ผลงานวิจัยชิ้นนี้ช่วยสร้างผลดีต่อธุรกิจสินค้าเกษตรไทยในวงกว้าง

เพราะช่วยชะลอการสุกงอม การสร้างก๊าซเอทิลีน ตลอดจนลดการเปลี่ยนสี กลิ่น และคุณค่าทางอาหารของผลผลิต ทำให้ผลไม้สดสมบูรณ์จนถึงมือผู้บริโภคได้ในปริมาณมากขึ้น ลดปริมาณความเสียหายของสินค้าเกษตรให้ลดลง โดยมีค่าใช้จ่ายที่ไม่สูงมาก

“ผลิตภัณฑ์ชิ้นนี้ มุ่งเจาะตลาดกลุ่มผู้ส่งออกผลไม้ และเกษตรกร รวมทั้งวางแผนกระจายสินค้าตัวนี้ลงสู่ตลาดค้าส่ง ค้าปลีก ตามห้างและร้านค้าปลีกทั่วไป เพื่อเจาะกลุ่มผู้บริโภคผลไม้ ที่ต้องการเก็บผลไม้ไว้ได้นานโดยไม่ใส่ตู้เย็น” ดร. กิตติ กล่าว

สำหรับสารชะลอการสุกของผลไม้ชนิดนี้ ใช้งานง่ายมาก ดร. กิตติ ให้คำแนะนำว่า หากต้องการชะลอการสุกของผลไม้ในระยะเวลา 1 สัปดาห์ ให้ใช้ผลิตภัณฑ์ขี้เถ้าแกลบ จำนวน 3 ซอง ต่อผลไม้น้ำหนัก 100 กรัม (30 ซอง ต่อผลไม้ 1 กิโลกรัม) โดยนำสารชะลอการสุกไปใส่ไว้ร่วมกับผลไม้ก่อนบรรจุในภาชนะ หรือกล่องกระดาษ จะสามารถยืดอายุผลไม้ไปได้ ประมาณ 1 สัปาดห์ ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์ขี้เถ้าแกลบ จำนวน 1 ซอง สามารถใช้ได้กับผลไม้ประเภทต่างๆ ได้แก่ กล้วย 2 หวี กีวี 3 ผล น้อยหน่า 1 ผล มะม่วง 1 ผล หากใช้ในปริมาณ 1 แพ็ก จำนวน 30 ซอง จะสามารถใช้กับทุเรียน 1 ผล และผลไม้อื่นๆ ในปริมาณน้ำหนัก 1 กิโลกรัม

ผลงานวิจัยชิ้นนี้ ถือว่าสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับขี้เถ้าแกลบได้มากถึง 50 เท่า เมื่อนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ออกจำหน่ายมีต้นทุนการผลิตอยู่ที่ 15 บาท ต่อ 1 กิโลกรัม ราคาจำหน่าย 150 บาท ต่อน้ำหนัก 1 กิโลกรัม (แบบแพ็ก) ราคาจำหน่ายปลีก 25 บาท ต่อ 1 กล่อง (จำนวน 30 ซอง ปริมาณ 2 กรัม) หากใครสนใจอยากใช้ผลิตภัณฑ์ดังกล่าว หรือมีข้อสงสัยเกี่ยวกับผลงานวิจัยชิ้นนี้ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ดร. กิตติ เมืองตุ้ม รองผู้อำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์ภาคเหนือ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ เบอร์โทรศัพท์ (088) 834-4434

“อะโวกาโด” เป็นไม้ผลที่กำลังได้รับความนิยมในกลุ่มผู้รักสุขภาพและความงาม แม้ว่าจะสามารถปลูกได้ในประเทศ แต่ยังขาดคุณสมบัติทางด้านคุณภาพ ด้วยเหตุนี้จึงมีการนำเข้าอะโวกาโดจากต่างประเทศมาขายในตลาดบ้านเราในราคาค่อนข้างสูง อีกทั้งมีมูลค่าในการสั่งนำเข้าเพื่อการบริโภคและแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ปีละมากมาย

จังหวัดตาก เป็นอีกแหล่งที่มีพื้นที่และผลผลิตอะโวกาโดมาก จึงทำให้บรรดานักท่องเที่ยวต่างแวะซื้อกัน เหตุผลประการหนึ่งเพราะการมีพื้นที่จำนวนมากทางภาคตะวันตกของจังหวัดตากมีความเหมาะสมและได้เปรียบทางด้านภูมิประเทศ เนื่องจากลักษณะทางกายภาพส่วนใหญ่ล้วนเป็นป่าไม้และภูเขาสูง

ทั้งนี้ การปลูกอะโวกาโดของชาวบ้านในช่วงแรกไม่ได้เน้นคุณภาพ เมื่อมีผลผลิตก็มักขายเหมาทั้งสวน จึงทำให้ได้ราคาต่ำ ภายหลังการเข้าไปส่งเสริมของภาคราชการที่รับผิดชอบ เพื่อมุ่งหวังให้ชาวบ้านปรับแนวทางการปลูกอะโวกาโดให้มีคุณภาพเทียบเท่าต่างประเทศ เพื่อประโยชน์ทางด้านการขาย

ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดตาก (เกษตรที่สูง) สังกัดกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นอีกหน่วยงานหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมพัฒนา พร้อมกับผลักดันในชาวบ้านในพื้นที่หันมาปลูกอะโวกาโดให้มีคุณภาพเพื่อสร้างรายได้สูง พร้อมไปกับถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อให้นำองค์ความรู้ไปพัฒนาพืชต่อไป

ทั้งนี้ อะโวกาโด ถือเป็นพืชสำคัญและมีแนวโน้มทางด้านการตลาดสูง ขณะเดียวกันยังมีชาวบ้านเป็นจำนวนมากยังขาดความรู้ ความเข้าใจ ในกระบวนการปลูกและการตลาดอย่างดีพอ ดังนั้น การเข้ามาส่งเสริมองค์ความรู้จึงเป็นเรื่องสำคัญ

พัฒนาคุณภาพด้วยการพัฒนากิ่งพันธุ์

คุณศุภชัย ศรีจันทร์ดร รักษาการหัวหน้าศูนย์ กล่าวว่า สำหรับภารกิจของศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดตาก (เกษตรที่สูง) จะรับผิดชอบ 2 จังหวัด คือ ตาก กับอุทัยธานี

สำหรับบทบาทและหน้าที่คือ การส่งเสริมชาวบ้านในการปลูกพืชที่เหมาะสมแล้วให้ความสำคัญกับอะโวกาโดเป็นหลัก รองลงมาคือ พลับ และกาแฟ อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้าที่ทางศูนย์จะได้เข้ามา ชาวบ้านมีการปลูกอะโวกาโดกันอยู่แล้ว โดยจะขายผลผลิตแบบเหมาทั้งสวน ซึ่งถ้าเฉลี่ยแล้วมีรายได้ กิโลกรัมละ 10 บาท เป็นพันธุ์พื้นเมืองและถือว่าเป็นราคาต่ำมาก เนื่องจากขาดคุณภาพ

ฉะนั้น เพื่อเป็นการพัฒนาผลผลิตให้ได้มาตรฐาน มีคุณภาพ จนทำให้สามารถขายได้ราคาที่สูง ทางศูนย์จึงหาแนวทางในการปรับปรุงคุณภาพด้วยการนำเทคโนโลยีการเปลี่ยนยอดพันธุ์ โดยมีการคัดเลือกยอดพันธุ์ที่เหมาะกับการค้า ซึ่ง ได้แก่ ปิเตอร์สัน บัคคาเนียร์ และแฮส ซึ่งเป็นพันธุ์ที่ได้รับความนิยม ทั้งนี้แต่ละสายพันธุ์ดังกล่าวจะให้ผลผลิตต่างเวลากัน โดยเริ่มจากปิเตอร์สันก่อน แล้วจบที่แฮส ที่จะให้ผลผลิตไปจนถึงเดือนธันวาคม ฉะนั้น จะแนะนำให้ชาวบ้านปลูกทั้ง 3 พันธุ์ เพราะจะได้มีผลผลิตพร้อมกับมีรายได้ที่ยาวนาน

คุณศุภชัย ชี้ว่าสำหรับพันธุ์แฮสที่วางจำหน่ายตามโมเดิร์นเทรด เป็นการนำเข้ามาจากนิวซีแลนด์และออสเตรเลีย โดยขายเป็นลูก ราคา 60-70 บาท ขณะเดียวกันปิเตอร์สันและบัคคาเนียร์ที่ทางศูนย์ได้ส่งเสริมด้วยการเปลี่ยนยอดพันธุ์ ขณะนี้เป็นเวลา 3 ปีแล้ว ได้ผลผลิตแล้ว และมีคุณภาพทัดเทียมกับต่างประเทศ ขณะเดียวกันจะผลักดันให้มีการปลูกอะโวกาโดด้วยการใช้จุลินทรีย์เพื่อเป็นการสร้างมูลค่า ซึ่งนอกจากทำให้ผู้ปลูกมีรายได้แล้ว ยังมีลูกค้ามาสั่งจองกัน ซึ่งมีราคาเฉลี่ย กิโลกรัมละ 40 บาท แล้วนำไปขายกัน กิโลกรัมละ 50 บาท ส่วนพันธุ์แฮสมักขายเป็นผลราคาผลละ 20-30 บาท

“อย่างในปีนี้ (2559) ได้รับการสนับสนุนจากกรมส่งเสริมการเกษตรให้มีการเปลี่ยนยอดไปแล้วกว่า 4 ไร่ (1 ไร่ประมาณ 44 ต้น) นอกจากนั้น ยังมีโครงการสอนให้ชาวบ้านได้เรียนรู้วิธีเปลี่ยนยอดและได้สนับสนุนยอดพันธุ์ วัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ทั้งนี้จะแนะนำให้ชาวบ้านเปลี่ยนยอดทั้ง 3 พันธุ์ ไม่ว่าจะเปลี่ยนในถุงหรือที่ต้น เพราะเป็นพันธุ์ที่มีความสำคัญด้านการค้าแล้วตลาดต้องการสูง ทำให้ชาวบ้านสามารถมีรายได้ตลอดเวลาต่อเนื่องหลายเดือน

อีกเหตุผลที่ต้องการให้ชาวบ้านหันมาปลูกอะโวกาโดเพื่อเป็นการให้ลดการเผาต้นพืชก่อนเตรียมแปลงปลูกอย่างเช่น ข้าวโพด โดยการนำอะโวกาโดไปปลูกในไร่ข้าวโพด เพื่อให้ชาวบ้านเปลี่ยนพฤติกรรม ขณะเดียวกันผลของการปลูกอะโวกาโด จะช่วยเพิ่มพื้นที่ปลูกไม้ เป็นการช่วยรักษาพื้นที่ป่าต้นน้ำ แล้วสร้างมลภาวะอากาศให้ดีขึ้น” รักษาการหัวหน้าศูนย์กล่าว

ผลักดันปลูกอะโวกาโดแทนพืชเชิงเดี่ยว

ต่อจากนั้นทีมงานได้เดินทางไปชมแปลงปลูกต้นพันธุ์อะโวกาโด ซึ่งแปลงดังกล่าวได้รวบรวมสายพันธุ์อะโวกาโดที่เหมาะกับการค้าและเป็นที่นิยมของตลาด โดยมี คุณธนากร โปทิกำชัย นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ เป็นผู้ให้รายละเอียดและข้อมูล

คุณธนากร บอกว่า จุดมุ่งหมายหลักคือ ความพยายามให้ชาวบ้านเปลี่ยนการปลูกพืชเชิงเดี่ยวที่มีปัญหาหรือมีต้นทุนสูง เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ หรือแม้แต่การปลูกกะหล่ำในพื้นที่ลาดชัน แล้วหันมาปลูกอะโวกาโดแทน เนื่องจากเป็นพืชที่ให้ผลตอบแทนเร็ว ลงทุนน้อย โดยเฉพาะพื้นที่แถบพบพระที่มีลักษณะทางธรรมชาติที่เอื้อต่อการปลูก ตลอดจนขายได้ราคาดี มีแหล่งจำหน่ายที่ชัดเจน เหตุผลเหล่านี้จึงเป็นแรงจูงใจให้เกษตรกรหันมาปลูกเพิ่มมากขึ้น

พื้นที่ภายในบริเวณศูนย์ถูกจัดแบ่งออกเป็นโซน ไม่ว่าจะเป็นโซนต้นพันธุ์พ่อ-แม่ โซนแปลงเพาะต้นกล้า โซนแปลงเปลี่ยนยอดพันธุ์ในถุง และโซนแปลงเปลี่ยนยอดพันธุ์จากต้น สิ่งเหล่านี้คุณธนากรบอกว่า เพราะตั้งใจจะทำเป็นแหล่งรวบรวมพันธุ์ให้มากที่สุด ตลอดจนทำเป็นแปลงแม่พันธุ์สำหรับไว้ถ่ายทอดเทคโนโลยีของศูนย์ด้วย

มีโอกาสสร้างรายได้ จึงเน้นพันธุ์เพื่อการค้า

คุณธนากร ชี้ว่า การปลูกอะโวคาในพื้นที่สูงมีโอกาสและได้เปรียบมาก ฉะนั้น การเลือกสายพันธุ์สำหรับปลูกควรมองตลาดจำหน่ายให้เป็นกรอบเพื่อสร้างความชัดเจน ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นพันธุ์ปิเตอร์สัน ลูเทิ่น บู๊ช บัคคาเนียร์ แฮส และปากช่อง 28 ซึ่งถือว่าเป็นพันธุ์สุดท้ายของช่วงฤดูกาล ล้วนแต่ตอบโจทย์ความต้องการได้ทุกตลาด ทั้งตลาดบริโภค ตลาดชุมชน หรือตลาดแปรรูปส่งโรงงานอุตสาหกรรมที่นำไปทำเป็นเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ความงาม รวมถึงควรมีลักษณะคุณสมบัติเด่นคือให้ผลผลิตและค่าตอบแทนสูง คุ้มค่าต่อการลงทุนด้วย

“ดังนั้น จะต้องพยายามคัดพันธุ์โดยการนำเทคโนโลยีต่างๆ มาใช้ เพื่อให้ได้สายพันธุ์ที่สามารถตอบสนองกับพื้นที่พบพระ แล้วยังต้องให้สอดคล้องกับปัจจัยต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ด้านรสชาติ ขนาดผล ตลอดจนความหนา-บาง ของเปลือก เพื่อให้ปลอดภัยต่อการขนส่ง โดยจะได้นำพันธุ์ต่างๆ ไปใช้ได้ตรงตามความต้องการของตลาดอย่างแท้จริง”

พัฒนายอดพันธุ์ดีด้วยเทคนิคการเปลี่ยนยอดพันธุ์

สำหรับเทคโนโลยีที่ศูนย์ได้นำมาใช้พัฒนาต่อยอดการปลูกอะโวกาโดคือ “เทคนิคการเปลี่ยนยอดพันธุ์ดี” ทั้งนี้เพื่อให้ได้ผลผลิตที่เร็ว ซึ่งเทคนิคดังกล่าวมี 2 วิธี คือการต่อกิ่งแบบฝานบวบ กับการเสียบเปลือกประยุกต์

การต่อกิ่งแบบฝานบวบ เป็นวิธีการปฏิบัติเพื่อให้ได้มาซึ่งพันธุ์ดีตามที่ต้องการ ทั้งนี้ จากประสบการณ์พบว่าเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการผลิตต้นกล้าอะโวกาโดเปลี่ยนยอดพันธุ์ดี เพราะมีข้อดีคือจะได้รอยต่อที่มีความแข็งแรงมากกว่าวิธีการติดตา และมีคุณภาพมากกว่า ส่วนข้อเสียคือ จะต้องรอเวลาเพื่อให้กิ่งมีความเหมาะสมกับยอดพันธุ์ก่อน

การเสียบเปลือกประยุกต์ วิธีนี้ควรเลือกใช้ในกรณีที่กิ่งยอดพันธุ์ดีมีขนาดเล็กกว่าต้นตอ เป็นการเสียบเข้ากับเปลือกล็อกท่อน้ำและท่ออาหาร แล้วจึงนำกิ่งยอดพันธุ์ดีเสียบเข้าไป ข้อดีของวิธีนี้คือ มีความสะดวกและง่าย สามารถทำได้ทันที แต่ความสำเร็จต้องขึ้นอยู่กับประสบการณ์ ความชำนาญ และทักษะ เพราะมิเช่นนั้นอาจทำให้เปอร์เซ็นต์การรอดน้อยกว่าการฝานบวบ

ส่วนข้อเสียของวิธีนี้คือ การประสานเนื้อไม้อาจไม่ดีพอ เนื่องจากเนื้อไม้ทั้งสองมีความแตกต่างด้านอายุต้น ระหว่างกิ่งแก่กับกิ่งอ่อน อย่างไรก็ตาม วิธีนี้นิยมนำมาใช้ในกรณีการเปลี่ยนสายพันธุ์ เพราะผลผลิตไม่เป็นที่น่าพอใจ หรือในกรณีที่ต้องการทำเป็นต้นแฟนซีไว้โชว์สายพันธุ์ต่างๆ ในต้นเดียวกัน ก็ควรใช้วิธีนี้เหมาะสมกว่า

ทางด้านแนวทางการเปลี่ยนยอดพันธุ์ อาจทำให้ 2 ลักษณะ คือเปลี่ยนยอดในถุงหรือเปลี่ยนยอดในแปลง ซึ่งทั้ง 2 แบบ มีข้อดี-ข้อเสีย แตกต่างกัน

การเปลี่ยนยอดพันธุ์ดีในถุง ส่วนมากใช้วิธีฝานบวบ เพราะถือเป็นวิธีที่ดีที่สุด แล้วยังเป็นการป้องกันเชื้อที่อาจก่อโรคเข้ามาติดได้ง่าย และตามความเห็นของคุณธนากร มองว่าหากจะทำในเชิงพาณิชย์ การใช้วิธีเปลี่ยนยอดในถุงเพื่อให้ได้ต้นกล้าที่มีความสมบูรณ์ของทรงต้น เพื่อนำมาปลูก จะมีการบริหารจัดการได้ง่าย เนื่องจากสามารถเลือกสายพันธุ์ได้ เลือกขนาดต้นกล้าได้ ตลอดจนสามารถบริหารจัดการเรื่องเวลาได้

ขณะที่ การเปลี่ยนยอดในแปลง จะต้องรอเวลาการปลูกต้นตอพันธุ์ไปสัก 1-3 ปี แล้วมักพบปัญหาการเชื่อมต่อประสานของเนื้อไม้ เนื่องจากมีข้อจำกัดเรื่องอายุเนื้อไม้ที่ต่างกัน การเปลี่ยนในแปลงนั้นเหมาะกับยอดพันธุ์ดีหรือเปลี่ยนสายพันธุ์

อย่างไรก็ตาม แต่ละวิธีล้วนมี ข้อดี-ข้อเสีย ต่างกัน จึงขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่เป็นหลักด้วย สำหรับฤดูที่เหมาะสมกับการเปลี่ยนยอดคือ ช่วงหน้าหนาว แต่หากเป็นช่วงจังหวะที่กิ่งตาพร้อมในช่วงหน้าฝนก็ทำได้ แต่ถ้าไม่ชำนาญและทักษะไม่ดีพอ อาจทำให้โอกาสรอดน้อย

อีกประเด็นที่ยังเป็นปัญหาของชาวบ้านต่อการปลูกอะโวกาโดคือ การเก็บผลผลิต เพราะที่ผ่านมาชาวบ้านมักเก็บผลผลิตที่ยังไม่สุกแก่ขาย พอลูกค้าที่เพิ่งซื้อรับประทานครั้งแรกชิมแล้วมีรสขมฝาด จึงเกิดทัศนคติไม่ดี แล้วมีผลต่อการซื้อทันที อย่างไรก็ตาม ลักษณะการขายอะโวกาโดของชาวบ้านนิยมขายยกสวน ทำให้คนเก็บไม่ใช้ความระมัดระวัง จึงทำให้ผลเสียหาย ปัญหาเหล่านี้ล้วนทำให้ฉุดรั้งความสนใจ แล้วทำให้ขายยาก ราคาตก ฉะนั้น การเก็บจะต้องสังเกตผลที่จุกสีแดงหรือผิวที่เปลี่ยนสี

ชาวบ้านสนใจ แห่ปลูกเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด

คุณธนากร เผยว่า เป็นที่น่าดีใจ เพราะภายหลังที่มีการส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูกอะโวกาโดตามที่แนะนำ ได้พบว่าชาวบ้านต่างเห็นประโยชน์แล้วหันมาปลูกกันเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว ชนิดก้าวกระโดด ทั้งนี้ จากข้อมูลของสำนักงานเกษตรอำเภอ พบว่า เดิมมีพื้นที่ปลูกอะโวกาโดอยู่ จำนวน 500 ไร่ เพิ่มขึ้นมาเป็นเกือบ 1,500 ไร่ ภายในเวลาไม่กี่ปี ทั้งรุ่นที่เก็บผลผลิตขายได้แล้วกับรุ่นที่เพิ่งปลูกใหม่

ขณะเดียวกันทางศูนย์ได้มีการเก็บข้อมูลเฉพาะผู้ปลูกพันธุ์ดี พบว่า มีจำนวนผู้ปลูกอยู่ประมาณ 50 ไร่ นอกจากนั้น ยังพบว่ามีผู้ปลูกรายใหม่ที่เน้นปลูกพันธุ์ดีอีกประมาณ 300 ไร่ ส่วนที่เหลือเป็นพันธุ์พื้นบ้านทั่วไปประมาณพันกว่าไร่

สำหรับสายพันธุ์ที่ควรส่งเสริมปลูกในเชิงพาณิชย์ ได้แก่ พันธุ์บัคคาเนียร์ เนื่องจากให้ผลดก โตเร็ว ขั้วเหนียว ทนทานต่อแรงลม เปลือกหนา เมล็ดเล็ก เนื้อมาก ถือว่าเป็นพันธุ์ที่มีทุกอย่างครบ ดังนั้น จึงเหมาะทั้งรับประทานสด และแปรรูปส่งโรงงาน แล้วที่ดีที่สุดคือ สามารถอยู่บนต้นได้นานถึงเดือนพฤศจิกายน เพื่อรอให้มีราคาที่พอใจ ทั้งนี้ บัคคาเนียร์ จะเริ่มให้ผลผลิตในปีที่ 2-3 แต่มักเก็บขายจริงจังในปีที่ 4

อีกสายพันธุ์ที่กำลังมาแรง แล้วดูเหมือนว่ากำลังแซงพันธุ์ที่นิยมอย่าง แฮส นั่นคือ พิงค์เคอร์ตัน ถือเป็นพันธุ์ที่ลบข้อเสียของแฮสได้ทั้งหมด แล้วยังให้ผลดก มีขนาดใหญ่ในระดับพรีเมี่ยม อย่างไรก็ตาม พันธุ์แฮสต้องปลูกในระดับน้ำทะเลไม่ต่ำกว่า 600 เมตร จึงจะได้ผลดี ขณะที่พิงค์เคอร์ตัน ใช้ระดับเพียง 300-400 เมตร จากระดับน้ำทะเลก็เพียงพอแล้ว ดังนั้น จึงไม่มีข้อจำกัดในระดับพื้นที่ปลูกที่เป็นปัญหา

แนะ…ปลูกหลายพันธุ์เพื่อสร้างรายได้ต่อเนื่อง

นอกจากนั้น คุณธนากร ยังชี้ว่า ถ้าต้องการปลูกอะโวกาโดแบบให้ผลผลิตแล้วมีรายได้ต่อเนื่อง ควรปลูกพันธุ์ที่เริ่มให้ผลก่อนใคร อย่าง พันธุ์ปิเตอร์สัน เพราะสามารถเก็บขายได้ก่อนพันธุ์อื่น จากนั้นตามด้วย ลูเฮิร์นซึ่งมีข้อดีคือดก รสชาติดี ถ้านำไปทำแบบลอดช่องน้ำกะทิแทนแตงไทยได้เลย ถือเป็นพันธุ์รับประทานสดที่มีรสอร่อยมาก ข้อเสียอย่างเดียวคือ เปลือกบาง จึงไม่เหมาะกับการขนส่งในระยะทางไกลและนาน

สำหรับ พันธุ์ปากช่อง 28 จะออกผลผลิตเป็นชนิดสุดท้าย แล้วให้ผลผลิตยาวข้ามปี ราวปลายมกราคม-กุมภาพันธ์ หลังจากที่พันธุ์อื่นให้ผลผลิตหมดแล้ว จึงทำให้ได้ราคาดี ทั้งนี้มีลักษณะเด่นคือ อายุการเก็บเกี่ยวนาน แต่พันธุ์นี้ยังไม่แพร่หลาย เพราะกิ่งพันธุ์ยังมีน้อย

“ท้ายนี้ ทางศูนย์ให้ความสำคัญต่อการส่งเสริมปลูกอะโวกาโดมาก เพราะมองว่าเป็นพืชที่มีศักยภาพเมื่อนำมาปลูกที่พบพระ อีกทั้งพบว่ามีปัจจัยหลายอย่างเอื้อต่อการลงทุนต่ำ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อผู้ปลูกมาก ขณะเดียวกันกลับสร้างรายได้สูง แต่ต้องอยู่บนเงื่อนไขของการปลูกอย่างมีคุณภาพจริง แล้วยังสามารถปลูกทดแทนพืชเชิงเดี่ยวได้

จึงหวังให้เกษตรกรในพื้นที่หันมาปลูกอะโวกาโดกันมากๆ ไม่ต้องหวั่นเรื่องตลาด เพราะถ้าคุณสามารถปลูกได้อย่างมีคุณภาพตามที่ทางศูนย์แนะนำแล้ว เมื่อถึงเวลานั้นผู้รับซื้อวิ่งเข้ามาหาคุณแน่นอน” คุณธนากร กล่าว

สนใจสอบถามข้อมูลอะโวกาโดได้ที่ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดตาก (เกษตรที่สูง) โทรศัพท์ (055)-806-249 (ในวัน/เวลา ราชการ) หรือ คุณธนากร โปทิกำชัย โทรศัพท์ (081) 724-8013

หรือติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวตลอดจนกิจกรรมดีๆ ที่น่าสนใจของ อะโวกาโด ได้ที่เฟซบุ๊ก “คนรักอะโวกาโด(Avocado)” แล้วท่านจะไม่ตกเทรนด์เรื่องสุขภาพอย่างแน่

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : เป็นไม้พุ่มเตี้ย ลำต้นอวบน้ำ (Herbaceous) สีเขียวอ่อนปนม่วง ดอกเป็นช่อตรงก้านดอกยาวชูตรง ดอกมีสีเหลืองสวยงามน่ารัก ออกดอกเป็นระยะตลอดทั้งปี ใบหนาอวบน้ำเช่นกัน ใบมีลักษณะ 2 แบบ คือทั้งแบบกลม และใบรี สรรพคุณไม่ต่างกัน แต่ชนิดใบกลมจะมีขนอ่อนๆ คลุมหนากว่าชนิดใบรีหน่อยหนึ่ง เป็นต้นไม้ที่เลี้ยงง่าย ปลูกง่าย ขึ้นได้ดีในดินทุกชนิด ชอบน้ำ สามารถอยู่ได้ทั้งกลางแจ้งและในร่ม เวลาปลูกชิดกันเป็นกอ ก็จะแน่น ดูสวยงาม ใช้เป็นไม้คลุมดินในงานจัดสวนได้เลย

ผู้เขียนก็ใช้อยู่บ่อยๆ ปลูกสลับกับไม้คลุมดินอื่นๆ ได้ดี เพื่อเพิ่มสีสันให้สวนสวย เนื่องจากใบสีเขียวอ่อนสดชื่นสบายตา แปะตำปึง นำเข้ามาในบ้านเราเมื่อ 5-6 ปี ที่แล้ว พร้อมๆ กับหญ้าปักกิ่ง

สรรพคุณทางยา แปะตำปึง จัดว่าเป็นสมุนไพรประเภทครอบจักรวาลก็ว่าได้ เช่น ฟอกโลหิตสตรี ช่วยขับสารพิษต่างๆ รักษาเริม งูสวัด ลดความดันโลหิต บรรเทาอาการภูมิแพ้ บำบัดโรคริดสีดวงทวาร และอื่นๆ

วิธีรับประทาน ให้เด็ดใบสดมาล้างน้ำให้สะอาด จิ้มน้ำพริก ครั้งละ 4-5 ใบ หรือทำเป็นผักแนมข้างเคียง

กับลาบ น้ำตก ส้มตำ ก็ยังได้ ใบสดจะมีกลิ่นหอมนิดๆ คล้ายผลชมพู่อ่อน หรืออาจนำใบไปโขลกคั้นน้ำ เหยาะน้ำผึ้งรับประทานก็ดี สีก็สวยคล้ายน้ำใบบัวบก วิธีปลูก แปะตำปึง หรือ ผักพันปี ขยายพันธุ์ง่ายมาก ใช้วิธีตัดกิ่งปักชำ โดยเอามีดคมหรือคัตเตอร์ ตัดบริเวณใต้ข้อเล็กน้อย หั่นเป็นท่อน ยาวท่อนละประมาณ 5-6 นิ้ว นำไปชำในถุง หรือกระถางที่เตรียมไว้ วางไว้ในที่ร่มสัก 1 สัปดาห์ รดน้ำเช้าเย็น กิ่งชำก็จะงอกราก แตกใบอ่อน เราก็แยกไปลงดิน หรือแยกลงกระถางใหม่ได้ไม่ยากเลย ปุ๋ยเคมีก็ไม่ต้องใส่ รองพื้นด้วยปุ๋ยคอกมูลสัตว์ก็เหลือแหล่แล้ว

หมั่นคอยดูแลตัดแต่งอย่าให้กิ่งยาวเกะกะ เล็มยอดไว้บ่อยๆ ก็จะเป็นพุ่มสวยงามครับ บ่อยครั้งในงานจัดสวน ผู้เขียนปลูกแปะตำปึงเป็นแถวเป็นแนวริมทางเดินเท้า หรือบางทีก็ปลูกเป็นกลุ่มสลับสีกับไม้คลุมดินอื่นๆ ปรากฏว่าโตเร็วมาก และสวยงาม มองแล้วสบายตาไปอีกแบบหนึ่ง พอยาวหน่อยก็ยังตัดยอดมารับประทานได้อีก พออธิบายถึงสรรพคุณเป็นเกร็ดความรู้ เจ้าของบ้านก็รู้สึกชอบใจไปทุกคน ทุกครั้งด้วย ใครจะไม่ชอบล่ะครับ สวนสวย แถมรับประทานได้ เป็นสมุนไพรสรรพคุณครอบจักรวาลแบบนี้ เจ้าแปะตำปึงเนี่ย ยกให้เป็น Veggied Garden plant ชั้นนำหัวแถวได้เลย จะบอกให้จากใจเลยครับ

ผศ. ชไมพร เพ็งมาก อาจารย์ประจำคณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตนครศรีธรรมราช ทุ่งใหญ่ (มทร. ศรีวิชัย) ได้ทดลองนำส่วนลูกตาลสุก มาแปรรูปเป็นแป้งตาลโตนดแบบผง ด้วยการนำมายีเอาเนื้อออก เพื่อใช้ทำขนมตาล ซึ่งสามารถทำได้บางฤดูกาลเท่านั้น เพราะการเตรียมเนื้อลูกตาลสุก ใช้เวลามาก มีขั้นตอนที่ยุ่งยาก ไม่สามารถเก็บได้นาน การนำเนื้อลูกตาลสุกมาทำให้แห้งเป็นผง จึงเป็นการแก้ปัญหาได้เป็นอย่างดี อีกทั้งเนื้อตาลสุกมีเบต้าแคโรทีนเกือบเท่ากับแครอต

สำหรับวิธีทำแป้งตาลโตนด นำลูกตาลสุกมาล้างให้สะอาด ลอกเปลือกดำออก ให้เอาดีตาลออกเพื่อไม่ให้เนื้อตาลมีรสขม ยีลูกตาลกับน้ำทีละน้อย กรองด้วยตะแกรงตาถี่ เพื่อกรองเอาเส้นใยออก เทใส่ผ้าดิบ ใช้เชือกผูกให้แน่น แขวนหรือหาของหนักทับไว้ 1 คืน

รุ่งขึ้นเกลี่ยเนื้อตาลในถาด นำเข้าตู้อบลมร้อน โดยใช้อุณหภูมิในการอบแห้ง 65 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 10 ชั่วโมง บด แล้วผ่านตะแกรงร่อน บรรจุในถุงลามิเนต ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่เหมาะสมในการนำไปทดแทนส่วนผสมของผลิตภัณฑ์ขนมไทย เพราะจะทำให้ผสมกับส่วนผสมอื่นได้ง่ายขึ้น

สำหรับผู้ที่สนใจ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ผศ. ชไมพร เพ็งมาก อาจารย์ประจำคณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตนครศรีธรรมราช ทุ่งใหญ่ โทร. (087) 204-4941

ครูพิศมัย ลิ้มสมวงศ์ อดีตข้าราชการครู โรงเรียนบ้านแม่โจ้ ตำบลหนองหาร อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ เล่าให้ฟังว่า หลังจากจบการศึกษาด้านการเกษตรที่โรงเรียนเกษตรกรรมพิษณุโลก หรือเกษตรบ้านกร่าง รุ่นที่ 8 ได้สอบบรรจุเป็นครูสอนในจังหวัดพิษณุโลกหลายปี ล่าสุดย้ายมาสอนที่โรงเรียนบ้านแม่โจ้ ที่เป็นถิ่นกำเนิดของตนเอง ประมาณ 2 ปีที่ผ่านมา

ในฐานะที่เป็นครูเกษตรจึงได้รับการคัดเลือกให้เข้าอบรมเรื่องการเลี้ยงไส้เดือนดิน ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาไส้เดือนดิน มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จากนั้นจึงสร้างเรือนโรงเลี้ยงไส้เดือนดินขนาดเล็กๆ ภายในโรงเรียน สอนเด็กนักเรียนตั้งแต่การเลี้ยงไส้เดือนดินในถังน้ำสีดำ เลี้ยงในลิ้นชักพลาสติก แบบ 4 ชั้น จนเด็กนักเรียนสามารถนำไปปฏิบัติและใช้ที่บ้านของตนเองได้

ในปี 2558 ครูพิศมัย เกษียณอายุราชการ จึงเริ่มเลี้ยงไส้เดือนบริเวณบ้าน และจัดเป็นศูนย์เรียนรู้ไส้เดือนดินสำหรับนักเรียนและเกษตรกรทั่วไป เนื่องจากบ้านและโรงเรียนที่เคยสอนนั้นอยู่ใกล้กัน

ครูพิศมัย เล่าต่อว่า ไส้เดือนดินมีหลายสายพันธุ์ แต่ที่นิยมเลี้ยงในบ้านเรามี 2 สายพันธุ์ คือ สายพันธุ์สีแดงออกม่วง ตัวขนาดเล็ก ชอบอาศัยผิวดินอยู่ในขยะอินทรีย์ มูลสัตว์ กินอาหารเก่ง ที่เรียกกันว่า “ขี้ตาแร่” ไส้เดือนดินอีกชนิดหนึ่งลำตัวสีเทา มีขนาดใหญ่ ชอบอาศัยอยู่ใต้ดินค่อนข้างลึก พบได้ในสวนผลไม้ สนามหญ้า กินอาหารน้อย เมื่อเลือกสายพันธุ์ไส้เดือนดินที่ต้องการได้แล้วจึงจัดเตรียมสถานที่ ต้องไม่เป็นบริเวณที่น้ำท่วมขัง อยู่ใกล้กับแหล่งขยะอินทรีย์ หรือใกล้แหล่งผลิตจำหน่ายผัก ผลไม้ หรือตลาดผักสด

“บ้านตนเองอยู่ใกล้ตลาดสดแม่โจ้ มีเศษผักที่แม่ค้าตัดและคัดใบผักออกทิ้ง จึงมีอาหารเลี้ยงไส้เดือนดินตลอดเวลา จากนั้นสร้างบ่อเลี้ยงด้วยปูนซีเมนต์แบบสี่เหลี่ยม ยาวตามขนาดของพื้นที่ นำดิน 4 ส่วน ผสมกับมูลวัว 1 ส่วน ผสมให้เข้ากัน เกลี่ยให้สม่ำเสมอ รดน้ำให้มีความชื้น หมักทิ้งไว้ประมาณ 7 วัน จากนั้นจึงปล่อยไส้เดือนดิน พื้นที่ 1 ตารางเมตร จะใช้ไส้เดือนประมาณ 1 กิโลกรัม ให้อาหารด้วยการนำเศษผักวาง หรือขุดหลุมไว้เป็นจุดๆ ไม่ควรเทกองรวมกันซึ่งจะเป็นสาเหตุให้แมลงวันมาวางไข่ได้ หรืออาจใช้ลวดตาข่าย ตะแกรงปิดด้านบนป้องกันแมลงวัน นก หนู เข้าไปกินอาหารในที่เลี้ยง”