ปัญหาขยะเกิดจากระบบและความเข้าใจของผู้บริโภคภาคศึกษา

ไม่เคยสอนเรื่องการคัดแยกขยะ ทุกอย่างทิ้งรวมกัน ทุกคนจึงมีส่วนเพิ่มขยะในชีวิตประจำวัน โดยไม่รู้ว่าขยะนำไปใช้ประโยชน์สร้างมูลค่าได้ เขากล่าว อย่างไรก็ตาม เขาบอกว่าพฤติกรรมของคนจะเปลี่ยนแปลงได้ต้องมาจากหลายปัจจัย แต่สิ่งที่บังคับให้คนเปลี่ยนได้มากที่สุดคือ บรรทัดฐานของสังคมที่คนส่วนใหญ่ทำ (Social Norm) แต่มีเพียงส่วนน้อยที่ต้องใช้การบังคับทางกฎหมาย อย่างไรก็ตาม ทุกแนวทางต้องทำไปพร้อมกันจึงจะแก้ไขปัญหาได้อย่างครบวงจร

สร้างแรงจูงใจธุรกิจจัดเก็บขยะสู่ห่วงโซ่คุณค่า

กมล บริสุทธนะกุล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน บริษัท ทีพีบีไอ จำกัด (มหาชน) เป็นตัวแทนฝ่ายจัดเก็บขยะ ซึ่งมี 2 ภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง คือ ภาคเอกชนที่พัฒนาโครงการ และกลุ่มที่มีการจัดเก็บอย่างเป็นอาชีพ อาทิ กทม. และองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น (อบท.) ให้ความเห็นเช่นเดียวกันว่า ต้นเหตุของขยะล้นเมืองเกิดจากผู้ใช้ที่ขาดความรู้และระบบการจัดเก็บขยะที่มีความยุ่งยากซับซ้อน หากผู้บริโภคเข้าใจกระบวนการนำไปแปรรูปปลายทางน่าจะทำให้มีการคัดแยกและสามารถจัดเก็บวัสดุนำไปใช้ประโยชน์ได้มากขึ้น ขณะเดียวกัน ควรเพิ่มแรงจูงใจในการคัดแยกขยะ อาทิ การลุ้นรางวัล และส่งเสริมธุรกิจจัดเก็บขยะ รวมถึงพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้เกิดการนำขยะไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพ

ปั้นแอป วอร์รูม ศูนย์บริหารซัพพลายเชน มาตรฐานจัดซื้อ-จัดแยกขยะเป็นธรรม

วรกิจ เมืองไทย กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟาร์มดี จำกัด ตัวแทนฝ่ายคัดแยกขยะ มองว่าปัญหาการคัดแยกขยะเกิดจากการตั้งราคาขยะที่ไม่เป็นธรรม และสินค้าบางกลุ่มที่มีกระบวนการคัดแยกที่ยุ่งยาก ค่าขนส่งสูง แต่ราคาต่ำ ไม่คุ้มค่า ทำให้เกิดการเพิ่มขยะ อีกทั้งผู้ที่ทำธุรกิจแยกขยะบางส่วนยังขาดจิตสำนึก มุ่งหวังเพียงรายได้ ขาดความรู้และมาตรฐานการจัดเก็บ ขาดเครื่องมือจัดการขยะ รวมถึงมีบุคลากรไม่เพียงพอ

“ทุกคนผลักภาระให้ภาครัฐ ไม่หาทางออกร่วมกันทั้งระบบ ทั้งที่ทุกคนมีส่วนเกี่ยวข้องตั้งแต่การสร้างต้นทางการคัดแยกขยะ จนถึงการจัดเก็บ การคัดแยกประเภทและการรีไซเคิล รวมถึงการตั้งราคารับซื้อที่เป็นธรรม และมีมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ”

กลุ่มธุรกิจของเขาจึงพัฒนาแอปพลิเคชั่นนำเสนอข้อมูลการจัดการขยะแบบองค์รวม ที่มีทั้งราคารับซื้อวัสดุเป็นราคากลางทั่วประเทศ พร้อมช่วยกลุ่ม อบท. บริหารจัดการขยะในชุมชน ผ่านศูนย์กลาง (วอร์รูม) จัดการปริมาณขยะในพื้นที่ และยังจับคู่ภาคเอกชนที่ต้องการทำโครงการรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) กับชุมชน

♦ เติมองค์ความรู้ปั้นธุรกิจรีไซเคิล

บุรินทร์ ตั้งศิลปโอฬาร ผู้จัดการงานพัฒนาโครงการ Suez (South East Asia) Limited ตัวแทนฝ่ายบำบัดและรีไซเคิล มีความเห็นว่า ปัญหาขยะเกิดจากการไม่สมดุลของความต้องการ (Demand) และการผลิต (Supply) ซึ่งหากมีปริมาณขยะมากแต่ไม่มีผู้รับซื้อนำไปผลิตสินค้า และภาครัฐไม่มีมาตรการกระตุ้นสร้างการเชื่อมโยงระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนทั้งซัพพลายเชนเพื่อส่งเสริมการนำขยะมารีไซเคิล การจัดการขยะก็จะไม่เกิดผลเป็นรูปธรรม ตลาดการผลิตวัสดุรีไซเคิลก็ไม่เติบโต นักลงทุนยังไม่มั่นใจในการลงทุนและคุณภาพ เพราะการคัดแยกขยะยังไม่มีประสิทธิภาพ ทำให้เกิดการปนเปื้อนไปสู่วัสดุ จึงต้องมีการลงทุนด้านเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น

การที่ปัจจุบันเราไม่สามารถนำวัสดุมารีไซเคิลได้ทั้งร้อยละ 100 เพราะมีการสูญเสียร้อยละ 10-20 เป็นปัจจัยหนึ่งที่นำไปสู่ปัญหาเศษขยะพลาสติกในทะเล เพราะผู้ประกอบการรีไซเคิลไม่ต้องการเพิ่มต้นทุนจัดการขยะปนเปื้อนที่ยุ่งยากก่อนปล่อยสู่ทะเล อีกทั้งภาครัฐยังขาดความเข้าใจธุรกิจรีไซเคิล ทำให้การลงทุนได้รับใบอนุญาตและการส่งเสริมการลงทุนล่าช้า จึงควรมีการปรับเปลี่ยนกฎหมาย และการวางมาตรฐานของผลิตภัณฑ์ให้ชัดเจน พร้อมทั้งกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้และถ่ายทอดการรีไซเคิลในประเทศไทย

สร้างแรงจูงใจตามบริบทสังคม

ด้าน ดร.จิตราภรณ์ ฟักโสภา อาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ตัวแทนฝ่ายการจัดการดูแลขยะอย่างถูกต้อง มองปัญหาขยะในทะเลว่ากำลังเป็นวิกฤตที่ใกล้ตัวมากขึ้น โดยเฉพาะการเสียชีวิตของพะยูน “มาเรียม” เพราะทุกคนต่างมองว่าทะเลกว้างใหญ่ จึงทิ้งขยะจำนวนมากจนส่งผลกระทบต่อชีวิตสัตว์น้ำในท้องทะเล ทำให้เกิดเป็นปัญหาที่ยากต่อการจัดการ ดังนั้น จึงควรเริ่มต้นจากการปลูกฝังจิตสำนึกตั้งแต่ระบบการศึกษา ให้ลดการสร้างขยะและแยกขยะเป็นพื้นฐาน ส่งเสริมให้คนตระหนักถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่ปลายทางสุดท้ายที่รับขยะคือแม่น้ำและทะเล โดยการสร้างแรงจูงใจต้องปรับให้สอดคล้องกับบริบททางสังคม เพราะบางสังคมสามารถจูงใจด้วยผลตอบแทนแต่บางสังคมอาจจะใช้ไม่ได้ผล

เวทีเสวนาดังกล่าว ยังได้ระดมความเห็นของผู้เข้าร่วมฟังกว่า 700 คน เพื่อนำเสนอต่อภาครัฐ เป็นแนวทางการบริหารจัดการขยะ 5 ด้าน ประกอบด้วย การเกิดขยะต้นทางของผู้บริโภค ควรบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวกับการทิ้งขยะอย่างเคร่งครัด การจัดเก็บขยะ ควรมีการจัดเก็บอย่างครบวงจร เช่น กำหนดสัญลักษณ์สี วัน เวลา และจัดเก็บตามประเภท การคัดแยกขยะ

ควรพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้รองรับการจัดการอย่างบูรณาการ การบำบัดและรีไซเคิล ควรผลักดันภาคธุรกิจให้ผลิตสินค้าที่เอื้อต่อการรีไซเคิล และมีส่วนรับผิดชอบต่อการจัดการซากสินค้า และสุดท้าย การแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมและแหล่งน้ำ ควรบังคับใช้กฎหมายห้ามทิ้งขยะลงแหล่งน้ำอย่างเคร่งครัดและมีบทลงโทษอย่างจริงจัง โดยเฉพาะชุมชนใกล้แหล่งน้ำและแหล่งท่องเที่ยว

แปลงใหญ่มะม่วงโชคอนันต์ ต.น้ำชุม อ.ศรีนคร จ.สุโขทัย อีกหนึ่งต้นแบบบริหารจัดการกลุ่มแปลงใหญ่สู่ความเข้มแข็งยั่งยืน ภายใต้การใช้ตลาดนำการผลิตควบคู่ไปกับการใช้นวัตกรรม พร้อมเชื่อมโยงเครือข่ายระดับจังหวัดสู่ความเข้มแข็ง

นายสายชล จันทร์วิไล ประธานแปลงใหญ่มะม่วง ต.น้ำชุม อ.ศรีนคร จ.สุโขทัย กล่าวว่า ปัจจุบัน กลุ่มแปลงใหญ่มะม่วงโชคอนันต์มีพื้นที่การปลูกมะม่วง 12,000 ไร่ มีสมาชิก 65 ราย ผลิตมะม่วงภายใต้มาตรฐานสินค้า GAP เน้นผลิตเพื่อแบ่งขายเป็น 3 ส่วน ได้แก่ 1.การขายลูกมะม่วงอ่อน หรือมะม่วงยำ ซึ่งส่งขายทั้งในประเทศและประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ ลาว พม่า เขมร ประมาณ 60% ของผลผลิตทั้งหมด 2.การขายมะม่วงผลแก่ ประมาณ 20% ของผลผลิตทั้งหมด 3.ส่วนที่เหลือเป็นมะม่วงอุตสาหกรรม ซึ่งจะส่งให้กับโรงงานแปรรูปเป็นมะม่วงอบแห้ง มะม่วงกระป๋อง มะม่วงดอง มะม่วงแช่อิ่ม และข้าวเกรียบมะม่วง และสินค้าแปลงใหญ่อื่น ๆ ของกลุ่มฯ ส่งผลให้กลุ่มมีความเข้มแข็ง และมีตลาดส่งผลผลิตขายอย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงมีการรวมกลุ่มกันจัดตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกมะม่วงโชคอนันต์บ้านคลองต่าง สินค้าที่เป็นผลผลิตจากกลุ่มฯ ได้รับการรับรองมาตรฐานอาหารและยา (อย.)

สำหรับการผลิตมะม่วง กลุ่มฯ จะมีปฏิทินการผลิตมีการวางแผนให้ผลผลิตออกขายตลอดทั้งปี โดยเน้นผลิตนอกฤดูเป็นส่วนใหญ่ ทั้งนี้ก็เพื่อลดปัญหาผลผลิตล้นตลาดและทำให้ราคาตก และทำให้สามารถขายผลผลิตได้ราคาที่ดีกว่าในช่วงฤดูการให้ผลผลิต โดยจะมีขั้นตอนการเพาะปลูกที่ประณีต เริ่มตั้งแต่การวิเคราะห์ดินและผสมปุ๋ยและทำฮอร์โมนแคลเซียมโบรอนใช้เอง เน้นลดการใช้สารเคมีให้น้อยลงรวมกลุ่มซื้อปัจจัยการผลิตเพื่อลดต้นทุน และหมุนเวียนทรัพยากรกลับมาใช้ใหม่ ส่วนระยะในการปลูกมีระยะห่าง 2×3 เมตร

จะทำให้ได้ต้อมะม่วงประมาณ 250 ต้น/ไร่ ส่วนการดูจะใช้เทคนิคการตัดแต่งกิ่งทรงพุ่มไม่ให้สูงเกิน 2 เมตร ตัดแต่งกิ่งปีละ 2 ครั้ง การทำนอกฤดูจะตัดแต่งกิ่งช่วงปลายเดือน เมษายน ถึง พฤษภาคม และราดสารเคมีเพื่อชะลอพุ่ม ประมาณ 20 วัน เมื่อถึงเวลาดึงช่อ ให้ใช้สารดึงช่อฉีดทุก ๆ 15 วัน ซึ่งมะม่วงจะให้ผลผลิตประมาณเดือนตุลาคม สามารถเก็บขายเป็นมะม่วงนอกฤดูได้

ส่วนวิธีการตัดแก่งกิ่งควบคุมทรงพุ่มก็ช่วยให้เกิดความสะดวกกับการเก็บเกี่ยวผลผลิต ลดความเสียหายของผลผลิต นอกจากนี้ก็ยังมีการยกร่องสูงเพื่อป้องกันน้ำท่วมขัง เนื่องจากมะม่วงโชคอนันต์ไม่ชอบน้ำ จากขั้นตอนการผลิตที่ใส่ใจในทุกรายละเอียดส่งผลให้เกษตรกรสมาชิกสามารถลดต้นทุนการผลิตลดลง ร้อยละ 39.70 จาก 17,785 บาท/ไร่ เป็น 10,724 บาท/ไร่ ในขณะที่ผลผลิตเพิ่มขึ้นเฉลี่ย ร้อยละ 23 จาก 2,500 กิโลกรัม/ไร่ เป็น 3,075 กิโลกรัม/ไร่

พร้อมกันนั้นก็มีการนำนวัตกรรมเครื่องคัดแยกมะม่วงแก่อ่อนเข้ามาใช้ช่วยในการคัดแยกมะม่วงส่งตลาดอีกด้วย สำหรับการทำตลาดส่วนใหญ่จะเป็นการทำทำสัญญา MOU ร่วมกับบริษัทคู่ค้า ทำให้มีตลาดรับซื้อแน่นอนและมีตลาดหลากหลายทั้งในประเทศและต่างประเทศ ตลาดในประเทศ ร้อยละ 38.96% ตลาดต่างประเทศร้อยละ 51.04% ปัจจุบันกลุ่มฯ

ได้ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดด้วยการเพิ่มช่องทางการตลาดผ่านระบบ e – commerce และแปรรูปมะม่วงตกเกรดขายผ่านช่องทาง e-market และทางออนไลน์ด้วย โดยมีกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้ามาให้การสนับสนุน ให้ความรู้ในการผลิต และเทคนิคกระบวนการต่าง ๆ ก่อให้เกิดการรวมกลุ่มแปลงใหญ่ปลูกมะม่วงโชคอนันต์ และมีการจัดตั้งศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ใน ต.น้ำชุม อ.ศรีนคร จ.สุโขทัย เชื่อมโยงเครือข่ายผู้ปลูกมะม่วงโชคอนันต์ไปในหลายๆ จังหวัด ได้แก่ จังหวัดน่าน ลำปาง อุตรดิตถ์ เชียงราย และเชียงใหม่ เป็นต้น

สถานการณ์ทางการเงินของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร ประจำปี 2561 ภาพรวมอยู่ในเกณฑ์ดี มีกำไรทั้งระบบประมาณ 9 หมื่นล้านบาท โดยสหกรณ์นอกภาคการเกษตรมีอัตราการเติบโตต่อเนื่อง

นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เปิดเผยถึงสถานการณ์ทางการเงินของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร ประจำปี 2561 ว่า จากการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลทางการเงินของสหกรณ์ทุกประเภทที่ผ่านการตรวจสอบและแสดงความเห็นต่อระบบการเงินจากผู้สอบบัญชีสหกรณ์ จำนวน 10,680 แห่ง ประกอบด้วยสหกรณ์จำนวน 6,626 แห่ง แบ่งเป็นสหกรณ์ภาคการเกษตรจำนวน 3,527 แห่ง และสหกรณ์นอกภาคการเกษตรจำนวน 3,099 แห่ง กลุ่มเกษตรกร จำนวน 3,932 แห่งและกลุ่มชุมนุมสหกรณ์ทุกประเภท จำนวน 122 แห่ง รวมสมาชิกกว่า 12 ล้านคน โดยภาพรวมทั้งประเทศถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดี สหกรณ์มีกำไรทั้งระบบประมาณ 9 หมื่นล้านบาท จากทุนดำเนินงานของปี 2561 อยู่ที่ประมาณ 3 ล้านล้านบาท มีมูลค่าสูงเป็นอันดับ 3 รองจากธนาคารพาณิชย์และสถาบันประกอบการเงินเฉพาะกิจนับเป็นเงินทุนหมุนเวียนในประเทศ ที่ก่อให้เกิดความเข้มแข็งต่อเศรษฐกิจฐานราก

สำหรับกลุ่มสหกรณ์ที่มีผลประกอบการอยู่ในเกณฑ์ดี ส่วนใหญ่จะอยู่ในภาคสหกรณ์ออมทรัพย์ที่อยู่ในสถานประกอบการทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน รวมถึงรัฐวิสาหกิจที่มีขนาดใหญ่ มีการดำเนินงานต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน มีบุคลากรในองค์กรมาก และได้ดำเนินกิจการออมทรัพย์มาเป็นเวลานาน มีขอบเขตของการทำธุรกิจค่อนข้างมาก จึงมีการสะสมของทุนต่อเนื่องมาโดยตลอด สิ่งเหล่านี้จึงส่งผลต่อสมาชิกของสถานประกอบการนั้นเองว่า ถ้าสหกรณ์เข้มแข็งมีความสามารถในการดำเนินธุรกิจดี สมาชิกก็จะมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืนตามสิ่งที่ควรจะเป็น ส่วนสหกรณ์ที่น่าเป็นห่วงจะเป็นในกลุ่มที่ตั้งขึ้นมาเฉพาะกิจการ โดยเฉพาะสหกรณ์การเกษตรบางแห่ง ที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ ที่จากเดิมทำธุรกิจภาคการเกษตรเพียงอย่างเดียว เมื่อเปลี่ยนไปทำธุรกิจอื่นๆ ก็ย่อมส่งผลกระทบต่อธุรกิจของสหกรณ์ที่ทำให้ความเข้มแข็งน้อยลง

ในส่วนของกรมฯ ได้ดำเนินงานด้านระบบบัญชีและงบการเงินของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร โดยมีผู้สอบบัญชี ทำหน้าที่ตรวจสอบบัญชีให้เกิดความโปร่งใส เพื่อผลประโยชน์ของสมาชิก อีกส่วนหนึ่งคือ การสนับสนุนการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการจัดการงานสหกรณ์ให้มีความแม่นยำและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น อาทิ โปรแกรมระบบบัญชีสหกรณ์ครบวงจร หรือแอปพลิเคชั่น Smart 4M ซึ่งมีให้บริการให้คำแนะนำและติดตั้งให้ฟรีแก่ทุกสหกรณ์ที่มีความพร้อมใช้งาน และสิ่งสำคัญที่กรมฯ ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง คือการเข้าไปสอนการทำบัญชีให้กับสหกรณ์

แม้จะเป็นสหกรณ์ที่เปิดดำเนินการมาเป็นเวลานาน แต่ผู้ทำบัญชีของสหกรณ์หลายแห่งมีการเปลี่ยนแปลงบ่อยครั้ง การดำเนินการจึงไม่ต่อเนื่องกรมฯ จึงจำเป็นต้องเข้าไปให้ความรู้ ให้สหกรณ์มีหลักการในการจัดการดูแลกันเอง ปลูกฝังให้มีความรู้ ความสามารถทัดเทียมกัน และเอาใจใส่เรื่องผลประโยชน์ที่จะตกอยู่กับสมาชิก และขอเน้นย้ำให้สมาชิกซึ่งเป็นเจ้าของสหกรณ์โดยแท้จริง ต้องมีความรับผิดชอบใส่ใจในผลประโยชน์ของตนเอง อาทิ การปรับสมุดบัญชีให้เป็นปัจจุบันสม่ำเสมอ ตรวจสอบการทำงานของฝ่ายจัดการสหกรณ์ หรือซักถามข้อสงสัยในที่ประชุมใหญ่ประจำปี ซึ่งจะช่วยให้ระบบสหกรณ์เติบโตอย่างเข้มแข็งและลดความเสี่ยงของการทุจริตได้

จากที่พระอธิการสุพจน์ มหาลาโภ เจ้าอาวาสวัดสารวัน ตำบลไทรทอง อำเภอไม้แก่น จังหวัดปัตตานี ได้ทำหนังสือขอความช่วยเหลือจากราชเลขานุการในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ให้จัดตั้งฟาร์มตัวอย่างฯ ณ หมู่ที่ 2 บ้านสารวัน ตำบลไทรทอง อำเภอไม้แก่น จังหวัดปัตตานี เพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนจากภัยธรรมชาติและผู้เดือดร้อนจากเหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้

ซึ่งแต่เดิมเจ้าอาวาสวัดสารวัน ได้อนุญาตให้เกษตรกรในหมู่บ้านสารวันประมาณ 30-40 คน ใช้พื้นที่สวนมะพร้าวของวัดสารวัน ประมาณ 40 ไร่ ปลูกพืชแบบหมุนเวียน เช่น ปลูกแตงโมหลังเก็บเกี่ยวข้าวเพื่อสร้างรายได้ เมื่อถึงช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิตปรากฏว่าผลผลิตดี ทำให้เกษตรกรมีรายได้เฉลี่ยคนละ 3,000-4,000 บาท ต่อเดือน นับเป็นรายได้เสริมที่ดีมาก

ทั้งนี้ วัดสารวัน เดิมชื่อ วันลูตง สร้างขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่มีพระราชประสงค์สร้างขึ้นเพื่อเป็นสัญลักษณ์แสดงถึงความเจริญรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนา ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2445 (ร.ศ.121) ปัจจุบันใช้ประกอบศาสนกิจในวันสำคัญต่างๆ ของชาวบ้านในพื้นที่

ต่อมาได้รับการพิจารณาให้ดำเนินการจัดตั้งฟาร์มตัวอย่างในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ขึ้น โดยมอบหมายให้กรมประมง และศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดนราธิวาสเป็นผู้ดูแล

โดยเมื่อเร็วๆ นี้ นายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี พร้อมคณะที่ปรึกษา และเจ้าหน้าที่จากส่วนงานที่เกี่ยวข้อง ได้เดินทางเข้าเยี่ยมการดำเนินงานของฟาร์มตัวอย่างในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ที่วัดสารวันแห่งนี้ พบว่าการดำเนินงานเป็นไปตามเป้าหมายทุกประการ ภายในฟาร์มมีการเลี้ยงไก่พื้นเมือง เลี้ยงเป็ดชวา เลี้ยงปลาในกระชัง ปลูกพืชผัก ผลไม้ ปลูกอ้อยคั้นน้ำ และเพาะเห็ด ไปจนถึงการทำนาเพื่อผลิตเป็นข้าวกล้องเพื่อบริโภคและจำหน่ายภายในชุมชนใกล้เคียง

นอกจากนี้ ภายในฟาร์มยังมีการจัดตั้งโรงสีข้าวขึ้นมาเพื่อให้บริการสีข้าวแก่ราษฎรในพื้นที่เพื่อบริโภค และในการดำเนินกิจการของฟาร์มเพื่อให้สมาชิกได้มีรายได้จากการจ้างงาน ประกอบกับเป็นการเสริมความรู้ในการทำเกษตรที่ถูกต้องให้กับสมาชิก

ปัจจุบันภายในฟาร์มมีสมาชิก 46 ราย ทุกคนมีรายได้ตามอัตราจ้างคนละ 4,500 บาท ต่อเดือน ซึ่งสามารถเลี้ยงดูตัวเองได้ในระดับหนึ่งโอกาสนี้ องคมนตรีและคณะ ได้เยี่ยมชมกิจการภายในแปลงของฟาร์ม อาทิ การปลูกแก้วมังกรในวงบ่อ การปลูกมะนาวในวงบ่อ การปลูกพืชผักในโรงเรือน การปลูกผักชนิดต่างๆ และเยี่ยมชมกิจกรรมด้านปศุสัตว์ เช่น การเลี้ยงไก่ไข่แบบปิด

พร้อมกันนี้ องคมนตรีได้ให้คำแนะนำเรื่องการจัดทำโรงเรือนเพื่อปลูกพืชผักให้ได้ผลผลิตที่ดีและมีปริมาณมากขึ้น พร้อมทั้งให้นำไก่พันธุ์เบตงมาเลี้ยงภายในฟาร์ม ซึ่งเพิ่มเติมจากการเลี้ยงไก่พันธุ์ไข่และพันธุ์พื้นเมือง รวมทั้งการจัดทำโรงเรือนผลิตปุ๋ยจากมูลไก่ เพื่อนำมาใช้บำรุงต้นพืชภายในฟาร์มตัวอย่างฯ อีกด้วย

สำหรับการเดินทางเข้าเยี่ยมชมและให้กำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานตลอดถึงขวัญกำลังใจแก่ประชาชนในตำบลไทรทอง อำเภอไม้แก่น จังหวัดปัตตานี ของนายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี ในครั้งนี้ ยังได้มอบเมล็ดพันธุ์ข้าวพระราชทานจากพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญแก่ตัวแทนเกษตรกร เพื่อนำไปปลูกขยายพันธุ์และแจกจ่ายเพื่อเพาะปลูกต่อไป พร้อมพบปะประชาชนและซักถามชีวิตความเป็นอยู่ และกล่าวถึงเมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดำเนินมายังจังหวัดปัตตานี จนเกิดตำนานด้านการพัฒนา เช่น เหตุการณ์ปลาร้องไห้ จนก่อเกิดการแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำเค็มและน้ำกร่อยรุกล้ำพื้นที่เลี้ยงปลาในกระชังของราษฎร ที่ปัจจุบันเหตุการณ์เหล่านั้นไม่เกิดขึ้นอีกเลย ยังผลให้ราษฎรที่เลี้ยงปลาในกระชังได้รับผลผลิตที่ดีอย่างเต็มที่

พร้อมกันนี้ องคมนตรีได้เชิญพระราชกระแสความห่วงใยจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงมีต่อราษฎร ซึ่งได้สร้างความปลาบปลื้มให้กับทุกคนเป็นอย่างยิ่ง

ทางด้าน นางสาวทัศนี แก้มคู ราษฎรตำบลไทรทอง อำเภอไม้แก่น จังหวัดปัตตานี หนึ่งในสมาชิกฟาร์มตัวอย่างฯ เปิดเผยว่า นับตั้งแต่มีการจัดตั้งฟาร์มตัวอย่างฯ ขึ้น ทำให้ราษฎรในพื้นที่ทั้งตำบลมีอาหารสำหรับบริโภคภายในครัวเรือนอย่างไม่ขัดสน ไม่ต้องเดินทางออกไปตลาดเพื่อหาซื้อ โดยเฉพาะในช่วงที่สถานการณ์ความไม่สงบค่อนข้างรุนแรง เพื่อความปลอดภัยทุกคนจะไม่กล้าเดินทาง ก็มีอาหารจากฟาร์มแห่งนี้บริโภคทุกครัวเรือนอย่างไม่ขัดสน มีทั้งเนื้อ ไก่ ไข่ไก่ ไปจนถึงผักทุกชนิดที่คนภาคใต้นิยมบริโภค รวมถึงผลไม้ เช่น แก้วมังกร ส่วนข้าวซึ่งเป็นอาหารหลักก็มีเพียงพอบริโภคตลอดทั้งปี

“ผลผลิตของฟาร์มในตอนนี้มีปริมาณมาก สามารถนำส่วนหนึ่งไปจำหน่ายให้กับชุมชนอื่นๆ ได้ อย่างเช่นที่โรงพยาบาลในตัวอำเภอไม้แก่น ก็เข้ามารับผลผลิตจากฟาร์มไปใช้ประกอบอาหารให้กับผู้ป่วย ทำให้ผู้ป่วยได้รับอาหารที่ดีและปลอดภัย เพราะภายในฟาร์มจะผลิตพืชผักและเลี้ยงสัตว์ตลอดถึงปลาในกระชังในระบบปลอดสารพิษ ทำให้สมาชิกฟาร์มมีรายได้เพิ่มขึ้นด้วย”

“ราษฎรในพื้นที่ทุกคนต่างปลื้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ท่านทรงพระกรุณาพระราชทานความช่วยเหลือให้มีการจัดตั้งฟาร์มตัวอย่างฯ แห่งนี้ขึ้นมา ทุกคนมีกิน มีใช้ มีความสุข ไม่ต้องกังวลเรื่องความปลอดภัยในชีวิตกับการเดินทางออกไปหาซื้ออาหารในตัวอำเภอเหมือนเมื่อก่อน เพราะวันนี้ภายในหมู่บ้านมีกิน มีใช้ อย่างเพียงพอ” นางสาวทัศนี กล่าวในที่สุด

ผมไม่ได้ไปเที่ยวเมืองเชียงรุ่ง – สิบสองปันนา มณฑลยูนนาน ที่เมืองจีนมานานกว่า 20 ปีแล้ว จำได้ว่าสมัยที่ไปเมื่อปลายทศวรรษ 2530 นั้น เชียงรุ่ง ยังเป็นเมืองเล็กๆ ตึกรามบ้านช่องเก่าๆ บรรยากาศทึบทึม ถนนหนทางเต็มไปด้วยรถจักรยาน ชนิดที่ว่าแถวหน้าของเส้นหยุดรถตรงสัญญาณไฟแดงทุกแยกนั้นจะมีจักรยานจอดรอเต็มพรืดนับหลายสิบคัน

เผอิญเพิ่งได้ไปมาเมื่อเดือนที่แล้ว พบด้วยความประหลาดใจว่า ทุกวันนี้ไม่มีจักรยานเลย ที่พอเห็นบ้างคือจักรยานสามล้อขนผักตามตลาดสด ติดมอเตอร์ไฟฟ้า และจักรยานเช่าขี่เล่นของเมือง (คล้ายๆ ที่ กทม.มี) ไม่น่าเชื่อแต่ก็ต้องเชื่อ ว่ารัฐบาลจีนเปลี่ยนแปลงสิบสองปันนาให้เป็นเมืองจีนที่ใหญ่โตทันสมัย รองรับนักท่องเที่ยวจีนที่ทะลักลงมาพักผ่อนหย่อนใจในเมืองไตลื้อโบราณที่มีความแปลกของสถานที่ ความต่างทางวัฒนธรรมซึ่งถูกสร้างขึ้นเพื่อ “ทัวริสต์” ได้อย่างเบ็ดเสร็จจริงๆ กรุ๊ปทัวร์จีนกรุ๊ปไหนไม่ต้องการลงไปถึง “เชียงใหม่” ก็อาศัยเที่ยวที่สิบสองปันนาแทนๆ กันได้

ก่อนไปก็พอได้อ่านงานวิจัยของอาจารย์สายสังคมวิทยา ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่บางชิ้นอย่างคร่าวๆ ครับ เลยทำใจได้ถึงความเปลี่ยนแปลงที่ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดเพื่อรับการท่องเที่ยว จนไม่มีอะไรที่เคยจำได้เหลืออยู่อีกต่อไป

แต่โลกก็ย่อมเป็นเช่นนี้เองนะครับ อย่างไรก็ดี ผมคิดว่ามีสิ่งหนึ่งซึ่งเปลี่ยนแปลงน้อยมาก และก็เป็นของที่ผมและเพื่อนตั้งใจมาหามาดูโดยเฉพาะเสียด้วย นั่นก็คือ “ตลาดสด”

มนัญญา เดินหน้าดันซุปเปอร์มาเก็ตสหกรณ์ จับมือสหกรณ์ร้านค้าพระนคร ปากซอยอารีย์ เจาะตลาดกำลังซื้อสูง เน้นจำหน่ายสินค้าคุณภาพจากสหกรณ์ทั่วประเทศ ทั้งข้าวสาร ผักปลอดภัย ผลไม้ อาหารแปรรูป เผยขอคิดเล็กทำที่นี่ให้เกิด พร้อมเป็นจุดโปรโมทก่อน หากติดตลาดจะขยายไปทั่วประเทศ

นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังการตรวจเยี่ยมร้านสหกรณ์พระนคร จำกัด ซอยอารีย์ พร้อมได้หารือกับคณะกรรมการร้านสหกรณ์ถึงแนวทางในการจัดตั้งซุปเปอร์มาเก็ตสหกรณ์ในเขตกรุงเทพมหานคร เพื่อเป็นจุดจำหน่ายสินค้าของสหกรณ์ที่มีคุณภาพจากจังหวัดต่าง ๆ ทั้ง ข้าวสาร นม เนื้อ ไข่ไก่ ผัก ผลไม้ อาหารแปรรูป ซึ่งจะเน้นคัดสรรสินค้าที่ผ่านการตรวจสอบมาตรฐานและปลอดภัยสำหรับผู้บริโภคโดยจะเริ่มดำเนินการที่นี่เป็นแห่งแรก เนื่องจากเป็นสหกรณ์ที่มีความพร้อมทุกด้านทั้งสถานที่ที่ตั้งในชุมชนที่มีกำลังซื้อสูง

จึงเห็นว่าเหมาะสมที่จะสนับสนุนให้ที่นี่เป็นซุปเปอร์มาเก็ต ที่จะช่วยจุดประกายการโฆษณาสินค้าสหกรณ์ว่าเป็นสินค้าที่มีคุณภาพ และให้ผู้บริโภคได้มีโอกาสเข้าถึงสินค้าสหกรณ์จากจังหวัดต่าง ๆ ซึ่งหลายสหกรณ์ได้ส่งเสริมให้สมาชิกปลูกผักปลอดสารเคมี และยังมีสหกรณ์ที่แปรรูปข้าวสารคุณภาพดี ทั้งข้าวขาวและข้าวหอมมะลิ แต่ที่ผ่านมา สหกรณ์ผู้ผลิตสินค้าเหล่านี้ยังขาดช่องทางในการประชาสัมพันธ์และจำหน่ายสินค้าของตัวเองให้เป็นที่รู้จักแก่ผู้บริโภค

“ ดิฉันจะคิดเล็กก่อน จะลงทุนไม่มาก เพราะพื้นที่แห่งนี้พร้อม และสินค้าที่สหกรณ์ในจังหวัดต่าง ๆ ผลิตนั้นมีอยู่แล้ว ก็จะเชื่อมโยงกันระหว่างสหกรณ์การเกษตรที่ผลิตสินค้า กับสหกรณ์ร้านค้าที่เป็นจุดจำหน่ายสินค้า นำสินค้าคุณภาพจากสหกรณ์ต่าง ๆ มาจำหน่าย ทั้งข้าวสาร ผักปลอดสารและผลไม้ นม เป็นต้น เมื่อผู้บริโภครับทราบข่าวว่าที่ร้านสหกรณ์พระนครเปิดจำหน่ายสินค้าเหล่านี้ก็จะมีความสนใจ และหากแนวทางนี้เป็นไปได้ ประสบความสำเร็จ ก็จะขยายไปตั้งรูปแบบเดียวกันนี้ในพื้นที่อื่นๆ ด้วย ซึ่งขณะนี้มีสหกรณ์ในหลายที่พร้อมจะทำ แต่ติดเรื่องการการวางระบบที่เหมาะสม ดังนั้น หากสหกรณ์แห่งนี้ทำสำเร็จหรือมีรูปแบบที่ลงตัวก็จะใช้รูปแบบไปขับเคลื่อนทั่วประเทศ “นางสาวมนัญญากล่าว

โดยในการหารือ รมช.เกษตรฯได้เสนอให้มีการปรับปรุงบางมุมของร้านค้าสหกรณ์พระนครสำหรับเป็นพื้นที่จำหน่ายสินค้าสหกรณ์ เช่น การวางตู้เย็นแช่สินค้ากลุ่มผัก ผลไม้เพื่อคงความสดใหม่ หรือชั้นวางสินค้าเพื่อให้ดูสวยงามและน่าสนใจ

นายสมศักดิ์ ผู่เจริญ ประธานกรรมการร้านสหกรณ์พระนคร กล่าวว่า พร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับกระทรวงเกษตรฯ ในการทำซุปเปอร์มาเก็ตสหกรณ์ และถือว่าเป็นรัฐมนตรีเกษตรคนแรกที่มาเยี่ยมที่ร้านสหกรณ์แห่งนี้ ซึ่งที่นี่มีคนที่มีกำลังซื้อสูง ต้องการสินค้าที่มีคุณภาพ และต้องการผักปลอดสารสำหรับบริโภค โดยที่สหกรณ์แห่งนี้มียอดจำหน่ายสินค้าเฉลี่ย 3 ล้านบาทต่อเดือน

ทั้งนี้ ประธานกรรมการร้านสหกรณ์ กล่าวว่า ทางสหกรณ์พร้อมเปิดพื้นที่ให้สินค้าจากสหกรณ์ในจังหวัดต่าง ๆ ได้ส่งเข้ามาวางจำหน่าย ซึ่งการเปิดจำหน่ายสินค้าได้เร็วหรือช้า อยู่ที่ความพร้อมของการกำหนดวิธีการที่จะจัดส่งสินค้าและการคัดเลือกสินค้าที่จะมาจำหน่าย เพราะที่นี่พร้อมจะเปิดรับสินค้าจากทุกสหกรณ์มาวางขาย เพื่อช่วยกันประชาสัมพันธ์ของดีจากสหกรณ์ต่าง ๆ และเป็นการตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในเมืองด้วย

หลังจากสัมผัสสารเคมีในสวนไม้ผลของตนเองมานาน ร่างกายอ่อนแอลงอย่างเห็นได้ชัด และช่วงปี 2540 เศรษฐกิจไม่ดีหากซื้อปุ๋ยใช้อย่างเดียว ต้นทุนการผลิตคงจะต้องสูง ไม่คุ้มกับผลผลิตที่ได้ จึงคิดเริ่มต้นสู่การคิดค้นผลิตสารชีวภาพไว้ใช้เอง

คุณวันเพ็ญ สนลอย หมอดินอาสาประจำจังหวัดปราจีนบุรี เล่าให้ฟังถึงจุดเริ่มต้นของการทดลองผลิตสารชีวภาพว่า เมื่อเริ่มผลิตสารชีวภาพ พื้นที่ทำสวนไม้ผลเพียง 3 ไร่ ของตน จึงกลายเป็นแปลงทดลองผิดทดลองถูกในการใช้สารชีวภาพที่ตนเองผลิตขึ้น ผ่านไป 4-5 ปี ก็ประสบความสำเร็จ

“สูตรสารชีวภาพทั้งหมด นำความรู้ที่ได้ศึกษาจากหน่วยงานต่างๆ มาประยุกต์ปรับสูตรให้ใช้ได้ในสวนของเรา เมื่อใช้แล้วดีก็แจกจ่ายให้เกษตรกรเอาไปทดลองใช้ แล้วประเมินผลว่าดีหรือไม่ เพื่อนำมาปรับปรุงอีกครั้ง” เจ้าตัวบอก

ปัจจุบันการผลิตสารชีวภาพกลายมาเป็นอาชีพหลักสร้างรายได้ให้แก่คุณวันเพ็ญ จากสวนเพียง 3 ไร่ เพิ่มขึ้นเป็น 18 ไร่ และสร้างรายได้ปีละเกือบ 2 ล้านบาท โดยมีสารชีวภาพที่คิดค้นไว้ทั้งหมด 14 สูตร เช่น เร่งโตผลขั้วเหนียว เร่งโตยอดใบ ฮอร์โมนไข่ ฮอร์โมนเร่งหวาน-สี เตรียมต้นสะสมอาหาร ป้องกันเชื้อรา น็อคหนอนและแมลง เป็นต้น และความภาคภูมิใจที่สุดของหมอดินอาสาหญิงคือ การได้เข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งพระองค์ทรงสนพระทัยนำสารชีวภาพสูตรสมุนไพรผงไปทดลองใช้

ความรู้จากการคิดค้นด้วยตนเองที่ไม่อยากเก็บไว้คนเดียว คุณวันเพ็ญ ได้เผยแพร่ความรู้ให้แก่เกษตรกรผู้สนใจทั่วไป และนักเรียน โดยเป็นวิทยากรให้กับหน่วยงานของรัฐ สถาบันการศึกษา และภาคเอกชน เป็นที่ปรึกษาให้กับโรงเรียน เป็นคณะร่างหลักสูตรภูมิปัญญาท้องถิ่น และยังเปิดบ้านให้ผู้สนใจได้เข้ามาเรียนรู้การผลิตสารชีวภาพโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น