ปิ๊งไอเดียชวนมอบไข่ไก่เป็นของขวัญปีใหม่ปัญหาไข่ไก่ราคาตก

ที่ร้านธงฟ้าพาณิชย์แก้ปัญหาไข่ไก่ราคาตก ปิ๊งไอเดียชวนมอบไข่ไก่เป็นของขวัญปีใหม่ พร้อมจำหน่ายผ่านร้านธงฟ้าประชารัฐลดค่าครองชีพประชาชนและช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่

นายวิชัย โภชนกิจ อธิบดีกรมการค้าภายใน (คน.) เปิดเผยว่า เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาราคาไข่ไก่ตกต่ำ ซึ่งกระทบต่อเกษตรกรและภาคอุตสาหกรรมเกษตรตั้งแต่ช่วงปลายปี 2561 เป็นต้นมา ทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ต้องประสบภาวะขาดทุน กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายในจึงได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่อง เช่น ในระยะสั้นได้ช่วยเหลือเกษตรกร/ฟาร์มผู้เลี้ยงไก่ไข่ โดยร่วมกันเร่งผลักดันการส่งออกไข่ไก่ไปยังตลาดต่างประเทศ จำนวน 60 ล้านฟอง ภายในระยะเวลา 3 เดือน

รวมทั้ง เร่งกระตุ้นการบริโภคไข่ไก่ โดยการกระจายการจำหน่วยไข่ไก่ในการจัดงานธงฟ้าฯ ของกรมการค้าภายใน เช่น จัดจำหน่ายไข่ไก่ในงาน “มหกรรมขับเคลื่อนเศรษฐกิจในภูมิภาคจังหวัด…” จำนวน 22 จังหวัด

ดังนั้น เพื่อเป็นการช่วยกระจายการจำหน่วยไข่ไก่มากยิ่งขึ้น กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายในจึงได้จัดทำโครงการจำหน่ายไข่ไก่ผ่านร้านธงฟ้าประชารัฐต้อนรับปีใหม่ 2562 เพื่อลดค่าครองชีพประชาชนและช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ โดยจัดให้มีการจำหน่ายไข่ไก่ผ่านร้านธงฟ้าประชารัฐที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ กว่า 60,000 แห่ง

ซึ่งนอกจากจะสามารถช่วยเหลือเกษตรกร/ฟาร์มผู้เลี้ยงไก่ไข่แล้ว ยังเป็นการลดค่าครองชีพของประชนถึงระดับชุมชนได้อย่างทั่วถึงในทุกพื้นที่ โดยจะดำเนินการจัดหาผลผลิตไข่ไก่จากเกษตรกร/ฟาร์มผลิตไข่ไก่ในจังหวัด/จังหวัดใกล้เคียง เพื่อให้จำหน่ายไข่ไก่ตามโครงการฯ จำนวน 15 ล้านฟอง นำมาบรรจุกล่องกระดาษกล่องละ 10 ฟอง ที่มีสัญลักษณ์ “ธงฟ้าประชารัฐ” รวมทั้งสิ้น 1.5 ล้านกล่อง

โดยจะทยอยส่งมอบให้ร้านธงฟ้าประชารัฐเป็น 3 งวด งวดที่ 1 สัปดาห์ที่ 4 เดือนธ.ค. 2561 – 15ม.ค. 2562 งวดที่ 2 ระหว่างวันที่ 16-31ม.ค. 2562 และงวดที่ 3 ระหว่างวันที่ 1 – 15ก.พ. 2562 นอกจากนี้ ยังได้ประสานการจำหน่ายในสถานีบริการน้ำมันบางจาก 156 แห่ง พร้อมจำหน่ายในวันที่ 2ม.ค. 2562 และสถานีบริการน้ำมัน ปตท. ซึ่งอยู่ระหว่างรวบรวมสาขาที่จัดจำหน่ายอีกด้วย

โครงการดังกล่าว นอกจากจะสามารถช่วยลดค่าครองชีพประชาชนในทุกพื้นที่ทั่วประเทศได้บริโภคไข่ไก่ในราคาประหยัดแล้ว ยังเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ ที่ประสบปัญหาราคาตกต่ำได้อีกทางหนึ่งด้วย จึงขอเชิญชวนประชาชนเลือกซื้อไข่ไก่ธงฟ้าประชารัฐ เป็นของฝากในช่วงเทศกาลปีใหม่นี้

กระทรวงเกษตรฯ เล็งใช้มาตราการสเปเชียล เซฟการ์ด ป้องราคาข้าวโพดตกต่ำ หลังขณะนี้สหรัฐ เหลือ 4-5 บาท ขณะ สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ ยืนยันซื้อที่ 8 บาทต่อก.ก. ด้านเกษตรกรร่วมโครงการแล้ว 8.07 แสนไร่ยังห่างเป้า

เกษตรฯ ผวา! ราคาข้าวโพดฮวบ – นายลักษณ์ วจนานวัช รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยในพิธีลงนามบันทึกความร่วมมือ โครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนา ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ว่า ขณะนี้ มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการแล้วโครงการฯ จำนวน 95,620 ราย พื้นที่ 807,155.50 ไร่ คิดเป็น 74.80% ของเกษตรกรที่สนใจเข้าร่วมโครงการ ในจำนวนนี้ปลูกไปแล้ว 60% โดยกำหนดเป้าหมายพื้นที่ปลูกรวม 2 ล้านไร่ใน 33 จังหวัด ซึ่งจะรับสมัครและเริ่มปลูกไม่เกินวันที่ 15 ม.ค.นี้ เพื่อเลี่ยงฤดูการเก็บเกี่ยวที่เป็นต้นฤดูฝน

สำหรับผลผลิตที่ได้ทางสมามอาหารสัตว์ได้ตั้งจุดรับซื้อ ร่วมกับสหกรณ์ ในทุกอำเภอ โดยจะรับซื้อข้าวโพดเกรดคุณภาพเบอร์ 2 ความชื้น 14.50% ในราคาไม่ต่ำกว่า 8.29 บาทต่อกิโลกรัม ณ โรงงานกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยกำหนดมาตรฐานในการรับซื้อเดียวกัน ซึ่งมีตารางหักความชื้นของกระทรวงพาณิชย์เป็นเกณฑ์

ทั้งนี้ การรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จะรับซื้อที่มีคุณภาพตามเกณฑ์เท่านั้น และจะร่วมกับรัฐในการพิจารณาแนวทางดำเนินการสำหรับข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ไม่ได้มาตรฐานตามเกณฑ์ที่กรมปศุสัตว์กำหนด

“โครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนา จะช่วยปรับสมดุลของปริมาณการผลิต การตลาดข้าวและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ โดยเชื่อมโยงแหล่งรับซื้อผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์กับภาคเอกชนตามแนวทางประชารัฐ เพื่อลดปัญหาผลผลิตล้นตลาด ราคาผลผลิตตกต่ำ และสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร”

นายลักษณ์ กล่าวว่า นอกจากนี้ ยังสามารถพัฒนาเป็นต้นแบบการปรับแผนการผลิตให้ยั่งยืน โดยมีเป้าหมายให้เกษตรกรมีรายได้ มีอาชีพที่มั่นคง ยั่งยืนจากกิจกรรมปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในช่วงหลังฤดูทำนา เพิ่มปริมาณผลิตผลข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ให้สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ เพื่อให้เกษตรกรมีแหล่งรับซื้อผลิตผลข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่เป็นรูปธรรมชัดเจน ส่งเสริมให้อุตสาหกรรมต่อเนื่องของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มีเสถียรภาพในการผลิตสินค้า ลดการพึ่งพาจากภายนอกประเทศ

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีนายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้ฝ่ายความมั่นคงเพิ่มมาตรการป้องกันการลักลอบนำเข้าอย่างเข้มงวด ส่วนการนำเข้าในระบบปกติหากพบว่ามีการทำตลาดเกิดขึ้นจนมีผลทำให้ราคาข้าวโพดในประเทศตกต่ำ ทางกระทรวงเกษตรฯ จะเสนอให้ใช้มาตรการสเปเชียลเซฟการ์ด ซึ่งปัจจุบันได้ประกาศใช้ไปแล้วในสินค้ามะพร้าว

นายบุญธรรม อร่ามศิริวัฒน์ ผู้จัดการสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย กล่าวว่า ปัจจุบันราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในสหรัฐอเมริกาอยู่ที่กิโลกรัมละ 4-5 บาท ต่ำกว่าไทยเท่าตัว โดยมีราคาที่กิโลกรัมละ 8 บาท ในปี 2562 คาดว่าสงครามทางการค้าจะส่งผลกระทบต่อข้าวโพดมีแนวโน้มที่ราคาจะปรับตัวลดลง

อย่างไรก็ตาม ทางสมาคมพร้อมที่จะรับซื้อข้าวโพดในโครงการปลูกพืชหลังนากิโลกรัมละไม่ต่ำกว่า 8 บาท นายลักษณ์ วจนานวัช รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยในพิธีลงนามบันทึกความร่วมมือ โครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนา ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ว่า ขณะนี้ มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการแล้วโครงการฯ จำนวน 95,620 ราย พื้นที่ 807,155.50 ไร่ คิดเป็น 74.80% ของเกษตรกรที่สนใจเข้าร่วมโครงการ ในจำนวนนี้ปลูกไปแล้ว 60% โดยกำหนดเป้าหมายพื้นที่ปลูกรวม 2 ล้านไร่ใน 33 จังหวัด ซึ่งจะรับสมัครและเริ่มปลูกไม่เกินวันที่ 15 ม.ค.นี้ เพื่อเลี่ยงฤดูการเก็บเกี่ยวที่เป็นต้นฤดูฝน

สำหรับผลผลิตที่ได้ทางสมามอาหารสัตว์ได้ตั้งจุดรับซื้อ ร่วมกับสหกรณ์ ในทุกอำเภอ โดยจะรับซื้อข้าวโพดเกรดคุณภาพเบอร์ 2 ความชื้น 14.50% ในราคาไม่ต่ำกว่า 8.29 บาทต่อกิโลกรัม ณ โรงงานกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยกำหนดมาตรฐานในการรับซื้อเดียวกัน ซึ่งมีตารางหักความชื้นของกระทรวงพาณิชย์เป็นเกณฑ์

ทั้งนี้ การรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จะรับซื้อที่มีคุณภาพตามเกณฑ์เท่านั้น และจะร่วมกับรัฐในการพิจารณาแนวทางดำเนินการสำหรับข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ไม่ได้มาตรฐานตามเกณฑ์ที่กรมปศุสัตว์กำหนด

“โครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนา จะช่วยปรับสมดุลของปริมาณการผลิต การตลาดข้าวและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ โดยเชื่อมโยงแหล่งรับซื้อผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์กับภาคเอกชนตามแนวทางประชารัฐ เพื่อลดปัญหาผลผลิตล้นตลาด ราคาผลผลิตตกต่ำ และสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร”

นายลักษณ์ กล่าวว่า นอกจากนี้ ยังสามารถพัฒนาเป็นต้นแบบการปรับแผนการผลิตให้ยั่งยืน โดยมีเป้าหมายให้เกษตรกรมีรายได้ มีอาชีพที่มั่นคง ยั่งยืนจากกิจกรรมปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในช่วงหลังฤดูทำนา เพิ่มปริมาณผลิตผลข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ให้สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ เพื่อให้เกษตรกรมีแหล่งรับซื้อผลิตผลข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่เป็นรูปธรรมชัดเจน ส่งเสริมให้อุตสาหกรรมต่อเนื่องของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มีเสถียรภาพในการผลิตสินค้า ลดการพึ่งพาจากภายนอกประเทศ

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีนายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้ฝ่ายความมั่นคงเพิ่มมาตรการป้องกันการลักลอบนำเข้าอย่างเข้มงวด ส่วนการนำเข้าในระบบปกติหากพบว่ามีการทำตลาดเกิดขึ้นจนมีผลทำให้ราคาข้าวโพดในประเทศตกต่ำ ทางกระทรวงเกษตรฯ จะเสนอให้ใช้มาตรการสเปเชียลเซฟการ์ด ซึ่งปัจจุบันได้ประกาศใช้ไปแล้วในสินค้ามะพร้าว

นายบุญธรรม อร่ามศิริวัฒน์ ผู้จัดการสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย กล่าวว่า ปัจจุบันราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในสหรัฐอเมริกาอยู่ที่กิโลกรัมละ 4-5 บาท ต่ำกว่าไทยเท่าตัว โดยมีราคาที่กิโลกรัมละ 8 บาท ในปี 2562 คาดว่าสงครามทางการค้าจะส่งผลกระทบต่อข้าวโพดมีแนวโน้มที่ราคาจะปรับตัวลดลง
อย่างไรก็ตาม ทางสมาคมพร้อมที่จะรับซื้อข้าวโพดในโครงการปลูกพืชหลังนากิโลกรัมละไม่ต่ำกว่า 8 บาท

พื้นที่จังหวัดชลบุรี เดิมเป็นแหล่งใหญ่หนึ่งที่มีเกษตรกรทำสวนมะพร้าว ปัจจุบันจำนวนลดลงอย่างต่อเนื่อง เหตุผลจากการขยายตัวของสาธารณูปโภคที่เจริญเติบโตอย่างไม่หยุดยั้ง

แม้พื้นที่ปลูกจะน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็ยังมีสวนมะพร้าวที่ดีหลงเหลืออยู่ปลายปี 2559 ที่ผ่านมา สวนมะพร้าวจำนวนหนึ่งถูกทำลายจากการแพร่ระบาดของหนอนหัวดำมะพร้าวอย่างรุนแรง ทำให้เจ้าหน้าที่จากสำนักงานเกษตรต้องออกมารณรงค์ให้เลี้ยงแตนเบียน เพื่อปล่อยเข้าทำลายหนอนหัวดำมะพร้าว

ถามถึงสวนมะพร้าวน้ำหอม ในพื้นที่อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ได้รับการยืนยันจากคุณบุญลือ คงสูงเนิน เกษตรอำเภอบางละมุง ว่า เหลืออยู่เพียง 2 สวนเท่านั้น ที่มีคุณภาพ

สวนคุณประวิทย์ ประกอบธรรม ตั้งอยู่หมู่ 1 ตำบลตะเคียนเตี้ย อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี เป็นสวนหนึ่งที่ขึ้นชื่อได้ว่า ผลิตมะพร้าวน้ำหอมได้คุณภาพ

ลุงประวิทย์ มีพื้นที่สวนรวมกับพื้นที่บ้าน 10 ไร่ และมีพื้นที่สวนมะพร้าว ตั้งอยู่ถัดไปอีกกว่า 10 ไร่ เป็นแปลงที่ไม่ติดกัน แต่ทุกแปลงปลูกมะพร้าวเป็นผลไม้หลักสร้างรายได้ ส่วนผลไม้ชนิดอื่นปลูกไว้รับประทาน

“ผมเป็นลูกชาวสวนโดยแท้ พ่อแม่ก็ทำสวนมะพร้าวมาก่อน มาซื้อที่ตรงนี้ 10 ไร่ ก็เริ่มปลูกมะพร้าวแกง มะพร้าวน้ำหอม มะพร้าวน้ำหวาน อย่างมะพร้าวน้ำหอม คือ หอมใบเตย ถ้ามะพร้าวน้ำหวาน ก็จะหวานธรรมชาติแบบพันธุ์โบราณ พวกหมูสีหรือนกคุ่ม”

พื้นที่สวนเกือบ 20 ไร่ มีมะพร้าวทั้งหมดประมาณ 200 ต้น

เมื่อปี 2558 ที่ผ่านมา คุณประวิทย์ นำมะพร้าวน้ำหอมจากสวนส่งไปประกวดความหวาน ผลที่ได้คือ มะพร้าวน้ำหอมของสวนได้รับรางวัลมะพร้าวน้ำหวานที่สุดระดับภาคตะวันออก (ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด และฉะเชิงเทรา) ภายใต้รางวัลชนะเลิศ การประกวดมะพร้าวน้ำหอม ในการประชุมวิชาการพืชสวนแห่งชาติ ครั้งที่ 14 ซึ่งเป็นกำลังใจอย่างดีให้กับชาวสวนเก่าอย่างคุณประวิทย์

ที่ผ่านมามะพร้าวแกง ปลูกระยะห่าง 10×10 เมตร ทำให้มีระยะห่างระหว่างต้นมาก คุณประวิทย์ จึงปลูกเสริมด้วยมะพร้าวน้ำหอมและมะพร้าวน้ำหวาน แทรกระหว่างกลาง ทำให้ปัจจุบันมีมะพร้าวทั้งที่ให้ผลผลิตแล้วเกินกว่า 30 ปี ไล่ลำดับปีลงมาถึงมะพร้าวที่เพิ่งปลูก ยังไม่ถึงอายุการให้ผลผลิต

การปลูกมะพร้าวหากพื้นที่ไม่ต่ำก็ไม่ต้องยกร่อง ขุดหลุมความลึกพอดีกับผลมะพร้าว พิจารณาดินปลูก หากพื้นที่ปลูกสมบูรณ์อยู่แล้วก็ไม่จำเป็นต้องรองก้นหลุม แต่ถ้าดินทรายควรใช้ขี้วัวรองก้นสักหน่อย แต่ละหลุมปลูกควรห่าง 5X5 เมตร เมื่อต้นมะพร้าวโต ใบมะพร้าวจะจรดถึงกันพอดี หลังนำต้นลงปลูกกลบผลมะพร้าวไม่ต้องมิดมาก แต่เมื่อถากหญ้าหรือเก็บกวาดสวนก็ให้สุมไปที่โคนต้นมะพร้าว

น้ำ เป็นปัจจัยปลูกที่สำคัญยิ่งสำหรับการทำสวนมะพร้าว โชคดีที่สวนของคุณประวิทย์ ติดกับลำห้วยที่มีฝายทดน้ำอยู่ใกล้ ทำให้มีน้ำตลอดปีในฤดูฝน เป็นที่รู้กันว่า ไม่จำเป็นต้องรดน้ำ แต่ฤดูอื่นหากเห็นว่าดินเริ่มขาดน้ำ ก็นำถัง 200 ลิตร บรรทุกน้ำใส่ท้ายรถกระบะ รดสัปดาห์ละครั้ง แต่ละครั้งของการรด ควรรดให้ดินชุ่ม ซึ่งคุณประวิทย์ บอกว่า การรดน้ำแบบที่สวนคุณประวิทย์ทำ ไม่ได้เป็นวิธีมาตรฐาน หากต้องการให้ได้มาตรฐาน ควรติดสปริงเกลอร์หรือติดตั้งระบบน้ำหยด และควรเริ่มลงปลูกมะพร้าวราวเดือนมิถุนายน เพราะเป็นช่วงฤดูฝนของทุกปี

คุณอุไร ประกอบธรรม ภรรยาของคุณประวิทย์ ผู้มีประสบการณ์การทำสวนมะพร้าวมากพอกัน บอกว่า การใส่ปุ๋ยให้กับมะพร้าว จะเริ่มให้เมื่อไหร่ก็ได้ แต่ควรให้ 4 ครั้งต่อปี ในระยะห่างของเวลาที่เท่ากัน ซึ่งบางสวนอาจจะใส่ปุ๋ยเพียงปีละ 2 ครั้ง ก็ไม่ใช่เรื่องผิด แต่ผลที่ตามมาอาจทำให้ผลมะพร้าวไม่สมบูรณ์ หรือที่เรียกว่า มะพร้าวขาดคอ ยกเว้นในช่วงที่มะพร้าวยังไม่ติดผล ควรให้ปุ๋ยทุก 3 เดือน

การทำมะพร้าวน้ำหอม มะพร้าวน้ำหวาน ให้ได้คุณภาพดี คุณประวิทย์ บอกเทคนิคอย่างง่าย ว่า ไม่ควรซื้อปุ๋ยที่ผสมสูตรสำเร็จมาใช้ เพราะจะมีส่วนผสมของดินเปล่าที่ไม่มีประโยชน์ปนมามากถึง 3 กิโลกรัม แต่ใช้วิธีซื้อแม่ปุ๋ย ที่มีความเข้มข้นของธาตุแต่ละตัว นำมาผสมเพื่อให้ได้สูตรตามการใช้ประโยชน์ ต้นมะพร้าวจึงจะได้ประโยชน์สูงสุดจากการใส่ปุ๋ย

“เราซื้อแม่ปุ๋ยมาเอง แล้วเอามาผสม ต้องการสูตรอะไรก็ผสมให้ได้อย่างนั้น ผมซื้อปุ๋ยสูตร 0-0-60, 18-24-0 และ 46-0-0 ใช้ 3 ตัวนี้มาผสมกันให้ได้ตามสูตรที่ต้องการ ซึ่งสูตรที่ต้องการไม่มีขายในท้องตลาดทั่วไปอยู่แล้ว ถ้าต้องการให้ต้นมะพร้าวเจริญเติบโตเร็ว ก็เน้นตัวหน้าสูง ถ้าต้องการให้ผลมะพร้าวหอมหวานก็เน้นไปที่ตัวหลังสูง เท่านั้นเอง”

โรคและแมลง เป็นเรื่องที่หนักใจที่สุด สำหรับชาวสวนมะพร้าว

คุณประวิทย์เองยังเอ่ยปากว่า ตั้งแต่ทำสวนมะพร้าวมานานหลายสิบปี ปัญหาที่พบและเป็นอุปสรรคมากที่สุด คือ ปัญหาหนอนหัวดำมะพร้าว และ ด้วง

“ในอดีตไม่เคยมีปัญหาเหล่านี้ มะพร้าวปลูกทิ้ง ใส่ใจดูแลรดน้ำให้ปุ๋ยบ้าง ก็ได้ผลผลิตที่ดี แต่ปัจจุบันไม่ใช่ หากปลูกทิ้ง ไม่มีทางที่จะได้ผลผลิตที่ดีแน่นอน ซึ่งปัญหาหนอนหัวดำมะพร้าวก็เพิ่งพบการระบาดเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา รวมถึงด้วงแรดและด้วงงวงที่ทำลายมะพร้าวจนเสียหาย และเป็นปัญหาที่เกษตรกรไม่สามารถป้องกันหรือกำจัดได้ประสบความสำเร็จ”

แต่วิธีที่สวนมะพร้าวคุณประวิทย์ทำ คือ 1.ปล่อยแตนเบียนให้ทำลายหนอนหัวดำมะพร้าว ซึ่งวิธีนี้ ใช้ได้ดีกับมะพร้าวต้นเตี้ย หรือต้นที่สูงไม่เกิน 10 เมตร

2.หมั่นสั่งเกตใบมะพร้าว หากพบว่าใบมีทางลายและเริ่มแห้ง ให้คลี่ใบมะพร้าวดู พบหนอนหัวดำมะพร้าวก็นำมาบี้ทิ้ง จากนั้นก็ตัดใบนำไปเผาทำลาย

3.ก่อไฟรมควันภายในสวนมะพร้าว ช่วยลดจำนวนหนอนหัวดำที่เข้ามาภายในสวนมะพร้าว

4.สำหรับต้นมะพร้าวสูงเกิน 10 เมตร ซึ่งส่วนใหญ่เป็นมะพร้าวแกง จำเป็นต้องฉีดสารเข้าที่ลำต้น ซึ่งวิธีนี้เลือกใช้เฉพาะต้นมะพร้าวที่อยู่ในแปลงถัดไปเท่านั้น

5.ทำเครื่องดักด้วง นำไปแขวนไว้กับต้นมะพร้าว โดยการใช้สารฟีโรโมนเป็นตัวล่อ

ทั้ง 5 วิธี ต้องทำร่วมกัน ไม่สามารถใช้วิธีใดวิธีหนึ่งได้ เพราะจะทำให้การป้องกันและกำจัดหนอนหัวดำมะพร้าวและด้วง ไม่ได้ประสิทธิภาพ

คุณประวิทย์ บอกว่า การใช้สารกำจัดแมลงจะใช้เฉพาะอีกำแปลงถัดไป ส่วนแปลงมะพร้าวที่ตั้งอยู่บริเวณเดียวกับบริเวณบ้าน จะงดใช้สารเคมีโดยเด็ดขาด เพราะต้องการอนุรักษ์ไว้ให้เป็นสวนมะพร้าวธรรมชาติ ส่วนมะพร้าวบางต้นที่ถูกแมลงเข้าทำลาย หากใช้วิธีตามธรรมชาติในการป้องกันและกำจัดแล้วยังไม่ได้ผล ก็ยอมรับในปริมาณและคุณภาพของผลผลิตที่ได้

“สวนนี้ ผมไม่ได้ปลูกแค่มะพร้าวแกง มะพร้าวน้ำหอม มะพร้าวน้ำหวาน เท่านั้น ผมยังปลูกมะพร้าวพันธุ์หมูสี มะพร้าวนกคุ่ม เอาไว้อีกด้วย ซึ่งหากพบสายพันธุ์แปลกๆ ที่พอเก็บรักษาสายพันธุ์ไว้ได้ ก็จะนำมาปลูกไว้เป็นการรักษาพันธุ์”

การเก็บผลจำหน่าย สำหรับมะพร้าวแกง จะเก็บเองและปอกเปลือกให้ มีพ่อค้ามารับจากสวน ในราคาลูกละ 20 บาท แต่ละรอบของการเก็บมะพร้าวแกง สามารถเก็บได้ครั้งละ 3,000-3,500 ลูก

มะพร้าวน้ำหอม และ มะพร้าวน้ำหวาน สามารถเก็บจำหน่ายได้ทุกวัน ในราคาลูกละ 15 บาท แต่ละวันเก็บได้ในปริมาณไม่เท่ากัน และไม่ว่าจะเก็บได้จำนวนเท่าไหร่ก็มีลูกค้ารับซื้อจากสวนไปหมด

ส่วนมะพร้าวชนิดอื่น เช่น มะพร้าวกะทิ ก็มีเก็บขายได้ประปราย ได้ราคาดี ผลเล็กราคา 30-40 บาท ผลใหญ่ราคา 80 บาท รวมถึงมะพร้าวทึนทึกที่ขายได้ทุกครั้งที่เก็บ

สวนมะพร้าวคุณประวิทย์ ยินดีต้อนรับผู้มาเยือนทุกทิศ หรือ ต้องการสอบถามเพิ่มเติมทางโทรศัพท์ก็ยินดี ติดต่อคุณประวิทย์ ประกอบธรรม ได้ที่ หมู่ 1 ตำบลตะเคียนเตี้ย อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี โทรศัพท์ 096-190-1825

กระต่าย สัตว์เลี้ยงตัวเล็กน่ารักของใครหลายคน มีมากมายหลายสายพันธุ์ แต่ละสายพันธุ์มีความโดดเด่นที่แตกต่างและเหมือนกันอยู่ก็มาก แต่ใครจะเลี้ยงสายพันธุ์ใดก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของผู้เลี้ยง เช่น คุณวานิตย์ บุญภาย หรือน้องเจ เด็กหนุ่มที่เพิ่งจบการศึกษาด้านสาธารณสุขศาสตร์ หลงไหลการเลี้ยงกระต่าย ถึงขั้นมีจำนวนมากจนต้องทำเป็นฟาร์มกระต่ายเล็กๆ ไว้รองรับ

ก่อนหน้าคุณวานิตย์ ทำฟาร์มสุนัขปอมเมอเรเนียนและและพันธุ์ชิวาวา กระทั่งได้งานทำในเมือง ทำให้ไม่มีเวลาดูแล จึงต้องเลิกกิจการไปโดยถาวร เมื่อมีโอกาสจึงกลับมาเลี้ยงสัตว์ตามความถนัดอีกครั้ง แต่ครั้งนี้เลือกเลี้ยงกระต่าย

“ผมเลือกพันธุ์เท็ดดี้แบร์ และ พันธุ์วู้ดดี้ทอย เพราะน่ารักดี ทั้งสองสายพันธุ์ขนยาวและตัวไม่ใหญ่มาก ตั้งใจเลี้ยงไว้เป็นเพื่อนเล่น แต่เห็นความน่ารักของทั้งสองสายพันธุ์จึงอยากลองเอามาผสมเข้าด้วยกันดู คิดว่าน่าจะได้ลูกกระต่ายที่น่ารักแน่ๆ”

สำหรับกระต่ายพันธุ์เท็ดดี้แบร์ เป็นกระต่ายทีพัฒนาขึ้นโดยคนไทยจนมีสายพันธุ์นิ่ง และสามารถถ่ายทอดลูกออกมาเช่นเดียวกับพ่อแม่ ไม่เป็นหมัน ไม่มียีนแคระ และมีขนยาวที่สวยงาม ตอนเล็กๆกระต่ายสายพันธุ์นี้ขนจะยังไม่ยาวมากนัก เมื่ออายุ 2 เดือนจะเริ่มเห็นขนยาวฟูที่ชัดเจน และจะฟูเต็มที่เมื่ออายุ 5-8 เดือน ขนาดตัวไม่โตมากนัก น้ำหนักประมาณ 1.8 กิโลกรัม อาจมีจนที่หูหรือไม่มีก็ได้ แต่ความยาวขนเมื่อโตเต็มที่ต้องมากกว่า 3 นิ้ว จึงจะได้รับการยอมรับ

ออกลูกครั้งละ 3-6 ตัว ขนขึ้นฟูเห็นชัดเจนเมื่ออายุประมาณ 20 วัน บางตัวขนอาจไม่ฟูเมื่อายุน้อย และจะฟูขึ้นเรื่อยๆเมื่ออายุมากขึ้น ผลัดขนทุกปี ปีละ 1-2 ครั้ง

กระต่ายสายพันธุ์นี้ได้รับความนิยมมาก เนื่องจากหน้าตาน่ารัก ขนฟูฟ่อง สามารถพาไปไหนมาไหนได้ง่าย และราคาไม่สูงมากนัก มีสีมากมายหลายสีส่วนกระต่ายพันธุ์วู้ดดี้ทอย มีลักษณะคล้ายพันธุ์เท็ดดี้แบร์ เพราะเป็นการพัฒนาสายพันธุ์ต่อจากพันธุเท็ดดี้แบร์ โดยทำให้มีขนาดเล็กลงไปอีก แต่ไม่มียีนแคระ

พันธุ์วู้ดดี้ทอย เป็นกระต่ายขนาดค่อนข้างเล็ก มีขนนุ่มฟูกระจายไปทั่วตัว คล้ายๆ เท็ดดี้แบร์ แต่จะตัวเล็กกว่า มีหลายสี ขนมีสองชั้น คือ ขนชั้นในและขนชั้นนอก ขนชั้นนอกควรยาวกว่าขนชั้นใน ขนมีลักษณะตกทิ้งลงข้างลำตัว ขนไม่พันกัน ความยาวของขนไม่ควรต่ำกว่า 2 นิ้ว เพศผู้หนักประมาณ 0.8-1.1 กิโลกรัม เพศเมียหนักประมาณ 0.9-1.2 กิโลกรัม

เมื่อโตเต็มที่แล้วหน้าจะเหมือนพันธุ์เท็ดดี้แบร์ แต่หูสั้นกว่า มองเห็นคล้ายรูปสามเหลี่ยมด้านเท่า หากนำมาเทียบกับพันธุ์เท็ดดี้แบร์ พันธุ์วู้ดดี้ทอยตัวจะเล็กกว่าเกือบครึ่งเลยทีเดียว ด้วยความคล้ายกัน ทำให้คุณวานิตย์ ตั้งใจนำมาผสมกัน และเรียกว่าวู้ดดีทอยผสมเท็ดดี้แบร์

ลูกกระต่ายที่ออกมา บ้างขนยาว บ้างขนสั้น บ้างตัวเล็ก บางตัวโต เช่นคอกแรกที่ได้เป็นลูกกระต่าย 4 ตัว ทุกตัวไม่มีความเหมือนกันเลย

หลังจากได้กระต่ายคอกแรก คุณวานิตย์ หาพ่อพันธุ์มาเพิ่ม เมื่อได้ลูกกระต่ายคอกถัดมา จึงนำออกสู่ตลาดด้วยการนำไปฝากขายไว้กับร้านสัตว์เลี้ยงในจังหวัดอำนาจเจริญ ผลตอบรับค่อนข้างดี ลูกกระต่ายหมดในเวลาอันรวดเร็ว เพราะความใหม่ของกระต่ายลูกผสม

การเลี้ยงดูกระต่าย ไม่ใช่เรื่องยาก แม้ว่าจะเคยได้ยินว่ากระต่ายเป็นสัตว์ขี้ตกใจ และอาจตายได้ถ้าได้ยินเสียงดังเกินไป เรื่องนี้ คุณวานิตย์ ให้ข้อมูลว่า แท้จริงแล้วกระต่ายโดยทั่วไปมีนิสัยขี้กลัว ขี้ตกใจ อะไรแปลกๆ ก็ตกใจ แต่ถ้าคลุกคลีใกล้ชิดจะรู้ว่า กระต่ายเป็นสัตว์ที่มีความเชื่อง มีความนุ่มนวล และนิ่งเมื่ออยู่กับเจ้าของ นอกจากนี้ยังขึ้นกับการเลี้ยงดู หากเลี้ยงกระต่ายไว้ในที่สงบเงียบมากเกินไป เมื่อเกิดเสียงดังที่ทำให้กระต่ายเกิดความกลัวมาก โอกาสที่กระต่ายจะช็อคตายจากความตกใจกลัวก็เกิดขึ้นได้

“ผมทำเฉพาะกระต่ายลูกผสมวู้ดดี้ทอยผสมเท็ดดี้แบร์ การให้ลูกไม่เกิน 5 ตัว ที่ผ่านมา การผสมจะเน้นที่ความพร้อมของกระต่าย ไม่ได้ต้องการจำนวนเพื่อขายในเชิงพาณิชย์”

การผสม เพศเมียควรมีอายุไม่ต่ำกว่า 8 เดือน หรือ ดูจากอวัยวะเพศที่มีความสมบูรณ์พร้อมผสมพันธุ์ เช่น แดง บวม ก็สามารถผสมได้เช่นกัน หรือ ลูบหลังกระต่ายแล้วกระต่ายหันหลังให้พร้อมกับยกก้นขึ้น แสดงว่ามีความพร้อมในการผสมพันธุ์

ในการผสมสามารถทำโดย นำเพศผู้ไปใส่ในกรงเพศเมีย หรือนำเพศเมียไปใส่ในกรงของเพศผู้ ได้เช่นกัน รอให้ผสมก่อน เมื่อผสมแล้วให้จับแยกออกมาพักไว้ 10-15 นาที จากนั้นนำเข้ากรงเพื่อให้ผสมใหม่ ทำเช่นนี้จนกว่าจะผสมได้ 3 ครั้ง จึงแยกทั้งคู่

แม้ว่าจะสังเกตการผสมตลอดเวลาก็ตาม แต่การผสมที่ผ่านมา อัตราการติดลูกอยู่ที่ 70 เปอร์เซนต์เท่านั้น โดยปัจจัยที่ทำให้ติดลูกมากน้อยขึ้นกับกระต่ายเพศเมีย หากสมบูรณ์หรืออ้วนเกินไป เปอร์เซนต์ติดลูกค่อนข้างน้อย

หลังการผสม 15 วัน ควรคลำท้องแม่กระต่ายเบาๆ สัมผัสดูว่ามีก้อนๆ ภายในท้องหรือไม่ หากมีนั่นหมายถึงมีลูกกระต่ายที่ได้รับการผสมแล้วอยู่ หรือ สังเกตจากรูปร่างลักษณะของแม่กระต่าย ที่เริ่มอ้วนหรือมีเนื้อมากขึ้น และท้องเริ่มขยาย น้ำหนักเพิ่มขึ้น ระยะเวลาการตั้งท้อง 30-35 วัน หลังแน่ใจว่ากระต่ายตั้งท้อง ควรแยกออกจากฝูงไว้ในกรงส่วนตัว ควรทำรังคลอดไว้ให้ คล้ายที่นอน และใส่ฟางลงไปในกรง เพื่อให้กระต่ายคุ้นเคยกับธรรมชาติ ควรระวังไม่ให้กระต่ายคลุกดิน เพราะเสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคได้ง่าย

ก่อนคลอด กระต่ายจะเริ่มกัดขนตัวเองไปไว้ในรังนอนที่ทำไว้ให้ กรณีที่กระต่ายไม่กัดขนตัวเอง โอกาสที่ลูกคลอดออกมาแล้วตายมีสูง เพราะจะไม่มีช่องให้ลูกกินนม ซึ่งลูกกระต่ายหากไม่ได้กินนมนานเกินไปจะทำให้เกิดภาวะขาดน้ำตาล และตายในที่สุด

“กระต่ายที่นี่จะปล่อยให้คลอดธรรมชาติเอง คอยสังเกตอยู่ห่างๆ ซึ่งที่ผ่านมา การเลี้ยงกระต่ายพยายามให้สอดคล้องกับธรรมชาติมากที่สุด ทำให้กระต่ายที่นี่สามารถคลอดเองและเลี้ยงลูกเองได้ โดยไม่ต้องเข้าไปช่วย”

ลูกกระต่ายหลังคลอด ประมาณ 15 วัน จะเริ่มเห็นพัฒนาการการเจริญเติบโตของลูกกระต่าย ประมาณ 20 วัน ลูกกระต่ายจะเริ่มออกจากรังคลอด และเริ่มกินอาหารเม็ดตามแม่กระต่ายได้

อาหารที่ให้เป็นอาหารเม็ดสำเร็จรูปทั่วไป และเสริมด้วยหญ้า ซึ่งบริเวณโดยรอบเป็นทุ่งนาและปลอดสารเคมี การเก็บหญ้าจากธรรมชาติและปลอดสารเคมีมาให้กระต่ายกิน ก็เป็นอาหารเสริมที่ดีอย่างหนึ่ง

โรคที่อาจเกิดขึ้นในกระต่าย คุณวานิตย์ บอกว่า สาเหตุหนึ่งที่ทำให้กระต่ายป่วยได้ง่าย คือ ลูกกระต่ายไม่ได้กินนมแม่ เพราะนมแม่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันในลูกกระต่ายได้ดีเหมือนคน และถ้าแยกลูกกระต่ายจากแม่ก่อนอายุ 45 วัน อาจทำให้ลูกกระต่ายช็อคตายโดยไม่รู้สาเหตุได้ นอกจากนี้ โรคที่อาจพบได้ในกระต่าย คือ โรคแท้งในกระต่าย ซึ่งเกิดจากการป่วยในช่วงที่กระต่ายท้อง เมื่อแท้ง โอกาสที่กระต่ายตายก็พบได้สูง รวมถึงโรคแขนขาอ่อนแรง ที่ไม่สามารถบอกได้ว่าจะเกิดขึ้นกับกระต่ายตัวใด อีกทั้งอาการจะแสดงออกต่อเมื่อกระต่ายโตเต็มวัย ซึ่งสามารถรักษาโรคนี้ได้แต่ไม่หายขาด ดังนั้น การเลี้ยงกระต่ายให้คุ้นชินกับธรรมชาติ ดูแลความเป็นอยู่ให้ใกล้ชิดกับธรรมชาติที่สุด จึงเป็นเรื่องดี