ป้าของผมคนหนึ่งมีวิธีกินที่เหมาะเหม็งมาก คือเลือกกินลูกสุก

ที่ออกรสหวาน จิ้มน้ำพริกกะปิเปรี้ยวๆ เผ็ดๆ ตำให้เหลวหน่อย กินกับข้าวสวย แกล้มกุ้งต้ม หรือคั่วเค็มอ่อนๆ แทนปลาทูทอด พวกเราหลานๆ ลองกินบ้าง ก็เห็นเหมือนๆ กันว่า กินแบบนี้อร่อยจริงๆ

แต่ครั้นลองค้นหนังสือตำราพฤกษศาสตร์ หรือหาข้อมูลอินเตอร์เน็ต ก็พบว่ายังมีความสับสนกันมาก ระหว่างต้นตาลเสี้ยนกับต้นกรวยป่า และแม้จะมีเว็บไซต์หลายแห่งระบุอย่างถูกต้องว่า ตาลเสี้ยน หรือ Xantolis Siamensis (H.R. fletcher) P.Royen นั้น มีชื่ออื่นคือ นมพระสี นมนาง หรือนมสาว ต้นสูง 8-15 เมตร เปลือกลำต้นสีน้ำตาลอมดำ แตกเป็นรอยริ้วแยก ใบยาวปลายมน ออกดอกผลต่อเนื่องตั้งแต่เดือนมีนาคม-มิถุนายน และมีสรรพคุณโดดเด่นคือ เปลือกต้มนั้นถากมาต้มกินเรียกน้ำนมมารดาได้ดีมาก (จึงเป็นที่มาแห่งนามอื่นๆ) ทว่า ก็เกือบไม่มีแหล่งข้อมูลใดกล่าวถึง “ลูกตาลเสี้ยน” ในฐานะอาหารเอาเลย

แม้จะมีชื่อหมู่บ้านชุมชนลาวที่บ้านตาลเสี้ยน ในเขตอำเภอหนองแก จังหวัดสระบุรี ซึ่งแสดงว่าในภูมิภาคอื่นๆ นอกจากบ้านผมก็คงมีที่รู้จักต้นตาลเสี้ยนกันบ้าง เช่น แถบสุไหงโกลก บางบ้านเรียก “ลูกโป๊” แต่ถ้าจะนับพวกที่เอาลูกตาลเสี้ยนมากินชนิดเป็นล่ำเป็นสัน เท่าที่ผมรู้ ดูจะมีแค่คนแถบชายแดนตะวันตกของภาคกลาง คือแถบราชบุรี กาญจนบุรี เท่านั้น

ผมอยากเห็นต้นตาลเสี้ยนกับตา เลยขอให้น้องสาวซึ่งเป็นครูโรงเรียนบ้านหนองนกกระเรียน อำเภอจอมบึง ไปสืบหาแหล่งมาให้ ปรากฏว่าสวนป่าข้างโรงเรียนของเธอก็มีอยู่ต้นหนึ่ง ถ้าปีไหนออกลูก คนก็มาเก็บลูกที่ร่วงไปกิน ไปขายกัน แถมเป็นที่รู้กันว่าเป็นตาลเสี้ยนต้นที่ให้ลูกรสอร่อยด้วย

“ฉันให้คนทำป้ายติดไว้เองแหละ ไม่งั้นเด็กๆ ไม่รู้จักกินกันแล้ว” น้องสาวว่า แล้วยังพาไปดูอีกต้น ที่อยู่ในเขตโรงเรียนบ้านหนองไผ่ เขตบ้านปากบึง มีคนบอกว่าอยู่ข้างศาลาพัก ติดบ้าน “ลุงฉวย”

“เพิ่งหมดไปครับ พวกคุณมาช้าไป” ลุงฉวย บอกพวกเราที่ยืนแหงนคอมองด้วยความเสียดายอยู่ใต้ต้นตาลเสี้ยนสูงใหญ่ข้างบ้านแก “ต้นนี้อร่อยครับ คนชอบกิน ปกติไม่ขายกันหรอกครับก็แบ่งๆ กันไป มีบางปีที่ออกมาก ก็ฝากร้านค้าให้เขาขาย ถุงละ 10 บาทเอง อายุเหรอครับ ต้นนี้ก็คงสัก 50-60 ปีแล้ว มันไม่ได้ออกลูกทุกปี เว้นมา 2 ปีเพิ่งมาออกเนี่ย ผมสังเกตดู ถ้าปีไหนหนาว หน้าร้อนปีถัดไปล่ะออกแยะเลย”

ผมถามว่าเขากินยังไงกันบ้าง แกบอกกินสดเอา ไม่เห็นมีใครดอง มันไม่ทันกิน (ฮา) หรือไม่บางคนเอาไปใส่แกงกะทิไก่ก็ยังมี

“ต้นเนี่ยหวานอร่อยครับ เราแค่ทุบๆ พอให้แตกสักหน่อย จิ้มน้ำพริกกินง่ายๆ เลย”

ลุงฉวยบอกตำแหน่งต้นตาลเสี้ยนต้นอื่นๆ ว่าอยู่ตรงโน้น ตรงนี้ ซึ่งล้วนแต่เข้าไปยากสำหรับเราที่ไม่ได้เตรียมตัวมา แต่เมื่อนึกถึงคำของแม่ค้าตลาดอมยิ้ม ที่บอกผมว่า “มันขึ้นอยู่บนภูเขา หลังบ้านตลาดควายนี่แหละ เต็มไปหมด เราเก็บที่ร่วงมาขาย ลูกรีๆ นี่อร่อย เนื้อมาก หวานกว่าลูกป้อมๆ นะ”

ก็ทำให้เห็นว่า ตาลเสี้ยนยังเป็นไม้ป่าที่ขึ้นในธรรมชาติ อาศัยความอึดของตัวเองในการดำรงชีพ เหตุนั้นจึงยังมีความต่างในรสชาติผลของแต่ละต้น มากกว่าพืชที่เอาเข้าสวนเข้าไร่มาปลูกเป็นระบบแล้ว

แน่นอนว่า นี่เป็นผลาหารจากผืนดิน ที่ใครรู้จักเก็บหา ย่อมสามารถหากินหาเก็บมาดองมาขายได้ เหมือนเหล่าแม่ค้าที่บ้านตลาดควาย ที่ผมได้คุยด้วยวันนั้นนะครับ…

ผมมาลองค้นดูในหนังสือเก่าอีกรอบ ปรากฏว่า ในหนังสือตำรากับข้าวตำรับสายเยาวภาฯ (พ.ศ. 2478) มีระบุไว้ด้วยว่า “ผลตาลเสี้ยน กินผลอ่อนดอง” แสดงว่าแม้ในครัวราชสำนักกรุงเทพฯ เมื่อศตวรรษก่อนก็ยังล่วงรู้ว่ามีการกินลูกตาลเสี้ยนกัน

ความรู้เรื่องนี้จึงเรียกได้ว่าหายสูญไปเกือบหมดแล้วในปัจจุบัน
หรือว่าที่อื่นๆ ยังรู้จักกินอยู่อีกบ้างไหม ผมก็อยากทราบเป็นความรู้นะครับ ถ้าถามว่าลูกตาลเสี้ยนรสเหมือนอะไร คงต้องบอกว่า มันมีกลิ่นหอม เปลือกกรอบ เนื้อลูกสุกจะฉ่ำน้ำ มียางฝาดมากน้อยต่างไปตามแต่ละต้น ยางและน้ำเนื้อรสเปรี้ยวหอมจัดๆ ในผลตาลเสี้ยนนี้เอง

ที่น่าจะมีสรรพคุณกัดเสมหะตามที่ตำราบางเล่มบอกไว้ เมื่อเรากัดกินสดๆ จนหมดคำแล้ว จะชุ่มชื่นในคอจนรู้สึกได้ และหากจะให้อธิบายว่าใกล้เคียงอะไรที่สุด ผมคิดว่ามันเหมือนพุทราผสมสมอไทยและบ๊วยสดนะครับ

วิธีกินสำหรับคนเพิ่งหัด คือเอามาล้างให้สะอาด ลวกน้ำร้อนสักครู่เดียว ผึ่งให้แห้ง จากนั้นดองในน้ำเกลือเจือจางพอประมาณ กะให้เค็มปะแล่มๆ ครับ ราวไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์ก็เอาออกมาจิ้มน้ำพริกกินได้ แถมยิ่งไว้นานยิ่งอร่อยด้วยซี

อยู่กับสาว ต้องเอาใจสาว สำหรับฝรั่งหัวใจไทย “แดเนียล เฟรเซอร์” จัดทริปพาดาราสาว “เปรี้ยว อนุสรา วันทองทักษ์” ร่วมสัมผัสประสบการณ์แห่งความเป็นกุลสตรี เดินทางท่องเที่ยวสมุทรสงคราม เรียนรู้งานฝีมือสานปลาตะเพียน เข้าครัวทำผลไม้แช่อิ่ม ลิ้มรสหอยหลอดสูตรเด็ด และบรรยากาศสุดฟินที่บ้านริมคลองโฮมสเตย์

รายการหลงรักยิ้ม ร่วมกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) นำเสนอเส้นทางเที่ยวภาคกลางใกล้แค่เอื้อม โดยพิธีกรฝรั่งยิ้มกว้าง “แดเนียล” ควงแขกรับเชิญสาว “เปรี้ยว อนุสรา” สัมผัสทริปที่สาวๆ จะต้องติดใจ ณ จังหวัดสมุทรสงคราม เริ่มต้นทริปด้วยบรรยากาศสุดฟินใกล้ชิดธรรมชาติ บ้านริมคลองโฮมสเตย์ เรียนรู้งานฝีมืออย่างการจักสานผลิตภัณฑ์ต่างๆ จากใบมะพร้าว อย่าง ปลาตะเพียน และหมวก จากนั้นเดินทางไปเข้าครัวทำผลไม้แช่อิ่ม ที่บ้านบางพลับ สินค้าขึ้นชื่อจากภูมิปัญญาชาวบ้าน

โดยการนำผลไม้มาตัดแต่ง แล้วแช่น้ำตาล ซึ่งจะทำให้ผลไม้ที่มีรสชาติเปรี้ยว เผ็ด หรือขม อย่างบอระเพ็ด กลับกลายเป็นรสหวานได้ จากนั้นไปดินเนอร์มื้อหนักที่ดอนหอยหลอด ร้านอาหารริมทะเลขึ้นชื่อเรื่องความสดใหม่ของอาหารทะเล โดยเฉพาะหอยหลอด ที่นำมาทำเมนู หอยหลอดผัดฉ่า หอยหลอดใบชะคราม นอกจากนี้ยังมีเมนูสร้างสรรค์ชวนให้ชิม อย่างปลาทู ที่นำมาทำเป็นไส้อั่ว จ้อปลาทู และแฮมเบอร์เกอร์

สัมผัสความเป็นกุลสตรีของดาราสาว เปรี้ยว อนุสรา และความสุดป่วนของฝรั่ง แดเนียล เฟรเซอร์ ในรายการหลงรักยิ้มลุ้นราคาสับปะรดขยับขึ้น หลังพาณิชย์อัดมาตรการดึงซัพพลายส่วนเกินออกจากตลาด

นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า มั่นใจว่าต้นเดือนกรกฎาคม 2561 นี้ สถานการณ์สับปะรดจะค่อย ๆ คลี่คลายกลับเข้าสู่ภาวะปกติ เพราะกระทรวงพาณิชย์ซึ่งเป็นฝ่ายคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาและแก้ไขปัญหาด้านการตลาดและการส่งออกสับปะรด โดยขณะนี้ได้เชื่อมโยงและกระจายผลผลิตสับปะรดผลสดออกจากแหล่งผลิต พร้อมสนับสนุนงบประมาณค่าใช้จ่ายรวบรวมผลผลิต คัดคุณภาพ และกระจายไปจังหวัดปลายทางนอกแหล่งผลิตกว่า 2,000 ตัน

นอกจากนี้ได้ขอความร่วมมือบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 890 ตัน บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) รับซื้อ 460 ตัน และลงนาม MOU กับห้าง Lotus, Big C, Makro, The Mall, Tops รับซื้อสับปะรด 2,820 ตัน รวมทั้งกรมปศุสัตว์นำสับปะรดใช้เป็นอาหารเลี้ยงโคนมโคเนื้อ 1,800 ตัน

นายสุรัตน์ มุนินทรวงศ์ นายกสมาคมชาวไร่สับปะรดไทย เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า ราคาซื้อขายหน้าโรงงานสับปะรด 10 กว่าโรงในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ยังอยู่ที่ กก.ละ 1.80-2.40 บาท เฉลี่ยรับซื้อที่ กก.ละ 2.30 บาท จากต้นทุนการผลิต กก.ละ 4.00 บาท แต่โรงงานหลายแห่งจ้างพนักงานทำงานล่วงเวลา เพราะหลังสิ้นเดือน มิ.ย.นี้ สับปะรดที่ออกตามธรรมชาติจะไม่มีการส่งเข้าโรงงาน จะมีเพียงสับปะรดนอกฤดูที่ตกลงราคากับโรงงานไว้แล้วล่วงหน้า

“โรงงานเขาจับมือกันลดกำลังการผลิตและลดราคาตั้งแต่เดือน ก.พ.ที่ผ่านมา แม้ว่ารองผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์จะเรียกทุกฝ่ายมาหารือแต่ก็ไม่มีการปฏิบัติกัน อ้างผลผลิตสับปะรดขายไม่ออกล้นโกดัง จากถูกตัดสิทธิพิเศษภาษี GSP จากอียู”

ส่วนผลจากมาตรการกระจายผลผลิตออกจากแหล่งปลูก 29 จังหวัด และการซื้อเพื่อผลิตอาหารสัตว์ คงทำได้น้อย เพราะมีข้อจำกัดหลายอย่างเรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ

ผมมีโอกาสผ่านไปทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พบว่ามีปลูกยางเป็นจำนวนมาก แต่ไม่เห็นมีการตากแผ่นยางคล้ายผ้าอ้อม เหมือนภาคใต้และภาคตะวันออกเหมือนเมื่ออดีต เป็นเพราะเหตุใดขอคำอธิบายด้วยครับ

ตอบ คุณสุรชัย วิริยะพงษ์

ปัจจุบัน การผลิตน้ำยาง ในทุกภูมิภาค นิยมแปรรูปเป็นยางก้อน โดยวิธีใส่กรดฟอร์มิกรองก้นถ้วยรองน้ำยาง หรือบางรายจะเทกรดลงผสมกับน้ำยางหลังการกรีดแล้วคนให้เข้ากัน วิธีหลังนี้จะได้ก้อนยางสวยและสะอาดกว่า การเก็บยางก้อนมักเก็บในวันรุ่งขึ้น ยางที่ได้มีลักษณะเป็นก้อนรูปถ้วย จึงเรียกกันว่า ยางก้อน รวบรวมยางก้อนที่ได้ส่งขายยังแหล่งรับซื้อที่อยู่ใกล้ที่สุด การผลิตยางก้อนก็เพื่อลดต้นทุนการผลิตลงนั่นเอง

ข้อควรระวังเป็นอย่างยิ่ง ไม่ควรให้น้ำเมือกของยางก้อนไหลลงบนพื้นถนน เพราะทำให้ถนนลื่น โดยเฉพาะผสมผสานกับน้ำฝน มักทำให้เกิดอุบัติเหตุทางถนนอยู่เป็นประจำ ช่วยบอกกันต่อๆ ไปนะครับ จะได้บุญกุศลแรง

เมื่อเร็ว ๆ นี้ ที่โรงพยาบาลวังน้ำเย็น จ.สระแก้ว นพ.อภิรัต กตัญญุตานนท์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสระแก้ว พร้อมด้วยนายประจักษ์ ประสงค์สุข เกษตรจังหวัดสระแก้ว ได้เป็นประธานมอบกล้าพันธุ์ให้กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกสมุนไพร แก่ผู้แทนกลุ่มผู้ปลูกพืชสมุนไพร 50 คน จาก 6 อำเภอ ได้แก่ อ.เมืองสระแก้ว 30 ไร่ อ.วัฒนานคร 30 ไร่ อ.วังน้ำเย็น 40 ไร่ อ.คลองหาด 40 ไร่ อ.อรัญประเทศ 30 ไร่ และ อ.ตาพระยา 15 ไร่ หวังขยายพื้นที่ปลูกเพื่อพัฒนามาตรฐานวัตถุดิบสมุนไพร ส่งเสริมอาชีพและรายได้แก่ประชาชน ด้านเกษตรจังหวัดสระแก้วได้ชี้แจงแนวทางการปลูกพืชสมุนไพรตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ซึ่งระยะต่อไปจะเข้ามารับผิดชอบส่งเสริมการปลูก รับรองมาตรฐาน รวมถึงวางแผนการเก็บเกี่ยวผลผลิต

นพ.อภิรัต กตัญญุตานนท์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสระแก้ว เปิดเผยว่า ปัจจุบันความต้องการใช้สมุนไพรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งในการดูแลสุขภาพ รวมถึงการแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม เพื่อตอบสนองความต้องการผู้บริโภค และสร้างความหลากหลายในการใช้ประโยชน์จากสมุนไพร โดยจังหวัดสระแก้วได้ดำเนินงานแพทย์แผนไทยและสมุนไพรมาแล้วตั้งแต่ พ.ศ. 2525 เป็นเวลา 36 ปี ซึ่งโรงพยาบาลวังน้ำเย็นถือว่าเป็นต้นกำเนิดการแพทย์แผนไทยของประเทศ ยังได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

ทั้งนี้จะเห็นได้ว่าจังหวัดสระแก้วมีต้นทุนสูง ทั้งสภาพพื้นที่อุดมสมบูรณ์ เหมาะในการปลูกพืชสมุนไพร และมีกลุ่มผู้ปลูกสมุนไพรหลายกลุ่มในพื้นที่ ได้แก่ วิสาหกิจชุมชนบ้านทับทิมสยาม ที่ปลูก แปรรูปวัตถุดิบสมุนไพรสำหรับใช้ในการผลิตเป็นยาสมุนไพรและผลิตภัณฑ์สุขภาพ อีกทั้งเป็นแหล่งฝึกประสบการวิชาชีพด้านการแพทย์แผนไทย เป็นศูนย์ฟื้นฟูป่วยโรคหลอดเลือดด้วยการแพทย์ผสมผสาน ทั้งที่โรงพยาบาลวังน้ำเย็นและโรงพยาบาลวัฒนานคร

นพ.อภิรัตกล่าวต่อว่า จากนโยบายการขับเคลื่อนโครงการเมืองสมุนไพรของรัฐบาล ภายใต้ Thailan 4.0 “สมุนไพรไทย เพื่อความมั่นคงทางสุขภาพ และความยั่งยืนของเศรษฐกิจไทย” จังหวัดสระแก้วได้เริ่มดำเนินโครงการเมืองสมุนไพร ตั้งแต่ปี 2560 ภายใต้แนวคิดใช้สมุนไพรเป็นทางเลือกในการรักษาโรคและเสริมสร้างสุขภาพ ลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ การสร้างความมั่นคงทางสุขภาพ การสร้างมูลค่าเพิ่มของวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์สมุนไพร โดยมีเป้าหมายพัฒนาสมุนไพรครบวงจร ตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง และปลายทาง ต่อยอดทั้งด้านการรักษาและผลิตภัณฑ์ ต่อมาปี 2561 ได้จัดทำโครงการอนุรักษ์พันธุ์พืชสมุนไพรฯ เพื่อสนองพระราชดำริ โดยได้รับการสนับสนุนจากจังหวัดสระแก้ว จัดกิจกรรม จัดทำศูนย์เรียนรู้อนุรักษ์สมุนไพร จัดตั้งแกนนำยุวชนกลุ่มรักษ์สมุนไพร พัฒนาแหล่งแปรรูปวัตถุดิบสมุนไพร ศึกษาภูมิปัญญาสมุนไพร และคุ้มครองภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย

สำหรับกิจกรรมส่งเสริมการปลูกพืชสมุนไพรแก่กลุ่มเกษตรกร เพื่อเป็นการส่งเสริมอาชีพและรายได้แก่ประชาชน ภายใต้ความร่วมมือระหว่างสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสระแก้ว โรงพยาบาลวังน้ำเย็น และสำนักงานเกษตรจังหวัดสระแก้ว โดยจัดพิธีมอบกล้าพันธุ์พืชสมุนไพร 5 ชนิด ได้แก่ ขมิ้นชัน ไพล ฟ้าทะลายโจร เพชรสังฆาต และรางจืด แก่ผู้แทนกลุ่มผู้ปลูกพืชสมุนไพร 6 อำเภอ มีผู้เข้าร่วมโครงการทั้งหมด 145 คน โดยได้ขยายพื้นที่ปลูกจากเดิม 60 ไร่ เป็น 200 ไร่ ทั้งนี้พื้นที่ 1 ไร่ เกษตรกรสามารถเก็บสมุนไพรได้ทุก 3 เดือน 6 เดือน 9 เดือน 1 ปี และ 1 ปีครึ่ง มีรายได้เฉลี่ยไร่ละ 25,000 บาทต่อปี ภายในระยะเวลา 2 ปี จะสร้างรายได้รวมให้เกษตรกรผู้ปลูกประมาณ 5 ล้านบาท

เมื่อเร็วๆ นี้ กลุ่มชุมพรฟ้าใหม่ นำโดยนายสุรินทร์ เหล่าพัทรเกษม ได้รับมอบหมายจาก พล.ต.กลชัย สุวรรณบูรณ์ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ให้เดินทางพร้อมผู้นำชุมชนในพื้นที่ ต.เขาค่าย อ.สวี จ.ชุมพร ประกอบด้วย นายโชคชัย เกตุแก้วนิยะกิจ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 2 นายชัยวุฒิ เซ่งปุ่น ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 8 นายสุนทร วรดิษฐ์ สมาชิกสภา อบต.หมู่ 3 นายภูริพงศ์ศรีทอง สมาชิกสภา อบต.หมู่ 10 นายธนพล คงทอง สมาชิกสภา อบต.หมู่ 12 และนายวสี ทองคำ ผู้นำชุมชนจาก ต.เขาค่าย สำรวจ “ถ้ำทิพย์ปรีดา” ในบริเวณวัดศาลช้างเล่น หมู่ 2 บ้านศาลช้างเล่น ต.เขาค่าย อ.สวี จ.ชุมพร

โดยวัดศาลช้างเล่นนั้น ชาวบ้านส่วนใหญ่ในพื้นที่เรียกว่าวัดสีทอง เนื่องจากบรรดาถาวรวัตถุส่วนใหญ่ภายในวัด เช่น พระพุทธรูปปางต่างๆ รูปปั้นพระเกจิ ล้วนแล้วแต่เป็นสีทองเหลืองอร่าม ส่วนภายในถ้ำทิพย์ปรีดาก็มีหินงอกหินย้อยที่สวยงามมาก อีกทั้งยังถูกจัดให้เป็นแหล่งโบราณคดีที่สำคัญแห่งหนึ่งของ จ.ชุมพร เนื่องจากเคยมีการขุดพบโบราณวัตถุ เช่น เศษภาชนะดินเผา และกระดูกสัตว์สมัยก่อนประวัติศาสตร์ภายในถ้ำในระหว่างปรับพื้นที่เพื่อทำเป็นสำนักสงฆ์ เมื่อปี 2528

ลักษณะภูมิประเทศอันเป็นที่ตั้งของถ้ำทิพย์ปรีดา ตั้งอยู่ภายในเทือกเขาหินปูน ขนาบด้วยเทือกเขาหินฟิลไลท์ มีแหล่งน้ำไหลผ่านบริเวณใกล้เคียงกับแนวเขา ปัจจุบันกลายเป็น “ฝายมีชีวิตคลองหินดำ” (อินทนิล) ซึ่งถูกจัดให้เป็นฝายมีชีวิตลำดับที่ 220 ของประเทศไทย เป็นสถานที่ที่มนุษย์สมัยโบราณนิยมเลือกเป็นอยู่อาศัยแบบหนึ่ง โดยภายในถ้ำ ประกอบด้วย หลายคูหา แต่ละคูหามีความกว้างมาก โดยเฉพาะพื้นที่ด้านหน้าใต้เพิงหินมีลักษณะเป็นลานกว้างขนาดใหญ่ มีพื้นที่มากกว่า 180 ตารางเมตร สภาพในปัจจุบันพื้นที่บางส่วนภายในถ้ำถูกดัดแปลงเป็นสำนักสงฆ์ มีการเทคอนกรีตทับพื้นถ้ำทั้งหมด

เมื่อทีมงานชุมพรฟ้าใหม่เดินทางโดยรถจักรยานยนต์บิ๊กไบค์ และรถยนต์กระบะประเภทออฟโรดขึ้นไปบนยอดเขา ซึ่งเป็นที่ตั้งของถ้ำทิพย์ปรีดา ก็ได้พบดอยที่ชาวบ้านเรียกว่า “ดอยช้างทะเลหมอก” ซึ่งหากยืนอยู่บนดอยจะสามารถมองเห็นโขลงช้างป่าจำนวน 11 ตัว ที่มักพากันลงมาหาอาหารและน้ำดื่มรอบๆ วัดศาลช้างเล่น แต่ไม่เคยทำอันตรายแก่ชาวบ้านแต่อย่างใด นอกจากนั้นบริเวณที่ใกล้กับวัดศาลช้างเล่น ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งวัดโรจน์ดำริ (คลองหินดำ) ยังมีลานหินตั้งขนาดใหญ่คล้ายสโตนเฮนจ์ (STONEHENGE) สิ่งมหัศจรรย์ของโลกในประเทศอังกฤษ ที่มีนักท่องเที่ยวนิยมไปถ่ายภาพเป็นจำนวนมากด้วย

หลังจากนี้ กลุ่มชุมพรฟ้าใหม่จะมีประสานกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานชุมพร หน่วยงาน และองค์กรที่เกี่ยวข้องด้านการท่องเที่ยว จัดกิจกรรมพานักท่องเที่ยวจากส่วนกลางประมาณ 500 คน ขี่รถจักรยานยนต์บิ๊กไบค์ และขับรถยนต์ประเภทออฟโรดขึ้นมาทำกิจกรรมบนดอยช้างทะเลหมอก เพื่อผลักดันให้ดอยแห่งนี้เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สำคัญของ จ.ชุมพรต่อไป

มะเร็งเต้านมเป็นโรคมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับ 1 ในผู้หญิงไทย สถาบันมะเร็งแห่งชาติเปิดเผยว่าการเกิดมะเร็งเต้านมเพิ่มขึ้นในทุกกลุ่มอายุ ไม่จำกัดอยู่แค่ผู้หญิงที่อายุมากเท่านั้น โดยมีตัวเลขว่าผู้หญิงอายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไปล้วนมีความเสี่ยงจะเป็นโรคมะเร็งเต้านม
นพ.วีรวุฒิ อิ่มสำราญ ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กล่าวว่า สังคมต้องเริ่มตื่นตัวเพื่อรู้เท่าทันภัยเงียบนี้ เพราะหากตรวจพบไวก็จะเพิ่มโอกาสในการรักษาให้หายขาดได้มากขึ้น ผู้หญิงที่อยู่ในวัยเจริญพันธุ์ทุกช่วงอายุมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคนี้ได้ทุกคน จึงแนะนำให้หมั่นสังเกตความผิดปกติด้วยตนเอง และตรวจสุขภาพเต้านมเป็นประจำด้วยการคลำโดยบุคลากรทางการแพทย์ รวมทั้งพิจารณาเข้ารับการตรวจแมมโมแกรมเมื่ออายุ 40 ปีขึ้นไป

อย่างไรก็ตาม การตรวจคัดกรองโรคทั้งสองวิธีนี้ให้แก่ประชาชนในวงกว้าง ยังมีข้อจำกัดในด้านบุคลากรทางการแพทย์ที่ไม่เพียงพอ และแม้ว่าการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมด้วยแมมโมแกรม จะเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพดีที่สุดในปัจจุบัน แต่มีต้นทุนสูงไม่คุ้มค่าสำหรับประเทศไทย หากจะนำมาเป็นนโยบายในการตรวจคัดกรองเบื้องต้นให้กับผู้หญิงทุกคนที่มีอายุตั้งแต่ 40-50 ปีขึ้นไป

ดังนั้นเพื่อแก้ไขปัญหานี้และช่วยให้คนไทยเข้าถึงบริการคัดกรองมะเร็งเต้านมมากขึ้นในราคาที่ถูกลง สถาบันมะเร็งแห่งชาติจึงริเริ่มโครงการวิจัยพัฒนาวิธีคัดกรองมะเร็งเต้านมแบบใหม่ด้วยการตรวจสารบ่งชี้ในเลือดมาตั้งแต่ปี 2558 ภายใต้การสนับสนุนจากภาคเอกชนต่าง ๆ อย่างเช่น “วาโก้” ซึ่งสนับสนุนงานวิจัยชิ้นนี้มาต่อเนื่องเป็นปีที่ 2

ร.อ.นพ.สมชาย ธนะสิทธิชัย ผู้ช่วยผู้อำนวยการด้านการพัฒนาคุณภาพโรงพยาบาล และหัวหน้ากลุ่มงานวิจัย สถาบันมะเร็งแห่งชาติ เปิดเผยความคืบหน้าของโครงการว่า ขณะนี้งานวิจัยคืบหน้าไปอีกขั้น โดยอยู่ในช่วงเฟส 2-3 ซึ่งทำคู่ขนานไปพร้อมกัน ซึ่งช่วยให้ประหยัดเวลาการดำเนินโครงการไปได้ประมาณ 6 เดือน-1 ปี

การวิจัยนี้ได้ทำการค้นหาสารชีวโมเลกุลในเลือด (biomarker) ของกลุ่มผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะต่าง ๆ เปรียบเทียบกับผู้ป่วยที่มีก้อนเต้านมผิดปกติแต่ไม่ใช่มะเร็ง และเลือดในคนปกติจำนวน 1,784 ชนิด จนสามารถคัดแยกสารเอกลักษณ์ที่มีความเป็นไปได้รวม 64 ชนิด

เนื่องจากมะเร็งแต่ละระยะมีพัฒนาการที่แตกต่างกัน ทำให้องค์ประกอบในเลือดมีทั้งที่เหมือนและแตกต่างกัน ขณะนี้ ทีมวิจัยอยู่ในช่วงการตรวจสอบความถี่ของสารแต่ละตัว เพื่อคัดเลือกสารชีวโมเลกุลที่มีโอกาสพบสูงสุดในมะเร็งเต้านมแต่ละระยะ ก่อนนำมาสร้างรูปแบบของการแสดงออก เพื่อคัดแยกมะเร็งเต้านมแต่ละระยะออกจากกัน ถ้าหากผลลัพธ์เป็นไปตามที่คาด ขั้นตอนต่อไปจะเป็นการพัฒนาสารที่มีความไวมากพอที่จะทำปฏิกิริยากับสารชีวโมเลกุลเหล่านี้พัฒนาเป็นอุปกรณ์เพื่อตรวจวัดให้ใช้งานได้ง่ายขึ้น

“หากประสบผลสำเร็จ งานวิจัยชิ้นนี้ก็จะเป็นเสมือนความหวังใหม่ที่ช่วยให้ผู้หญิงไทยสามารถเข้าถึงบริการตรวจคัดกรองมะเร็งที่มีประสิทธิภาพได้อย่างแพร่หลายมากขึ้น เพื่อช่วยลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งเต้านมในอนาคต” นพ.สมชายกล่าว

พฤติกรรมของคนวัยทำงานซึ่งส่วนใหญ่ต้องนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ต่อเนื่องทั้งวัน ประกอบกับการอยู่ในท่าทางการทำงานที่ไม่เหมาะสม ซึ่งล้วนทำให้มีความเสี่ยงที่จะเกิดการบาดเจ็บของระบบกระดูกกล้ามเนื้อ
โดยเฉพาะบริเวณคอ บ่า ไหล่ พบว่าคนที่รักษาอาการปวดของร่างกาย ส่วนใหญ่เกือบ 80% มีอาการปวดคอ บ่า ไหล่ บางคนลามไปปวดที่ศีรษะและกระบอกตา ยิ่งปล่อยเรื้อรังจะทำให้เกิดปัญหาใหญ่ตามมา

เพ็ญพิชชากร แสนคำ ผู้จัดการคลินิกกายภาพบำบัดอริยะ ชั้น 1 ไลฟ์เซ็นเตอร์ มีท่าบริหารพื้นฐานของคนที่มี “อาการปวดคอ” มาแนะนำ ท่าที่ 1 ประสานมือด้านหน้า หายใจเข้า กระดกข้อมือ เหยียดแขนไปด้านหลังให้สุด แขม่วท้องเล็กน้อย หายใจออก ค่อยๆ วาดแขนไปด้านหลัง ทำซ้ำ วนมาด้านหน้า ท่านี้จะเป็นท่าที่ยืดกล้ามเนื้อด้านหน้าอก หน้าหัวไหล่ เนื่องจากการนั่งก้มคอและหลังงุ้ม กล้ามเนื้อส่วนนี้จะตึงรั้ง และกระตุ้นอาการปวดคอ และอาจเป็นสาเหตุให้มือชา เพราะเป็นกล้ามเนื้อที่เป็นทางผ่านของเส้นประสาทที่เลี้ยงแขนและมือ

ท่าที่ 2 หงายมือ เหยียดแขนไปด้านหลัง พร้อมลู่ไหล่ลง ค่อยๆ เอียงคอไปด้านซ้าย เอียงคอไปทางขวา ทำสลับข้างไปมา ท่านี้เป็นท่ายืดกล้ามเนื้อด้านข้างของคอและตลอดแนวแขนกระตุ้นให้ระบบการไหลเวียนของเลือดที่ผ่านช่วงคอไปศีรษะไหลเวียนได้ดีขึ้น ทำให้กล้ามเนื้อผ่อนคลายและลดอาการปวดคอ ปวดศีรษะได้ดี

ท่าที่ 3 ใช้มือขวาจับขอบเก้าอี้ แขนซ้ายชูขึ้นด้านบนเหยียดตรง ค่อยๆ เอนตัวไปทางขวา แล้วเอนตัวกลับมาท่าเริ่มต้น ให้ทำสลับกันทั้ง 2 ข้าง

เวลานั่งทำงานนาน ตัวจะห่อลงเรื่อย ๆ ทำให้กล้ามเนื้อลำตัวหดเกร็ง นอกจากจะทำให้ความตึงรั้งทำให้ปวดคอแล้ว กล้ามเนื้อเหล่านี้ยังส่งผลให้ประสิทธิภาพการหายใจลดลงด้วย เวลายืดกล้ามเนื้อมัดลึกส่วนนี้นอกจากจะทำให้บรรเทาอาการปวดคอแล้ว ยังทำให้หายใจโล่งขึ้นด้วย

ทั้งนี้ ขณะทำแต่ละท่าควรแขม่วท้องเล็กน้อย หายใจเข้าทางจมูก เป่าลมออกทางปากเบาๆ ยาวๆ ตลอดการทำ ทำซ้ำท่าละ 3-5 ครั้ง ประมาณ 3 รอบ/วัน เหมาะกับคนที่มีอาการปวดคอ หรือรู้สึกเมื่อย หรือทำเพื่อป้องกันอาการปวดคอ