ผลดีของการรวมกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มกล้วยหอมทองปทุมรัตน์

ทำให้เกษตรกรผู้ปลูกกล้วยหอมมีโอกาสสร้างอำนาจต่อรองราคากับผู้ซื้อสินค้า รวมทั้งได้รับการสนับสนุนองค์ความรู้เรื่องการปลูกดูแลสวนกล้วยหอมอย่างเป็นระบบจากหน่วยงานภาครัฐ ทำให้สามารถลดต้นทุนการผลิต เช่น การจัดตั้งธนาคารปุ๋ย การหมุนเวียนแรงงาน การตั้งราคากลางสินค้า ฯลฯ ทำให้ทางกลุ่มฯ สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และยกระดับราคาสินค้า ช่วยสร้างอาชีพและรายได้ที่มั่นคงให้แก่เกษตรกร

กศน. อำเภอหนองเสือ สนับสนุน

การทำสวนกล้วยหอมอินทรีย์ในอดีต คุณนุกูล และภรรยาคือ คุณปราณี เหมเชื้อ ประสบปัญหาการขาดทุนในการดำเนินธุรกิจ ทาง กศน.อำเภอหนองเสือจึงเข้ามาส่งเสริมอาชีพตัดเย็บเสื้อผ้าให้คุณปราณีใช้สร้างอาชีพเสริมรายได้เลี้ยงดูครอบครัว ต่อมาคุณนุกูลหันมาเริ่มปลูกกล้วยหอมทอง บนเนื้อที่ 5 ไร่ โดยใช้สารเคมี ปรากฏว่า อาชีพการทำกล้วยหอมทองสร้างรายได้ก้อนโต จนต้องขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มขึ้น

ต่อมา คุณกรรณกร ชูเทพ ผู้อำนวยการ กศน. อำเภอหนองเสือ ประกาศขับเคลื่อนนโยบายเกษตรธรรมชาติ ด้วยศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อประโยชน์สูงสุดในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและรักษาแผ่นดินไทยให้เป็นแผ่นดินทองอย่างแท้จริง โดย ผอ.กรรณกร ได้ชักชวนให้คุณนุกูลและภรรยาหันมาทำสวนกล้วยหอมทองแบบเกษตรอินทรีย์ เป็นรายแรกในอำเภอหนองเสือ ปรากฏว่า โครงการนี้ประสบความสำเร็จ สินค้ากล้วยหอมทองของคุณนุกูล มีคุณภาพมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ทำให้บริษัทผู้นำเข้าของญี่ปุ่นตัดสินใจสั่งซื้อกล้วยหอม จากสวนแห่งนี้อย่างต่อเนื่อง ทำให้คุณนุกูลมีรายได้ก้อนโต ชำระหนี้สินได้หมดและมีฐานะความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น สร้างอาชีพและรายได้ที่มั่นคงมาจนถึงทุกวันนี้

การปลูกกล้วยหอมทอง ตั้งแต่เริ่มปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวจะใช้เวลาดูแล ประมาณ 9-10 เดือน หากอยู่ในแหล่งชลประทาน เกษตรกรสามารถปลูกต้นกล้วยหอมทองได้ทั้งตลอดปี ทั้งนี้ เกษตรกรในอำเภอหนองเสือ นิยมทำสวนกล้วยแบบยกร่อง เนื้อที่ประมาณ 5.5-6.5 เมตร ร่องน้ำมีขนาดความกว้างประมาณ 1.0-1.5 เมตร เกษตรกรจะเลือกใช้หน่อพันธุ์กล้วยหอมทองที่เป็นหน่อใบแคบหรือหน่อดาบ ที่มีใบอยู่ประมาณ 3-4 ใบ เพื่อให้ต้นกล้วยตกเครือพร้อมๆ กัน ขุดหลุมลึกและกว้างประมาณ 50 เซนติเมตร หรือประมาณ 1 ศอก ก่อนปลูกต้องรองก้นหลุมด้วยปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก ปลูกต้นกล้วยหอมทองในระยะห่างประมาณ 1.0×1.5 เมตร หรือ 1.5×1.5 เมตร

หลังจากปลูก 10 วัน จะใส่ปุ๋ยยูเรียเร่งให้ต้นกล้วยแตกกอ เติบโตแข็งแรงสวยงาม ง่ายต่อการบริหารจัดการ ไม่ต้องซ่อม หลังปลูก ด้านการให้น้ำ จะใช้เรือรดน้ำต้นกล้วยหอม ประมาณวันละ 1-2 ครั้ง และรักษาระดับน้ำในร่องสวนให้มีความลึก 1 เมตร และต่ำกว่าระดับดินท้องร่อง ทประมาณ 50-80 เซนติเมตร

เมื่อต้นกล้วยอายุ 20 วัน ใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 25-7-7 บำรุงต้น พอกล้วยอายุ 2-3 เดือน ปุ๋ยตร 16-16-16 ต้นกล้วยอายุ 5 เดือน มักเจอปัญหาการชะล้างหน้าดินบริเวณโคนต้น ทำให้โคนต้นตื้นและรากลอยง่ายต่อการโค่นล้ม จึงนิยมโกยเลนจากร่องน้ำขึ้นมาสุมโคนต้นกล้วย ประมาณ 2 ครั้ง ข้อดีของการโกยเลนท้องร่องมากองที่โคนต้นกล้วย ถือเป็นอาหารบำรุงต้นกล้วยที่ดี ช่วยให้ต้นกล้วยแตกกองอกงามได้ดีขึ้น

เกษตรกรส่วนใหญ่นิยมใส่ปุ๋ยเคมีและปุ๋ยอินทรีย์บำรุงต้นกล้วยตามช่วงอายุ ต้นกล้วยอายุ 20 วัน ใส่ปุ๋ยสูตร 46-0-0 กล้วยอายุ 1-4 เดือน ใส่ปุ๋ยสูตร 25-7-7 และ 16-16-16 สำหรับต้นกล้วยอายุ 5-7 เดือน ใส่ปุ๋ยสูตร 13-13-21 สูตร 0-0-60 บำรุงต้นกล้วย สำหรับสวนกล้วยอินทรีย์ของคุณนุกุล เมื่อต้นกล้วยอายุ 4 เดือน จะใส่ปุ๋ยคอกจากมูลสุกร มูลไก่ และคอยรดน้ำตลอด เพื่อบำรุงให้ต้นกล้วยมีสุขภาพแข็งแรง เพื่อให้ได้ผลผลิตเต็มที่ไม่ต่ำกว่า 5-7 หวี ต่อเครือ

โดยทั่วไป พื้นที่อำเภอหนองเสือมักประสบปัญหาภัยธรรมชาติ คือลมพายุในช่วงเดือนเมษายน-เดือนมิถุนายนเป็นประจำทุกปี นับเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้สวนกล้วยได้รับความเสียหายจากปัญหาคอกล้วยหัก หรือเครือกล้วยผิดรูป เกษตรกรพยายามลดความเสียหายโดยใช้ไม้ไผ่ค้ำพยุงต้น

ช่วงอายุ 7-8 เดือน เป็นระยะต้นกล้วยเริ่มแทงปลี พร้อมออกผล สวนกล้วยของคุณนุกูลจะใช้ไม้ค้ำพยุงลำต้นด้านขวาของต้นกล้วย เพื่อรองรับน้ำหนักของเครือกล้วยที่กำลังเจริญเติบโต ระยะนี้ เกษตรกรบางรายนิยมใส่กระดูกป่นบำรุงต้นกล้วย เพื่อให้ต้นกล้วยขยายปลีได้ดียิ่งขึ้น เพราะต้นกล้วยที่มีขนาดปลีใหญ่ มักจะได้เครือกล้วยขนาดใหญ่ตามไปด้วย

เมื่อปลีกล้วยเติบโตเต็มที่ เริ่มเปิดกาบปลี เห็นผลอ่อน เกษตรกรจะตัดปลีเพื่อให้ผลอ่อนเจริญเติบโตได้เต็มที่ ตัดแต่งใบกล้วยไม่ให้ทึบหนาจนเกินไป เปิดทางให้แสงแดดและกระแสลมพัดผ่านในสวนกล้วยได้อย่างสะดวก ลดการเกิดโรคและป้องกันแมลงเข้าทำลายต้นกล้วย พร้อมตัดแต่งใบที่เบียดกับหวีกล้วยออก เพื่อป้องกันไม่ให้ผลกล้วยลาย ช่วงที่ต้นกล้วยกำลังตั้งท้อง คุณนุกูลจะปล่อยให้ต้นกล้วยมีใบ 10-12 ใบ เพื่อให้ใบกล้วยสร้างอาหารบำรุงเลี้ยงเครือกล้วยในอนาคต

เมื่อเครือกล้วยเติบโตเริ่มมีลูกเข้าทรงแล้ว คุณนุกูลจะใส่ถุงพลาสติกบางสีฟ้าใส ขนาด 1.0×1.2 เมตร ที่เจาะรูระบายอากาศห่อเครือกล้วยหอมทอง เพื่อป้องกันแมลงวันทองไม่ให้รบกวนผลกล้วย เมื่อครบกำหนดจึงตัดเครือกล้วยออกไปในจุดรวบรวมผลผลิต เพื่อล้างทำความสะอาดก่อนส่งขายตลาด

ภายหลังการเก็บเกี่ยวหมดทั้งแปลง เกษตรกรจะโค่นต้นกล้วยทิ้ง ทำความสะอาดแปลง กำจัดวัชพืชและตากดิน เพื่อรอการผลิตรอบใหม่ ระหว่างพักแปลงเพื่อป้องกันโรคและหนอนกอ คุณนุกูลมักแนะนำให้เกษตรกรที่เป็นสมาชิกปลูกพืชอื่น เช่น ข้าวโพด ฯลฯ เพื่อเสริมรายได้และไถกลบเป็นปุ๋ยอินทรีย์บำรุงดิน

ต้นกล้วยหอมเขียวด้านการตลาด

กลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มกล้วยหอมทองปทุมรัตน์ จำหน่ายผลผลิตให้คู่ค้าสำคัญคือ บริษัทส่งออกของญี่ปุ่น ตลาดไท ตลาดสี่มุมเมือง โดยมีผลผลิตเข้าสู่ตลาดเป็นจำนวนมาก เฉลี่ย 1,000 กิโลกรัม ต่อสัปดาห์ ในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน โดยจำหน่ายผลกล้วยสดตามคุณภาพผลผลิต ในราคาเครือละ 120-150 บาท ทั้งนี้ กล้วยหอมจะขายได้ราคาดี 250 บาท ต่อเครือ ในช่วงเทศกาลสำคัญ เช่น ตรุษจีน สารทจีน เป็นต้น

โดยทั่วไป กล้วยหอมทอง 1 เครือ จะมีน้ำหนักประมาณ 15 กิโลกรัม มี 6-7 หวี กล้วยหอมทองมีผลยาว สวย กล้วย 1 หวี มีน้ำหนักไม่ต่ำกว่า 1.8 กิโลกรัม ซึ่งเป็นขนาดพอเหมาะที่ตลาดต้องการ ทำให้ขายได้ราคาดี นอกจากขายผลสดแล้ว เกษตรกรยังมีรายได้จากการขุดหน่อพันธุ์ขายได้อีกด้วย

สวนกล้วยหอมทอง เนื้อที่ 200 ไร่ ของคุณนุกูล ใช้คนงานเพียง 8 คน ดูแลสวนทั้งหมด เนื่องจากวางแผนการจัดสวนอย่างเป็นระบบ ทำให้ดูแลจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยต้นกล้วยหอมทอง 1 ต้น ใช้เงินลงทุน 70 บาท ขายกล้วยได้เครือละ 160-170 บาท หลังหักค่าใช้จ่ายแล้ว ถือว่ามีผลกำไรเท่าตัว

ปัจจุบัน สวนแห่งนี้ปลูกกล้วยหอมทอง 300 ต้น ต่อไร่ มีเปอร์เซ็นต์การสูญเสียน้อยมาก ไม่เกิน 15 เปอร์เซ็นต์ ของการลงทุน เพราะทำสวนกล้วยหอมทองแบบประณีต มีคุณภาพมาตรฐาน GAP และมาตรฐานการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ เป็นเครื่องการันตีคุณภาพ ในอนาคตคุณนุกูลวางแผนพัฒนาต่อยอด โดยมุ่งแปรรูปผลิตภัณฑ์กล้วยเพื่อส่งออก และเตรียมลงทุนสร้างร้านกาแฟในสวนกล้วย เพื่อพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรแห่งใหม่ของอำเภอหนองเสือ

หากใครสนใจ อยากเรียนรู้การทำสวนกล้วยหอมเพื่อการส่งออก สามารถแวะเข้าเยี่ยมชมกิจการได้ตลอด โดยติดต่อประสานงานล่วงหน้าได้ทางเบอร์ โทร. 084-673-0665 กรมทรัพย์สินทางปัญญา กางแผนขับเคลื่อนสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ปี 62 เตรียมลงพื้นที่ผลักดันจังหวัดขึ้นทะเบียนสินค้า GI อีก 8 สินค้า ใน 7 จังหวัด พร้อมยื่นคุ้มครองในต่างประเทศอีก 5 สินค้า ในจีนและมาเลเซีย โชว์ผลงานขับเคลื่อน ปี 61 สามารถสร้างมูลค่าทางตลาดให้กับสินค้า GI ได้กว่า 4 พันล้านบาท ล่าสุด ครม. ไฟเขียว ตั้งคณะกรรมการระดับจังหวัดส่งเสริม คุ้มครองสินค้า GI

นายทศพล ทังสุบุตร อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยถึงแผนการขับเคลื่อนสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ว่า ในปี 2562 กรมฯ มีแผนที่จะลงพื้นที่ส่งเสริมให้จังหวัดยื่นคำขอขึ้นทะเบียนสินค้า GI รวม 8 สินค้า ใน 7 จังหวัด เช่น หม้อห้อมแพร่ โอ่งมังกรราชบุรี พริกไทยจันทบุรี กระเทียมศรีสะเกษ และลูกหยียะรังปัตตานี เป็นต้น เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าท้องถิ่นและเพิ่มรายได้ให้กับชุมชนที่ผลิตสินค้า และยังจะเร่งพิจารณาคำขอขึ้นทะเบียน GI ไทยเพิ่มอีก 16 คำขอ เช่น มะม่วงยายกล่ำนนทบุรี ทุเรียนสาลิกาพังงา และกาแฟวังน้ำเขียวนครราชสีมา เป็นต้น

ทั้งนี้ กรมฯ ยังจะดำเนินการผลักดันให้สินค้า GI ไทยที่มีศักยภาพ ยื่นคำขอรับความคุ้มครองในต่างประเทศ โดยปีนี้จะยื่นเพิ่มอีก 5 สินค้า ใน 2 ประเทศ โดยที่จีนจำนวน 2 สินค้า ได้แก่ ทุเรียนปราจีนบุรีและมะพร้าวน้ำหอมราชบุรี และมาเลเซีย จำนวน 3 สินค้า ได้แก่ ส้มโอทับทิมสยามปากพนัง ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ และข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุง

นอกจากนี้ จะผลักดันให้จังหวัดจัดทำระบบควบคุมตรวจสอบคุณภาพมาตรฐานสินค้า GI เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวม 7 สินค้า เช่น สับปะรดตราดสีทอง นิลเมืองกาญจน์ และเงาะโรงเรียนนาสาร เป็นต้น และส่งเสริมการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์สินค้า GI รวม 10 สินค้า เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าให้เป็นสินค้าเกรดพรีเมี่ยม

ส่วนการเพิ่มช่องทางการตลาดให้กับสินค้า GI จะเดินหน้าเพิ่มความร่วมมือกับบริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด จัดให้มีมุมจำหน่ายสินค้า GI ไทย (GI Corner) อย่างถาวร ภายในท็อปส์ ซุปเปอร์มาร์เก็ต และเซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์ รวม 108 สาขา ทั่วประเทศ ตลอดจนจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดสินค้า GI ผ่านงานต่างๆ เช่น งาน GI Market งาน IP Fair และงาน THAIFEX-World of Food Asia เป็นต้น ซึ่งมีผลการดำเนินการในปีที่ผ่านมา สามารถสร้างมูลค่าทางการตลาดให้กับสินค้า GI ได้สูงถึง 4,080 ล้านบาท

เมื่อเร็วๆ นี้ คณะรัฐมนตรี (ครม.) ยังได้เห็นชอบให้กระทรวงมหาดไทยพิจารณามอบหมายให้จังหวัดดำเนินการแต่งตั้งคณะกรรมการระดับจังหวัดทุกจังหวัด เพื่อขับเคลื่อนการส่งเสริม คุ้มครองและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า GI โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน มีหัวหน้าส่วนราชการระดับจังหวัดที่เกี่ยวข้องร่วมเป็นกรรมการ เช่น สำนักงานเกษตรจังหวัด สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัด สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัด สำนักงานส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจังหวัด สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัด สำนักงานท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัด สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด โดยมีสำนักงานพาณิชย์จังหวัด เป็นฝ่ายเลขานุการ เป็นต้น ซึ่งกรมฯ มั่นใจว่าจะช่วยสร้างความเข้มแข็งให้กับสินค้า GI และสร้างรายได้ให้กับเศรษฐกิจในระดับฐานรากได้เพิ่มขึ้น

“เกาะสมุย” แล้งนี้ไม่ไร้น้ำ เพราะได้การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) กระทรวงมหาดไทย เข้าดำเนินการ “ก่อสร้างระบบส่งน้ำจืดมายังเกาะสมุยด้วยเทคโนโลยีการขุดท่อลอดใต้ทะเล” ตั้งแต่ปี 2557 ภายใต้การสนับสนุนงบประมาณของรัฐบาล กว่า 2 พันล้านบาท แล้วเสร็จเป็นที่เรียบร้อยเมื่อปลายเดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา และได้เปิดวาล์วใช้อย่างเป็นทางการในสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งได้ “บิ๊กตู่” บินลงใต้มาเป็นประธานในพิธีเปิด ณ บริเวณลานอเนกประสงค์ ท่าเทียบเรือเกาะสมุย (หน้าทอน) อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี

สำหรับ เกาะสมุย นั้นถือได้ว่าเป็นเมืองสวรรค์อับดับต้นๆ ของทะเลอ่าวไทยเลยก็ว่าได้ โดยแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติหลั่งไหลมาเที่ยวพักผ่อนในพื้นที่ไม่ขาดสาย สร้างรายได้เข้าจังหวัดสุราษฎร์ธานีปีละประมาณ 5.7 หมื่นล้านบาท ซึ่งจัดอยู่ในลำดับที่ 6 ของรายได้จากแหล่งท่องเที่ยวทั้งประเทศ

แต่ด้วยสภาพพื้นที่ที่เป็นเกาะมีพื้นที่จำกัด ทั้งพื้นที่การเกษตรในพื้นที่ พื้นที่ของนายทุน จำนวนนักท่องเที่ยวปีละประมาณ 3 ล้านคน ที่ต้องใช้น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค แน่นอนว่าน้ำในพรุกักเก็บตามธรรมชาติซึ่งปัจจุบันมี 5 พรุ ต้องไม่เพียงพอ และในปี 2559 เป็นปีที่เรียกได้ว่าน้ำในพรุแห้งขอด ดินถึงกับแตกระแหง และต้นหญ้าก็ขึ้นไปทั่วพื้นดิน ธุรกิจโรงแรมขนาดใหญ่ที่ต้องซื้อน้ำจากเอกชนเป็นประจำอยู่แล้วก็ไม่ได้รับผลกระทบเท่าไรนัก แต่บ้านเรือนประชาชนและธุรกิจท่องเที่ยวขนาดเล็ก ที่ต้องใช้น้ำประปา ต้องแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำประปาโดยการซื้อน้ำในราคา คิวละ 60-70 บาท ขณะที่ด้านการผลิตประปาของเกาะสมุยเอง ก็ทำได้เพียงปรับปรุงขยายแหล่งน้ำดิบสำรองให้สามารถกักเก็บน้ำดิบได้มากขึ้น และผลิตน้ำจืดจากทะเลจ่ายให้ประชาชน

หากปล่อยเกิดภัยแล้งรุนแรงมากขึ้น ย่อมมีผลต่อพัฒนาธุรกิจและการท่องเที่ยวในจังหวัดสุราษฎร์ธานีและบนเกาะสมุย ทั้งระยะสั้นและระยะยาว เพื่อแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำสะอาดของประชาชน สนับสนุนการพัฒนาธุรกิจและการท่องเที่ยวบนเกาะสมุย กปภ. จึงได้คิดค้น “ระบบท่อส่งน้ำประปาลอดใต้ทะเลไปยังเกาะสมุย” ท่อประปาเส้นแรกที่ยาวที่สุดในประเทศไทยที่วันนี้จ่ายน้ำประปาลอดใต้ทะเลได้แล้วเต็มระบบ ด้วยระยะทางเกือบ 140 กิโลเมตร

“นพรัตน์ เมธาวีกุลชัย” ผู้ว่าการการประปาส่วนภูมิภาค เปิดเผยว่า ปัจจุบัน กปภ. สาขาสุราษฎร์ธานี มีกำลังผลิตรวม (โรงผลิต) 4,730 ลบ.ม./ชม. (113,520 ลบ.ม./วัน) ซึ่งสถานีผลิตน้ำบ้านนาทรายที่รับน้ำดิบมาจากแม่น้ำคลองพุมดวง ขณะนี้มีกำลังผลิตอยู่ที่ 2,000 ลบ.ม./ชม. (48,000 ลบ.ม./วัน) แบ่งจ่ายน้ำพื้นที่ฝั่งสุราษฎร์ธานี 1,000 ลบ.ม./ชม. และบน อ.เกาะสมุย 1,000 ลบ.ม./ชม. เมื่อโครงการส่งน้ำประปาผ่านท่อลอดใต้ทะเลเดินเครื่องส่งน้ำประปาเต็มระบบ จะทำให้มีกำลังผลิตเพิ่มเป็น 3100 ลบ.ม./ชม. และสามารถผลิตน้ำได้เต็มกำลังที่ 4,000 ลบ.ม./ชม. นอกจากนี้ ประชาชนตลอดแนวเส้นท่อประปา ซึ่งประกอบด้วย อ.พุนพิน อ.เมืองสุราษฎร์ธานี อ.กาญจนดิษฐ์ อ.ดอนสัก บางส่วนของ อ.ขนอม ยังจะได้มีน้ำสะอาดใช้เป็นจำนวนโดยประมาณ 65,580 ครัวเรือน อีกด้วย

“กปภ. ภูมิใจมีส่วนร่วมพัฒนาสาธารณูปโภคพื้นฐาน เสริมความมั่นคงในด้านความต้องการใช้น้ำประปาให้กับชาวสมุย โครงการนี้ใช้เวลาประมาณ 5 ปี วางท่อส่งน้ำตั้งแต่บนฝั่ง จ.สุราษฎร์ธานี ผ่านเนินเขา 3 ลูก ลอดใต้ทะเลมาสมุย เป็นท่อประปาที่ยาวที่สุดในไทย โดยภาพรวมเบื้องต้นของน้ำ 20% ที่ส่งมาสมุย ถือได้ว่ามีคุณภาพทัดเทียมบนฝั่ง ดื่มได้ และเพียงพอต่อนักท่องเที่ยววันละแสนคน”

ขณะที่ด้าน “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” กล่าวว่า โครงการส่งน้ำประปาผ่านท่อลอดใต้ทะเล ได้สอดคล้องกับเป้าหมายของรัฐบาลตามนโยบาย ข้อ 6 ในการเพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ และข้อ 3 ในการลดความเหลื่อมล้ำของสังคม ซึ่งสร้างโอกาสให้ประชาชน 5 อำเภอ ตามแนวท่อ ได้เข้าถึงการบริการของรัฐ ที่สำคัญอย่างยิ่งคือช่วยให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิต มีความเป็นอยู่ที่ดีและอยู่ในสังคมที่เข้มแข็ง ทั้งนี้ เมื่อมีน้ำลอดใต้ทะเลมาเสริมความมั่นคงแล้ว ต้องใช้น้ำอย่างคุ้มค่า และบำบัดน้ำเสียอย่างเป็นระบบด้วย จึงจะเกิดความยั่งยืน

ด้าน “ว่าที่ร้อยตรี กิตติภพ รอดดอน” นายอำเภอเกาะสมุย กล่าวว่า ปัจจุบันเกาะสมุยมีจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นปีละ 10% เมื่อเทียบกับปริมาณแหล่งน้ำตามธรรมชาติซึ่งมีอยู่ 5 พรุ นั้นถือว่าไม่เพียงพอต่อการอุปโภคบริโภคและการเกษตร จำเป็นต้องนำน้ำจากบนฝั่งมาใช้ และโครงการส่งน้ำประปาผ่านท่อลอดใต้ทะเลมาสมุยเป็นโครงการที่ตอบโจทย์พื้นที่ซึ่งมีความเจริญและปริมาณคนเพิ่มขึ้น จากที่แก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำประปาด้วยการซื้อน้ำในราคาคิวที่สูง ก็ซื้อได้ในราคาใกล้เคียงกับราคาปัจจุบัน ขณะเดียวกัน เมื่อเราได้น้ำประปามาช่วยในพื้นที่ ก็ได้สร้างจิตสำนึกให้ชาวสมุย “ใช้น้ำอย่างประหยัด” มีการปลูกต้นไม้เพื่อรักษาระบบนิเวศ รวมไปถึงจัดทำฝายชะลอน้ำ “ฝายเพื่อชีวิต” ที่ปีนี้ได้ตั้งเป้าไว้ 10 ฝาย

แม้ว่าจะไม่มีฝนตกหรือมีน้ำดิบเข้ามาเพิ่มเติมพรุในพื้นที่ คาดว่าจะสามารถใช้ทั้งเพื่อการอุปโภคบริโภค การเกษตร เช่น ปลูกมะพร้าว ทำสวนทุเรียน และเพียงพอต่อการคาดการณ์ที่ว่า ในปี 2571 สมุยจะมีประชากรเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 90,394 คน

คุณลุงทองปาน พิมพานิช วัย 65 ปี และภรรยา คุณป้าเคี่ยม พิมพานิช อายุ 63 ปี ที่มีความทะมัดทะแมงแข็งแรงทำงานได้สบายๆ

คุณลุงทองปาน เล่าว่า ยึดอาชีพทำนา ทำสวน มาจากบรรพบุรุษ เดิมอยู่บ้านบัวสว่าง ต่อมาเมื่อมีการมาตั้งหมู่บ้านที่นี่จึงออกมา เพราะว่ามีที่ดินอยู่ที่นี่ คุณลุงทองปาน มีลูก 6 คน ชาย 2 หญิง 4 คน แต่งงานมีครอบครัว ก็ยึดอาชีพทำนา ทำสวน เลี้ยงสัตว์ ส่วนแม่บ้านยามว่างก็หันมาทอผ้าใช้เอง ไม่ได้ซื้อหาเหมือนปัจจุบัน ผ้าส่วนใหญ่ที่ทอ ผ้าคราม ผ้าขาวม้า ผ้าห่ม ใช้เองในครอบครัว

ฐานะครอบครัวค่อนข้างลำบาก แม้จะมีที่ดินทำนา ทำสวน ทำไร่ ก็ตาม เพราะการทำการเกษตรนั้นส่วนใหญ่จะรอน้ำจากฝนที่ตกลงมา ไม่ได้พัฒนาเหมือนปัจจุบัน ลูกหลายคนถามว่า จะให้เรียนหนังสือแล้วไปรับราชการทำงานหรือไม่ จึงบอกไปว่า การเรียนหนังสือเป็นสิ่งที่ดี ทำให้เราฉลาด แต่เป็นส่วนประกอบของความสบายระดับหนึ่งเท่านั้น คิดว่าลูกๆ ทุกคน ประกอบอาชีพการเกษตรดีกว่า เพราะคนทุกคนบนโลกนี้จะต้องกินข้าว กินน้ำ แม้จะมีเงินก็ต้องกินขาดไม่ได้ จึงช่วยกันทำนา ทำสวน เรื่อยมา

คุณลุงทองปาน บอกว่า มีผู้นำบางคนบอกว่า การเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่ดี และต้องมีความขยัน อดทน ประหยัด จะทำให้เราประสบผลสำเร็จได้ เมื่อวันหนึ่งเข้าไปในตัวเมือง ในตลาด พบว่า ราคาพริกสูงมาก จึงเกิดแนวคิดว่า เมื่อเรามีที่ดินมาก จำนวนกว่า 32 ไร่ หากปลูกพริกสักไร่คงทำเงินได้ ลูกๆ ก็ไม่ต้องไปหาทำงานรับจ้างที่อื่น จึงตัดสินใจปลูกพริก ตอนนั้นราคาพริกสูงมาก ขายปีแรกได้เงิน 70,000 บาท จึงปลูกอีก จนถึง ปี 2543 ราคาพริกตก เพราะมีคนปลูกกันมาก และในช่วงที่ปลูกพริก ส่วนหนึ่งก็ปลูกมะม่วงอกร่อง มะม่วงแก้ว ไว้ด้วย

ต่อมาได้มีหลานชาย ที่ทำงานในห้างแห่งหนึ่งได้ซื้อมะม่วงลูกโตๆ มาฝาก กินแล้วอร่อย จึงได้สอบถามว่า เขาปลูกที่ไหน ซึ่งหลานชายบอกว่าจะติดต่อให้ เพราะเขาต้องการพื้นที่มาปลูกแถวอีสานเช่นกัน ด้วยความคิดที่ว่า ต้องปลูกหลายชนิด ดังที่เคยฟังวิทยุ เกษตรแบบผสมผสาน เศรษฐกิจพอเพียง ปลูกทุกอย่างที่กินได้ และไม่ต้องซื้อ ไม่ปลูกพืชอย่างเดียว เพราะทำให้เสี่ยง

จึงตัดสินใจเดินทางไปขอซื้อพันธุ์มะม่วงดังกล่าวที่อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา จำนวน 300 ต้น ต้นละ 30 บาท นำมาปลูก 300 ต้น เรียกว่า มะม่วงพันธุ์ “งามเมืองย่า” ในช่วง 2 ปี มะม่วงให้ผลผลิตออกลูกมาจำนวนมาก ทำให้เกษตรกรหลายรายสนใจอยากปลูก จึงได้ต่อกิ่งพันธุ์ขาย ในปีแรกสามารถขายทั้งผลและกิ่งพันธุ์ได้เงิน 200,000 บาท

จากนั้นได้หันมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ว่าทำอย่างไร ซึ่งก็ทำให้เข้าใจ จึงชักชวนลูกทั้ง 6 คน ที่แต่งงานแล้วมาปลูกพุทรา มะละกอ สับปะรด อ้อยปั่นน้ำสด อินทผลัม มะขามเปรี้ยวฝักโต แก้วมังกร ผักหวานป่า กล้วยหอมทอง กล้วยน้ำหว้า พืชผักสวนครัวทุกชนิด สัตว์เลี้ยง กระบือ หมู เป็ด ไก่ กบ ปลา

พร้อมทั้งการขุดบ่อน้ำ เป็นบ่อเลี้ยงปลา และทำเป็นแหล่งน้ำ จำนวน 2 บ่อ บ่อละ 1 ไร่เศษ เพื่อใช้น้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด