆ รสที่ชอบ เช่น สลัดกลีบดอกไม้ เมี่ยงดอกไม้ ที่ฉันเพิ่งแนะนำไป บุปผาน้ำปลาหวาน หรือรับประทานเป็นเครื่องเคียงกับอาหารชนิดอื่น เช่น ลาบ ส้มตำ ขนมจีน ฯลฯ

2.ปิ้ง ย่าง เป็นวิธีปรุงอาหารบุพกาลสุดแสนจะดั้งเดิมอีกอย่าง แค่ก่อไฟเอาอาหารที่เตรียมพร้อมแล้ววางบนตะแกรงหรือภาชนะย่าง พลิกไปมาจนสุกก็กินได้ วิธีปิ้งย่างนี้มักใช้กับดอกไม้ที่มีขนาดใหญ่หน่อย เพราะเวลาย่างดอกไม้จะหดตัวมาก

เมนูที่มีผู้รู้แนะนำเอาไว้แล้ว ได้แก่ ดอกเพกาสอดไส้ย่าง และดอกเบญจมาศย่างกับปลา (น่าจะเหมือนทำสเต็ก) ทั้งสองเมนูนี้ขอสารภาพว่ายังไม่เคยลองค่ะ จำขี้ปากคนอื่นเอามาพูดอีกที

3.ยำ ง่ายอีกแล้ว ก็แค่นำดอกไม้มาลวกสุกหรือเอาแบบสดมาปรุงกับน้ำยำรส เปรี้ยว เค็ม หวาน จัดจ้าน เช่น ยำบุปผานานาพันธุ์ ยำดอกดาหลา ยำดอกขจร ยำสะเดากับกุ้งย่าง ยำดอกไม้รวมมิตร ฯลฯ

4.ลวก นึ่ง เป็นการรับประทานดอกไม้แบบเดียวกับผักลวกจิ้มน้ำพริกที่เราคุ้นเคยกันดีในชีวิตประจำวัน เช่น ดอกสะเดาลวกเป็นเครื่องเคียงน้ำปลาหวาน, เต้าหู้ดำนึ่งกับดอกสายน้ำผึ้ง, ไข่ตุ๋นดอกเข็ม เป็นต้น

สองเมนูหลังนั่นก็นังไม่เคยลองเหมือนกันค่ะ ว่าจะหาเต้าหู้ดำมาทำดูสักหน่อย ส่วนไข่ตุ๋นดอกเข็มก็ท่าทางจะหน้าตาดีทีเดียว

5.ผัด เหมาะกับดอกไม้ที่มีกลีบหนา เวลาโดนความร้อนจัดจะยังเหลือเนื้อให้เคี้ยวได้เต็มปากเต็มคำ เมนูแนะนำได้แก่ ดอกกาหลงผัดกุ้ง, กุ้งผัดดอกกุยช่าย, เต้าหู้นิ่มผัดกุยช่ายขาว, ผัดดอกกะหล่ำ ฯลฯ ทั้งหมดในกลุ่มนี้มีแปลกอยู่รายการเดียวคือ ดอกกาหลงผัดกุ้ง นอกนั้นพวกเราก็กินอยู่เป็นปกติทุกวัน