ผลิตผักเชียงดา ส่งตลาด สร้างรายได้อย่างต่ำเดือนละหมื่น

คุณโสภา สุขแสนโชติ หรือ พี่ต้อย ของน้องๆ ลาออกจากราชการ หันมาประกอบอาชีพเกษตรกรรม ทำหลายอย่าง และหนึ่งในนั้นคือ ผักเชียงดา พี่ต้อยเล่าให้เราฟังว่า จบการศึกษาทางด้านการเกษตรจากเกษตรน่าน รุ่นที่ 36 ก็เข้ารับราชการจนเมื่อ ปี 2556 ก็ตัดสินใจอำลาชีวิตราชการ มาทำการเกษตรร่วมกับครอบครัวทั้งสามีและลูกชาย โดยพี่ต้อยช่วยงานทุกคนมาตลอด จนเมื่อไม่นานมานี้จึงเริ่มผลิตผักเชียงดาอย่างจริงจัง

เมื่อช่วงต้นปี 2554 ได้นำผักเชียงดามาปลูกไว้ 2 ต้น ตายไป 1 ต้น โดยซื้อมาจากตลาดคำเที่ยง จังหวัดเชียงใหม่ เหตุที่นำผักเชียงดามาปลูกหลังบ้านก็เพราะชอบกินแกงผักเชียงดามาตั้งแต่เล็กๆ ถูกปลูกฝังให้กินผักพื้นบ้านทุกชนิด ที่บ้านเกิดบ้านป่าซาง อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย คุณพ่อ คุณแม่ ได้ปลูกไว้ 4-5 ต้น ตอนเด็กๆ คุณแม่ใช้ให้ไปเก็บผักเชียงดามาประกอบอาหารอยู่เป็นประจำ เช่น แกงใส่ปลาแห้ง ใส่แกงแค เอามาผัดไข่ ลวกกินกับน้ำพริก และตำมะม่วง ทุกคนในครอบครัวจะชื่นชอบมากๆ ผักเชียงดายิ่งเด็ดยอดก็จะยิ่งแตกยอดอย่างรวดเร็ว ญาติๆ และเพื่อนบ้านต่างก็มาเด็ดยอดไปประกอบอาหาร ที่บ้านจะไม่หวงเผื่อแผ่กันไป เพราะบางบ้านเขาก็ไม่มีที่ดินกว้างพอจะปลูกผักกินได้

ที่บ้านสวนไร่แสนสุข มีต้นผักเชียงดาอยู่ต้นเดียว ปลูกใกล้ๆ กับต้นน้อยหน่า เถาของผักเชียงดาจะพันต้นน้อยหน่าเป็นเถาใหญ่มาก มักจะเด็ดยอดผักเชียงดาใส่แกงแคและลวกจิ้มน้ำพริก แต่ไม่พอจะเอามาแกงใส่ปลาแห้งสักที จึงคิดจะปลูกเพิ่ม เพื่อให้เพียงพอที่จะเด็ดยอดมาแกงสำหรับคนในครอบครัว 4 คน จึงได้ตัดเถามาชำไว้ในโรงเรือนเพาะชำ 50 กิ่ง วันหนึ่งแม่ค้าที่มาซื้อมะนาวในสวน ซึ่งมาเป็นประจำ ได้เห็นกิ่งชำผักเชียงดากำลังผลิใบแตกยอดสวย แม่ค้าบอกว่าให้ปลูกเยอะๆ จะได้รับไปขายให้

เพราะเป็นผักพื้นบ้านที่หายาก บางที่ชาวบ้านเก็บมาขายแค่กำสองกำ คนซื้อจะซื้อไปแกงไม่พอ เพราะมีน้อย น่าจะปลูกมากๆ ได้ขายแน่นอน วางตลาดในหมู่บ้าน ตลาดแม่ทองคำ รวมถึงตลาดในเมืองพะเยาก็ได้ คุณโสภาไปสำรวจตลาดในตัวเมืองพะเยา โดยแม่ค้ารับซื้อผักมาจากชาวบ้านที่ปลูก เลยลองซื้อมา 3 กำ กำๆ ละ 10 บาท เอามาเช็กดู 1 กำ น้ำหนัก 1 ขีด หรือ 100 กรัม แม่ค้าบอกว่าซื้อมากิโลกรัมละ 70 บาท เสร็จแล้วนำมาแบ่งเป็นกำ ขายกำละ 10 บาท จะขายได้ทั้งหมด 100 บาท

สำหรับอีกเหตุผลหนึ่งที่อยากปลูกผักเชียงดาให้มากๆ ก็เพราะมีความตั้งใจที่จะให้สวนชื่อ ไร่แสนสุข เป็นสวนที่มีผักพื้นบ้านหลายๆ ชนิด ที่กินแล้วมีประโยชน์ปลอดภัย อยากใช้ชีวิตหลังเกษียณ กินอยู่ง่ายๆ โดยเฉพาะผักพื้นบ้าน กินได้ไม่เบื่อและประกอบอาหารได้หลายๆ อย่าง เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2559 วันพืชมงคล จึงปลูกผักเชียงดาตามแนวถนนเข้าบ้าน ปลูกเป็น 2 แถว แถวละ 35 ต้น รวมเป็น 70 ต้น 40 ต้น ปักชำเอง จากกิ่งต้นเชียงดาที่มีอยู่หลังบ้านอีก 30 ต้น ได้รับการสนับสนุนจากรุ่นพี่เกษตรน่าน ผอ. สุภาวรรณ กิตติพัฒนวิทย์ ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรเชียงใหม่ หรือพืชสวนเชียงใหม่ ที่อำเภอดอยสะเก็ด ปัจจุบัน สามารถเก็บขายส่งให้แม่ค้าที่มารับซื้อถึงสวน วันหนึ่งมีรายได้ไม่ต่ำกว่า 350-400 บาท

สำหรับข้อมูลทางวิชาการของผักเชียงดา เป็นผักท้องถิ่นของทางภาคเหนือ และเป็นพืชผักสวนครัว ที่เราจะนำดอกและยอดอ่อนมาทำเป็นอาหาร โดยผักเชียงดามีทั้งที่ขึ้นอยู่ในป่าและที่นำมาปลูกเพื่อการบริโภค ชนิดที่ขึ้นในป่ามีรสชาติขมกว่าชนิดที่ปลูกตามบ้าน และมีลักษณะของใบที่ใหญ่กว่าด้วย แต่สีของใบจะเข้มน้อยกว่า ส่วนลักษณะของผักเชียงดาที่ปลูกนั้นมีลักษณะเป็นไม้เลื้อย ลำต้นสีเขียว ส่วนต่างๆ ที่อยู่เหนือดินมีน้ำยางใสสีขาวคล้ายน้ำนม ใบเป็นใบเดี่ยวสลับ ดอกออกเป็นช่อที่ง่ามใบ ดอกสีเหลืองหรือสีเหลืองอมส้มหรือสีเขียว ผลออกเป็นฝักรูปร่างคล้ายหอก

สำหรับสรรพคุณทางสมุนไพรของผักเชียงดา มีสรรพคุณในการแก้ไข้ แก้แพ้ แก้หวัด โดยนำใบสดของผักเชียงดามาตำ จนละเอียดแล้วใช้พอกบริเวณกระหม่อม ใช้รักษาอาการท้องผูก แก้โรคริดสีดวงทวาร ทำให้ระบบการขับถ่ายดีขึ้น โดยชาวบ้านจะนำผักเชียงดามาแกงกับผักตำลึงและยอดชะอม มีฤทธิ์ช่วยควบคุมการทำงานภายในร่างกาย ให้เป็นไปอย่างปกติ โดยเฉพาะการกินผักเชียงดาในช่วงหน้าร้อนจะช่วยระบายความร้อนในร่างกายได้ดี ช่วยกำจัดสารพิษต่างๆ ที่ตกค้างอยู่ในร่างกาย รวมถึงไขมันส่วนเกินที่สะสมอยู่ในลำไส้

โดยจะควบคุมปริมาณของไขมันในร่างกายให้มีความสมดุล ช่วยฟื้นฟูและบำรุงตับอ่อนให้แข็งแรง ทำให้การทำงานของตับอ่อนเป็นไปอย่างปกติ สามารถช่วยลดน้ำหนักได้ เนื่องจากผักเชียงดามีฤทธิ์ทำให้มีการนำน้ำตาลไปเผาผลาญมากกว่าการนำไปสร้างไขมัน จึงไม่มีไขมันสะสมอยู่ตามส่วนต่างๆ ของร่างกายนั่นเอง บรรเทาอาการปวดข้อหรือปวดกระดูกจากโรคเกาต์ และยังช่วยลดอาการปวดเมื่อยจากการทำงานหนัก ช่วยบรรเทาอาการป่วยจากโรคภูมิแพ้และโรคหอบหืด

จากสรรพคุณทางยาของผักเชียงดาในข้างต้นนี้ ปัจจุบัน จึงได้มีการนำมาผลิตเป็นยาในรูปแบบของยาแคปซูล เพราะคุณสมบัติของผักเชียงดานั้นยังสามารถนำมาใช้เพื่อบรรเทาอาการเจ็บป่วยได้อีกสารพัดโรค เช่น แก้ปวดหัว ทำให้เจริญอาหาร ลดไข้ ขับเสมหะ ช่วยระงับประสาท ฯลฯ ผักเชียงดาเป็นพืชผักที่ปลูกง่าย เพราะนอกจากจะขึ้นเองตามธรรมชาติแล้ว ก็ยังสามารถนำมาขยายพันธุ์ได้ด้วยการปักชำกิ่งหรือการเพาะเมล็ด โดยจะเจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนและมีการระบายน้ำดี มักนิยมปลูกอยู่ตามริมรั้วหรือปล่อยให้ขึ้นเลื้อยไม้อื่นก็ได้

นายทศพล ทังสุบุตร อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า การจัดงานจำหน่ายสินค้า GI หรือ GI Market 2018 ระหว่างวันที่ 27 ส.ค. – 2 ก.ย.2561 ณ ชั้น 1 ศูนย์การค้า เซ็นทรัลพลาซา แกรนด์ พระราม 9 ที่ผ่านมา ปิดฉากอย่างงดงาม ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากกลุ่มลูกค้าทั้งคนไทย และชาวต่างชาติ รวมทั้งกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวจีน โดยการจำหน่ายสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือ GI จำนวน 60 สินค้า มียอดจำหน่ายตลอด 7 วัน สูงถึง 8,240,280 บาท สูงกว่าเป้าหมายที่คาดว่าจะขายได้ 7 ล้านบาท

สินค้าที่มียอดขาย 10 อันแรก ได้แก่ ส้มโอทัมทิมสยามปากพนัง มุกภูเก็ต ส้มโอนครชัยศรี หมูย่างเมืองตรัง แห้วสุพรรณ หินอ่อนพรานกระต่าย ส้มโอปูโกยะรัง นิลเมืองกาญจน์ ลำไยอบแห้งเนื้อสีทองลำพูน ข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุง และผ้าไหมมัดหมี่ชนบท โดยเฉพาะหมูย่างเมืองตรัง และขนมหม้อแกงเมืองเพชร ผู้ซื้อเข้าแถวรอต่อคิวซื้อกันอย่างหนาแน่นตลอดทั้งวัน ช่วยเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร และผู้ประกอบการในท้องถิ่นทั่วประเทศ

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จส่วนหนึ่งมาจากการพัฒนาบรรจุภัณฑ์สินค้า ซึ่งกรมฯส่งเสริมให้ผู้ผลิตและผู้ประกอบการพัฒนาบรรจุภัณฑ์สินค้า GI จากท้องถิ่นต่างๆ ให้มีความสวยงาม ทันสมัย และดึงดูดใจผู้ซื้อ และยังคงอัตลักษณ์ที่โดดเด่นของสินค้าเหล่านั้น เพื่อสร้างภาพลักษณ์สินค้าคุณภาพระดับพรีเมียม ซึ่งสามารถเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าได้ถึง 20-100%

ส่วนความคืบหน้าการในการขึ้นทะเบียนสินค้า GI ขณะนี้ ประเทศไทย มีสินค้า GI ทั้งหมด 99 รายการ จาก 66 จังหวัด มูลค่าตลาดรวมอยู่ที่ประมาณ 4,000 ล้านบาท ยังเหลืออีก 11 จังหวัด ที่ส่งคำขอมาแล้ว และอยู่ระหว่างพิจารณา เช่น จำปาดะ สตูล / หินแกรนิต จังหวัดตาก / ข้ามหอมปทุม และโดยเฉพาะทุเรียนสาริกา ของจังหวัดพังงา ซึ่งคาดว่าจะได้ขึ้นทะเบียนเป็นสินค้าจีไอ ลำดับที่ 100 ในเร็วๆ นี้ พร้อมกันนี้ก็จะเร่งผลักดันส่งเสริมให้ทุกจังหวัดมีสินค้าจีไอ อย่างน้อย 1 รายการ ภายใต้โครงการ 1 จังหวัด 1 GI ตามนโยบายรัฐบาลเพื่อเพิ่มรายได้ให้แก่ชุมชนต่างๆ ทั่วประเทศ

กรมส่งเสริมสหกรณ์ จับมือมหาวิทยาลัยมหาสารคาม จัดอบรมการใช้โปรแกรมบันทึกข้อมูลโคนมเพิ่มศักยภาพบริหารจัดการฟาร์มโคนม เน้นความทันสมัยพร้อมคำนวณแผนยุทธศาสตร์และการตลาดครบวงจรอย่างแม่นยำ หวังลดต้นทุน เพิ่มรายได้ เสริมแกร่งเกษตรกรให้มั่นใจ เพื่อเพิ่มศักยภาพการเลี้ยงโคนม และยกระดับอุตสาหกรรมนมไทยเทียบเท่าสากลภายใน 1 ปี

นายเชิดชัย พรหมแก้ว รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวถึงความคืบหน้าโครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการการใช้โปรแกรมบันทึกข้อมูลโคนมเพิ่มศักยภาพบริหารจัดการฟาร์ม ของชุมนุมสหกรณ์โคนมภาคตะวันออกและอีสานใต้ จำกัด ว่าปัจจุบันการเลี้ยงโคนมได้มีการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการฟาร์มโคนม ซึ่งมีโปรแกรมต่างๆ ที่เป็นแอปพลิเคชั่นในการบันทึกข้อมูล

สามารถประมวลผลเกี่ยวกับโคนมรายตัวในด้านต่างๆ อาทิ อายุโค สายพันธุ์ การผสมเทียม การคลอดนม และการรักษาอาการเจ็บป่วยของโค ขณะนี้มีเกษตรกรเป็นจำนวนมากที่ยังไม่สามารถใช้เทคโนโลยีในการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการฟาร์มได้ ทำให้ไม่สามารถเก็บข้อมูลโคนมได้ครบถ้วน และส่งผลให้การบริหารจัดการฟาร์มโคนมไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร เพราะแต่ละฟาร์มจะมีโคนมเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่ประสิทธิผลกลับไม่เป็นไปตามแผนที่เกษตรกรต้องการอย่างแท้จริง

อย่างไรก็ตาม หากจัดการฟาร์มไม่เป็นระบบและทันท่วงที อาจส่งผลเสียหายในระยะยาว ดังนั้น การพัฒนาศักยภาพเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม โดยการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการจดบันทึกข้อมูลโคนม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการฟาร์ม ซึ่งต้องอาศัยข้อมูลที่ถูกต้องสมบูรณ์ ทันต่อเหตุการณ์เพื่อใช้ในการปฏิบัติงานและใช้ประกอบการตัดสินใจในการจัดการฟาร์มโคนมมีความจำเป็นอย่างยิ่งในยุค 4.0 ตามนโยบายรัฐบาล แม้ว่าปัจจุบันจะมีการนำเทคโนโลยีการจัดการฟาร์มโคนมมาใช้กันมาก แต่ก็ยังไม่แพร่หลายในกลุ่มเกษตรกร ดังนั้น แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาโคนมภาคตะวันออกและอีสานใต้ 2560 จึงมีกลยุทธ์ในการเผยแพร่องค์ความรู้เทคโนโลยีใหม่ในการเลี้ยงโคนม เพื่อพัฒนาศักยภาพเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม

“คณะผู้บริหารชุมนุมภาคตะวันออกและอีสานใต้ จึงได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยมหาสารคามคิดค้นการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการจดบันทึกข้อมูลโคนมรายตัว การผสมพันธุ์สัตว์ สุขภาพสัตว์ และปริมาณน้ำนมรายตัว อายุ คุณภาพน้ำนม อาหาร และการลดต้นทุนการผลิต เพื่อให้การจดบันทึกเป็นระบบ รวดเร็ว แม่นยำ นำมาประมวลผลในการวิเคราะห์ข้อมูล และแก้ปัญหาโคนมได้ทันทีว่าโคของตัวเองให้ผลผลิตดีหรือไม่ มีปริมาณน้ำนมจะออกมาเท่าไร หรือมีปัญหาอะไร ซึ่งจะทำให้เกษตรกรง่ายในการจัดการฟาร์ม

อีกทั้งทำให้ควบคุมคุณภาพน้ำนมได้ง่ายขึ้น สำหรับแอปนี้สะดวกใช้งานง่าย เกษตรกรสามารถเปิดดูได้รวดเร็วและคำนวณข้อมูลได้ทันที ตลอดจนสามารถลิงค์ข้อมูลไปยังสัตวแพทย์ที่ทำการส่งเสริมการผสมเทียมและการรักษาโคนมได้อีกด้วย อีกทั้งยังสามารถคำนวณได้ด้วยว่าโคแต่ละตัวให้ผลผลิตออกมาเท่าไรแล้ว และคาดการณ์ได้ถึงอนาคตว่าจะมีผลผลิตออกมาเท่าไร เมื่อเรารู้แผนยุทธศาสตร์ แล้วก็จะทำให้สามารถวางแผนเรื่องการตลาดได้ถูกต้อง นี้คือประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับเกษตรกร เพราะโปรแกรมดังกล่าวช่วยให้การประเมินผลอย่างแม่นยำและเพิ่มประสิทธิภาพ เทียบเท่าน้ำนมของต่างประเทศ” นายเชิดชัย กล่าว

ส่วนจุดเด่นของโครงการนี้จะทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น เพราะเกษตรกรมีปัญหาเรื่องการตรวจสอบข้อมูล มีแหล่งอาหารโคที่ยังไม่ชัดเจน กรมจึงได้ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชเพื่อเป็นวัตถุดิบผลิตอาหารให้โคนมเพิ่มขึ้น ที่ผ่านมา เกษตรกรไม่มีทักษะเรื่องการบริหารจัดการฟาร์มและไม่รู้ว่าโคต้องการอาหารแบบไหน หรือป่วยเป็นโรคอะไร แต่ถ้าใช้โปรแกรมนี้มาใช้ดำเนินการและบริหารจัดการในฟาร์มทั้งหมดทุกขั้นตอนก็จะทำให้ง่ายในการแก้ไขปัญหา

และคาดว่าการส่งเสริมการใช้โปรแกรมบันทึกข้อมูลโคนมเพิ่มศักยภาพบริหารจัดการฟาร์มให้กับผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ของสหกรณ์ในครั้งนี้จะสามารถถ่ายทอดความรู้วิธีการใช้โปรแกรมบริหารจัดการบันทึกโคนมนี้ให้กับเกษตรผู้เลี้ยงโคนมมีความเข้าใจและใช้โปรแกรมเป็น ซึ่งจะช่วยให้การบริหารจัดการฟาร์มโคนมมีประสิทธิภาพและแก้ปัญหาได้ทันท่วงที มีประสิทธิผลในการบริหารจัดการฟาร์ม มีรายได้จากอาชีพการเลี้ยงโคนมที่ยั่งยืนและทันสมัย เพื่อให้สมาชิกนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ ไปใช้บันทึกข้อมูลโคและการบริหารจัดการยกระดับเป็นสมาร์ทฟาร์มเมอร์ได้ในที่สุด

เกษตรกรรม เป็นกิจกรรมการปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ และประมง แต่การเลือกทำเพียงกิจกรรมเดียว จะมีความเสี่ยงค่อนข้างสูงที่จะไม่ได้รับผลผลิตเมื่อต้องประสบกับภัยสิ่งแวดล้อมธรรมชาติ แต่ถ้าเลือกทำ “เกษตรผสมผสาน” คือมีตั้งแต่ 2 กิจกรรมขึ้นไป มีการวางแผนการผลิต ใช้ปัจจัยผสมผสานเพื่อลดต้นทุนการผลิต ความเสี่ยงก็ลดลง ในสภาวะวิกฤตเศรษฐกิจแปรปรวนเกษตรผสมผสานจึงเป็นทางเลือกในการยกระดับรายได้เพื่อนำไปสู่การดำรงชีพที่มั่นคง วันนี้จึงนำเรื่อง เกษตรผสมผสาน วิถีพอเพียง บนพื้นที่ 2 ไร่ ที่สิงห์บุรี มาบอกเล่าสู่กัน

คุณยศพนธ์ ทัพพระจันทร์ เกษตรจังหวัดสิงห์บุรี เล่าให้ฟังว่า จังหวัดสิงห์บุรีมีพื้นที่การเกษตร 418,781 ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่ทำนา 377,826 ไร่ พื้นที่ปลูกพืชไร่ 11,002 ไร่ พื้นที่ปลูกพืชสวน เช่น ปลูกไม้ผล พืชผัก 26,895 ไร่ พื้นที่เลี้ยงสัตว์ 1,189 ไร่ และพื้นที่ประมง 1,869 ไร่ ประชากรส่วนใหญ่ทำอาชีพเกษตรกรรม ทั้งทำการเกษตรเชิงเดี่ยว ทำไร่นาสวนผสม หรือเกษตรผสมผสาน

เกษตรผสมผสาน เป็นงานเกษตรที่ทำตั้งแต่ 2 กิจกรรม ขึ้นไป เพื่อลดความเสี่ยง โดยได้ส่งเสริมให้เกษตรกรปฏิบัติตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ให้วางแผนการปลูกและผลิต ปฏิบัติดูแลบำรุงรักษาที่มีประสิทธิภาพ ใช้ปัจจัยผสมผสานเพื่อลดต้นทุนการผลิต ให้ผลิตในระบบเกษตรดีที่เหมาะสม หรือ GAP (Good Agricultural Practice) ที่ได้ผลผลิตดี มีคุณภาพ หรือเป็นสินค้าโอท็อป (OTOP) ที่ตลาดต้องการ ทำให้เกษตรกรยกระดับรายได้ เพื่อการดำรงชีพที่มั่นคง

ร้อยตรีบัญชา เพ็ชรรักษ์ ผู้ทำเกษตรผสมผสาน เล่าให้ฟังว่า จากที่เคยเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ เมื่อเกษียณก็ได้ผันตัวออกมาเป็นชาวบ้านเป็นเกษตรกร เบื้องต้นจึงต้องเรียนรู้เสริมสร้างประสบการณ์งานด้านเกษตรให้ชำนาญ สืบค้นข้อมูลด้านวิชาการเกษตรจากแหล่งวิชาการ ขอรับคำแนะนำจากสำนักงานเกษตรจังหวัดสิงห์บุรี เมื่อได้ข้อมูลพอแล้ว ได้ตัดสินใจทำเกษตรผสมผสาน ทั้งปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ เพื่อลดความเสี่ยง ให้มีผลผลิตบริโภคหรือเหลือขาย

การดำเนินงาน ได้จัดการใช้ประโยชน์ พื้นที่ 2 ไร่ ที่มีพื้นที่ส่วนที่หนึ่งเป็นบ้านพัก ส่วนที่สองจัดเป็นพื้นที่ปลูกไม้ผลและพืชผัก ส่วนที่สามจัดเป็นคอกเลี้ยงหมู เป็ด และไก่ จัดให้มีแหล่งน้ำใช้ในการผลิตเกษตร

กิจกรรมหลัก คือ การเลี้ยงหมูแม่พันธุ์และเลี้ยงหมูขุน ได้สร้างโรงเรือนห่างจากบ้านพักและเป็นที่ดอน น้ำไม่ขัง เมื่อล้างทำความสะอาดพื้นคอกหมู มูลหมูที่เก็บได้ใส่น้ำหมักชีวภาพลงไปคลุกเคล้าเพื่อกำจัดกลิ่นและป้องกันแมลงวันเข้ามารบกวน ส่วนมูลหมูที่ตากแห้งได้นำไปใช้ในแปลงเกษตร อีกส่วนหนึ่งขาย การเลี้ยงหมูมี ดังนี้

การเลี้ยงแม่พันธุ์หมู ได้คัดเลือกแม่พันธุ์หมูมาเลี้ยง 3 วิธี คือ

ซื้อลูกหมูขุนจากฟาร์ม คัดเลือกตัวที่มีน้ำหนัก ประมาณ 90 กิโลกรัม หรืออายุ 4 เดือน นับจากวันอย่านม มีลักษณะดีเช่น มีเต้านม 13 เต้า ขึ้นไป หัวนมไม่บอด แผ่นหลังกว้าง ขาหลังใหญ่ตรง แข็งแรง
ซื้อแม่พันธุ์หมูที่แหล่งพันธุ์ดี คัดเลือกขนาด อายุ น้ำหนักและใกล้เป็นสัด มีข้อดีคือ โครงร่างใหญ่ ให้ลูกดก
เลือกซื้อลูกหมูที่เกิดจากแม่พันธุ์ดี ราคาถูก สุขภาพดี ไม่อ่อนแอ และต้านทานโรค

การเลี้ยงหมูขุน นำลูกหมูอย่านมเข้าคอก ติดป้ายระบุวันอย่านมไว้ที่คอก เพื่อการดูแลและกำหนดวันจับขาย ช่วงแรกที่เลี้ยงได้ให้อาหารหมูเล็กหรือให้กินกล้วยน้ำว้าสุกบ้าง เพราะลูกหมูยังหากินไม่เก่ง ช่วงอดนม 2-3 วัน ต้องปอกเปลือกกล้วยสุกหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ให้กิน ถ้าลูกหมูท้องเสียให้ลดอาหาร เมื่อดีขึ้นก็ให้กินอาหารเหมือนเดิม แต่ถ้าไม่ดีขึ้นต้องใช้ยาฉีด หมูที่มีน้ำหนัก 15 กิโลกรัม ขึ้นไป ได้เปลี่ยนเป็นอาหาร เบอร์ 2 มาผสมให้กิน เมื่อได้น้ำหนัก 30 กิโลกรัม ได้เปลี่ยนเป็นอาหาร เบอร์ 3 มาผสมให้กิน และเมื่อหมูน้ำหนัก 50 กิโลกรัม เปลี่ยนมาผสมอาหารปกติให้กิน

การทำบ่อบำบัด ได้สร้างบ่อบำบัดอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าพื้นคอกหมู เพื่อให้น้ำที่ล้างทำความสะอาดไหลลงบ่อได้ง่าย ฉาบด้วยปูนซีเมนต์ด้านในวงบ่อซีเมนต์ป้องกันน้ำซึมเข้าและป้องกันกลิ่นไปรบกวนเพื่อนบ้าน และเมื่อมูลหมูเต็มบ่อได้สูบขึ้นมาใช้ประโยชน์ในการปลูกพืช

ร้อยตรีบัญชา เล่าให้ฟังในท้ายนี้ว่า อีกกิจกรรมหนึ่งคือ เลี้ยงไก่ไข่ 15 ตัว มีไข่ให้เก็บ 10-14 ฟอง ต่อวัน วิธีเลี้ยงได้ปล่อยไก่ไปหากินเศษอาหารที่ตกหล่นจากการเลี้ยงหมูหรือเศษพืชผักผลไม้เพื่อลดต้นทุนค่าอาหารเม็ด และได้จัดอาหารเม็ดให้ไก่กินเพื่อเสริมให้เพียงพอต่อการเจริญเติบโตให้ผลผลิตคุณภาพ

การปลูกพืช ได้ปลูกพืชอายุสั้นที่ให้ผลผลิตไวได้เก็บกินในครัวเรือนก่อน เหลือก็นำออกขายให้กับพ่อค้าในหมู่บ้านนำไปขายต่อที่ตลาดสิงห์บุรี พืชผักที่ปลูก เช่น ผักโขม ผักสลัด มะเขือ กะเพรา ข่า ตะไคร้ หรือดอกชมจันทร์ ส่วนไม้ผลที่ปลูก เช่น มะม่วง ฝรั่ง กล้วยหอม กล้วยเล็บมือนาง มะละกอ หรือมะนาว

ปลูกมะนาวในวงบ่อซีเมนต์ เวลานี้มีผลมะนาวให้เก็บมากินและนำออกขาย ปลูกชมจันทร์ไม้เถาเลื้อยพืชผักสวนครัวที่ปลูกง่ายให้ดอกดก นำไปแกงส้มหรือลวกกินกับน้ำพริกได้รสแซบอร่อย ผักโขมเป็นพืชผักอีกชนิดที่กินอร่อยได้เก็บบรรจุใส่ถุงไปวางขายตลาดผู้ซื้อชอบมาก พืชผักและไม้ผลจะมีผลผลิตให้ทยอยเก็บได้ต่อเนื่องทุกวัน

การทำเกษตรผสมผสาน ได้จดบันทึกทุกกิจกรรมเพื่อนำข้อดี ข้อด้อย มาเป็นแนวทางแก้ไขปรับปรุงวิธีผลิตและการผลิตในระบบเกษตรดีที่เหมาะสม หรือ GAP (Good Agricultural Practice) ได้ผลผลิตดี มีคุณภาพ จึงได้รับการรับรองให้เป็นสินค้าเกษตรดีมีคุณภาพ จากกรมวิชาการเกษตร และการก้าวสู่ความสำเร็จมีผลผลิตให้เก็บกินหรือนำไปขายเป็นรายได้ เป็นเกษตรผสมผสานตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ที่ทำให้วิถีการดำรงชีพมีความมั่นคง

จากเรื่อง เกษตรผสมผสาน วิถีพอเพียง บนพื้นที่ 2 ไร่ ที่สิงห์บุรี ได้จัดการพื้นที่ปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ ใช้ปัจจัยผสมผสานเพื่อลดต้นทุนการผลิตที่ได้ผลตอบแทนคุ้มทุนหรือจดบันทึกกิจกรรม เป็นวิถีการดำรงชีพที่มั่นคง

สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ร้อยตรีบัญชา เพ็ชรรักษ์ เลขที่ 20/1 หมู่ที่ 6 ตำบลพวกรวม อำเภอเมือง จังหวัดสิงห์บุรี โทร. (081) 291-9687 หรือที่สำนักงานเกษตรจังหวัดสิงห์บุรี โทร. (036) 813-488 ก็ได้เช่นกันครับ ผลไม้ไทย มีคุณภาพดีและมีรสชาติอร่อย เป็นที่ต้องการของผู้ซื้อทั่วโลก แต่ยากในการดูแลรักษาคุณภาพสินค้า เพราะหลังการเก็บเกี่ยว โดยธรรมชาติพืชผักผลไม้สดยังคงมีการหายใจตามอัตราปกติเหมือนตอนที่ติดอยู่ตามลำต้น ซึ่งกระบวนการหายใจของผลไม้เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผลไม้สูญเสียความสด หากวางพืชผักผลไม้ในพื้นที่ที่มีระดับก๊าซออกซิเจนมาก ยิ่งส่งผลให้ผลผลิตเหี่ยวง่ายได้

เอทิลีน มีผลต่อการสุกของผลไม้ เอทิลีน เป็นตัวการสำคัญที่กระตุ้นให้ผลไม้เกิดการสุก ดังนั้น วิธีการใดก็ตามที่มีผลลดอัตราการสร้างหรือยับยั้งการทำงานของเอทีลีนในพืช ย่อมส่งผลให้ชะลอการสุกได้ โดยทั่วไปสภาพที่มีผลต่อการกระตุ้นการสร้างเอทิลีนในพืช ได้แก่ อุณหภูมิ ปริมาณออกซิเจน การเกิดบาดแผลหรือชอกช้ำ รวมทั้งการเข้าทำลายของโรคและแมลง ซึ่งปัจจัยดังกล่าว มีผลส่งเสริมการสร้างเอทิลีน แต่มี 3 แนวทาง ที่สามารถยับยั้งการสร้างเอทิลีนหรือมีผลทำลายเอทิลีน ได้แก่ 1. ปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ 2. อุณหภูมิต่ำ 3. การใช้สารดูดซับเอทิลีน โดยการใช้สารดูดซับเอทิลีนให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด จะต้องใช้ในปริมาณที่มากพอ เพื่อให้การทำลายเอทิลีนเป็นไปอย่างรวดเร็ว

จากปัจจัยที่กล่าวมาทั้งหมด อาจนำมาผสมผสานกันเพื่อชะลอการสุกของผลไม้และยืดอายุการเก็บรักษาได้ เช่น การใช้ห้องเก็บรักษาที่สามารถควบคุมอุณหภูมิความชื้น ปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ และออกซิเจน จะทำให้อายุการเก็บรักษายาวนานมาก ในกรณีที่ไม่มีห้องเก็บรักษาผลไม้ ก็อาจดัดแปลงได้ โดยการเก็บผลไม้ในถุงพลาสติกแล้วใส่สารดูดซับเอทิลีนลงไป จากนั้นจึงนำไปเก็บในตู้เย็น

ไอเดียเด็ด…ใช้ขี้เถ้าแกลบยืดอายุผลไม้สด ดร. กิตติ เมืองตุ้ม รองผู้อำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์ภาคเหนือ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ ได้พัฒนานวัตกรรมใหม่ ชื่อว่า “ขี้เถ้าแกลบเสริมฤทธิ์การชะลอการสุกของผลไม้ (Anti Ripening Pack)” ที่ตอบโจทย์ความต้องการของธุรกิจสินค้าเกษตรได้อย่างน่าทึ่ง เพราะเทคโนโลยีชนิดนี้ ช่วยถนอมความสดของพืชผักผลไม้เอาไว้ให้นานที่สุด จนกว่าจะถึงมือผู้บริโภค ส่งผลให้ผลงานวิจัยชิ้นนี้ได้รับรางวัลนวัตกรรมข้าวไทย ปี 2559 รางวัลที่ 1 ในระดับอุตสาหกรรม จัดโดย มูลนิธิข้าวไทย ในพระบรมราชูปถัมป์และสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สนช.

จุดประกายแนวคิด

ดร. กิตติ เจ้าของโครงการวิจัยที่ได้รับรางวัลชนะเลิศครั้งนี้ ได้ร่วมมือกับ คุณเรืองศักดิ์ เตียเอี่ยมดีกรรมการผู้จัดการบริษัท โรงสีข้าว ต. ประเสริฐ อุตรดิตถ์ จำกัด ศึกษาเรื่องการใช้ประโยชน์ของเหลือใช้จากขี้เถ้าแกลบของโรงสีข้าว โดยพบว่า การใช้ขี้เถ้าแกลบ เป็นวัสดุตัวกลางในการเสริมสารเสริมฤทธิ์ ที่มีประสิทธิภาพในการชะลอการสุกของผลไม้และลดอุณหภูมิในบรรจุภัณฑ์ได้

ดร. กิตติ เล่าว่า การใช้ขี้เถ้าแกลบ เป็นวัสดุตัวกลางในสารเสริมฤทธิ์ ที่มีประสิทธิภาพในการชะลอการสุกของผลไม้ และลดอุณหภูมิในบรรจุภัณฑ์ ทั้งนี้ สารดูดซับเอทิลีน เป็นที่รู้จักกันดี คือ ด่างทับทิม ที่สามารถทำปฏิกิริยาทางเคมีกับเอทิลีน ทำให้เกิดเป็นสารแมงกานีสไดออกไซด์ และเอทิลีนไกลคอล ซึ่งไม่สามารถเปลี่ยนไปเป็นเอทิลีนได้อีก

ดร. กิตติ ได้ปรับปรุงคุณสมบัติความเป็นรูพรุนของขี้เถ้าแกลบ โดยใช้สาร Glycerol เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจับสารในรูพรุน และการใช้สารที่สามารถกักเก็บได้ในรูพรุนขี้เถ้าแกลบ คือสารเคมี ในกลุ่ม KMnO4 และ Propylene glycol เพื่อประโยชน์ในการทำให้ชะลอการสุกของผลไม้ได้ ทั้งนี้จากการศึกษาพบว่า แนวคิดดังกล่าวสามารถชะลอการสุกของกล้วยหอมได้ 2 สัปดาห์ (โดยใช้ผลิตภัณฑ์ขี้เถ้าแกลบ 25 กรัม ต่อกล้วย 1 หวี หรือ 8 ผล)

นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์ขี้เถ้าแกลบ ยังช่วยชะลอการสุกของทุเรียนได้ 2 สัปดาห์ (โดยใช้ผลิตภัณฑ์ขี้เถ้าแกลบ 150 กรัม ชะลอการสุกของทุเรียน 2 ผล ที่มีน้ำหนักเฉลี่ย ผลละ 2 กิโลกรัม) และชะลอการสุกของลางสาดได้ 1 สัปดาห์ (ใช้ผลิตภัณฑ์ขี้เถ้าแกลบ 150 กรัม ชะลอการสุกของลางสาด 2 กิโลกรัม)