ผลิตภัณฑ์น่าซื้อ น้ำเฉาก๊วย “ริมสวน” เครื่องดื่มขายดีเป็นที่ 1

เชื่อว่า มนุษย์เงินเดือนหลายคน เมื่อทำงานถึงช่วงระยะเวลาหนึ่งก็ใฝ่ฝันอยากมีกิจการเป็นของตัวเอง เช่นเดียวกับ “มะลิวรรณ อำพล” อดีตสาวออฟฟิคที่เรียนจบด้านวิทยาศาสตร์อาหารจาก มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ที่ตัดสินใจลาออกในปี 2547 โดยเริ่มจากการซื้อกิจการผลิตเครื่องดื่มเล็กๆ จากของเจ้าของเดิม ใช้เงินทุน 20,000 บาท ผลิตเครื่องดื่มเฉาก๊วยยี่ห้อ “ริมสวน” ราคาขวดละ 10 บาท ส่งขายตามร้านโชวห่วยทั่วไป

ปัจจุบัน กิจการของเธอเติบใหญ่ จดทะเบียนกิจการในชื่อ บริษัท มหาทรัพย์ โปรดักส์ชั่น จำกัด อ.บางเลน จ.นครปฐม เป็นผู้ประกอบการผลิตเครื่องดื่มพาสเจอไรซ์ แบบขวดพร้อมดื่ม ที่ส่งเสริมเกษตรกรให้มีรายได้เพิ่มขึ้น มียอดขายกว่า 60 ล้านบาท ต่อปี

คุณมะลิวรรณ อำพล กรรมการผู้จัดการ บริษัท มหาทรัพย์ โปรดักส์ชั่น จำกัด เจ้าของแบรนด์ “ริมสวน” เล่าว่า หลังจากทดลองตลาด ส่งสินค้าวางขายในร้านค้าท้องถิ่น ปรากฏว่าได้รับผลตอบรับที่ดีจากลูกค้า จึงมองหาช่องทางการตลาดใหม่ๆ โดยส่งสินค้าเข้ามาจำหน่ายที่ร้านเซเว่น อีเลฟเว่น เพราะเห็นว่าเซเว่นฯ เป็นช่องทางการจำหน่ายที่มีประสิทธิภาพ สามารถกระจายสินค้าไปถึงผู้บริโภคได้ทั่วประเทศ

ปี 2548 เธอได้นำน้ำเฉาก๊วยไปวางจำหน่ายครั้งแรกในร้านเซเว่นฯ เขตภาคตะวันออก ซึ่งได้รับความนิยมจากลูกค้าจำนวนมาก ต่อมาจึงส่งเครื่องดื่มน้ำใบเตยลูกชิด น้ำตาลสดผสมวุ้นมะพร้าว และเฉาก๊วยนมสด มาจำหน่ายทั่วประเทศ ล่าสุดเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมาได้ออกผลิตภัณฑ์ใหม่ “น้ำตาลสดผสมลูกตาล” มารองรับความต้องการของลูกค้าเพิ่มขึ้น

ปัจจุบัน มีกำลังการผลิตอยู่ที่กว่า 30,000 ขวด ต่อวัน มียอดขายกว่าปีละ 60 ล้านบาท และตั้งเป้ายอดขายปีนี้เติบโต 5% ในอนาคตวางแผนจะพัฒนาการยืดอายุของสินค้าให้นานยิ่งขึ้น จะทำให้การจัดส่งเครื่องดื่มไปขายได้จำนวนมากขึ้น และเตรียมการส่งสินค้าออกไปขายในกลุ่มประเทศเออีซีด้วย

เจ้าหน้าที่ทีมงานเซเว่น อีเลฟเว่น ได้เข้ามาช่วยสนับสนุนและให้คำปรึกษาตลอดเวลาอย่างต่อเนื่องทั้งในด้านการพัฒนาบรรจุภัณฑ์และพัฒนาสินค้าเพื่อให้ตรงตามความต้องการของผู้บริโภคให้มากที่สุด รวมถึงให้คำแนะนำการพัฒนาสูตรเพื่อผลิตสินค้าใหม่ให้มีความแตกต่างจากสินค้าอื่นๆ เพราะผู้บริโภคมีความต้องการที่หลากหลาย นอกจากนี้ เซเว่นฯ ยังได้อบรมในเรื่องของ GMP และ HACCP เพื่อให้สินค้าของเรามีคุณภาพและมีมาตรฐานเพิ่มความมั่นใจให้กับลูกค้าเพิ่มมากขึ้น

นายสุวิทย์ กิ่งแก้ว รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารเซเว่น อีเลฟเว่น กล่าวว่า ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ที่สามารถผลิตสินค้าได้คุณภาพมาตรฐานและเป็นที่นิยมจากประชาชนมาอย่างต่อเนื่อง บริษัทพร้อมที่จะสนับสนุนและเป็นช่องทางการจำหน่ายสินค้าให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เพื่อส่งสินค้าตรงถึงมือผู้บริโภคทั่วประเทศผ่านสาขาร้านเซเว่นฯ ที่มีอยู่กว่า 9,000 สาขาทั่วประเทศ ผู้สนใจอยากนำสินค้าเข้ามาจำหน่ายที่เซเว่น อีเลฟเว่น สามารถติดต่อบริษัทได้ทางเว็บไซต์ www.cpall.co.th หรือ www.7eleven.co.th และติดต่อผ่านทางสำนักจัดซื้อของเซเว่นฯ เบอร์โทรศัพท์ 0-2677-9000

เมื่อวันที่ 17 มกราคม สำนักข่าว เอเอฟพี รายงานว่า คณะกรรมาธิการยุโรป (อีซี) ประกาศนำมาตรการเก็บภาษีนำเข้าข้าวเจ้าจากประเทศกัมพูชาและเมียนมากลับมาใช้ใหม่ เริ่มมีผลเป็นทางการ ในวันที่ 18 มกราคมนี้ เป็นต้นไป

หลังจากเห็นว่าการนำเข้าข้าวเจ้าที่มีราคาถูกดังกล่าวเข้ามาในตลาด อียู เพิ่มมากขึ้น ได้สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจให้กับผู้ผลิตในยุโรปเอง โดย อีซี เชื่อว่ามาตรการนี้จะสามารถช่วยลดปริมาณนำเข้าข้าวเจ้าราคาถูกเข้ามาในตลาด อียู ลงได้อย่างมากภายใน 3 ปีข้างหน้า

ทั้งนี้ อียู ได้กำหนดอัตราภาษีนำเข้าข้าวเจ้าจากกัมพูชาและเมียนมาเป็นขั้นบันได ซึ่งในปีแรกจะเก็บ 175 ยูโร (ราว 6,300 บาท) ต่อข้าวเจ้า 1 ตัน ปีที่ 2 เก็บลดลงที่ 150 ยูโร ต่อตัน และ ปีที่ 3 เหลือ 125 ยูโร ต่อตัน

การบังคับใช้มาตรการนี้มีขึ้นหลังจาก อีซี สอบสวนพบว่า ข้าวเจ้าที่นำเข้ามาจากกัมพูชาและเมียนมาในตลาด อียู มีปริมาณเพิ่มขึ้นมากเป็น 89 เปอร์เซ็นต์ ในช่วง 5 ฤดูกาลที่ผ่านมา และยังพบว่า ข้าวเจ้านำเข้าดังกล่าวยังมีราคาถูกกว่ามากในตลาด อียู ซึ่งส่งผลให้กลุ่มผู้ผลิตในยุโรปมีส่วนแบ่งในตลาด อียู ลดลงไปมากจาก 61 เปอร์เซ็นต์ เหลือเพียง 29 เปอร์เซ็นต์

ทั้งนี้ กัมพูชาและเมียนมา เป็น 2 ประเทศ ที่ได้รับสิทธิพิเศษทางการค้าของ อียู จากโครงการ “บีอีเอ” หรือการยกเว้นภาษีนำเข้าที่ให้กับสินค้าที่มีแหล่งผลิตจากกลุ่มประเทศพัฒนาน้อยที่สุด ซึ่งครอบคลุมสินค้าทุกประเภท ยกเว้นอาวุธยุทโธปกรณ์

อหิวาต์แอฟริกาในสุกร (African Swine Fever : ASF) โรคนี้เริ่มคุ้นหูคนไทย หลังจากจีนพบการแพร่ระบาดของโรคนี้ครั้งแรกในมณฑลเหลียวหนิงทางตะวันออกเฉียงใต้ของจีน เมื่อเดือนสิงหาคม 2561 กระทั่งพบหมูติดเชื้อในจีนกว่า 20 มณฑล ในปัจจุบัน ทำให้มีหมูที่ถูกทำลายเพื่อกำจัดการแพร่กระจายของเชื้อแล้วไม่ต่ำกว่า 6 แสนตัว

เรื่องนี้กลายเป็นความหวั่นวิตกต่อทุกประเทศทั่วโลก แม้ว่าโรคนี้จะเกิดเฉพาะในหมู ทั้งในหมูป่าและหมูบ้าน แต่เนื่องจากโรคนี้เกิดจากเชื้อไวรัสแอสฟรา (Asfravirus) เชื้อสามารถติดต่อจากหมูตัวหนึ่งสู่ตัวอื่นๆ ได้ จากการสัมผัสสิ่งคัดหลั่งของหมูที่ติดเชื้อ การหายใจเอาเชื้อเข้าไป การกินอาหารที่มีเชื้อปนเปื้อน ไปจนถึงการถูกเห็บที่มีเชื้อกัด

ที่สำคัญโรคนี้ยังไม่มีวัคซีนป้องกันหรือวิธีการรักษาเฉพาะ ทั้งยังสามารถอยู่ในสิ่งแวดล้อมหรืออยู่ในซากหมูได้นานหลายเดือน หมูที่ติดเชื้อจะมีอาการป่วย 100% อัตราการตาย 30-100% ถ้าเกิดในลูกหมูอัตราการตายจะสูง 80-100% ความเสียหายที่มากขนาดนี้ ทำให้ทุกประเทศต่างป้องกันไม่ให้โรคนี้เข้าสู่ประเทศได้อย่างเด็ดขาด

อันที่จริงโรคนี้ไม่ใช่โรคใหม่ เพราะพบการระบาดมาตั้งแต่ ปี 1960 ในพื้นที่ของแอฟริกาใต้ เขตตอนใต้ทะเลทรายซาฮาร่า (Sub-Saharan Africa) หากแต่การแพร่ระบาดของโรคจากประเทศหนึ่งไปยังอีกประเทศ กระทั่งขยับจากทวีปหนึ่งสู่อีกทวีป ที่เกิดการปนเปื้อนของเนื้อหมูจากประเทศที่เกิดโรคไปยังประเทศอื่นๆ ด้วยหลากหลายวิธีการ ทั้งจากหมูป่าที่ข้ามผ่านเขตรอยต่อของประเทศ การนำเศษอาหารที่มีเนื้อหมูปนเปื้อนเชื้อโรคไปเลี้ยงหมูหลังบ้าน การลักลอบนำเข้าผลิตภัณฑ์ที่มาจากหมูที่ติดโรค ฯลฯ ทำให้โรคนี้แพร่กระจาย และก่อให้เกิดความเสียหายต่ออุตสาหกรรมการเลี้ยงหมูในประเทศนั้นๆ เป็นอย่างมาก ปัจจุบัน รายงานขององค์การสุขภาพสัตว์โลกพบหมูที่เป็นโรคนี้ใน 16 ประเทศ เป็นทวีปยุโรป 11 ประเทศ ทวีปแอฟริกา 4 ประเทศ และทวีปเอเชีย 1 ประเทศ

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ ไต้หวันที่เป็นประเทศแรกในแถบนี้ที่มีการวางมาตรการก่อนใคร โดยออกประกาศเข้มเพื่อป้องกันโรคนี้อย่างจริงจัง เด็ดขาด ล่าสุดประกาศห้ามนำเนื้อสัตว์ทุกชนิด โดยเฉพาะหมูหรืออาหารที่มีส่วนประกอบของสัตว์และเนื้อหมูเข้าประเทศ ถ้าพบการฝ่าฝืนมีโทษปรับ 1 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน

ส่วน เวียดนาม ที่มีพรมแดนห่างจากจีนเพียง 150 กิโลเมตร ทางกรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรเวียดนาม ได้ป้องกันอย่างถึงที่สุดเพื่อไม่ให้โรคนี้ติดสู่หมูในประเทศที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม สภาพแวดล้อม และความมั่นคงด้านอาหาร ทางการเวียดนามจึงดำเนินการควบคุมอย่างเข้มงวดกับการขนส่งหมูและผลิตภัณฑ์จากเนื้อหมูที่มาจากจีน

และห้ามนำเข้าผลิตภัณฑ์เนื้อหมูที่มาจากประเทศที่มีรายงานการติดเชื้อ อาทิ โปแลนด์ ฮังการี และยังป้องกันการลักลอบค้าหมูที่ไม่รู้แหล่งที่มา ซึ่งการลักลอบมักเกิดขึ้นตามจังหวัดที่มีพรมแดนติดกับจีน และทางการเวียดนามยังฝึกซ้อมป้องกันการแพร่ระบาดของโรค หากเกิดการระบาดขึ้นในประเทศด้วย

ขณะที่กระทรวงการค้าระหว่างประเทศของเมียนมา มีคำสั่งระงับการนำเข้าหมูแช่แข็ง และเนื้อหมูแช่แข็งชั่วคราว จากการระบาดของ ASF ในประเทศจีน ส่วนกัมพูชามีการทำงานอย่างใกล้ชิดกับประเทศเพื่อนบ้าน

พร้อมขอความร่วมมือผู้เลี้ยงสัตว์และสมาคมผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกคน ทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่รัฐเพื่อป้องกันโรค ตลอดจนบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการเข้าและออก ห้ามการซื้อและการขายเนื้อหมูที่ไม่มีแหล่งที่มา

สําหรับประเทศไทย กรมปศุสัตว์ ย้ำหลายครั้งว่า “อย่ากังวล!! เพราะโรคนี้เกิดเฉพาะในหมู ไม่ติดต่อคนหรือสัตว์ชนิดอื่น” โดยที่ผ่านมากรมได้ร่วมกับสํานักงานคณะกรรมการอาหารและยา ด่านศุลกากร รวมถึงภาคมหาวิทยาลัยทั้งจุฬาฯ และมหิดล ในการเร่งสกัดโรคนี้ พร้อมตั้ง 50 ด่าน ทั่วประเทศ เพื่อตรวจเข้มนักท่องเที่ยวที่จะเข้ามาไทยพร้อมเข้มงวดกับการฆ่าเชื้อที่อาจจะแฝงมากับยานพาหนะของนักท่องเที่ยว จากเดิมที่ใช้คลอรีนผสมน้ำยาฆ่าเชื้อ เปลี่ยนเป็นยาฆ่าเชื้อแบบโฟมที่สามารถฆ่าเชื้อในอากาศได้นานกว่า 30 นาที

ล่าสุดเพื่อ “ปิดประตูเสี่ยง” และยกระดับการป้องกันให้แน่นหนาขึ้น กรมปศุสัตว์ ได้ประสานความร่วมมือไปยังภาคส่วนต่างๆ ทั้งกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อเตรียมออกประกาศห้ามนักท่องเที่ยวนำเข้าหรือพกพาเนื้อสัตว์ และสินค้าที่มีส่วนประกอบของเนื้อสัตว์ โดยเฉพาะจากหมู ไม่ให้เข้ามาในไทยอย่างเด็ดขาด เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรค หากออกประกาศเตือนแล้วแต่ยังมีการลักลอบ กรมก็อาจจะต้องนำโมเดลการป้องกันของไต้หวันมาดำเนินการ

ในส่วนของพื้นที่เสี่ยงต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษคือ พื้นที่ชายแดนภาคเหนือ ในเขตด่านชายแดนที่มีความเสี่ยงสูงมาก จากกลุ่มนักท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ โดยเฉพาะกลุ่มชาวจีนที่นิยมนำผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปจากเนื้อหมู อย่างเช่น ไส้กรอก และกุนเชียง เข้ามาประกอบกันเองเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย

ซึ่งรูปแบบการลักลอบเข้ามาเปลี่ยนไปจากที่เคยแพ็กใส่กล่องโฟมก็เปลี่ยนมาซุกซ่อนใส่กระเป๋าเสื้อผ้าหลบเลี่ยงการตรวจยึด ทำให้เจ้าหน้าที่ประจำด่านต้องเปลี่ยนรูปแบบการตรวจจากใช้สายตาเฝ้าระวัง มาเป็นใช้สุนัขดมกลิ่น และใช้เครื่องเอกซเรย์ช่วยตรวจค้น

ควบคู่กับการเข้มงวดกับพื้นที่การเลี้ยงหมู โดยเฉพาะภาคเหนือในกลุ่มผู้เลี้ยงหมูหลังบ้าน ที่อาจนำเศษอาหารที่นักท่องเที่ยวกินเหลือไปเลี้ยงหมูต่อ ถือเป็นความเสี่ยงกับการเกิดระบาดของโรคนี้ได้ง่าย ซึ่งหลายประเทศที่พบการระบาดของโรคก็มักเกิดจากสาเหตุนี้เป็นหลัก และให้ความรู้เกษตรกรผู้เลี้ยงทั่วประเทศ เพื่อสร้างกำแพงป้องกันโรคในทุกมิติ

ส่วนเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ ย้ำว่าเชื้อนี้เป็นเชื้อไวรัสที่ก่อโรคในหมู ไม่มีการติดต่อสู่คน อย่างไรก็ตาม กรณีไส้กรอกซึ่งถือเป็นผลิตภัณฑ์แปรรูปจากเนื้อหมู ทาง อย. ต้องดูแล โดยมีประกาศกระทรวงสาธารณสุขเรื่องผลิตภัณฑ์แปรรูปจากเนื้อสัตว์จะต้องไม่พบจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรค ฉลากต้องเป็นไปตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ถ้าเป็นผลิตภัณฑ์นำเข้าจะต้องระบุชื่อประเทศผู้ผลิตด้วย

เรื่องโรคที่กำลังเป็นที่กังวลของทั้งโลก กูรูด้านเกษตรปศุสัตว์ ดร.กานต์ สุขสุแพทย์ บอกไว้ว่า ไม่กังวลว่าจะมีการติดต่อสู่คน เพราะเชื้อนี้ไม่มีอันตรายใดๆ ต่อมนุษย์ แต่เป็นห่วงถึงผลกระทบต่อการเลี้ยงหมูในประเทศ เพราะหากไทยมีระบบป้องกันที่หละหลวม อาทิ ยังคงนำเข้าเครื่องในและชิ้นส่วนหมูจากต่างประเทศเข้ามาจำหน่ายและบริโภค ย่อมเป็นช่องโหว่ในการรับเชื้อ ASF จากประเทศจีนเข้ามาได้โดยง่าย

วันนี้โรคยังไม่ระบาดมาถึงประเทศไทย ยิ่งต้องเข้มงวดกับการป้องกันอย่างดีที่สุด เพื่อไม่ให้สร้างความเสียหายต่ออุตสาหกรรมการเลี้ยงหมู และกระทบความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในการบริโภคเนื้อหมู ส่วนเราๆ ท่านๆ ในฐานะผู้บริโภคก็อย่าวิตกกังวลจนเกินไป โรคนี้เกิดขึ้นเฉพาะหมู ไม่ได้ติดต่อคน และทุกฝ่ายก็เน้นย้ำการป้องกันไม่ให้โรคนี้เข้ามาสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจไทยอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว

ที่กระทรวงพาณิชย์ กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ แถลงข่าวเปิดตัวนวัตกรรมผลิตภัณฑ์มันแปรรูป PRODUCT CHAMPIONS พร้อมเปิดตลาดสู่อุตสาหกรรมการบริโภค ‘A MASTERPIECE OF INNOVATION BY DIT & KU’ น.ส.พัชรี พยัควงษ์ ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการค้าสินค้าเกษตร 2 กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ และ รศ.ดร.อนุวัตร แจ้งชัด คณบดี คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมงาน ผศ.ดร.รวิพิมพ์ ฉวีสุข รองคณบดีฝ่ายยุทธศาสตร์

และพัฒนาองค์กรคณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ รศ.ดร. ปราถนา ปรารถนาดี คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ แถลงเปิดตัว 2 โปรดักส์ใหม่ จากผลิตภัณฑ์นวัตกรรมแปรรูปมันสำปะหลัง “วาฟเฟิลกรอบ” และ “มันอบกรอบ” พร้อมสแน็ก 3 แบรนด์ใหม่ คือแบรนด์ CASSA AWEET, AMADE และ CASSY CHIPS รุกตลาดขนมขบเคี้ยว มูลค่า 40,000 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรเพิ่มมูลค่า แก้ปัญหาราคามันตกต่ำ เตรียมวางขายครั้งแรกในงานเกษตรแฟร์ ในวันที่ 25 มกราคมนี้

น.ส. พัชรี กล่าวว่า นับเป็นผลสำเร็จของโครงการแปรรูปมันสำปะหลัง และผลิตภัณฑ์สู่อุตสาหกรรมอาหารเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ภายใต้โครงการประชารัฐของรัฐบาล เนื่องจากมันสำปะหลังเป็นพืชเศรษฐกิจของไทยที่ผลิตมากเป็น อันดับ 2 ของโลก และส่งออกมากเป็น อันดับ 1 ของโลก แต่ราคาผันผวนตามสถานการณ์ตลาดโลก ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง มันสำปะหลังราคา 2.50 บาท ถ้าเราแปรรูปเพิ่มมูลค่าได้ 3-4 เท่าตัว

ดังนั้น กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน จึงมีนโยบายช่วยยกระดับราคามันสำปะหลังภายในประเทศ และช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกมันให้มีรายได้เพิ่มขึ้น จึงมอบหมายให้คณะอุตสาหกรรมเกษตร และสถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารจากมันสำปะหลังสายพันธุ์ที่เหมาะสม คือ มันสำปะหลังพันธุ์หวาน ที่มีกรดไซยาไนด์ต่ำ ปลอดภัยต่อการนำมาบริโภค นำมาแปรรูปจนได้ผลิตภัณฑ์อาหารที่มีต้นแบบที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว 4 ผลิตภัณฑ์ มีไอศกรีม มันสำปะหลังอบกรอบ วาฟเฟิล และมันสำปะหลังบอล

และเมื่อพัฒนาต่อยอดสู่ภาคอุตสาหกรรมการผลิตอาหาร จึงคัดเลือกเหลือ 2 โปรดักส์แชมเปี้ยน คือ วาฟเฟิลกรอบ และมันอบกรอบ ที่มีความพร้อมเข้าสู่ตลาดขนมขบเคี้ยว มีมูลค่าการตลาดสูงถึง 40,000 ล้านบาท ในปี 2561 และมีอัตราการเติบโตต่อเนื่อง

น.ส. พัชรี กล่าวต่อว่า มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ผลิตและวางแผนการตลาดครบวงจร โดยร่วมกับผู้ประกอบการด้านการผลิต และจัดจำหน่ายในประเทศ พัฒนาแบรนด์เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่มันสำปะหลังแปรรูป 3 แบรนด์ ได้แก่ CASSA AWEET , AMADE และ CASSY CHIPS

โดยทุกแบรนด์มีผู้ประกอบการ 4 ราย ให้ความร่วมมือในการผลิต และจัดจำหน่าย ได้แก่ บริษัท พลวรรธน์ ฟู้ดส์ จำกัด, ศูนย์การเรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร หรือ ศพก.บ้านฉาง จ.ระยอง , คลัสเตอร์มันสำปะหลังกำแพงเพชร และ ห.จ.ก. อนันตรา ฟู้ด แอนด์ มาร์เก็ตติ้ง ร่วมกับ บริษัท เอก-ชัย ดีสทริบิวชั่น ซิสเทม จำกัด หรือ Tesco Lotus

คาดหวังว่า 2 ผลิตภัณฑ์แชมป์เปี้ยน จะเป็นที่ยอมรับจากตลาด ในการผลิตแปรรูปและจัดจำหน่ายในและต่างประเทศเพื่อเพิ่มมูลค่าและยกระดับราคามันสำปะหลัง และเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง นอกจากนี้ ยังเปิดรับผู้ประกอบการ ผู้จัดจำหน่ายสินค้าอาหารขนมขบเคี้ยวที่เห็นโอกาสทางการตลาด จากสินค้าใหม่สายสุขภาพ ตลอดจนผู้ผลิตแปรรูปอุตสาหกรรมที่จะนำผลิตภัณฑ์ไปต่อยอดสร้างแบรนด์ในอนาคตด้วย

รศ.ดร. อนุวัตร กล่าวว่า โครงการต่อเนื่องปีนี้ เป็นการคัดเลือกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังแปรรูปต้นแบบ มาพัฒนาต่อเนื่องเพื่อเข้าสู่อุตสาหกรรมการผลิต และการบริโภคระดับประเทศ จนสามารถขยายสู่การส่งออก โดยมีกระบวนการด้านวิจัยพัฒนาในห้องปฏิบัติการด้วยเครื่องมือทันสมัย ร่วมด้วยการผลิตจาก Mini Factory ภายในมหาวิทยาลัยฯ

นอกจากนี้ ยังได้ร่วมมือกับผู้ประกอบการชั้นนำในกระบวนการแปรรูปผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง เพื่อต่อยอดผลิตภัณฑ์และสร้างมูลค่าเพิ่ม และเตรียมความพร้อมสู่การผลิตระดับอุตสาหกรรมที่ได้มาตรฐาน พร้อมจัดจำหน่ายไปยังตลาดค้าส่ง และค้าปลีกในสเกลใหญ่ ทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ

ผช.ดร. รวิพิมพ์ กล่าวเสริมว่า คณะอุตสาหกรรมเกษตร มียุทธศาสตร์งานวิจัยที่มุ่งก้าวเพื่อสร้างและถ่ายทอดนวัตกรรมรวมถึงแก้ปัญหา เพื่อให้การกินดีอยู่ดีเกิดประโยชน์ได้จริงในเชิงพาณิชย์ เชิงอุตสาหกรรม รวมทั้งต้องตอบโจทย์เรื่องสุขภาพ ความปลอดภัย ความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

“เป็นผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังที่กินได้ มีประโยชน์ต่อสุขภาพ มีไฟเบอร์ ไม่มี จีเอ็มโอ ไม่มีกลูเตน สำหรับบางคนที่แพ้กลูเตน นอกจากนี้ กระบวนการผลิต 2 ผลิตภัณฑ์ ไม่มีน้ำมัน ผ่านการอบกรอบ ดีต่อสุขภาพ ด้านการตลาดเห็นว่าเทสโก้จะมาขยายตลาดให้มากขึ้น รวมทั้งกลางปีนี้จะนำผลิตภัณฑ์ทั้ง 2 ตัว ไปออกแสดงและขายที่ฮ่องกงด้วย ขณะเดียวกันเล็งเห็นว่าผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังทั้ง 2 แบบ เหมาะมากในตลาดยุโรป เพราะตลาดยุโรปไม่ยอมรับ จีเอ็มโอ จึงมีโอกาสในการส่งออกไปตลาดยุโรป เพียงแต่ต้องเทสต์รสชาติก่อน

รศ.ดร. ปราถนา ในฐานะหัวหน้าโครงการแปรรูปมันสำปะหลังฯ กล่าวว่า ได้ดำเนินโครงการร่วมกับกระทรวงพาณิชย์มาเป็นปีที่ 2 โดยปี 2559 ได้ส่งเสริมนำมันสำปะหลังพันธุ์หวานมาแปรรูปเองได้ มาในปีนี้อยากจะต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ อย่าง CASSY CHIPS มันสำปะหลังทอดกรอบ กรมการค้าภายในได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์พัฒนาต่อยอด เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้สู่เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง หรือผู้ผลิตสินค้าในวิสาหกิจชุมชน ในด้านการควบคุมและปรับปรุงคุณภาพผลิตภัณฑ์ให้สามารถนำไปผลิตและจำหน่ายได้มาตรฐาน สร้างอาชีพได้จริงในระดับชุมชน ที่ศูนย์การเรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร หรือ ศพก. บ้านฉาง จ.ระยอง

และขณะนี้อยู่ระหว่างการเตรียมผลิตภัณฑ์ทำเป็นเฟรนช์ฟราย ซึ่งมีเกษตรกรหลายรายสนใจผลิตและแปรรูปเพื่อจำหน่ายทั้งในท้องถิ่น และแช่แข็งบรรจุถุงจำหน่ายในซุปเปอร์มาร์เก็ต โมเดิร์นเทรด รวมถึงการส่งออกไปต่างประเทศในอนาคตต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการแถลงข่าวมีนางเอกวัยรุ่น ช่อง 3 ซีน ภัสธรากรณ์ บุษราคัมวดี ร่วมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ด้วย ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์สแน็กมันสำปะหลังแปรรูป มีวาฟเฟิลกรอบ แบรนด์ CASSA AWEET มี 2 รส คือ มัทฉะชาเขียวญี่ปุ่น และบลูเบอร์รี่ และมันสำปะหลังอบกรอบ แบรนด์ AMADE มี 3 รส คือ รสธรรมชาติ ช็อคโกแลต และสตรอเบอร์รี่ ที่วางแผนจะเปิดตลาดโมเดิร์นเทรด และผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังอบกรอบ แบรนด์ CASSY CHIPS ผลิตและจำหน่ายโดย ศพก. บ้านฉาง จ.ระยอง รวมถึงเฟรนช์ฟรายทอด จะวางจำหน่ายพร้อมกันในงานเกษตรแฟร์ ในวันที่ 25 มกราคม – 2 กุมภาพันธ์ ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รวมถึงสั่งซื้อผ่าน www.cassaaweet.com หรือ Facebook CassaSweet.KU หรือไลน์ @cassasweet

เทศกาล “เจียไต๋ แฟร์ 2018 FARMNIVAL…ฟาร์มนี้ ว้าว!” ที่จัดขึ้น ระหว่างวันที่ 22 ธันวาคม 2561-13 มกราคม 2562 ณ ชนม์เจริญฟาร์ม ตำบลวังด้ง อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งกิจกรรมงานเจียไต๋ แฟร์ ได้จัดติดต่อกันมาเป็นครั้งที่ 9 แล้ว เน้นโชว์มหัศจรรย์พันธุ์พืช-ดอกไม้ ละลานตา ที่สุดความฟินแห่งปี โดยกำหนดคอนเซ็ปต์งานแบบสนุกๆ เนรมิตฟาร์ม ผัก-ผลไม้ ให้กลายเป็นวันเดอร์แลนด์ดินแดนแสนสนุก ชวนให้ร้องว้าวๆ หลายครั้งกับความอลังการงานแสดงโชว์สายพันธุ์พืชผัก อันดับ 1 ของประเทศไทย ดอกไม้นานาพรรณที่มาอวดความงามพร้อมๆ กัน

โซนกิจกรรมเขาวงกตข้าวโพดนานาสายพันธุ์ มีหอคอยข้าวโพดที่สามารถเห็นทัศนียภาพจากมุมสูงของงาน เมื่อลงมายังจะได้รับประทาน “ข้าวโพดฮอกไกโด” ข้าวโพดหวานอร่อย ที่รับประทานสดได้อย่างปลอดภัย 100 เปอร์เซ็นต์ รวมไปถึงข้าวโพดซูพรีม ข้าวโพด 3 สี ข้าวโพดขาวหวาน ข้าวโพดหวานอัญชัน สายพันธุ์ข้าวโพดหวานม่วง 737

อีกจุดที่ต้องแวะชมคือ โรงเรือนปลูกพืชสายพันธุ์แปลก ที่มีตั้งแต่ขนาดเท่ากำปั้นไปถึงขนาดยักษ์ อาทิ ฟักทองขนาดใหญ่มหึมา ฟักทองรูปทรงประหลาด ฟักทอง Mix จานบิน ฟักทองสองสี ซูกินีสีทอง ข้าวโพดหลากสีสัน ซึ่งเจียไต๋ได้รวบรวมเมล็ดพันธุ์พืชแปลกจากทั่วทุกมุมโลกมาปลูกโชว์ให้เห็นผลผลิตของจริงภายในงานนี้โดยเฉพาะ

อีกจุดที่หลายคนร้องว้าว คือ โซน Smart farm เทคโนโลยีโรงเรือน ร้านค้าต้นกล้าและอุปกรณ์โรงเรือน จุดแสดงความก้าวหน้าการเพาะปลูกในโรงเรือน โดยการใช้เทคโนโลยี ระบบ Smart Watering และระบบ Smart Greenhouse พร้อมให้คำแนะนำจากวิศวกรมืออาชีพบริเวณงาน มหัศจรรย์พรรณไม้และเทคโนโลยีการเพาะปลูกที่ทันสมัย ดึงดูดคนไทยและต่างชาติกว่า 50 ประเทศ มาเปิดหู เปิดตา ได้ทั้งความรู้และความเพลิดเพลินกับการท่องเที่ยวเชิงเกษตรตลอดระยะเวลา 22 วัน ของการจัดงาน คาดว่า ผู้เข้าชมงานจำนวนมาก จะได้ไอเดียเด็ดๆ จากนวัตกรรมการเพาะปลูกพืชของเจียไต๋ไปปรับใช้กับการทำการเกษตรของตนเองที่บ้าน