ผู้จัดการฝ่ายการตลาดอาวุโส กลุ่มผลิตภัณฑ์เนสกาแฟครีมเทียม

และเนสทีกล่าวว่า “ปัจจุบันเราพบว่า คอกาแฟไทยให้ความสำคัญกับการเลือกดื่มกาแฟที่มีคุณภาพ และมีเอกลักษณ์พิเศษเฉพาะตัวเพื่อเป็นสื่อกลางในการเชื่อมทุกความผูกพันให้กับผู้คนรอบตัว เราจึงได้ร่วมมือกับชาวสวนกาแฟชาวไทย เพื่อสร้างสรรค์ “เนสกาแฟ เรดคัพ ออริจิน ซีเล็คชั่น” ใหม่ รุ่นลิมิเต็ด ขึ้นซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่เนสกาแฟประเทศไทยสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ใหม่จากแหล่งเพาะปลูกท้องถิ่นคุณภาพเพียงแหล่งเดียว

และระบุชื่อแหล่งที่มาของเมล็ดกาแฟบนแพ็กเกจจิ้งด้วยความภาคภูมิใจในคุณภาพของกาแฟไทยที่ไม่แพ้ชาติใด นับเป็นการเปิดประสบการณ์อีกขั้นของการดื่มด่ำกาแฟคุณภาพ ผ่านความร่วมมือในกระบวนการผลิตกาแฟสำเร็จรูปมาตรฐานระดับโลกของเนสกาแฟ รวมกับการปลูกและเก็บเกี่ยวกาแฟด้วยใจของชาวสวนกาแฟจังหวัดระนอง ที่คอกาแฟชาวไทยจะต้องติดใจในรสชาติเข้ม หอมกลมกล่อม สุดพิเศษอย่างแน่นอน”

“เนสกาแฟ เรดคัพ ออริจิน ซีเล็คชั่น” ใหม่ รุ่นลิมิเต็ด สร้างสรรค์ขึ้นจากเมล็ดกาแฟโรบัสต้าคุณภาพจากอำเภอกระบุรี จังหวัดระนอง ภายใต้หลักปฏิบัติตามแนวทาง “ปลูกด้วยใจ กาแฟไทยยั่งยืนกับเนสกาแฟ” (Grown Respectfully) เพื่อให้กาแฟที่นำมาใช้ในผลิตภัณฑ์เนสกาแฟทั้งหมดมาจากแหล่งที่เพาะปลูกด้วยความรับผิดชอบ ควบคู่ไปกับสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับชุมชนชาวสวนกาแฟ โดยความพิถีพิถันในทุกขั้นตอนของ

“เนสกาแฟ เรดคัพ ออริจิน ซีเล็คชั่น” ใหม่ รุ่นลิมิเต็ด นั้นเริ่มจาก…

กาแฟทุกเมล็ดของออริจิน ซีเล็คชั่น ถูกเก็บในช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดของฤดูเก็บเกี่ยว คือระหว่างช่วงเดือนธันวาคม ถึงเดือนมกราคม ซึ่งเป็นช่วงที่อากาศมีความชื้นเหมาะสมที่สุด
พิถีพิถันคัดเลือกเฉพาะผลสุกแดงเต็มที่ด้วยมืออย่างตั้งใจ เพื่อให้ได้เฉพาะเมล็ดกาแฟโรบัสต้าคุณภาพดี
ผ่านการตากแห้งด้วยแสงแดดตามธรรมชาติอย่างเต็มที่ในช่วงเวลาที่ดีที่สุดของปี
การคั่วอย่างพิถีพิถันด้วยเทคโนโลยีเอ็มอาร์ซี (Micronized Roasted Coffee – MRC) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเอกสิทธิ์เฉพาะของเนสกาแฟในการนำกาแฟคั่วบด หรือที่คนไทยเรียกกันว่า “กาแฟสด” มาบดให้เป็นอณูละเอียดผสมผสานเพื่อให้ได้กาแฟที่มีรสชาติเข้ม หอมกลมกล่อม อย่างมีเอกลักษณ์
แพ็กเกจจิ้งดีไซน์ที่โดดเด่น ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากเสน่ห์ของลวดลายผ้าปาเต๊ะ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมทางภาคใต้ของไทย

กับความภาคภูมิใจในฐานะกาแฟคอลเล็กชั่นระดับโลกเพราะเอกลักษณ์อันโดดเด่นของกาแฟระนองทั้งด้านรสชาติและกลิ่นหอมที่ใครได้ดื่มต่างก็ติดใจ จึงทำให้กาแฟระนองนั้นเติบโตอย่างต่อเนื่องจนมียอดผลผลิตสูงถึงเกือบ 600 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา ด้วยเหตุนี้ทางจังหวัดระนองจึงต้องการยกระดับกาแฟท้องถิ่นระนองให้คนไทยได้ดื่มด่ำกาแฟคุณภาพเยี่ยม ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรผู้ผลิตกาแฟให้ดียิ่งขึ้น ด้วยการส่งเสริมการผลิตเมล็ดพันธุ์กาแฟที่รสชาติถูกปากถูกใจคนไทย โดยได้รับความร่วมมือจากเนสกาแฟในด้านความรู้ และเทคโนโลยีเพื่อให้กาแฟท้องถิ่นจากระนองได้มาตรฐานระดับสากล จนนำมาสู่กาแฟคอลเล็กชั่นระดับโลกอย่าง “เนสกาแฟ เรดคัพ ออริจิน ซีเล็คชั่น” ใหม่ รุ่นลิมิเต็ด อีกหนึ่งความภาคภูมิใจที่ชาวสวนกาแฟ อำเภอกระบุรี จังหวัดระนอง ที่อยากให้คนไทยได้ลอง แล้วจะรู้ว่ากาแฟไทยนั้นหอมและอร่อย ไม่แพ้กาแฟจากเมืองนอกเลยทีเดียว

คุณพรเทพ ผ่องศรี รองผู้ว่าราชการจังหวัดระนอง กล่าวว่า “ขอขอบคุณเนสท์เล่ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาและสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์กาแฟที่ปลูกโดยเกษตรกรไทยทั่วประเทศ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการสร้างงานสร้างรายได้ในชุมชน รวมทั้งรู้สึกภูมิใจแทนเกษตรกรจังหวัดระนอง ที่ได้รับเกียรติใช้ชื่ออำเภอ “กระบุรี” ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เหมาะสมในการปลูกกาแฟของระนอง ไปปรากฏอยู่บนผลิตภัณฑ์ชั้นนำของบริษัทระดับโลกในครั้งนี้ และมั่นใจว่าเมล็ดกาแฟจากกระบุรี ระนอง จะทำให้ผู้บริโภคทั้งไทยและต่างประเทศได้ดื่มด่ำและติดใจในรสชาติสุดพิเศษจากกาแฟของประเทศไทย”

คุณอนงค์ งามบ้านผือ ตัวแทนเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟจากตำบลลำเลียง อำเภอกระบุรี จังหวัดระนอง เล่าว่า “ก่อนหน้านี้เกษตรกรส่วนใหญ่ประสบปัญหากับต้นกาแฟที่แก่เกินไป ไม่สามารถออกผลผลิตที่มีคุณภาพ เช่น ออกลูกไม่ทน ไม่ติดลูกจนถึงสุก ให้ผลผลิตจำนวนน้อย เมล็ดกาแฟมีขนาดเล็กใหญ่ไม่เท่ากันในต้นเดียวกัน ฯลฯ แต่ทุกวันนี้ดีขึ้นกว่าเดิมเยอะมาก เพราะเนสกาแฟได้ส่งทีมงานเข้ามาช่วยให้คำแนะนำด้านการปลูกต้นกาแฟและพัฒนาพันธุ์กาแฟอย่างต่อเนื่อง ทั้งยังมีการประกันราคากาแฟและมีมาตรฐานในการตรวจสอบคุณภาพเมล็ดกาแฟที่ดีเยี่ยม จนทำให้ทุกวันนี้รู้สึกภูมิใจที่สามารถปลูกกาแฟจนเลี้ยงดูครอบครัวได้ โดยพวกเราตั้งใจในการปลูกกาแฟเพื่อนำไปผลิตเป็น เนสกาแฟ เรดคัพ ออริจิน ซีเล็คชั่น เป็นอย่างมาก เพราะเราอยากให้ทุกคนได้ดื่มกาแฟคุณภาพดี ของดีจากจังหวัดระนองที่พวกเราทุกคนภูมิใจค่ะ”

คุณกวี โสกประเทศ ชาวสวนกาแฟจากตำบล จ.ป.ร. อำเภอกระบุรี จังหวัดระนอง เผยว่า “ผมเคยประสบปัญหาผลผลิตกาแฟตกต่ำ ไม่ได้มาตรฐานตามคุณภาพจากการปลูกทุกอย่างรวมกัน ทั้งกาแฟ ทุเรียน ยาง ฯลฯ ทำให้จัดการลำบาก จนได้เนสกาแฟเข้ามาช่วยให้คำแนะนำในการปลูกกาแฟ โดยเฉพาะในเรื่องการดูแลดินและการผสมปุ๋ย ทำให้ผมรู้ว่ายังขาดอะไรและต้องเพิ่มอะไร จนสามารถลดรายจ่ายต่างๆ ที่ไม่จำเป็น และมีผลผลิตที่ดีขึ้น พอรู้ว่าจะมีการผลิตกาแฟ เนสกาแฟ ออริจิน ซีเล็คชั่น เมล็ดกาแฟจากกระบุรี ระนอง ผมยิ่งภูมิใจและพิถีพิถันตั้งใจในทุกขั้นตอน เพราะอยากให้คนไทยได้ดื่มกาแฟคุณภาพดี ที่ปลูกด้วยใจของพวกเราชาวสวนกาแฟกระบุรีทุกคน”

เพลิดเพลินกับเสน่ห์ของกาแฟระนอง มาตรฐานระดับโลกกับ รสชาติเข้ม หอมกลมกล่อม สุดพิเศษ กับ “เนสกาแฟ เรดคัพ ออริจิน ซีเล็คชั่น” ใหม่ รุ่นลิมิเต็ด ได้แล้ววันนี้ ในรูปแบบกาแฟปรุงสำเร็จ 2 ขนาด ได้แก่ ซองขนาด 45 กรัม ราคา 39 บาท และซองขนาด 150 กรัม ราคา 120 บาท ที่ร้านสะดวกซื้อ ซูเปอร์มาร์เก็ต และไฮเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำทั่วประเทศ

หากเอ่ยถึงระนอง หลายคนอาจนึกถึงความสวยงามของแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติทั้งเกาะกลางทะเล บ่อน้ำพุร้อน และอ่าวต่างๆ มากมาย แต่จะมีกี่คนที่รู้ว่าที่นี่คือแหล่งผลิตเมล็ดกาแฟคุณภาพเยี่ยมแห่งหนึ่งของโลก และเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศไทย โดยเฉพาะที่อำเภอกระบุรีที่รายล้อมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ มีกระแสน้ำพุร้อนไหลผ่าน พร้อมด้วยภูเขาสูงทางทิศตะวันออกที่อยู่ในระดับที่เหมาะสมสำหรับการเพาะปลูกกาแฟโรบัสต้า ที่คอกาแฟต่างติดใจในรสชาติเข้มข้น หอมกลมกล่อม สุดพิเศษ

เนสกาแฟ แบรนด์กาแฟระดับโลกและแบรนด์กาแฟอันดับหนึ่งของคนไทย ร่วมมือกับเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟจังหวัดระนอง ยกระดับเมล็ดกาแฟคุณภาพเยี่ยมจากท้องถิ่นระนองสู่คอลเล็กชั่นกาแฟระดับโลกกับ “เนสกาแฟ เรดคัพ ออริจิน ซีเล็คชั่น” ใหม่ รุ่นลิมิเต็ด กาแฟผงสำเร็จรูปผสมกาแฟคั่วบดละเอียดที่สร้างสรรค์ขึ้นจากเมล็ดกาแฟโรบัสต้า 100% จากศูนย์รับซื้อเมล็ดกาแฟกระบุรี จังหวัดระนอง ซึ่งเป็นผลผลิตจากเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟในจังหวัดระนองกว่า 500 ราย ที่ผ่านการอบรมและติดตามโดยนักวิชาการเกษตรของเนสกาแฟ เพื่อพัฒนาคุณภาพของเมล็ดกาแฟตั้งแต่การปลูก จนถึงการดูแลรักษาและเก็บเกี่ยว ถือเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของกาแฟไทย ภายใต้แนวคิด “ปลูกด้วยใจ กาแฟไทยยั่งยืนกับเนสกาแฟ” (Grown Respectfully) ที่มุ่งเสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้กับชาวสวนกาแฟ และดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนผ่านการให้คำแนะนำในการปลูกกาแฟจากนักวิชาการเกษตรของเนสกาแฟ รวมทั้งสนับสนุนนโยบายจังหวัดระนองในการผลักดันกาแฟสู่พืชเศรษฐกิจหลักของจังหวัดอย่างเต็มที่

จากกาแฟท้องถิ่นระนอง สู่ความภาคภูมิใจของกาแฟไทยในคอลเล็กชั่นกาแฟระดับโลก เนสกาแฟ เรดคัพ ออริจิน ซีเล็คชั่น ใหม่ รุ่นลิมิเต็ด ด้วยเสน่ห์ความหอมกลมกล่อมและรสชาติกาแฟเข้มๆ อันเป็นเอกลักษณ์ของกาแฟโรบัสต้าท้องถิ่นจากจังหวัดระนอง ที่คอกาแฟทั่วไทยต่างติดใจ เนสกาแฟ แบรนด์กาแฟอันดับหนึ่งของไทยจึงได้ร่วมมือกับเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟชาวจังหวัดระนอง ยกระดับเมล็ดกาแฟท้องถิ่นระนองสู่คอลเล็กชั่นกาแฟระดับโลกกับการรังสรรค์ “เนสกาแฟ เรดคัพ ออริจิน ซีเล็คชั่น” ใหม่ รุ่นลิมิเต็ด ที่พิถีพิถันในทุกขั้นตอนจนได้มาซึ่งกาแฟผงสำเร็จรูปจากเมล็ดกาแฟโรบัสต้า 100% ที่ผ่านการคัดเลือกจากศูนย์รับซื้อเมล็ดกาแฟกระบุรี ซึ่งเป็น 1 ใน 2 ศูนย์รับซื้อเมล็ดกาแฟของเนสกาแฟในจังหวัดระนอง เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ให้รสชาติเข้ม หอมกลมกล่อม สุดพิเศษ พร้อมสร้างประสบการณ์อันแสนพิเศษให้คอกาแฟชาวไทยในทุกแก้ว

คุณธนธร พันพานิชย์กุล ผู้จัดการฝ่ายการตลาดอาวุโส กลุ่มผลิตภัณฑ์เนสกาแฟ ครีมเทียม และเนสที บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด กล่าวว่า “ปัจจุบันเราพบว่า คอกาแฟไทยให้ความสำคัญกับการเลือกดื่มกาแฟที่มีคุณภาพ และมีเอกลักษณ์พิเศษเฉพาะตัวเพื่อเป็นสื่อกลางในการเชื่อมทุกความผูกพันให้กับผู้คนรอบตัว เราจึงได้ร่วมมือกับชาวสวนกาแฟชาวไทย เพื่อสร้างสรรค์ “เนสกาแฟ เรดคัพ ออริจิน ซีเล็คชั่น” ใหม่ รุ่นลิมิเต็ด ขึ้นซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่เนสกาแฟประเทศไทยสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ใหม่จากแหล่งเพาะปลูกท้องถิ่นคุณภาพเพียงแหล่งเดียว และระบุชื่อแหล่งที่มาของเมล็ดกาแฟบนแพ็กเกจจิ้งด้วยความภาคภูมิใจในคุณภาพของกาแฟไทยที่ไม่แพ้ชาติใด นับเป็นการเปิดประสบการณ์อีกขั้นของการดื่มด่ำกาแฟคุณภาพ ผ่านความร่วมมือในกระบวนการผลิตกาแฟสำเร็จรูปมาตรฐานระดับโลกของเนสกาแฟ รวมกับการปลูกและเก็บเกี่ยวกาแฟด้วยใจของชาวสวนกาแฟจังหวัดระนอง ที่คอกาแฟชาวไทยจะต้องติดใจในรสชาติเข้ม หอมกลมกล่อม สุดพิเศษอย่างแน่นอน”

“เนสกาแฟ เรดคัพ ออริจิน ซีเล็คชั่น” ใหม่ รุ่นลิมิเต็ด สร้างสรรค์ขึ้นจากเมล็ดกาแฟโรบัสต้าคุณภาพจากอำเภอกระบุรี จังหวัดระนอง ภายใต้หลักปฏิบัติตามแนวทาง “ปลูกด้วยใจ กาแฟไทยยั่งยืนกับเนสกาแฟ” (Grown Respectfully) เพื่อให้กาแฟที่นำมาใช้ในผลิตภัณฑ์เนสกาแฟทั้งหมดมาจากแหล่งที่เพาะปลูกด้วยความรับผิดชอบ ควบคู่ไปกับสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับชุมชนชาวสวนกาแฟ โดยความพิถีพิถันในทุกขั้นตอนของ

“เนสกาแฟ เรดคัพ ออริจิน ซีเล็คชั่น” ใหม่ รุ่นลิมิเต็ด นั้นเริ่มจาก…

กาแฟทุกเมล็ดของออริจิน ซีเล็คชั่น ถูกเก็บในช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดของฤดูเก็บเกี่ยว คือระหว่างช่วงเดือนธันวาคม ถึงเดือนมกราคม ซึ่งเป็นช่วงที่อากาศมีความชื้นเหมาะสมที่สุด
พิถีพิถันคัดเลือกเฉพาะผลสุกแดงเต็มที่ด้วยมืออย่างตั้งใจ เพื่อให้ได้เฉพาะเมล็ดกาแฟโรบัสต้าคุณภาพดี
ผ่านการตากแห้งด้วยแสงแดดตามธรรมชาติอย่างเต็มที่ในช่วงเวลาที่ดีที่สุดของปี
การคั่วอย่างพิถีพิถันด้วยเทคโนโลยีเอ็มอาร์ซี (Micronized Roasted Coffee – MRC) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเอกสิทธิ์เฉพาะของเนสกาแฟในการนำกาแฟคั่วบด หรือที่คนไทยเรียกกันว่า “กาแฟสด” มาบดให้เป็นอณูละเอียดผสมผสานเพื่อให้ได้กาแฟที่มีรสชาติเข้ม หอมกลมกล่อม อย่างมีเอกลักษณ์
แพ็กเกจจิ้งดีไซน์ที่โดดเด่น ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากเสน่ห์ของลวดลายผ้าปาเต๊ะ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมทางภาคใต้ของไทย

กับความภาคภูมิใจในฐานะกาแฟคอลเล็กชั่นระดับโลกเพราะเอกลักษณ์อันโดดเด่นของกาแฟระนองทั้งด้านรสชาติและกลิ่นหอมที่ใครได้ดื่มต่างก็ติดใจ จึงทำให้กาแฟระนองนั้นเติบโตอย่างต่อเนื่องจนมียอดผลผลิตสูงถึงเกือบ 600 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา ด้วยเหตุนี้ทางจังหวัดระนองจึงต้องการยกระดับกาแฟท้องถิ่นระนองให้คนไทยได้ดื่มด่ำกาแฟคุณภาพเยี่ยม ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรผู้ผลิตกาแฟให้ดียิ่งขึ้น ด้วยการส่งเสริมการผลิตเมล็ดพันธุ์กาแฟที่รสชาติถูกปากถูกใจคนไทย โดยได้รับความร่วมมือจากเนสกาแฟในด้านความรู้ และเทคโนโลยีเพื่อให้กาแฟท้องถิ่นจากระนองได้มาตรฐานระดับสากล จนนำมาสู่กาแฟคอลเล็กชั่นระดับโลกอย่าง “เนสกาแฟ เรดคัพ ออริจิน ซีเล็คชั่น” ใหม่ รุ่นลิมิเต็ด อีกหนึ่งความภาคภูมิใจที่ชาวสวนกาแฟ อำเภอกระบุรี จังหวัดระนอง ที่อยากให้คนไทยได้ลอง แล้วจะรู้ว่ากาแฟไทยนั้นหอมและอร่อย ไม่แพ้กาแฟจากเมืองนอกเลยทีเดียว

คุณพรเทพ ผ่องศรี รองผู้ว่าราชการจังหวัดระนอง กล่าวว่า “ขอขอบคุณเนสท์เล่ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาและสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์กาแฟที่ปลูกโดยเกษตรกรไทยทั่วประเทศ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการสร้างงานสร้างรายได้ในชุมชน รวมทั้งรู้สึกภูมิใจแทนเกษตรกรจังหวัดระนอง ที่ได้รับเกียรติใช้ชื่ออำเภอ “กระบุรี” ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เหมาะสมในการปลูกกาแฟของระนอง ไปปรากฏอยู่บนผลิตภัณฑ์ชั้นนำของบริษัทระดับโลกในครั้งนี้ และมั่นใจว่าเมล็ดกาแฟจากกระบุรี ระนอง จะทำให้ผู้บริโภคทั้งไทยและต่างประเทศได้ดื่มด่ำและติดใจในรสชาติสุดพิเศษจากกาแฟของประเทศไทย”

คุณอนงค์ งามบ้านผือ ตัวแทนเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟจากตำบลลำเลียง อำเภอกระบุรี จังหวัดระนอง เล่าว่า “ก่อนหน้านี้เกษตรกรส่วนใหญ่ประสบปัญหากับต้นกาแฟที่แก่เกินไป ไม่สามารถออกผลผลิตที่มีคุณภาพ เช่น ออกลูกไม่ทน ไม่ติดลูกจนถึงสุก ให้ผลผลิตจำนวนน้อย เมล็ดกาแฟมีขนาดเล็กใหญ่ไม่เท่ากันในต้นเดียวกัน ฯลฯ แต่ทุกวันนี้ดีขึ้นกว่าเดิมเยอะมาก เพราะเนสกาแฟได้ส่งทีมงานเข้ามาช่วยให้คำแนะนำด้านการปลูกต้นกาแฟและพัฒนาพันธุ์กาแฟอย่างต่อเนื่อง ทั้งยังมีการประกันราคากาแฟและมีมาตรฐานในการตรวจสอบคุณภาพเมล็ดกาแฟที่ดีเยี่ยม จนทำให้ทุกวันนี้รู้สึกภูมิใจที่สามารถปลูกกาแฟจนเลี้ยงดูครอบครัวได้ โดยพวกเราตั้งใจในการปลูกกาแฟเพื่อนำไปผลิตเป็น เนสกาแฟ เรดคัพ ออริจิน ซีเล็คชั่น เป็นอย่างมาก เพราะเราอยากให้ทุกคนได้ดื่มกาแฟคุณภาพดี ของดีจากจังหวัดระนองที่พวกเราทุกคนภูมิใจค่ะ”

คุณกวี โสกประเทศ ชาวสวนกาแฟจากตำบล จ.ป.ร. อำเภอกระบุรี จังหวัดระนอง เผยว่า “ผมเคยประสบปัญหาผลผลิตกาแฟตกต่ำ ไม่ได้มาตรฐานตามคุณภาพจากการปลูกทุกอย่างรวมกัน ทั้งกาแฟ ทุเรียน ยาง ฯลฯ ทำให้จัดการลำบาก จนได้เนสกาแฟเข้ามาช่วยให้คำแนะนำในการปลูกกาแฟ โดยเฉพาะในเรื่องการดูแลดินและการผสมปุ๋ย ทำให้ผมรู้ว่ายังขาดอะไรและต้องเพิ่มอะไร จนสามารถลดรายจ่ายต่างๆ ที่ไม่จำเป็น และมีผลผลิตที่ดีขึ้น พอรู้ว่าจะมีการผลิตกาแฟ เนสกาแฟ ออริจิน ซีเล็คชั่น เมล็ดกาแฟจากกระบุรี ระนอง ผมยิ่งภูมิใจและพิถีพิถันตั้งใจในทุกขั้นตอน เพราะอยากให้คนไทยได้ดื่มกาแฟคุณภาพดี ที่ปลูกด้วยใจของพวกเราชาวสวนกาแฟกระบุรีทุกคน”

เพลิดเพลินกับเสน่ห์ของกาแฟระนอง มาตรฐานระดับโลกกับ รสชาติเข้ม หอมกลมกล่อม สุดพิเศษ กับ “เนสกาแฟ เรดคัพ ออริจิน ซีเล็คชั่น” ใหม่ รุ่นลิมิเต็ด ได้แล้ววันนี้ ในรูปแบบกาแฟปรุงสำเร็จ 2 ขนาด ได้แก่ ซองขนาด 45 กรัม ราคา 39 บาท และซองขนาด 150 กรัม ราคา 120 บาท ที่ร้านสะดวกซื้อ ซูเปอร์มาร์เก็ต และไฮเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำทั่วประเทศ

โรงเรียนที่เปิดรองรับนักเรียนเข้าศึกษาในพื้นที่อำเภอปากพนัง เป็นโรงเรียนระดับประถมศึกษา ปัจจุบันมีหลายแห่ง แต่ถ้าเป็นโรงเรียนเทศบาลที่ก่อตั้งมานานและอยู่ในความดูแลของรัฐบาล มีไม่กี่แห่ง และโรงเรียนเทศบาลปากพนัง 1 ก็เป็นหนึ่งในหลายโรงเรียนที่สามารถปลูกฝังนักเรียนให้มีความรู้ ความสามารถ ไม่น้อยไปกว่าโรงเรียนเอกชนแห่งอื่นในพื้นที่อำเภอปากพนัง

โรงเรียนหลายแห่งในอำเภอปากพนัง มีการแข่งขันในเชิงวิชาการค่อนข้างสูง โรงเรียนเทศบาลปากพนัง 1 ก็เช่นกัน

แต่ในการแข่งขันในเชิงวิชาการ โรงเรียนเทศบาลปากพนัง 1 ก็มีมุมของการส่งเสริมการเรียนรู้ในทุกๆ ด้านอย่างพอเพียงไปพร้อมกัน

ดร. สุชาติ เอียดวงศ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนเทศบาลปากพนัง 1 บอกว่า คำว่า “พอเพียง” ในรัชกาลที่ 9 ไม่ได้นำมาใช้เฉพาะกับงานเกษตร แต่สามารถนำไปใช้ได้กับทุกด้านในชีวิต โดยนำมาส่งเสริมให้เข้ากับแต่ละวิชา ซึ่งอาจารย์แต่ละสาขาวิชาที่มีอยู่ 77 คน ก็เข้าใจในสิ่งที่ต้องถ่ายทอดให้กับลูกศิษย์ให้เข้าใจไปในทิศทางเดียวกันให้ได้ เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน และแทรกซึมเข้าไปในการดำรงชีวิตทุกๆ ด้าน มุ่งหวังให้ลูกศิษย์นำไปใช้ได้จริง

โรงเรียนเทศบาลปากพนัง 1 ตั้งอยู่ที่ถนนชายทะเล ตำบลปากพนังฝั่งตะวันออก อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช มีบุคลาการทางการสอน 77 คน เปิดสอนในระดับปฐมวัย และระดับประถมศึกษาปีที่ 1-6 มีนักเรียน 864 คน

พื้นที่โรงเรียนมีทั้งสิ้น 5 ไร่ 3 งานเศษผู้อำนวยการโรงเรียน เล่าว่า พื้นที่โรงเรียนที่มีทั้งหมด ถือว่าน้อย หากจัดสรรพื้นที่ให้นักเรียนได้ศึกษาอย่างเต็มที่ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่ได้ตั้งเป้าไว้ และโรงเรียนได้จัดฐานการเรียนรู้พอเพียงในทุกเรื่อง ได้ชื่อว่าเป็นโรงเรียนพอเพียงท้องถิ่น ได้รับการยอมรับทุกด้านจากชุมชน กระทั่งกลายเป็นศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงของชุมชนไปแล้ว โดยหลักเศรษฐกิจพอเพียง 3 ห่วง 2 เงื่อนไข 4 มิติ

3 ห่วง คือทางสายกลาง ประกอบไปด้วยห่วงที่ 1 คือ พอประมาณ หมายถึง พอประมาณในทุกอย่าง ความพอดีไม่มากหรือว่าน้อยจนเกินไปโดยต้องไม่เบียดเบียนตนเอง หรือผู้อื่นให้เดือดร้อน

ห่วงที่ 2 คือ มีเหตุผล หมายถึง การตัดสินใจเกี่ยวกับระดับของความพอเพียงนั้น จะต้องเป็นไปอย่างมีเหตุผลโดยพิจารณาจากเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนคำนึงถึงผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการกระทำนั้นๆ อย่างรอบคอบ

ห่วงที่ 3 คือ มีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัวเอง หมายถึง การเตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงด้านการต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นโดยคำนึงถึงความเป็นไปได้ของสถานการณ์ต่างๆ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตทั้งใกล้และไกล

2 เงื่อนไข ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง ได้แก่

เงื่อนไขที่ 1 เงื่อนไขความรู้ คือ มีความรอบรู้เกี่ยวกับวิชาการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน ความรอบคอบที่จะนำความรู้เหล่านั้นมาพิจารณาให้เชื่อมโยงกัน เพื่อประกอบการวางแผน และความระมัดระวังในขั้นตอนปฏิบัติ คุณธรรมประกอบด้วย มีความตระหนักในคุณธรรม มีความซื่อสัตย์สุจริต และมีความอดทน มีความเพียร ใช้สติปัญญาในการดำเนินชีวิต

เงื่อนไขที่ 2 เงื่อนไขคุณธรรม คือ มีความตระหนักในคุณธรรม มีความซื่อสัตย์สุจริตและมีความอดทน มีความเพียร ใช้สติปัญญาในการดำเนินชีวิต4 มิติ ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง ได้แก่

แนวทางการประยุกต์ใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ในมิติด้านวัตถุ

แนวทางการประยุกต์ใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ในมิติด้านสังคม

แนวทางการประยุกต์ใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ในมิติด้านสิ่งแวดล้อม

และ แนวทางการประยุกต์ใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ในมิติด้านวัฒนธรรม

โรงเรียนมีผักสวนครัวรั้วกินได้ โรงเรียนมีฐานการแยกขยะ (ธนาคารขยะ) โรงเรียนมีการเลี้ยงปลาในนาข้าว โรงเรียนมีการเพาะเห็ดในโรงเรือน โรงเรียนมีห้องน้ำพอเพียง โรงเรียนมีโรงอาหารพอเพียง ฯลฯ

แม้กระทั่งอาจารย์ในโรงเรียน ก็เข้ากระบวนการ การบริหารการศึกษาพอเพียง ด้วยเช่นกัน

“ความพอเพียงที่เราสอน ไม่ได้พุ่งเป้าตรงไปเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เพราะทุกเรื่องที่อยู่รอบตัวเด็กนักเรียน คือ ความพอเพียง เช่น ครูต้องสอนให้เด็กรู้จักคิดวิเคราะห์ เข้าใจทักษะ ในวิชาคณิตศาสตร์ก็ต้องมองจากการนำไปใช้ในชีวิตจริง เพื่อให้เด็กจำได้ง่าย เรียนรู้ได้เร็ว และติดตัวไปตลอด รวมถึงได้ระดับการศึกษาตามที่หลักสูตรกำหนด ส่วนด้านคุณธรรมก็จะได้เรื่องของความตั้งใจ มุ่งมั่น อดทน ส่งผลไปถึงอนาคตที่เจริญเติบโตไปไม่หลอกใคร ไม่คดโกงใคร”

แนวคิดที่แตกต่างจากโรงเรียนระดับประถมศึกษาแห่งอื่น ทำให้โรงเรียนเทศบาลปากพนัง 1 ได้รับการยอมรับจากชุมชนและหน่วยงานภายนอก เป็นสถานที่ศึกษาดูงานของชุมชนและผู้สนใจ จากการประยุกต์เรื่องของเศรษฐกิจพอเพียง 3 ห่วง 2 เงื่อนไข 4 มิติ หากท่านใดสนใจขอความรู้เพิ่มเติมได้ที่ ดร. สุชาติ เอียดวงศ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนเทศบาลปากพนัง 1 ถนนชายทะเล ตำบลปากพนังฝั่งตะวันออก อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช

สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ เวียงจันทน์ สปป. ลาว ร่วมกับ เอสซีจี ที่ดำเนินธุรกิจตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน ในภูมิภาคอาเซียน พร้อมผู้ประกอบการไทยใน สปป. ลาว ร่วมกันจัดกิจกรรมตรวจสุขภาพและรักษาฟันให้แก่พระสงฆ์และสามเณร 999 รูป เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณฯ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 และวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี

ประจำปีพุทธศักราช 2562 โดยมีคณะทันตแพทย์ จากหน่วยทันตกรรมพระราชทาน คณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมเจ้าหน้าที่สนับสนุน รวมกว่า 70 คน มาให้บริการในวันที่ 5 และ 6 มิถุนายน 2562 ณ วัดองค์ตื้อมหาวิหาร นครหลวงเวียงจันทน์ สปป. ลาว

นายเกียรติคุณ ชาติประเสริฐ เอกอัครราชทูต ณ เวียงจันทน์ กล่าวว่า การบริการทันตกรรมในครั้งนี้จัดขึ้นเนื่องในโอกาสพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 และวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี ประจำปีพุทธศักราช 2562 โดยเป็นความร่วมมือระหว่างสถานเอกอัคร ราชทูต ณ เวียงจันทน์ คณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และวิทยาลัยสงฆ์องค์ตื้อ วัดองค์ตื้อมหาวิหาร และนับเป็นครั้งแรกที่มีการออกหน่วยทันตกรรมเคลื่อนที่ของไทยถวายแด่พระสงฆ์และสามเณรลาว และยังเป็นการส่งเสริมความร่วมมือด้านสาธารณสุขไทย-ลาว รวมทั้งการทำบุญทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ในโอกาสนี้ นายเกียรติคุณ ได้ขอบคุณภาคเอกชนไทย-ลาว และผู้มีจิตศรัทธาชาวไทยใน สปป. ลาวและชาวลาวที่ให้การสนับสนุนโครงการดีๆ ในครั้งนี้

นายนิธิ ภัทรโชค กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง เอสซีจี กล่าวว่า “เอสซีจีเล็งเห็นความสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิต โดยเฉพาะการส่งเสริมสุขภาพที่ดีเพื่อเป็นปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิต และเพื่อนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนทั้งด้านสังคม และวัฒนธรรม จึงจัดกิจกรรมครั้งนี้ขึ้น เพื่อช่วยลดปัญหาสุขภาพที่เกิดขึ้นแก่พระสงฆ์ ให้พระสงฆ์สามารถปฏิบัติกิจ และสืบสอดพุทธศาสนาต่อไปได้อย่างยั่งยืน”

นายนิธิ กล่าวย้ำว่า กิจกรรมครั้งนี้ เกิดขึ้นได้ด้วยความร่วมมือของหลายฝ่าย โดยยินดีที่ได้เห็นทุกคนร่วมเป็นจิตอาสา ทำความดีตามแนวพระราชดำริฯ มีความสมัครสมานสามัคคี ร่วมแรง ร่วมใจประกอบกิจกรรมสาธารณประโยชน์เพื่อส่วนรวม โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน และยังได้ชักชวนนักเรียนทุนระดับมหาวิทยาลัยจากโครงการ SCG Sharing the Dream มาเป็นอาสาสมัครร่วมกิจกรรมอีกด้วย นอกจากนี้ เอสซีจีต้องขอขอบคุณพระอาจารย์ใหญ่ ดร. พวงประเสริฐ พูมมาวง ผู้อำนวยการวิทยาลัยสงฆ์องค์ตื้อ และเจ้าอาวาสวัดองค์ตื้อมหาวิหาร ที่อนุญาตให้ใช้สถานที่ของวัดและอำนวยความสะดวกในการจัดกิจกรรม อีกทั้งภาครัฐและภาคเอกชนของ สปป.ลาว ที่มีส่วนร่วมให้โครงการนี้ดำเนินได้อย่างราบรื่น

ทั้งนี้ เอสซีจี ได้มอบเงินจำนวน 850,000 บาท เพื่อเป็นค่าอุปกรณ์การแพทย์และการดำเนินงานในการจัดกิจกรรม และคาดว่าจะมีพระภิกษุสงฆ์และสามเณรจากทั่วนครหลวงเวียงจันทน์ เดินทางมารับบริการรักษาทางทันตกรรม รวม 999 รูป ซึ่ง เอสซีจี หวังว่าผลสำเร็จจากความร่วมมือครั้งนี้ จะเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมให้ภาคเอกชนไทยร่วมมือกันจัดกิจกรรมเพื่อสังคม สปป.ลาว ในด้านต่างๆ เพิ่มขึ้นต่อไป