ผมเลือกไก่บ้าน เจอที่ตลาดสดอ่อนนุช คนขายมุสลิมเชื่อถือได้

กิโลละ 150 ตัวนั้นโลเจ็ดขีด ให้เขาสับชิ้นใหญ่ ที่แผงผัก ซื้อหอมใหญ่ 2 หัว มะเขือเทศครึ่งโล ผักชี 2 กำ พริกสดคละสี ขิงแค่นิ้วโป้ง ขมิ้นอีกข้อก้อย ร้านเครื่องแกง แกงเผ็ด 1 ขีด กะทิกล่อง 250 มิลลิลิตร นอกนั้นมีประจำครัวที่บ้านแล้ว เช่น กระเทียม กะรัมมาซาลา 1 ช้อนโต๊ะ ผงกะหรี่ 1 ช้อนโต๊ะ เมล็ดเทียนข้าวเปลือกกับเมล็ดมัสตาร์ดอย่างละ 1 ช้อนชา เนื้อมะเขือเทศเข้มข้น 2 ช้อนโต๊ะ

เริ่มทำ ตั้งน้ำมันในกระทะไฟอ่อน รวนหอมใหญ่ซอยจนสุกใสเป็นสีทอง เติมขิงซอย กระเทียมซอย พริกสดหั่นท่อน และเครื่องเทศทั้งหมด ผัดเคล้า 1 นาที เติมมะเขือเทศสับ มะเขือเทศเข้มข้น กะทิ ผักชีสับ 2 ช้อนโต๊ะ เคล้าอีก 1 นาที เติมชิ้นไก่ผัดคลุกให้เข้าเนื้อ แล้วย้ายลงหม้อดิน ตั้งไฟเตาอบ 180 องศา 90-100 นาที เอาออกจากเตา เปิดฝา เติมน้ำตาล 1 ช้อนชา โรยผักชีสับ 1 ช้อนโต๊ะ ตั้งเตาอบ 250 อีก 15 นาที เสิร์ฟกับข้าวปามัสติหรือนาน ถ้าไม่มีก็ขนมปังปิ้งนี้แล ปรากฏว่า แม้จะถ่ายรูปออกมาไม่สวย แกงมาซาล่าไก่บ้านของผมก็ไม่เลวเสียทีเดียว

มาซาล่าไก่ระยะฟรี

จนถึงตอนนี้ฉันยังคงเขียนเกี่ยวกับอาหารไทยในสูตรดั้งเดิมหรือใกล้เคียงที่สุดเท่าที่จะทำได้ เป็นเรื่องยากเพราะแหล่งที่มาหรือบุคคลอ้างอิงไม่อยู่แล้ว อาศัยสูตรที่อ้างว่าเป็นของโบราณ คำนำบ่งบอกถึงความสนใจของแต่ละคนหรือในครัว ผลงานของผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารไทยต้นตำรับ หมดหวังที่จะหาหน่วยงานของรัฐเกี่ยวกับอาหารและวัฒนธรรมการดำรงชีวิตของคนไทย นโยบายประเทศไทย 4.0 เพิ่งถูกตีความอย่างสวยงามในการสร้างอาคารสำหรับกระทรวงวัฒนธรรมมูลค่า 5 พันล้านบาท เมื่อถามเกี่ยวกับซอฟต์แวร์ เรียงความ สารคดี สื่อมัลติมีเดีย โสตทัศนวัสดุ เขาว่าจะมีหลังสร้างเสร็จ

วิถีการดำรงชีวิตไม่คงอยู่ถาวร แต่สลับสับเปลี่ยนกันไปตามยุคสมัย ทำให้มีส่วนประกอบของอาหาร การเตรียม และรสชาติที่หลากหลาย ฯลฯ บางคนก้าวหน้าในขณะที่คนอื่นผิดพลาด; เช่นการใส่ซอสมะเขือเทศในผัดไทย แครอทในบะหมี่ผัดซอสสีน้ำตาล ฯลฯ

แทนที่จะเป็นอาหารไทย สำหรับฉบับนี้ ผมขอลองเป็น “แกงอินเดียแบบอิสระ” ปกติแล้วสำหรับอาหารอินเดีย ผมจะไปทานที่ร้าน Tamil Nadu สีลมซอย 11 ตรงข้ามโรงแรมนารายณ์ เป็นผู้เชี่ยวชาญทางตอนใต้ของอินเดียซึ่งมีรสเปรี้ยวกว่าเพื่อนร่วมชาติทางตอนเหนือเล็กน้อย อาหารจานหลัก ได้แก่ ไก่ ปลา และเนื้อแกะ – ในแกง มาซาลา หรือทอด; และอาหารมังสวิรัติ ฉันลองมาหมดแล้ว พวกเขาทั้งหมดดี แม้ว่าสุดท้ายแล้วฉันจะลงเอยด้วยเนื้อแกะมาซาลาและเนื้อแกะทอด เพื่อนมังสวิรัติของฉันมักจะมาพร้อมกับฉันโดยติดแกงปลาของเขา

หลังจากรักษาที่นั่นมานาน ฉันก็คิดที่จะทำด้วยตัวเอง สูตรอาหารมีอยู่ 2 เล่ม เมื่อมีข้อสงสัยสามารถค้นหาใน Google ได้ตลอดเวลา สร้างเสริมให้กับงานเขียนของชาวอินเดีย ไม่ใช่นักเขียนปลอมชาวตะวันตกหรือชาวญี่ปุ่น ด้วยสูตรที่สามารถรวบรวมเพื่อความเรียบง่าย บังเอิญฉันมีหม้อตุ๋นดินเผาขนาดใหญ่พอดีสำหรับเตาอบของฉัน และเหมาะสำหรับทำอาหารแบบสโลว์คุก

ผมเลือกกินไก่แบบปล่อยอิสระที่ตลาดอ่อนนุช แผงมุสลิมที่เชื่อถือได้ กก.ละ 150 ฿; นกคือ 1.7; พร้อมสำหรับการสับ ที่แผงขายผักฉันซื้อหัวหอม 2 หัว; มะเขือเทศ 1/2 กก. ผักชี 2 ช่อ; พริกขี้หนูผสมสี ขนาดหัวแม่มือขิง ขมิ้นขนาดนิ้วก้อย; ที่ร้านแกง: พริกแกง 100g; กะทิ UHT 250 มล. ส่วนที่เหลือเป็นมาตรฐานคงที่ในครัวของฉัน: กระเทียม การัมมาซาลา ผงกะหรี่ ยี่หร่าและเมล็ดมัสตาร์ดอย่างละ 1 ช้อนโต๊ะ มะเขือเทศบด 2 ช้อนโต๊ะ

มาทำอาหารกันเถอะ ตั้งน้ำมันในกระทะบนไฟอ่อน ผัดหัวหอมสับจนเหลืองใส ใส่ขิงสับ กระเทียม พริกสับ และเครื่องเทศทั้งหมด ผัดประมาณ 1 นาที ใส่มะเขือเทศสับ มะเขือเทศบด กะทิ ผักชีสับ 2 ช้อนโต๊ะ เพิ่มชิ้นไก่และพับเพื่อให้พวกเขาดูดซับเครื่องเทศ จากนั้นโอนไปยังหม้อตุ๋นดินเผา นำเข้าเตาอบที่ 180 C นาน 90-100 นาที ปิดเตา ใส่น้ำตาล 1 ช้อนชา ผักชีสับ 1 ช้อนโต๊ะ นำเข้าเตาอบอีกครั้งที่ 250c เป็นเวลา 15 นาที เสิร์ฟพร้อมข้าวบาสมาติหรือนาน หรือปิ้ง. ปรากฎว่าแม้ว่าจะถ่ายภาพได้ไม่ดี แต่ไก่มาซาลาแบบปล่อยอิสระแบบโฮมเมดของฉันก็ไม่เลวนัก

น้ำป่าจากเทือกเขาบรรทัด ทะลักเข้าท่วมเขตย่านการค้าและชุมชนตลาดเทศบาลย่านตาขาว

น้ำป่าจากเทือกเขาบรรทัด ทะลักเข้าท่วมในพื้นที่ย่านการค้า และชุมชน เทศบาลย่านตาขาว โดยน้ำล้นเอ่อขึ้นจากแม่น้ำปะเหลียน ผู้ว่าตรังเร่งเข้าสำรวจความเสียหาย เผยส่วนหนึ่งมาจากการระบายน้ำจากอ่างเก็บน้ำผิดพลาด ไม่มีความรู้เรื่องน้ำ ขณะที่ล่าสุดมีรายงานผู้เสียชีวิตและผลกระทบจากน้ำท่วมครั้งนี้แล้ว 3 ราย

ชาวบ้านชุมชนริมแม่น้ำคลองปะเหลียน ต่างได้ช่วยกันอพยพสิ่งของขึ้นสู่ที่สูง ขณะที่เทศบาลตำบลย่านตาขาว โดยนายวุฒิชัย สุนทรนนท์ นายกเทศมนตรีตำบลย่านตาขาว ได้นำสิ่งของอุปโภค บริโภค น้ำดื่ม ไปแจกจ่ายให้ชาวบ้านในชุมชนริมคลองแม่น้ำปะเหลียน โดยเฉพาะผู้สูงอายุบางคน ยอมเฝ้าทรัพย์สินอยู่ในบ้าน ไม่ยอมอพยพไปอยู่ในสถานที่เทศบาจัดให้เป็นที่อาศัยชั่วคราว แต่ไม่สามารถปรุงอาอาหารได้ จึงต้องนำข้าวกล่อง น้ำดื่มใปแจกจ่ายแก่ชาวบ้าน รวมทั้งอาหารสำหรับสัตว์เลี้ยงที่กำลังอดอาหารในช่วงนี้ด้วย ทั้งนี้ล่าสุดปริมาณน้ำริมแม่น้ำคลองปะเหลียนมีน้ำสูงประมาณ 60 เซนติเมตร ถึง 1 เมตร 20 เซนติเมตร และบริเวณยานการค้าตลาดเทศบาลตำบลย่านตาขาว มีน้ำท่วมสูงประมาณ 40-60 เซนติเมตร

โดยนายศิริพัฒ พัฒกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง ซึ่งหลังลงพื้นที่ตรวจสภาพน้ำท่วมขังและเยี่ยมประชาชนในเขตพื้นที่ อำเภอย่านตาขาว ได้กล่าวว่า วิกฤตน้ำท่วมหนักครั้งนี้เกิดจากน้ำจากจุดต่าง ๆ จากน้ำฝนที่ตกหนักเทือกเขาบรรทัด ประตูระบายน้ำปะเหลียน เขื่อนท่างิ้ว และน้ำจากนครศรีธรรมราช ทุ่งสง บางขัน ซึ่งไม่มีอ่างเก็บน้ำ ทำให้มวลน้ำทั้งหมดไหลลงสู่แม่น้ำตรัง ทำให้บางพื้นที่ที่มีการแก้ไข มีคลอง มีประตูน้ำก็ทานไม่ไหวเพราะมีมวลน้ำจำนวนมาก และมีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุและความประมาทเบื้องต้น 2 ราย ทั้งที่ย้ำเตือนให้ระมัดระวัง

ทั้งนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง ยังกล่าวว่า จากการลงสำรวจพื้นที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตน้ำท่วมหนักในรอบนี้ เกิดจากพื้นที่จังหวัดตรังฝนตกหนักน้ำจากเทือกเขาบรรทัดทั้งหมดเลย ไม่ว่าจะเป็นประตูระบายน้ำปะเหลียน เขื่อนท่างิ้ว ปริมาณน้ำล้นมาก ทางชลประทานจำเป็นต้องปล่อยน้ำ ซึ่งไม่เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา และน้ำจากนครศรีธรรมราช ทุ่งสง บางขันไม่มีอ่างเก็บน้ำ ที่ตั้งใจจะสร้าง สร้างไม่เสร็จ หรือสร้างไม่ได้ น้ำทั้งหมดก็ไหลลงสู่แม่น้ำตรังและชายแดนรัษฎา คลองปาง ซึ่งทาง อ.รัษฎา รับน้ำอย่างมากและเชี่ยวมาปะทะกับน้ำของท่างิ้ว ทำให้รัษฎาและห้วยยอดครั้งนี้จะหนักมากรวมทั้งปะเหลียนด้วย จากปะเหลียนมวลน้ำที่ปล่อยจากประตูระบายน้ำคลองปะเหลียนรวมทั้งมาจากคลองลำพิกุลซึ่งมาจากนาโยง รวมกันทำให้มวลน้ำที่ย่านตาขาวที่คิดว่าน้ำจะไม่ท่วมอีกแล้ว เพราะมีการแก้ไข มีคลองบางด้วนทำประตูน้ำเพิ่มเติมไปแล้ว แต่ปริมาณมวลน้ำมหาศาลเหลือเกิน จึงทำให้เกิดปริมาณน้ำที่ล้นคลองปะเหลียน อ.ย่านตาขาว

ซึ่งประเด็นก็คือ ในชุมชนยังต้องการที่จะขอที่คืนให้กับหลวงเพื่อที่จะขยายทางน้ำ มันติดอยู่เหมือนกรวย พอรีดน้ำ น้ำก็ไหลไม่ทันก็ทำให้ล้นด้านข้างออกมา และมีน้ำทะเลหนุนในช่วงน้ำขึ้น แต่โชคดีตรงที่ถึงน้ำจะขึ้น แต่ระดับน้ำเวลาลง ลงมาก ช่วงน้ำตาย 3-4-5 ค่ำไม่โชคร้ายเกินไปนัก และสำหรับอำเภอเมืองพื้นที่เหมือนแอ่งกระทะที่รับน้ำแม่น้ำตรังเต็มๆ น้ำจากนาโยง น้ำจากคลองนางน้อย ลงมาทำให้ ต.บางรัก ต.หนองตรุด ต.นาตาล่วง ต.นาท่ามเหนือ ต.นาท่ามใต้ ต.นาโต๊ะหมิง เป็นแอ่งกระทะรับ เป็นขนมครกรับน้ำลงไปเรื่อย ๆ ในขณะนี้ ซึ่งหวั่นกลัวพนังกั้นน้ำอยู่ในขณะนี้ ว่าจะชำรุดอีกหรือไม่ แต่ก็พยายามเต็มที่ที่จะดูแล และการอพยพประชาชนได้ประสานการทำงานกันอย่างทั่วถึง เพราะได้เตรียมการตั้งแต่เนิ่น ทั้งเรื่องอาหาร เต็นท์อพยพที่จะให้ประชาชนมาอาศัยอยู่

แต่ปัญหาที่เป็นกังวลอยู่ คือประชาชนไม่ดูแลญาติพี่น้อง ยังมีคนที่เสียชีวิตไม่ว่าจากอุบัติเหตุ หรือจากการประมาทยังมีอยู่อีก เบื้องต้นทราบว่ามี 2 ศพ ซึ่งอีกศพตนจะเข้าไปดูว่าจะใช่หรือไม่เพราะอยู่หลังบ้านที่ อ.ห้วยยอด ซึ่งอยากจะขอให้คนที่อยู่ต่อระมัดระวังให้เพิ่มขึ้น ซึ่งก็เตือนแล้วไม่ใช่ไม่เตือน แต่มันเป็นเรื่องของอุบัติเหตุต้องเข้าใจ แต่ไม่ใช่จะประมาทนักหนาแต่มันก็เป็นสิ่งที่บางทีคาดไม่ถึง

นายสมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) กล่าวในการแถลงโครงการวิจัย “หนอนตัวแบนนิวกินี : แนวทางการวิจัยเพื่อให้ความรู้แก่สังคม และเพื่อการควบคุมการระบาด” เพื่อกำหนดแนวทางการจัดทำโครงการวิจัยให้ความรู้และควบคุมสัตว์ต่างถิ่นรุกราน “หนอนตัวแบนนิวกินี” แก่สังคมวิชาการและประชาชนทั่วไป จัดโดยศูนย์ความเป็นเลิศด้านความหลากหลายทางชีวภาพ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) และ สกว.ว่า แนวทางการสนับสนุนทุนวิจัยพื้นฐานนำไปสู่การสร้างความรู้ที่ชัดเจน ตลอดจนการพัฒนาเป็นองค์ความรู้ในหลายมิติ เพื่อช่วยให้การควบคุมสิ่งมีชีวิตต่างถิ่นรุกราน (Invasive Alien Species) เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และถูกต้องตามหลักวิชาการสากล จากการปรึกษาหารือร่วมกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และหลายภาคส่วน เห็นความจำเป็นในการสนับสนุนการสร้างองค์ความรู้เชิงลึกเกี่ยวกับหนอนตตัวแบนนิวกินี และชนิดพันธุ์ต่างถิ่นอื่นๆ เพื่อนำผลงานดังกล่าวไปใช้ประโยชน์ทั้งในด้านวิชาการ ด้านสาธารณะ ด้านนโยบาย หรือด้านอื่นๆ

นายสมศักดิ์ ปัญหา เมธีวิจัยอาวุโส สกว.และผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านความหลากหลายทางชีวภาพ สกอ.และอาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า หนอนตัวแบนนิวกินี หรือชื่อวิทยาศาสตร์ Platydemus manokwari De Beauchamp, 1963 เป็นสัตว์ในกลุ่มเดียวกันกับหนอนตัวแบนอื่นๆ ที่อาศัยอยู่บนบก ดำรงชีวิตแบบอิสระ และเป็นผู้ล่าสัตว์ชนิดอื่นเป็นอาหาร มีลักษณะลำตัวแบน และเรียวยาว ปลายด้านหัวแหลมกว่าด้านท้ายลำตัว บริเวณหัวส่วนต้นพบตา 1 คู่ ลำตัวยาวประมาณ 5 เซนติเมตร กว้าง 0.5 เซนติเมตร ด้านหลังมีสีน้ำตาลเข้มถึงดำ มีเส้นกลางลำตัวสีครีม หรือเหลืองอ่อนพาดยาวตลอดลำตัว ด้านท้องมีสีเทา หรือน้ำตาลอ่อน มีปาก และคอหอยอยู่กลางลำตัวด้านท้อง หนอนชนิดนี้มีถิ่นกำเนิดบริเวณเกาะปาปัวตะวันตก ประเทศอินโดนีเซีย และแพร่กระจายไปตามหมู่เกาะแปซิฟิกข้างเคียง เนื่องจากหนอนตัวแบนชนิดนี้ สามารถล่าหอยทากบกเป็นอาหาร ทำให้มีการนำเข้าหนอนดังกล่าวเพื่อช่วยกำจัดหอยทากยักษ์แอฟริกา Achatina fulica ในญี่ปุ่น และฟิลิปปินส์ ล่าสุดหนอนชนิดนี้ถูกจัดให้เป็น 1 ใน 100 ชนิดสิ่งมีชีวิตต่างถิ่นรุกรานของโลก (World’s Worst Invasive Alien Species) เนื่องจากมีรายงานว่าหนอนดังกล่าวล่าหอยทากบกพื้นถิ่นเป็นอาหารด้วยเช่นเดียวกัน ทำให้จำนวน และความหลากหลายของหอยทากบกในพื้นที่นั้นลดลง

“นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าหนอนชนิดนี้สามารถล่าไส้เดือนดิน หนอนริบบิ้น หนอนตัวแบนชนิดอื่นๆ เหาไม้ รวมทั้ง สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังหน้าดินขนาดเล็กเป็นอาหารได้ ส่งผลต่อความหลากหลายทางชีวภาพ และความสมบูรณ์ของระบบนิเวศในระยะยาว
หนอนตัวแบนนิวกินีขยายพันธุ์โดยการวางถุงไข่ ภายในมีตัวอ่อน 3-9 ตัว โดยใช้เวลา 6-9 วันในการฟักจากถุงไข่ และเมื่อผ่านไป 3 สัปดาห์หนอนนิวกินีจะเจริญเป็นตัวเต็มวัยพร้อมที่จะสืบพันธุ์ได้อีกครั้ง จากรายงานพบว่าหนอนชนิดนี้มีอายุขัยได้ถึง 2 ปีในห้องปฏิบัติการ หนอนตัวแบนนิวกินียังมีกลไกการป้องกันตนเองด้วยการขาดออกเป็นท่อนๆ เมื่อถูกรบกวน แต่ละท่อนสามารถเจริญเติบโตเป็นตัวที่สมบูรณ์ได้ภายในเวลา 2 สัปดาห์ ถือเป็นการสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศได้อีกทางหนึ่ง ปัจจุบันหนอนนิวกินีแพร่กระจายไปทั่วโลก เชื่อว่าแพร่ระบาดไปกับดินเพาะปลูก และต้นไม้ประดับต่างๆ มีรายงานพบในสหรัฐเป็นครั้งแรกในรัฐฟลอริดาเมื่อปี ค.ศ.2012 ในทวีปยุโรปพบเป็นครั้งแรกที่ฝรั่งเศสในปี ค.ศ.2013 และพบในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ครั้งแรกที่สิงคโปร์ เมื่อปีค.ศ.2010” นายสมศักดิ์ กล่าว

นายสมศักดิ์กล่าวอีกว่า สถานการณ์ของหนอนตัวแบนนิวกินีที่เริ่มมีการรายงานในประเทศไทย รวมถึง สิ่งมีชีวิตต่างถิ่นรุกรานชนิดอื่นๆ ที่รู้จัก และรับทราบกันเป็นเวลายาวนาน เช่น หอยเชอรี่ ปลาซัคเกอร์ ต้นไมยราพยักษ์ ผักตบชวา ต้นบัวตอง เป็นต้น ทำให้การศึกษาวิจัยขั้นพื้นฐานด้านสิ่งมีชีวิตต่างถิ่นรุกรานมีความสำคัญอย่างยิ่ง เช่น มีการระบาด หรือแพร่กระจายรวดเร็วหรือไม่ มีการเพิ่มจำนวนประชากรอย่างรวดเร็วหรือไม่ และมีผลกระทบต่อระบบนิเวศและสิ่งมีชีวิตท้องถิ่นหรือไม่

“การประเมินระดับความรุนแรงการรุกรานของหนอนนิวกินี ต้องอาศัยการศึกษาผลกระทบต่อระบบนิเวศ และชนิดพันธุ์ของหอยทาก หรือเหยื่ออื่นๆ ในท้องถิ่นอย่างรอบด้าน การตื่นตระหนกมากเกินไปของสังคมอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิด และกำจัดหนอนชนิดอื่นที่เป็นชนิดท้องถิ่น ซึ่งไม่เป็นอันตรายต่อระบบนิเวศแทน เช่น หนอนหัวค้อน และหนอนริบบิ้น ที่มีสี และลักษณะลำตัวที่แตกต่างกันกับหนอนนิวกินี แต่มีบทบาทเป็นผู้ล่า และช่วยควบคุมปริมาณของสัตว์หน้าดินให้มีปริมาณที่เหมาะสมเช่นเดียวกัน รวมทั้ง ยังเป็นอาหารของสัตว์ขนาดใหญ่ชนิดอื่นๆ เช่น นก และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมฟันแทะ ด้วยเหตุนี้ ความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง และความตื่นตระหนกที่มากเกินไปอาจทำให้หนอนตัวแบนชนิดอื่นๆ ในไทยถูกคุกคามเกินกว่าเหตุ และส่งผลต่อความสมบูรณ์ของระบบนิเวศในระยะยาวได้” นายสมศักดิ์ กล่าว

นายสมศักดิ์กล่าวอีกว่า สำหรับแนวทางปฏิบัติสำหรับประชาชนทั่วไป ให้หลีกเลี่ยงการสัมผัสโดยตรง หากต้องการกำจัดให้ใช้เกลือโรย หรือใช้น้ำร้อนเทราด ห้ามกำจัดโดยการสับ หรือทุบ เพราะลำตัวสามารถงอกใหม่ได้ สำหรับภาคเกษตรกรรมนั้น ปัจจุบันถือว่าไม่ได้เป็นศัตรูทางการเกษตร แต่ต้องเฝ้าระวัง และสำรวจบริเวณแปลงเกษตรกรรมเพื่อประเมินผลกระทบ อีกทั้ง ควรมีการตรวจเช็ค และห่อบรรจุภัณฑ์ให้เรียบร้อยก่อนการขนส่ง

เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2560 การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) และ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ โครงการจัดหาวัตถุดิบจากเศษไม้ยางพาราและส่งเสริมการปลูกไม้โตเร็ว เพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงโรงไฟฟ้าชีวมวลของ กฟผ. หวังเพิ่มทางเลือกพลังงาน และสร้างรายได้แก่เกษตรกรชาวสวนยาง

นายธีรวัฒน์ เดชทองคำ รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย hi-techitaly.com ด้านธุรกิจและปฏิบัติการ เปิดเผยถึง การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ ครั้งนี้ว่า กยท. ตระหนักและให้ความสำคัญในการเพิ่มมูลค่าให้กับยางพาราอย่างครบวงจร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การสร้างรายได้และความมั่นคงให้กับพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยาง ฉะนั้น การร่วมมือระหว่าง กยท. และ กฟผ. ในการจัดหาวัตถุดิบจากเศษไม้ยางพาราในสวนปลูกแทนและในพื้นที่ของเกษตรกรชาวสวนยางที่ขึ้นทะเบียนกับ กยท. เพื่อนำวัตถุดิบเหล่านี้ใช้เป็นเชื้อเพลิงให้แก่โรงไฟฟ้าชีวมวลของ กฟผ.

ซึ่งเป็นแนวทางในการเพิ่มรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรชาวสวนยางให้ดีขึ้นจากการขายไม้ยางพารา รวมทั้ง สนับสนุนให้เกษตรกรชาวสวนยางปลูกไม้โตเร็ว 5 ชนิด ได้แก่ กระถินเทพณรงค์ กระถินเทพา กระถินยักษ์ สนประดิพัทธ์ และยูคาลิปตัส ควบคู่ไปกับการทำสวนยาง โดยคำนึงถึงความหลากหลายทางธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพราะการปลูกไม้โตเร็ว สามารถนำไปแปรรูปเป็นเชื้อเพลิงก้อนพลังงานอัดเม็ดหรือ Wood Pellet ป้อนโรงไฟฟ้าชีวมวล ขณะนี้กำลังเป็นที่ต้องการของตลาดผู้รับซื้อเป็นจำนวนมาก จะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรในช่วงที่ไม่สามารถเก็บน้ำยางได้ ตลอดจนในช่วงที่ราคายางมีความผันผวน โครงการนี้ เกษตรกรในฐานะผู้ผลิตวัตถุดิบ สามารถบริหารจัดการพื้นที่ของตนเองให้มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น โดยเปลี่ยนแนวคิดและวิธีการปลูกพืชเชิงเดี่ยวเป็นการปลูกพืชเศรษฐกิจแบบผสมผสาน ที่จะช่วยสร้างรายได้แบบหมุนเวียน

นายธีรวัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า เกษตรกรชาวสวนยางที่สนใจ สามารถสมัครเข้าร่วมโครงการได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย สำหรับพันธุ์กล้าไม้โตเร็วทั้ง 5 ชนิดได้รับการสนับสนุนจาก กฟผ. และ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในส่วนของ กยท. จะดำเนินการจัดหากลุ่มเป้าหมาย เพื่อเข้าร่วมโครงการดังกล่าว ทั้งนี้ภายในระยะเวลาไม่เกิน 3 ปีเกษตรกรจะสามารถตัดโค่น และขายไม้ให้กับโรงไฟฟ้าชีวมวลของ กฟผ. ได้ ซึ่งเบื้องต้นจะนำร่องรับสมัครเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ ในจังหวัดบึงกาฬเป็นแห่งแรก พื้นที่จำนวนทั้งสิ้น 6,500 ไร่ และจะขยายโครงการไปสู่พื้นที่อื่นๆ ทั่วประเทศ

“โรงไฟฟ้าชีวมวล นอกจากจะเป็นพลังงานทดแทนแล้วยังเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะช่วยเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรชาวสวนยาง และครอบครัว เพราะปัจจุบันตลาดมีความต้องการใช้ไม้ยางพารา และไม้ชนิดอื่นๆ สูงมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมพลังงาน การปลูกไม้โตเร็วนั้นไม่ยาก สามารถปลูกได้พร้อมๆ กับปลูกยางพารา และสามารถตัดขายได้ ในช่วงระหว่างรอการเปิดกรีด” รองผู้ว่าการ กยท. กล่าวทิ้งท้าย

นายสหรัฐ บุญโพธิภักดี รองผู้ว่าการพลังงานหมุนเวียนและพลังงานใหม่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ตามที่ภาครัฐมีนโยบายปรับเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนให้สูงขึ้น ประกอบกับการพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานทดแทนที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งตามแผนบูรณาการพลังงานระยะยาว พ.ศ. 2558 – 2579 (Thailand Integrated Energy Blueprint : TIEB) นั้น

ได้กำหนดให้มีการพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าชีวมวล โดยใช้เชื้อเพลิงชีวมวลจากพื้นที่ที่มีศักยภาพ ขณะเดียวกัน กฟผ. ได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพชีวิต สิ่งแวดล้อม และสุขภาพของประชาชนในพื้นที่โครงการอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น การผลิตไฟฟ้าด้วยเชื้อเพลิงชีวมวล โดยเฉพาะไม้ยางพารา ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงที่มีปริมาณมากในประเทศไทย และเศษวัสดุเหลือใช้จากการแปรรูปไม้ยางพารา ยังไม่ได้นำมาใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ ประกอบกับ กยท. ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจที่รับผิดชอบในการดูแลบริหารจัดการยางพาราในประเทศทั้งระบบอย่างครบวงจร จึงเชื่อมั่นว่า ความร่วมมือในครั้งนี้ มีเจตนาร่วมกันที่จะจัดทำโครงการจัดหาวัตถุดิบจากเศษไม้ยางพาราและส่งเสริมการปลูกไม้โตเร็ว เพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงให้แก่โรงไฟฟ้าชีวมวลของ กฟผ. ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

“ทั้งสององค์กรจะร่วมกันจัดหาวัตถุดิบจากเศษไม้ยางพารา เพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงให้แก่โรงไฟฟ้าชีวมวลของ กฟผ. ส่งเสริมและพัฒนาการปลูกไม้โตเร็ว จัดทำฐานข้อมูลเกี่ยวกับพื้นที่ปลูกไม้ยางพารา และร่วมกันหาแนวทางในการเพิ่มรายได้ ยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรชาวสวนยางให้ดีขึ้น ตลอดจนส่งเสริมกิจกรรมชุมชนสัมพันธ์ในพื้นที่เป้าหมายของโครงการ” นายสหรัฐ กล่าวทิ้งท้าย

วันที่ 2 ธันวาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ราคา สัตว์น้ำ กุ้ง ปลา ปู ปลาหมึก อาหารทะเล ต่างๆ ในตลาดสดมหาราชเทศบาลเมืองกระบี่ ปรับราคาสูงขึ้น กิโลกรัม 10-20 บาท เนื่องจาก สภาวะฝนตกหนักทะเลมีคลื่นลมแรงต่อเนื่องตลอดสัปดาห์ ที่ผ่านมา เรือประมง พื้นบ้าน เรือประมงพาณิชย์ ส่วนใหญ่ หยุดออกทำประมง ทำให้ปริมาณสัตว์ที่จับได้ ลดลง แต่ตลาดมีความต้องการมาก ทำให้ราคา ปรับสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อประชาชน ผู้ประกอบการร้านอาหาร ที่พักโรงแรมต่างๆ แต่ อย่างไรก็ตามคาดว่า สัปดาห์หน้า ราคาจะปรับสู่ภาวะปกติ ตามสภาพอากาศ