ผลกระทบต่อการทำงานของไตคืออวัยวะภายในที่สำคัญอย่างหนึ่ง

มีรูปร่างคล้ายเมล็ดถั่วแดงสองข้าง ทำหน้าที่กรองเลือดและของเสียออกจากร่างกายในรูปของเหลวออกมาเป็นปัสสาวะ และช่วยปรับสมดุลของแร่ธาตุต่างๆ ภายในร่างกาย
งานทดลองหนึ่งถูกออกแบบขึ้นมาเพื่อหาประสิทธิผลของตะไคร้ต่อการทำงานของไตในผู้ทดลองเพศชาย 55 คน และเพศหญิงอีก 50 คน ด้วยการให้ผู้ทดลองดื่มชาที่ทำจากใบตะไคร้เป็นเวลา 30 วัน แล้วตรวจวัดผลด้วยการประเมินอัตราการกรองของไตและอัตราการกำจัดของเสียออกจากไต

ผลการทดลองพบว่า กลุ่มทดลองมีผลการประเมินอัตราการกรองของไต และอัตราการกำจัดของเสียออกจากไตลดลง ซึ่งแสดงถึงผลกระทบที่ทำให้การทำงานของไตแย่ลง แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปริมาณของสารสกัดตะไคร้ที่ใส่ในชาและระยะเวลาที่ผู้ทดลองได้รับสารด้วย โดยผลลัพธ์ดังกล่าวอาจเป็นประโยชน์ในทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้องกับผู้ป่วยโรคไตต่อไป อย่างไรก็ตาม หลักฐานการทดลองยังคงไม่ได้รับการพิสูจน์อย่างละเอียดแน่ชัด จึงควรมีการศึกษาค้นคว้าประสิทธิผลของตะไคร้ในด้านดังกล่าวเพิ่มเติมต่อไป

ตะไคร้ มีประโยชน์ต่อสุขภาพจริงหรือไม่

แม้จะมีการค้นคว้าทดลองมากมายเกี่ยวกับประสิทธิผลของตะไคร้ในด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้องต่อสุขภาพ แต่ในปัจจุบันก็ยังคงไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์หรือการแพทย์อย่างเพียงพอที่จะสามารถยืนยันประสิทธิภาพทางการรักษาหรือคุณประโยชน์ต่อสุขภาพของตะไคร้ในแต่ละด้านได้อย่างชัดเจน ดังนั้น การศึกษาค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์และการแพทย์เกี่ยวกับตะไคร้จึงควรดำเนินต่อไป ทั้งในกลุ่มตัวอย่างที่มีจำนวนมากขึ้นและมีความหลากหลายทางประชากรมากขึ้น

ดังนั้น ในระหว่างที่ยังไม่มีข้อมูลทางการแพทย์ที่มากพอ ผู้บริโภคตะไคร้หรือใช้ผลิตภัณฑ์ที่สกัดจากตะไคร้จึงควรใส่ใจในขั้นตอนและปริมาณในการบริโภค เพื่อความปลอดภัยต่อสุขภาพ

ความปลอดภัยในการบริโภคตะไคร้
ข้อมูลด้านการบริโภคสำหรับคนทั่วไป

การบริโภคตะไคร้น่าจะปลอดภัย หากบริโภคในปริมาณที่ใช้ประกอบอาหารทั่วไป
การบริโภคตะไคร้หรือการใช้ตะไคร้ทาบนผิวหนังเพื่อจุดประสงค์ทางการรักษา อาจจะปลอดภัยหากใช้ตะไคร้ในช่วงเวลาสั้นๆ ภายใต้การดูแลและคำแนะนำจากแพทย์
การสูดดมสารที่มีส่วนประกอบของตะไคร้ อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายและเป็นพิษต่อร่างกายได้ในผู้ป่วยบางราย เช่น ผู้มีปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพปอด
การใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีสารสกัดจากตะไคร้อย่างประมาทหรือผิดวิธี อาจนำไปสู่การเกิดภาวะพิษที่เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ เช่น การกลืนยากันยุงที่ผลิตจากตะไคร้

ข้อควรระวังสำหรับผู้ที่มีปัจจัยทางสุขภาพ

ผู้ที่ตั้งครรภ์ ควรหลีกเลี่ยงการบริโภคตะไคร้ เนื่องจากตะไคร้อาจกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดในการเกิดประจำเดือน ซึ่งอาจเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแท้งได้ ผู้ที่กำลังให้นมบุตร ในปัจจุบันยังคงไม่มีหลักฐานชัดเจนเกี่ยวกับความปลอดภัยจากการบริโภคตะไคร้ในระหว่างที่ให้นมบุตร ผู้ที่กำลังให้นมบุตรจึงควรหลีกเลี่ยงการบริโภคตะไคร้ เพื่อป้องกันอันตรายต่อสุขภาพทั้งต่อตนเองและทารกที่อาจได้รับสารต่างๆ ผ่านทางน้ำนมด้วย ผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว ควรปรึกษาแพทย์ก่อนการบริโภคตะไคร้ หรืออาหารใดๆ ก่อนเสมอ ว่าอาจส่งผลต่ออาการป่วยของตนเองหรือไม่

ปริมาณในการบริโภคตะไคร้

ทุกวันนี้ยังคงขาดหลักฐานสนับสนุนทางวิทยาศาสตร์ที่จะสามารถระบุปริมาณที่เหมาะสมในการบริโภคตะไคร้ได้ อย่างไรก็ตาม แม้ตะไคร้จะเป็นพืชสมุนไพรตามธรรมชาติ แต่นั่นก็ไม่ได้แปลว่าการบริโภคตะไคร้จะส่งผลดีต่อสุขภาพหรือมีความปลอดภัยเสมอไป ผู้บริโภคจึงควรระมัดระวังในการบริโภค เช่น บริโภคตะไคร้ในปริมาณและวิธีการที่เหมาะสมตามปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับตนเอง เช่น อายุ สภาพร่างกาย และปัญหาสุขภาพของผู้บริโภค ปรึกษาแพทย์ เภสัชกร และศึกษาข้อมูลบนฉลากให้ถี่ถ้วนก่อนใช้ผลิตภัณฑ์ใดๆ ที่มีสารสกัดมาจากตะไคร้ก่อนเสมอ เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดผลข้างเคียงที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพหลังการบริโภค

พยากรณ์อากาศประจำ วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2562

ลักษณะอากาศทั่วไป
พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนยังคงมีอากาศเย็นในตอนเช้า ส่วนประเทศไทยตอนบนอากาศร้อนกับมีฟ้าหลัวในตอนกลางวัน สำหรับภาคใต้มีฝนน้อยลง

อนึ่ง ในช่วงวันที่ 16-17 ก.พ. 62 ประเทศไทยตอนบนจะมีฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรงเกิดขึ้น หลังจากนั้น อุณหภูมิจะลดลง 1-2 องศาเซลเซียส ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก

ลักษณะสำคัญทางอุตุนิยมวิทยา
บริเวณความกดอากาศสูงที่ปกคลุมประเทศไทยตอนบนและทะเลจีนใต้มีกำลังอ่อน ลักษณะเช่นนี้ทำให้ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนยังคงมีอากาศเย็นในตอนเช้า

ในขณะที่มีลมใต้พัดปกคลุมประเทศไทยตอนบน ทำให้บริเวณดังกล่าวมีอากาศร้อนกับมีฟ้าหลัวในตอนกลางวัน สำหรับมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้มีกำลังอ่อนลง ทำให้ภาคใต้มีฝนน้อยในระยะนี้ ในช่วงวันที่ 16-17 ก.พ. 62 ประเทศไทยตอนบนจะมีคลื่นกระแสลมตะวันตกพัดปกคลุม ทำให้มีฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรงเกิดขึ้นได้
พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทย ตั้งแต่เวลา 06:00 น.วันนี้ ถึง 06:00 น.วันพรุ่งนี้

ภาคเหนือ
มีเย็นในตอนเช้า กับมีอากาศร้อนในตอนกลางวัน
อุณหภูมิต่ำสุด 16-23 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 34-37 องศาเซลเซียส
สำหรับบริเวณยอดดอยมีอากาศหนาวถึงหนาวจัด อุณหภูมิต่ำสุด 5-15 องศาเซลเซียส
ลมตะวันตก ความเร็ว 10-15 กม./ชม. ทางตอนบนของภาคอากาศเย็นในตอนเช้า
และมีอากาศร้อน กับมีฟ้าหลัวในตอนกลางวัน
อุณหภูมิต่ำสุด 20-23 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 34-36 องศาเซลเซียส
สำหรับบริเวณยอดภูมีอากาศหนาว อุณหภูมิต่ำสุด 11-15 องศาเซลเซียส
ลมใต้ ความเร็ว 10-15 กม./ชม.

ภาคกลาง

อากาศร้อน กับมีฟ้าหลัวในตอนกลางวัน
อุณหภูมิต่ำสุด 24-25 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 36-37 องศาเซลเซียส
ลมใต้ ความเร็ว 10-20 กม./ชม.

ภาคตะวันออก มีเมฆบางส่วน กับมีอากาศร้อนในตอนกลางวัน
อุณหภูมิต่ำสุด 24-26 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 33-36 องศาเซลเซียส
ลมใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.
ทะเลมีคลื่นต่ำกว่า 1 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก)

มีเมฆบางส่วน กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 10 ของพื้นที่
ส่วนมากบริเวณจังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาส
อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-35 องศาเซลเซียส
ลมตะวันออก ความเร็ว 15-30 กม./ชม.
ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูง 1-2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก)

มีเมฆบางส่วน กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 10 ของพื้นที่
ส่วนมากบริเวณจังหวัดตรัง และสตูล
อุณหภูมิต่ำสุด 22-26 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 33-36 องศาเซลเซียส
ลมตะวันออก ความเร็ว 10-30 กม./ชม.
ทะเลมีคลื่นต่ำกว่า 1 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล

อากาศร้อนกับมีฟ้าหลัวในตอนกลางวัน
อุณหภูมิต่ำสุด 24-26 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 34-37 องศาเซลเซียส
ลมใต้ ความเร็ว 10-20 กม./ชม.

เมื่อวันที่ 8-16 ธันวาคม 2561 ณ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ได้จัดงานวันเกษตรแม่โจ้ 85 ปี : ภูมิปัญญาแห่งการเกษตร โดยมี พลอากาศเอก ดร.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ผศ.ดร.จำเนียร ยศราช อธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่โจ้ กล่าวรายงาน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ผลงานวิชาการ องค์ความรู้ทางการเกษตร ถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เหมาะสมแก่ประชาชน เกษตรกร องค์กรต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน มุ่งให้เกิดการพัฒนาต่อยอดองค์ความรู้ สร้างความเข้มแข็งทั้งในประเทศและต่างประเทศ

มีเป้าหมายมุ่งสู่ความเป็นมหาวิทยาลัยเชิงนิเวศ โดยบูรณาการร่วมกันระหว่างเครือข่ายกับผู้เกี่ยวข้องทุกกลุ่ม ที่มีส่วนร่วมในการพัฒนามหาวิทยาลัย เปิดโอกาสให้นักศึกษาและศิษย์เก่าได้มีโอกาสพบปะแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ความรู้การปฏิบัติงาน ในกิจกรรมงานวันเกษตรแม่โจ้ครบรอบ 85 ปี เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ของแม่โจ้ ที่จะจารึกสู่คนรุ่นหลังตราบนานเท่านาน

ในงานดังกล่าว ได้มีการจัดนิทรรศการและผลงานวิชาการ ผลงานการวิจัยที่ได้รับรางวัลทั้งในประเทศและต่างประเทศที่น่าสนใจ เช่น กระบวนการตกแต่งสิ่งทอด้วยโปรตีนไฟโบรอินจากเศษไหม…รศ.ดร.อรุณี คงดี อัลเดรต คณะวิทยาศาสตร์ เจ้าของงาน เล่าว่า ปกติแล้วสิ่งทอที่ทำจากไหมเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีราคาสูง เพิ่มความหรูหราให้กับผู้สวมใส่ เนื่องจากมีความเงางามของเส้นไหมโบรอิน ขณะเดียวกัน เศษไหมที่อยู่ส่วนนอกของรังไหม ไม่สามารถผลิตเป็นเส้นไหมได้ จะถูกทิ้งออกจากโรงงานไหมประมาณ 300-400 ตัน ต่อปี จึงเกิดงานวิจัยว่า

การนำเศษไหมมาละลายในตัวทำละลายที่เหมาะสม จากนั้นนำมาตกแต่งสำเร็จบนผ้าฝ้าย จะทำให้ใยฝ้ายมีคุณสมบัติดีขึ้น คือเส้นใยที่มีลักษณะแบนกลายมาเป็นเส้นใยที่มีลักษณะกลม พื้นผิวผ้าฝ้ายเรียบขึ้น อุ้มน้ำได้มากขึ้น ลดการยับของผ้า เพิ่มคุณสมบัติการต้านเชื้อราให้แก่ผ้าฝ้ายได้อีกด้วย นอกจากนี้ ยังเป็นการเพิ่มคุณสมบัติและเพิ่มมูลค่า ผลงานนี้ได้รับเหรียญทองจากการประกวดผลงานวิจัยและสิ่งประดิษฐ์ของนักวิจัยสตรีระดับนานาชาติ ที่ประเทศเกาหลี ได้รับการจดสิทธิบัตร เมื่อปี 2557 เลขที่ 1401001617 ขณะนี้ได้มีการวิจัยต่อยอดกับบริษัทสิ่งทอต่างประเทศ เพื่อนำไปสู่การผลิตในระดับอุตสาหกรรม

บล็อกซีเมนต์นำแสงผลิตจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร…ผลงานจาก ผศ.ดร.ศุภรัตน์ นาคสิทธิพันธุ์ และ อาจารย์ ดร.นิตยา ใจทนง คณะวิทยาศาสตร์ คอนกรีตเป็นวัสดุก่อสร้างที่คิดค้นและใช้งานต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลานานยาว เนื่องจากเป็นวัสดุต้นทุนต่ำ มีคุณสมบัติที่ดี และใช้งานง่าย ราคาถูก บล็อกซีเมนต์นำแสง เป็นการพัฒนาการผลิตคอนกรีตเพื่อลดการใช้พลังงานแสงและลดการเกิดมลภาวะ ได้รับความสนใจเป็นอย่างมากและได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง งานโครงสร้างถูกประดิษฐ์จากวัสดุผสมปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ ประเภทที่ 1 ซึ่งทดแทนวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรบางส่วน และเพิ่มคุณสมบัติการนำแสงด้วยเส้นใยแก้วนำแสง โดยขึ้นรูปส่วนผสมในแม่พิมพ์ที่กำหนดทิศทางการนำแสงไว้ และสามารถเพิ่มความแข็งแรงของชิ้นงาน ผลงานนี้ได้รับรางวัลเหรียญทอง จากการประกวดที่ประเทศเกาหลีใต้ รับรางวัลพิเศษ จากประเทศเยอรมนี และประเทศอิหร่าน

มะเขือหลายชนิดในต้นเดียวกัน…เป็นการนำยอดกิ่งพันธุ์พืชตระกูลพริก มะเขือ ที่เราชอบหลายชนิดมาเสียบบนต้นเดียวกัน ทำให้บนต้นมีความหลากหลาย โดยใช้ต้นตอที่หาอาหารเก่ง ได้แก่ มะเขือพวง มะแว้ง มะเขือเปราะ มะเขือป่า เป็นต้น สามารถเก็บผลผลิตได้ยาวนาน เหมาะสำหรับปลูกเป็นผักสวนครัว พืชตระกูลพริก มะเขือ ได้แก่ มะเขือยาว มะเขือเปราะ มะเขือม่วง มะเขือไข่เต่า มะเขือพวง มะแว้ง พริกหยวก พริกยักษ์ พริกชี้ฟ้า พริกขี้หนู มะเขือเทศ มันฝรั่ง และยาสูบ

อากาศยานไร้คนขับหรือโดรนเพื่อการเกษตร…เป็นเทคโนโลยีใหม่สำหรับใช้ในงานการเกษตร ช่วยในการผลักดันให้การเกษตรไปสู่การเกษตรแบบสมาร์ทฟาร์ม ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต ลดต้นทุนการผลิต และเป็นเทคโนโลยีที่ได้รับความสนใจจากต่างประเทศเป็นอย่างมาก ระบบการเคลื่อนที่สามารถเคลื่อนที่อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากใช้โหมดอัจฉริยะควบคุมระยะไกล หลีกเลี่ยงสิ่งกีดขวางได้อัตโนมัติ ควบคุมการบินโดยไม่มีนักบิน การพ่นสารมีความแม่นยำและสามารถกำหนดเส้นทางและปริมาณสารฉีดพ่นได้ น้ำหนักเครื่องประมาณ 18 กิโลกรัม ถังบรรจุสารฉีดพ่น 10 ลิตร หัวฉีดพ่นมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 60 มิลลิเมตร เพดานบิน 1-3 เมตร บรรจุของเหลวขณะบินได้ 20 ลิตร

การเลี้ยงสัตว์น้ำด้วยระบบไบโอฟล็อก…ไบโอฟล็อกคือตะกอนจุลินทรีย์ชีวภาพที่เกิดจากการรวมตัวกันเองของจุลินทรีย์ อาหารสัตว์น้ำที่สัตว์น้ำกินเหลือ สาหร่ายแพลงก์ตอนและอื่นๆ เกษตรกรสามารถทำเองได้โดยเติมคาร์โบไฮเดรตหรือน้ำตาลลงในบ่อเลี้ยงปลาแบบหนาแน่นกว่าปกติ เพื่อเป็นอาหารและเพิ่มปริมาณและไปย่อยสลายแอมโมเนียไนโตรเจนในบ่อเลี้ยงปลา โดยมีการเติมอากาศให้เพียงพออยู่ตลอดเวลา ร่วมกับการควบคุมให้อยู่ในอัตราที่เหมาะสม ประโยชน์ของไบโอฟล็อกคือ เป็นอาหารของสัตว์น้ำโดยตรง

ลดการใช้อาหารสำเร็จรูปเป็นการลดต้นทุน อัตราการแลกเนื้อดี สัตว์น้ำมีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ ไม่ติดเชื้อโรคได้ง่าย เลี้ยงสัตว์น้ำได้หนาแน่น ลดการใช้น้ำเนื่องจากไม่ต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำบ่อยหรือไม่ต้องเปลี่ยนน้ำเลยตลอดช่วงอายุการเลี้ยง เพิ่มผลผลิตต่อหน่วยพื้นที่ได้มากขึ้น ขณะเดียวกัน ก็มีข้อจำกัดคือ ต้องใช้ความรู้ความเข้าใจอย่างสูงในการเติมคาร์โบไฮเดรตหรือน้ำตาล ต้องใช้ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่องอาจทำให้ต้นทุนสูงขึ้น น้ำจะขุ่นตลอดเวลาในการเลี้ยง มีการตรวจคุณภาพน้ำบ่อยครั้ง สัตว์น้ำที่เลี้ยงได้ในระบบนี้ เช่น ปลานิล ปลายี่สกเทศ กุ้งขาว ปลาดุกรัสเซีย

กลุ่มกาแฟอินทรีย์เชียงใหม่…เป็นการรวมกลุ่มกาแฟที่ดีที่สุดและมีคุณภาพจากแหล่งต่างๆ ภายในจังหวัดเชียงใหม่ เช่น กาแฟโป่งเดือด ปลูกบริเวณแหล่งน้ำแร่ธรรมชาติ น้ำพุร้อนโป่งเดือด อำเภอแม่แตง กาแฟดอยเวียง เป็นกาแฟที่ปลูกที่สูงจากระดับน้ำทะเล 1,500 เมตร ที่อำเภอไชยปราการ กาแฟขุนวาง จากเทือกเขาอินทนนท์ จุดสูงสุดของประเทศไทย ที่อำเภอขุนวาง กาแฟดอนผาแดง

ปลูกที่ความสูงจากระดับน้ำทะเล 1,300-1,400 เมตร อำเภอไชยปราการ กาแฟผายอง ปลูกที่อำเภอสะเมิง กาแฟม่อนมาตุภูมิ เป็นการปลูกกาแฟผสมผสานกับสวนผลไม้และพืชสมุนไพรเพื่อสุขภาพ อำเภอแม่แตง กาแฟบ้านป่ากล้วย ตำบลแม่วิน อำเภอแม่วาง กาแฟบ้านห้วยส้มป่อย อำเภอจอมทอง กาแฟบ้านดอยปู่หมื่น อำเภอแม่อาย กาแฟบ้านปางอีกา อำเภอแม่ริม กาแฟบ้านปางไฮ อำเภอดอยสะเก็ด กาแฟบ้านปางขุม อำเภอสะเมิง กาแฟจากโครงการเกษตรวิชญา โครงการพระราชดำริโป่งแยง อำเภอแม่ริม กาแฟดอยแม่ตะละ อำเภอกัลยาณิวัฒนา

มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ยังมีผลงานศึกษาวิจัย ผลงานที่เกษตรกรสามารถนำไปปฏิบัติได้ในไร่นาของตนเองอีกมากมาย สมกับได้รับฉายา “ภูมิปัญญาแห่งการเกษตร” ติดต่อสอบถามข้อมูลได้ที่ ฝ่ายประชาสัมพันธ์ โทร. (086) 194-4797, (086) 190-8030, (087) 175-4400

ม. กาฬสินธุ์ เปิดงานวิจัย หงส์ดำ สัตว์คู่รักรับวาเลนไทน์

เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ที่ศูนย์วิจัยภูและฝึกอบรมสิงห์ มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ รศ.จิระพันธ์ ห้วยแสน อธิการบดี มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ เป็นประธานเปิดโครงการเลี้ยง หงส์ดำ (Black swan) ที่ถือเอาวันแห่งความรักเปิดตัวสัตว์ที่ครองคู่รักเดียวใจเดียว และกำลังเป็นสัตว์เศรษฐกิจตัวใหม่ที่สามารถเลี้ยงเพื่อสร้างรายได้ให้กับประชาชนได้ โดยได้รับการสนับสนุนจาก นายแพทย์สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ นายกสภามหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ ให้การสนับสนุน โดยมี ดร.จิรนันท์ อินทรีย์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาเทคโนโลยีการผลิตสัตว์ คณะเทคโนโลยีการเกษตร เป็นหัวหน้าคณะทำการวิจัยครั้งนี้

รศ.จิระพันธ์ กล่าวว่า หงส์ดำ เป็นสัตว์ที่อยู่ในแถบอากาศหนาว มีต้นกำเนิดที่ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งปกติจะพบมากคือ หงส์ขาว ส่วนหงส์ดำนั้นได้กลายเป็นสัตว์เลี้ยงเศรษฐกิจ เพราะมีราคาสูง โดยมีการนำเข้าจากต่างประเทศมาเพาะเลี้ยงในประเทศไทยนานกว่า 20-30 ปีแล้ว มีความเชื่อมั่นว่าที่กาฬสินธุ์น่าจะเป็นอีกแหล่งเพาะเลี้ยง เพราะมีภูมิประเทศที่เหมาะสม อยู่ติดกับเขื่อนลำปาว สำหรับหงส์ดำปัจจุบันเป็นที่ต้องการของตลาดอย่างมาก ถือเป็นสัตว์เลี้ยงที่เป็นมงคล มีความแปลกใหม่ สื่อถึงความอุดมสมบูรณ์ และเป็นสัตว์ที่รักเดียวใจเดียวอยู่เป็นคู่ของตนเองตามอายุขัย และด้วยเหตุนี้เองทางมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ จึงถือเอาวันวาลนไทน์ ซึ่งเป็นวันแห่งความรักเปิดตัวงานวิจัยเพาะเลี้ยงหงส์ดำ ในพื้นที่ลุ่มน้ำของศูนย์วิจัยภูสิงห์ อนาคตจะพัฒนาสถานที่และขยายสายพันธุ์หงส์ดำ เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรต่อไป

ด้าน ดร.จิรนันท์ กล่าวว่า ทีมวิจัยได้รับการสนับสนุนหงส์ดำมา จำนวน 2 คู่ เป็นหงส์ดำวัยเจริญพันธุ์อายุ 2 ปี มูลค่า 100,000 บาท โดยคณะวิจัยจะเริ่มศึกษาพฤติกรรมการทำรัง การกกไข่ และการฟักไข่ นอกจากนี้ ยังจะศึกษาการใช้เทคนิค ดีเอ็นเอ ในการจำแนกเพศของหงส์ รวมถึงการศึกษาค่าโลหิตของหงส์ดำที่เลี้ยงในพื้นที่ลุ่มน้ำ เปรียบเทียบกับการเพาะเลี้ยงจากแหล่งอื่น ที่สำคัญคือศึกษาความเป็นไปได้ในการเพาะเลี้ยงในพื้นที่ลุ่มน้ำของ จ.กาฬสินธุ์ เพื่อต่อยอดให้เป็นสัตว์เศรษฐกิจในอนาคต

“เพื่อสอดคล้องกับชื่อของจังหวัดกาฬสินธุ์ ‘เมืองน้ำดำ’ ม.กาฬสินธุ์ จึงมีแนวความคิดที่จะเลี้ยงสัตว์ให้เชื่อมโยงกันได้ และที่สำคัญต้องเพาะเลี้ยงได้ใน จ.กาฬสินธุ์ จึงคิดที่จะนำเอาหงส์ซึ่งเป็นสัตว์เลี้ยงนำเข้าจากประเทศมาทดลองเลี้ยง โดยหงส์ดำเป็นสัตว์ที่มีความสง่างาม สวยงาม และมีความแปลกใหม่ โดยเฉพาะตัวสีดำทั้งตัว คอยาว และสีปากแดง จะจับคู่เป็นรักที่เหนียวแน่น ที่สำคัญสามารถจำหน่ายสร้างรายได้ให้กับผู้เพาะเลี้ยงได้ราคาสูง อายุแรกเกิดถึง 30 วัน ผู้เพาะเลี้ยงสามารถจำหน่ายได้คู่ละ 15,000-25,000 บาท ขณะที่วัยเจริญพันธุ์อายุ 2 ปี จะมีการจำหน่ายที่คู่ละ 50,000-60,000 บาท และสำหรับในการศึกษาได้ข้อมูลที่แน่ชัดแล้วจะต่อยอดส่งเสริมสู่การเพาะเชิงธุรกิจ เพื่อสร้างรายได้ให้กับคนกาฬสินธุ์ต่อไป”

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการพืชน้ำมันและน้ำมันพืช ครั้งที่ 1/2562 ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ว่า คณะกรรมการฯ มีมติระงับการนำเข้ามะพร้าวจากต่างประเทศ หรือจนกว่าราคามะพร้าวภายในประเทศจะปรับตัวดีขึ้น ตามข้อเรียกร้องของเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าว และเครือข่ายเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าว โดยไทยมีช่วงระยะนำเข้ามะพร้าว 4 เดือน หรือ 2 ช่วง คือ ในช่วงเดือนเมษายน–พฤษภาคม โดยใช้ผลการรับซื้อมะพร้าวในประเทศเดือนมกราคม–มีนาคม และช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม โดยใช้ผลการรับซื้อมะพร้าวในประเทศเดือนมิถุนายน–ตุลาคม

ทั้งนี้ การระงับการนำเข้ามะพร้าวเพื่อผลักดันราคาในประเทศให้ปรับตัวดีขึ้น โดยมติการระงับการนำเข้าจะมีการระงับการพิจารณาคำขอนำเข้ามะพร้าวทุกกรณี โดยสนับสนุนให้ใช้มะพร้าวในประเทศให้หมดก่อน จึงจะมีการพิจราณาให้มีการนำเข้าภายหลัง หรือหากในเดือนเมษายนราคามะพร้าวปรับตัวดีขึ้น ก็จะมีการพิจารณาการนำเข้าอีกครั้ง ส่วนผลผลิตในประเทศ ปี 2562 คาดว่าจะมีปริมาณ 884,756 ตัน เพิ่มขึ้น 27,836 ตัน หรือ 3.25% จากปี 2561 ที่มีผลผลิตรวม 856,920 ตัน

นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า สำหรับมาตรการระงับการนำเข้ามะพร้าวเพื่อให้ใช้ผลผลิตในประเทศ และคาดหวังว่าราคามะพร้าวที่เกษตรกรขายได้จะปรับตัวเพิ่มขึ้น ได้มากกว่าต้นทุน 7 บาท ต่อลูก หากราคาปรับสุงกว่าต้นทุนแล้ว คณะกรรมการฯ จะพิจารณาอีกครั้งว่าจะมีการนำเข้า หรือระงับการนำเข้าต่อ ทั้งนี้ต้องดูผลผลิตในประเทศก่อน จึงจะพิจารณาการนำเข้า ขณะนี้ราคามะพร้าวอยู่ที่ 5-6 บาท ต่อลูก ซึ่งชาวสวนมะพร้าว ยังประสบปัญหาขาดทุนต่อเนื่องและยาวนาน

นายอนันต์ กล่าวว่า ในส่วนของมาตรการแก้ไขปัญหาการลักลอบ ตามที่ได้มีการดําเนินการป้องกันการลักลอบและนําเข้ามะพร้าวผิดกฎหมาย โดยกําหนดให้สินค้ามะพร้าวเป็นสินค้าที่มีความเสี่ยงสูง โดยกําหนดให้เป็นสินค้านําเข้า ที่ต้องเปิดตรวจทุกกรณี ต้องนําไปผ่านการเอ็กซเรย์ และชั่งน้ำหนักทุกตู้สินค้า ที่นําเข้า รวมถึงควบคุมสินค้ามะพร้าวให้นําเข้าเพียง 2 ท่าเรือ เท่านั้น คือ ท่าเรือกรุงเทพ และท่าเรือแหลมฉบัง โดยอาศัยอํานาจตาม มาตรา 5 (6) ของพระราชบัญญัติการส่งออกไปนอก และการนําเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า พ.ศ. 2522

ทั้งนี้ ได้กําหนดให้สินค้ามะพร้าวและผลิตภัณฑ์ เป็นสินค้าควบคุม และกําหนดมาตรการกํากับดูแลการเคลื่อนย้าย เพื่อให้การป้องกันการลักลอบและนําเข้ามะพร้าวผิดกฎหมาย ในภาพรวมมีความรัดกุมมากขึ้น หากมีมติเห็นชอบให้มีการนำเข้า จะมีการเสนอให้จัดตั้งคณะทํางานแก้ไขปัญหาการนําเข้ามะพร้าวผลและผลิตภัณฑ์ ภายใต้คณะกรรมการพืชน้ำมันและน้ำมันพืช โดยจะมอบหมายฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการพืชน้ำมันและน้ำมันพืช ยก (ร่าง) คําสั่งเสนอประธานคณะกรรมการฯ ต่อไป

เกาะลันตา จังหวัดกระบี่ และเกาะภูเก็ต ถือว่าเป็น “ไข่มุกแห่งอันดามัน” เนื่องจากเป็นพื้นที่เกาะที่มีทรัพยากรทางทะเลอันงดงามตามธรรมชาติ ประกอบไปด้วยหาดทรายลักษณะต่างๆ เช่น หาดราไวย์ หาดสุรินทร์ หาดแหลมกา หาดกมลา หาดในยาง หาดป่าตอง หาดกะรน หาดยะนุ้ย หาดกะตะ เป็นต้น ทั้งยังมีอ่าวกะรน อ่าวฉลอง อ่าวกะตะ อ่าวสน อ่าวกะตะน้อย รวมไปถึงแหลมพรหมเทพ อันเป็นพื้นที่ที่ดวงตะวันจะเลื่อนลับปลายขอบฟ้าจรดโค้งทะเลบริเวณสถานที่แห่งนี้โดยเฉพาะบริเวณเกาะลันตามีอีกหลายหาด เช่น หาดคลองนิน หาดคลองดาว หาดโละบารา หาดพระแอะ หาดคอกวาง หาดคลองโขง เป็นต้น

ที่สำคัญบนพื้นที่หาดราไวย์และเกาะลันตา มีกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเลอันเป็นชนเผ่าพื้นเมืองดั้งเดิมสามชนเผ่า ได้แก่ มอแกน (มอเก็น) มอแกลน และอุรักลาโว้ย ซึ่งต่างยังดำรงวิถีชีวิต และรักษาวัฒนธรรมมาอย่างต่อเนื่อง ไม่น้อยกว่า 200 ปี หรือราวๆ 7 รุ่น โดยมีหลักฐานทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีว่า เป็นผู้บุกเบิกพื้นที่ตั้งถิ่นที่อยู่อาศัย มีการขุดค้นพบโครงกระดูกมนุษย์โบราณ ที่มีการตรวจสอบอายุการฝังว่า เป็นระยะเวลานานนับร้อยปี

ในความเป็นจริงแล้ว กลุ่มมอเก็น หรือมอแกน ยังแบ่งออกเป็นอีกสองกลุ่มย่อย มอเก็นปูเลา หมายถึงคนน้ำเค็ม ที่อาศัยเร่ร่อนตามหมู่เกาะ และ มอเก็นดานัง หมายถึงคนน้ำเค็ม ที่อาศัยเร่ร่อนบนแผ่นดินแถบชายฝั่งทะเล ส่วน อูรักลาโว้ย นั้นหมายถึงคนของทะเล “อูรัก” หมายถึง คน และ “ลาโว้ย” หมายถึง ทะเล ซึ่งผู้คนทะเลหรือชาวเลต้องใช้เรือเร่ร่อนกินอยู่หลับนอนในทะเล มีตำนานของชาวอูรักลาโว้ย ที่เล่าขานถึงความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มชาวเลว่า

ในช่วงที่มาเลเซียมีการสร้างเมือง ผู้ชายชาวเลที่เร่ร่อนหากินอยู่ในน่านน้ำ บริเวณช่องแคบมะละกาลงไป มักถูกจับไปเป็นทหาร ส่วนผู้หญิงก็ถูกจับไปทำพันธุ์ จึงพากันอพยพแยกย้ายออกไปหลายสาย เป็นต้นว่า หนีขึ้นมาในเขตประเทศไทย บริเวณหมู่เกาะลันตาเป็นชาวเลออรัง ลอตา หรืออูรักลาโว้ย บางส่วนหนีขึ้นไปบริเวณหมู่เกาะชายแดนไทย-เมียนมา เป็นชาวเลมอเก็นปูเลา อีกพวกหนึ่งถูกจับได้ทิ้งเรือว่ายน้ำหนีขึ้นบก เป็นชาวเลมอเก็นตามับ มอเก็นปูเลา เป็นกลุ่มชาวเลกลุ่มที่คนท้องถิ่น เรียกว่า มอแกนเกาะ หรือพวกสิงห์ทะเล ส่วน มอเก็นตามับ เป็นกลุ่มที่คนท้องถิ่นเรียกว่า มอแกนบก หรือพวกสิงห์ดอน

ชาวเลอูรักลาโว้ย เรียกตนเองว่า “ลาโว้ย” แต่คนต่างกลุ่มมักเรียกว่า “ชาวเล”, “ชาวน้ำ” หรือ “ชาวไทยใหม่” วิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวเลอูรักลาโว้ยที่อยู่อาศัยในบริเวณประเทศไทย อาศัยเรือเร่ร่อนหากินในทะเล มีถิ่นที่อยู่ไม่แน่นอน แต่จำกัดอยู่เฉพาะน่านน้ำฝั่งทะเลตะวันตกทางภาคใต้ของไทยเท่านั้น พักอาศัยอยู่ตามหมู่เกาะแถบทะเลอันดามัน นับตั้งแต่ช่องแคบมะละกาขึ้นไป จนถึงบริเวณหมู่เกาะอาดัง เกาะหลีเป๊ะ เกาะบูโหลน จังหวัดสตูล เกาะพีพี (แหลมตง) เกาะจำ และเกาะลันตา โดยกระจายกันอยู่บริเวณบ้านคลองดาว บ้านในไร่ บ้านบอแหน บ้านหัวแหลมกลาง บ้านสังกะอู้ จังหวัดกระบี่ เกาะสี่เหร่ (แหลมตุ๊กแก) หาดราไวย์ บ้านสะปำ จังหวัดภูเก็ต เป็นต้น