ผู้จัดการสหกรณ์กองทุนชาวสวนยางบ้านพรุนายขาว จำกัด

อ.ตะโหมด จ.พัทลุง กล่าวว่า ตั้งแต่ปลายเดือนพฤษภาคมจนถึงขณะนี้ ผู้ประกอบการยาง-กลุ่มเกษตรกร-สหกรณ์-วิสาหกิจชุมชน ประสบภาวะขาดทุนจากราคายางพาราที่ตกต่ำและผันผวนอย่างหนัก เนื่องจากรับซื้อจากสมาชิกในราคาที่สูงแล้วขายออกได้ราคาต่ำ

โดยกลุ่มยางขนาดใหญ่ขาดทุนแห่งละ 2-3 ล้านบาท ส่วนกลุ่มยางขนาดเล็กขาดทุนกว่า 1 ล้านบาท ขณะเดียวกันหลายกลุ่มก็กำลังประสบปัญหาขาดสภาพคล่อง ไม่มีเงินทุนหมุนเวียนในการรับซื้อยางในฤดูกาลนี้ สำหรับจังหวัดพัทลุงมีกลุ่มยางไม่ต่ำกว่า 100 แห่ง ขาดทุนแล้วไม่ต่ำกว่า 150 ล้านบาท

สอดคล้องกับ นายชำนาญ เมฆตรง ประธานกรรมการ ชุมนุมสหกรณ์ชาวสวนยางแห่งประเทศไทย จำกัด (ชสยท.) กล่าวว่า สมาชิกของ ชสยท. ประมาณ 400 แห่งทั่วประเทศ จะมีกำไรและขาดทุนในบางช่วงโดยเฉพาะปลายเดือนพฤษภาคมเป็นต้นมา กลุ่มสถาบันเกษตรกรยางยังประสบภาวะขาดทุนอยู่

มังคุดราคาดิ่งเหว

นายธานินทร์ ยิ่งสกุล เกษตรกรบ้านหนองแฟบ จ.ตราด กล่าวว่า ราคามังคุดลดลงมากในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม โดยล้งรับซื้อมังคุดคละกิโลกรัมละ 8-10 บาท ซึ่งราคานี้ชาวสวนอยู่ไม่ได้ เพราะต้นทุนค่าปุ๋ย ค่ายา และค่าเก็บสูงถึง 5-6 บาท/กก. จึงต้องการให้หน่วยงานรัฐช่วยหาตลาดระบายผลผลิต หรือมีห้องเย็นให้เก็บชะลอไม่ให้มังคุดล้นตลาดเพื่อจะได้ดึงราคาขึ้น

เช่นเดียวกับ นายบรรจบ สงัดศรี ชาวสวนมังคุดจังหวัดชุมพร กล่าวว่า ขณะนี้ราคามังคุดหน้าสวนอยู่ที่ 5-7 บาท/กก. ราคาจำหน่ายที่ตลาด 12-13 บาท/กก.เท่านั้น ถือว่าเป็นราคาต่ำที่สุดเท่าที่เคยทำสวนมา โดยเมื่อ 2 ปีก่อนราคาขึ้นสูงสุดถึง 130 บาท/กก.

ยาง-ปาล์มฉุดเชื่อมั่น ศก.ใต้

ผศ.ดร.วิวัฒน์ จันทร์กิ่งทอง ผู้จัดการ ศูนย์วิจัยนวัตกรรมทางธุรกิจ มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ กล่าวถึงผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ เดือนมิถุนายนว่า ปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับเดือนพฤษภาคม เนื่องมาจากความผันผวนของราคาปาล์มน้ำมันและยางพาราที่ปรับตัวลงต่อเนื่อง โดยราคายางพาราเดือนมิถุนายนปรับตัวลง 14 บาท/กก. ส่งผลให้รายได้ลดลง การจับจ่ายใช้สอยสินค้าอุปโภคบริโภคชะลอตัวและลดลง

เมื่อเวลาประมาณ 08.00 น. ของวันที่ 17 กรกฎาคม พ.ต.ท.ยุทธศาสตร์ จันทร์เจือ สารวัตรสอบสวน สภ.บ้านแพ้ว อ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร ได้รับแจ้งมีเหตุลักทรัพย์ในสวนมะพร้าว หมู่ที่ 7 ต.หลักสาม อ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร จึงไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ พบกับนายชัช ปานนิล อายุ 45 ปี อยู่บ้านเลขที่ 28 หมู่ที่ 7 ต.หลักสาม อ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร เป็นเจ้าของสวนยืนรอเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่

นายชัช ปานนิล เจ้าของสวน เล่าว่า ตนเองได้เพาะพันธุ์มะพร้าวน้ำหอม เพื่อนำมาลงในร่องสวน รวมกับต้นฝรั่ง โดยเบื้องต้นได้ลงไปทั้งหมด 6 ร่อง ๆ ละประมาณ 20 ต้น ใช้พันธุ์มะพร้าวรวมกว่า 100 ต้น ซึ่งตนเองค่อยๆ ลง ยังคงเหลืออีก 15 ร่อง ที่ยังไม่ได้ลงพันธุ์มะพร้าวน้ำหอม โดยพันธุ์มะพร้าวที่ลงไปแล้วนั้นมีอายุกว่า 1 เดือน ต้นกำลังโต ทั้งนี้ตนเองมาทราบว่าหายก็ตอนเช้าที่เข้ามาเก็บหญ้าในสวน ก็เห็นว่าต้นมะพร้าวหายไปแล้ว เหลือแต่หลุม จึงได้แจ้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจมาตรวจสอบและลงบันทึกประจำวันไว้ ซึ่งตนนั้นก็รู้สึกใจหาย เพราะกว่าจะเพาะต้นมะพร้าวน้ำหอมได้ค่อนข้างยากและปัจจุบันพันธุ์มะพร้าวน้ำหอมก็มีราคาแพงมาก โดยที่ขายกันอยู่ทั่วไปนั้นตกต้นละ 120 – 130 บาท

ทั้งนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เก็บภาพในสวน และยังพบรองเท้าแบบสวม 1 คู่ ตกอยู่ในที่เกิดเหตุ จึงได้รวบรวมไว้เป็นหลักฐาน อีกทั้งยังจะได้มีการตรวจสอบกล้องวงจรปิด จากบริเวณใกล้เคียงเพื่อติดตามตัวคนร้ายมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป ซึ่งในเขตพื้นที่อำเภอบ้านแพ้วนั้น นับเป็นที่ต้องตาต้องใจของโจรขโมยมะพร้าวเป็นอย่างมาก เพราะเป็นพื้นที่ๆมีการปลูกมะพร้าวน้ำหอมมากที่สุดในจังหวัดสมุทรสาคร

นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ กล่าวในการประชุมหารือร่วมกับนายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์พร้อมทีมงานถึงแนวทางการขับเคลื่อนแผนแม่บทเพื่อพัฒนาเกษตรกรรม พ.ศ.2560 – 2564 เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2560 ณ ห้องประชุม 135 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่า ที่ผ่านมาประเทศไทยกำหนดนโยบายจากส่วนกลางแล้วมอบหมายให้ระดับพื้นที่นำไปปฏิบัติ เป็นแบบ Top down ต่อมา พัฒนาให้ประชาชนมีส่วนร่วม ในด้านของสภาเกษตรกรฯเห็นว่านโยบายด้านการเกษตรหากให้เกษตรกรมีส่วนร่วมในระดับนโยบายจะก่อให้เกิดประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น เป็นการร่วมกันคิด แบ่งกันทำ เกษตรกรรมจะยั่งยืน

สำหรับแผนแม่บทเพื่อพัฒนาเกษตรกรรม พ.ศ.2560-2564 เป็นแผนของเกษตรกรที่แสวงหาการทำงานร่วมกันของภาครัฐ เนื่องจากภาคการเกษตรเกี่ยวข้องกับ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และอีกหลายกระทรวง โดยคณะรัฐมนตรีมอบให้กระทรวงเกษตรฯ นำการขับเคลื่อนแผน ซึ่งปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เห็นว่า แผนพัฒนาการเกษตรกับแผนแม่บทของเกษตรกรมีความสอดคล้องเป็นไปในทิศทางเดียวกัน จึงสามารถขับเคลื่อนไปได้ด้วยกัน การขับเคลื่อนในส่วนของกระทรวงเกษตรฯ จะให้ภาคเกษตรกรมีส่วนร่วมทั้งในระดับนโยบายและในพื้นที่จังหวัด

โดยมอบให้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร(สศก.)ประสานในการนำลงสู่แผนงาน โครงการของแต่ละหน่วยงาน ซึ่งแผนแม่บทฉบับนี้จะปฏิรูปได้ทั้งประเทศจากการขับเคลื่อน หากให้ทุกชุมชนจัดทำแผนเองก็จะเข้าใจความเป็นมา สภาพสิ่งแวดล้อม และเห็นเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จ จึงจะตัดสินใจด้วยชุมชนเองว่าควรจะทำอะไร อย่างไร และจากที่ผ่านมาเกษตรกรได้แสดงให้เห็นถึงการปกป้องตนเองจากนโยบายของภาครัฐ เช่น การนำเข้าข้าวสาลี ผลกระทบจาก พรบ.การเดินเรือในน่านน้ำไทย(ฉบับที่ 17) พ.ศ.2560 รวมทั้งได้เสนอกฎหมายที่สร้างความยั่งยืนให้กับภาคเกษตรกรรม เช่น พรบ.ส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา พ.ศ.2560 จึงแสดงให้ทุกภาคส่วนเห็นและมั่นใจได้ว่าภาคเกษตรกรพร้อมในการมีส่วนร่วมในระดับนโยบาย และระดับพื้นที่ในการขับเคลื่อนแผนแม่บทของเกษตรกรฉบับแรกนี้

นายไสว จันทร์เมือง อายุ 62 ปี ชาวบ้านกลุ่มแปรรูปผลผลิตการเกษตรเครื่องแกงสำเร็จรูปสูตรดั้งเดิมบ้านนาหว่าน หมู่ที่ 5 ตำบลพิจิตร อำเภอนาหม่อม จังหวัดสงขลา กล่าวว่า ได้ผลิตเครื่องแกงใต้ผสมเสร็จอบแห้งส่งขายตลาด โดยได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี มีตลาดหลักในจังหวัดสงขลา ภาคใต้ กรุงเทพฯ จังหวัดเชียงใหม่ และส่งขายต่างประเทศกว่า 10 ประเทศ เช่น เยอรมนี สหรัฐอเมริกา นิวซีแลนด์ อังกฤษ และ ออสเตรเลีย

“เครื่องแกงไม่ใช้วัตถุกันเสียผสม วัตถุดิบทั้งหมดซื้อจากท้องถิ่นมีให้เลือกกว่า 8 ชนิด อาทิ เครื่องแกงผัดเผ็ด คั่วกลิ้ง แกงส้ม (แกงเหลือง), แกงกะทิ เครื่องต้มยำ เขียวหวาน พะแนง และน้ำพริกกะปิ เครื่องแกงเหลืองขายดีที่สุด โดยบรรจุซอง 30 กรัม ราคา 15 บาท หรือ กิโลกรัมละ 400 บาท”

นายทรงพล สวาสดิ์ธรรม ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา กล่าวว่า จังหวัดรับเป็นผู้ประสานงานการเชื่อมโยงเครือข่ายพืชสมุนไพรปลอดสารพิษป้อนโรงงาน และศูนย์วิทยาอาหารแห่งประเทศไทย เข้ามาเสนอแนะให้กลุ่มผลิตอาหารกระป๋องสำเร็จรูป ใช้เครื่องแกงเป็นจุดขายรวมทั้งแนะนำสูตรเพื่อสามารถเก็บได้นาน

ไทยแลนด์ ๔.๐ เป็นวิสัยทัศน์เชิงนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทย หรือโมเดลพัฒนาเศรษฐกิจของรัฐบาลบนวิสัยทัศน์ที่ว่า “มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน” โดยมีภารกิจที่สำคัญในการขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศในหลายด้าน เพื่อปรับทิศทาง และสร้างหนทางพัฒนาประเทศให้เจริญรุ่งเรือง สามารถรับมือกับโอกาสและภัยคุกคามแบบใหม่ๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ในทศวรรษนี้ได้ โดยมีความมุ่งมั่นที่ต้องการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไปสู่ “Value-Base Economy” หรือ “เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม” ด้วยหลักคิดในการเปลี่ยนสินค้า “โภคภัณฑ์” ไปสู่สินค้าเชิง “นวัตกรรม” เปลี่ยนจากการขับเคลื่อนประเทศด้วยภาคอุตสาหกรรมไปสู่การขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม และเปลี่ยนจากการเน้นภาคการผลิตสินค้าไปสู่การเน้นภาคบริการ

ศาสตราจารย์นายแพทย์ สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ เปิดเผยว่า สำนักนายกรัฐมนตรี และสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) พร้อมนำเสนอผลงานวิจัยและนวัตกรรมเข้าสู่ประเทศไทย ๔.๐ โดยร่วมกับ ๔ มหาวิทยาลัยที่มีความพร้อมเตรียมจัดงาน “ตลาดนัดเปิดโลกงานวิจัยและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยพบผู้ใช้” โดยการรวบรวมผลงานวิจัยต่าง ๆ ที่สามารถนำไปต่อยอดการดำเนินการในเชิงพาณิชย์ หรือนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้อย่างเป็นรูปธรรม เสนอต่อคณะรัฐมนตรี ผู้บริหารระดับสูงแต่ละกระทรวง ตลอดจนสถาบัน องค์กร และหน่วยงานภาคเอกชน เพื่อให้เกิดการผลักดันขยายผลการวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ และสร้างมูลค่าเพิ่มในเชิงพาณิชย์ ตลอดจนการนำไปสู่การพิจารณาจัดซื้อจัดจ้างในหน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชน รวมทั้งส่งเสริมสนับสนุนการแลกเปลี่ยนข้อมูล ความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาที่เป็นอุปสรรคต่อการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมของไทยไปใช้ประโยชน์หรือเพิ่มมูลค่าเชิงพาณิชย์

จากการที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้เยี่ยมชมผลงานวิจัยและนวัตกรรมของมหาวิทยาลัย ๔ แห่ง ได้แก่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และมหาวิทยาลัยขอนแก่น และได้มีข้อสั่งการให้หาแนวทางในการส่งเสริมงานวิจัยไปสู่เชิงพาณิชย์และสามารถนำผลงานวิจัยไปใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม โดย วช. สำนักนายกรัฐมนตรี และมหาวิทยาลัย ทั้ง ๔ แห่ง ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของผลงานวิจัยในการผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เอื้อต่อการพัฒนาประเทศ

จึงได้ร่วมกันเตรียมนำเสนอผลงานวิจัยพร้อมถ่ายทอดสู่เชิงพาณิชย์ใน ๓ กลุ่มเศรษฐกิจหลักที่เป็นจุดแข็งของประเทศไทยตามโมเดล “ประเทศไทย ๔.๐” ซึ่งเป็นผลงานที่พร้อมจะใช้งานและขยายผลได้ จำนวน ๑๑๐ ผลงาน ใน ๓ กลุ่มเศรษฐกิจหลัก ได้แก่ เศรษฐกิจฐานชีวภาพ, เศรษฐกิจดิจิทัล และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ในงาน “ตลาดนัดเปิดโลกผลงานวิจัยและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยพบผู้ใช้” วันที่ ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๖๐ ณ ห้อง World Ballroom ชั้น ๒๓ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพมหานคร โดยได้รับเกียรติจากนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นประธานเปิดงาน เวลา ๐๙.๐๐ น.

ผลงานวิจัยที่นำเสนอ อาทิเช่น ชีวภัณฑ์กำจัดผักตบชวาจากเชื้อรา ผลิตภัณฑ์พลาสติกฐานเทอร์โมพลาสติกจากแป้ง ข้าวสำหรับป้องกันโรคและเวชสำอาง นวัตกรรมอาหารเพื่อสุขภาพและอาหารสำหรับผู้สูงอายุ ผลิตภัณฑ์หน้ายางล้อรถประหยัดพลังงาน ชุดอุปกรณ์รองรับสิ่งขับถ่ายจากทวารเทียมจากยางพารา แถบวินิจฉัยโรคพยาธิใบไม้ตับจากปัสสาวะ วัคซีนภูมิแพ้มาตรฐานสากล พลังงานจากชีวมวลในระดับชุมชนและอุตสาหกรรม ศูนย์วิเคราะห์คุณภาพผลิตภัณฑ์ ระบบเฝ้าระวังติดตามการเปลี่ยนแปลงพื้นป่าสงวน ระบบสมองกลฝังตัวติดตามตรวจสอบรถขนส่งสาธารณะประจำทางขนาดเล็ก โปรแกรมสำหรับหูฟังแพทย์ทางไกล ชาข้าวพื้นเมือง แอปพลิชันช่วยในการออกแบบลายผ้าบาติก เกลือหวานปัตตานี … เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีพิธีลงนามสัญญา/ความร่วมมือในการถ่ายทอดเทคโนโลยีระหว่างมหาวิทยาลัย และบริษัท/หน่วยงานผู้ใช้ผลงานวิจัยอีกด้วย

รายงานข่าวแจ้งว่า ขณะนี้ นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ ได้ลงนามคำสั่งในประกาศเพิ่มเติมตาม พ.ร.บ.ชั่งตวงวัด เพื่อให้ผู้ประกอบการ เช่น โรงสี ผู้ส่งออก ท่าข้าว โกดัง ที่มีเครื่องชั่งรถยนต์สำหรับซื้อขายสินค้าเกษตรกหลัก อย่าง ข้าว มันสำปะหลัง และข้าวโพด ต้องเก็บสถิติการชั่งไว้ไม่ต่ำกว่า 2 ปี เพื่อใช้เป็นหลักฐานอ้างอิงในกรณีที่เจ้าหน้าที่ลงตรวจพื้นที่

เพราะที่ผ่านมาเมื่อผู้ประกอบการทราบข่าวว่า มีเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจก็จะลบข้อมูลที่เคยชั่งไว้ออกทั้งหมด เป็นการทำลายหลักฐานไม่ให้จับได้ว่ามีการโกงน้ำหนักมาก่อน “เร็วๆ นี้ กรมจะเรียกผู้ประกอบการดังกล่าวทั่วประเทศมารับทราบรายละเอียดตามประกาศ จากนั้นก็จะบังคับใช้ทันที หากใครไม่ปฏิบัติตามจะถูกดำเนินการตามกฎหมาย ซึ่งการเก็บสถิติเป็นระบบดิจิตอล ทำให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบย้อนหลังได้ว่าการชั่งมีความผิดปกติหรือไม่ และมีหลักฐานอ้างอิงได้ จากที่ผ่านมาพ่อค้าที่มีเจตนาไม่บริสุทธิ์ มักจะลบข้อมูลเก่าออกทั้งหมด กรมจึงออกประกาศนี้เพราะไม่อยากให้เกษตรกรถูกซ้ำเติมจากการเอารัดเอาเปรียบอีก”

ปีทองผลไม้ภาคตะวันออกสะดุด มังคุดปลายฤดูชนมังคุดใต้ ทำผลผลิตล้นตลาด ฝนตกหนักซ้ำทำผลผลิตเสียหาย ฉุดราคาดิ่งเหวทั้ง 2 ภาค เหลือ กิโลกรัมละ 5-10 บาท ซ้ำเติมต่อด้วยปัญหาแรงงานขาด ชะงักทั้งห่วงโซ่ ด้านเกษตรจังหวัดเมืองจันท์เผยผู้ว่าฯเรียกล้งช่วยรับซื้อตรงเกษตรกร คาดปัญหาคลี่คลายเร็วเพราะมังคุดรุ่นท้ายเหลือไม่เกิน 30% เตรียมเสนอผู้ว่าฯวิธีแก้ไข 3 ข้อ ด้านล้งบ่นอุบแรงงานขาด รับซื้อมากไม่ไหว ชี้รัฐต้องวางแผนล่วงหน้า ขณะที่เกษตรกรภาคใต้โอดราคาขายดิ่งสุดรอบ 20 ปี สวนทางต้นทุน ทยอยโค่นทิ้งหันปลูกมะพร้าว ปาล์มแทน

นายอาชว์ชัยชาญ เลี้ยงประยูร เกษตรจังหวัดจันทบุรี กล่าวว่า ราคามังคุดตกต่ำเวลานี้ มีปัญหาสำคัญคือชาวสวนขาดแคลนแรงงานคัดเกรดส่งให้ล้ง ทำให้ต้องขายคละราคาเดียว ขณะที่ล้งส่งตลาดต่างประเทศจำเป็นต้องคัดเกรด แต่แรงงานไม่เพียงพอ จึงไม่สามารถรับซื้อเพิ่มขึ้นได้มาก อย่างไรก็ตาม ปัญหามังคุดล้นตลาดน่าจะคลี่คลายภายใน 7-8 วัน เพราะผลผลิตมังคุดเมืองจันท์เหลือไม่เกิน 30% หรือ 35,000 ตัน ดังนั้น ภาคเกษตรต้องชะลอการเก็บเพื่อไม่ให้ผลผลิตออกมากระจุกตัวตามล้ง แล้วกลไกราคาจะปรับขึ้นเอง นายอาชว์ชัยชาญกล่าวอีกว่า ภายหลังการประชุมคณะกรรมการเพื่อแก้ไขปัญหาเกษตรกรอันเนื่องมาจากผลผลิตการเกษตร ระดับจังหวัด (คพจ.)

โดย นายวิทูรัช ศรีนาม ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี ได้ขอให้ผู้ประกอบการ (ล้ง) ใหญ่ 4 แห่ง คือ แผงอรษา คมบาง บริษัท ริชฟิลด์เฟรซฟรุ๊ต จำกัด บริษัท กรีนฟรุตส์ จำกัด และบริษัท เคเอเอฟ อิมพอร์ต แอนด์ เอ็กซ์พอร์ต จำกัด เปิดจุดรับซื้อเพิ่มขึ้น 4 แห่ง โดยให้เกษตรกรรวมตัวกันจัดตั้งกลุ่มมังคุดเพื่อคัดเกรดขายตรงให้ล้งไม่ผ่านพ่อค้าเร่ พร้อมกำชับให้พาณิชย์หาตลาดปลายทางเพิ่มขึ้นแล้วล่าสุด

มติที่ประชุมรอเสนอวิธีแก้ไขปัญหาต่อผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี คือ 1. จังหวัดจะหาตลาดรับฝากขายมังคุดคละดำกิโลกรัมละ 15 บาท โดยมีจุดรับซื้อ 3 จุด คือ เทศบาลพลับพลานารายณ์ อบต.ตรอกนอง อำเภอขลุง และหน้าที่ว่าการอำเภอคิชฌกูฏ 2. เปิดจุดรับซื้อเพิ่มขึ้น 3 สหกรณ์ คือ สหกรณ์การเกษตรขลุง สหกรณ์การเกษตรมะขาม สหกรณ์การเกษตรเขาคิชฌกูฏ และ 3. บริษัทประชารัฐสามัคคี หอการค้าจังหวัดจันทบุรี จัดคาราวานจำหน่ายปลีกในกรุงเทพฯ และให้เกษตรกรฝากขายชมรมบิสคลับ รับซื้อมังคุดกากในราคากิโลกรัมละ 18 บาท ที่จุดผ่านแดนถาวรบ้านผักกาด

นายสมศักดิ์ เลิศสำโรง หัวหน้าฝ่ายจัดซื้อ บริษัท เคเอเอฟ อิมพอร์ต แอนด์ เอ็กซ์พอร์ต จำกัด กล่าวว่า ปัญหาราคามังคุดตกต่ำทางแก้ไขควรใช้งบฯภาครัฐซื้อกระจายผลผลิตออกไป ไม่ทุ่มตลาดขายราคาถูก หรือทับซ้อนกับตลาดของล้ง เช่น ตลาดไท ตลาดชายแดน รถพ่อค้าเร่ หรือผู้บริโภคทั่วๆ ไป จะทำให้ของล้นเหมือนเดิม ควรหาตลาดใหม่ๆ เช่น ค่ายทหาร ราชทัณฑ์ โรงเรียน โรงพยาบาลทั่วประเทศ ซึ่งหน่วยราชการมีงบฯ ค่าอาหารอยู่แล้ว”หน่วยงานภาครัฐต้องวางแผนแก้ปัญหาล่วงหน้า ไม่ใช่ล้งแก้ปัญหา เพราะถ้าล้งต้องซื้อมากเกินไป แรงงานต่างด้าวที่มีอยู่ทำไม่ไหว แม้จะให้เงินเพิ่มวันละ 500-600 บาท บางคนหนีกลับบ้าน ถ้าต้องรับซื้อของใหม่ทุกวัน แต่ของเก่าแพ็กไม่หมดก็ต้องระบายด้วยการตัดขายเป็นตกไซซ์ทำให้ล้งขาดทุน” นายสมศักดิ์ กล่าว

ด้าน นายมณฑล ปริวัฒน์ ทายาทรุ่นใหม่ “ล้งอรษาคมบาง” จังหวัดจันทบุรี กล่าวว่า ปัญหาตอนนี้คือมังคุดมีปริมาณมาก ทั้งของจันทบุรีและมังคุดใต้ เมื่อส่งไปปลายทางระบายออกไม่หมด ต้องชะลอการซื้อ หรือลดราคาลงมา นอกจากนี้ยังมีปัญหาขาดแคลนแรงงาน และมังคุดเสียหายจากปริมาณฝนมาก ทำให้ปลายทางกดราคา จนเกิดภาพว่าล้งกดราคา หรือไม่รับซื้อเกษตรกร อย่างไรก็ตาม แนวทางแก้ไขที่จังหวัดจะให้เกษตรกรรวมตัวกันขายผลผลิตให้ล้งนั้น แนะนำว่าต้องวางแผนการบริหารจัดการทั้งเครื่องมือ แรงงาน ตลาดให้ชัดเจน เนื่องจากล้งมีแรงงานไม่เพียงพอ

สหกรณ์ตราดรับซื้อส่งนอก

นายประสิทธิ์ นาคดี พาณิชย์จังหวัดตราด กล่าวว่า มังคุดจังหวัดตราดเก็บผลผลิตไปแล้ว 90% เหลือประมาณ 2,000 ตัน โดยต้นเดือนกรกฎาคมราคาตกต่ำ เนื่องจากเกษตรกรส่วนใหญ่เร่งเก็บเกี่ยวผลผลิต เพราะเป็นรุ่นสุดท้ายก่อนแรงงานต่างด้าวจะรีบเดินทางกลับประเทศ จากปัญหากฎหมายแรงงานต่างด้าวฉบับใหม่ ในส่วนภาครัฐได้ดำเนินการหาตลาดไว้ล่วงหน้า โดยให้เกษตรกรที่ไม่มีที่ขายให้คัดเกรดและนำไปขายให้จุดรวบรวม 3 แห่ง ได้แก่ สหกรณ์การเกษตรบ่อไร่ อำเภอบ่อไร่ สหกรณ์การเกษตรเขาสมิง จำกัด และสหกรณ์ส่งเสริมธุรกิจภาคเกษตรกร จังหวัดตราด จำกัด อำเภอเขาสมิง ซึ่งจะเป็นตัวกลางรับซื้อไปจำหน่ายที่พาณิชย์หาตลาดไว้ล่วงหน้า นอกจากนี้ ได้ประสานกับผู้ประกอบการนำเข้าจีนที่ต้องการมังคุดเกรดคุณภาพเพิ่มปริมาณอีกวันละ 60 ตัน

นายธนภัทร จาวินิจ ผู้จัดการสหกรณ์ส่งเสริมธุรกิจภาคเกษตรกร จังหวัดตราด จำกัด กล่าวว่า ทั้งชาวสวนและสหกรณ์มีปัญหาเรื่องแรงงานเหมือนกัน สหกรณ์รับซื้อและต้องไปคัดเกรดเอง เพื่อส่งตลาดลองเบียนที่ฮานอย ประเทศเวียดนาม สิบสองปันนาที่จีน และจังหวัดเชียงราย ด้วยระบบของสหกรณ์ต้องรับซื้อของสมาชิก และได้ขอโควตาจากบริษัทที่ส่งออกเพิ่มอีกวันละ 10 ตัน เพื่อช่วยเกษตรกรที่มีปัญหา ด้วยการซื้อราคานำตลาด 2-3 บาท

ด้าน นายธานินทร์ ยิ่งสกุล เกษตรกรบ้านหนองแฟบ diariodeunacomunicadora.com อำเภอเขาสมิง จังหวัดตราด กล่าวว่า ตนเองมีมังคุด 400 ต้น ผลผลิตเริ่มเก็บได้ 2-3 ตัน ในช่วงราคาลงต้นเดือนกรกฎาคม นำขายล้งใกล้บ้านราคาเพียงกิโลกรัมละ 8-10 บาท ซึ่งชาวสวนอยู่ไม่ได้ เพราะต้นทุนค่าปุ๋ย ค่ายา และค่าเก็บที่สูงถึง 5-6 บาท ต่อกิโลกรัม ต้องการให้หน่วยงานรัฐช่วยหาตลาดระบายผลผลิต หรือมีห้องเย็นให้เก็บชะลอไม่ให้มังคุดล้นตลาดเพื่อจะได้ดึงราคาขึ้น โดยราคาที่เหมาะสมน่าจะอยู่ที่ 30 บาท

นายบรรจบ สงัดศรี อายุ 47 ปี ชาวสวนจังหวัดชุมพร เปิดเผยว่า ทำสวนมังคุดมา 20 ปี มี 4 ไร่ ราว 55 ต้น โดย 2 ปีที่แล้วมังคุดราคาขึ้นสูงสุดถึงกิโลกรัมละ 130 บาท แต่หลังจากนั้นก็ไม่เคยมีอีกเลย โดยเฉพาะในปีนี้ผลผลิตมังคุดเริ่มทยอยออกตั้งแต่กลางเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งราคาขายหน้าสวนอยู่ที่กิโลกรัมละประมาณ 35-40 บาท

แต่หลังจากนั้นราคาก็เริ่มลดลงมาเรื่อยๆ ล่าสุดราคามังคุดหน้าสวนอยู่ที่กิโลกรัมละ 5-7 บาท ถือว่าเป็นราคาที่ต่ำที่สุดเท่าที่เคยทำมา ขณะที่ราคามังคุดที่ตลาดอยู่ที่กิโลกรัมละ 12-13 บาทเท่านั้น ตอนนี้ไม่มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาแนะนำหรือให้คำปรึกษาเลยว่าควรจะทำอย่างไร

“มังคุดชุมพรจะเริ่มมีผลผลิตออกสู่ท้องตลาดช่วงเดือนมิถุนายน-สิงหาคมของทุกปี พอถึงเดือนกันยายนก็จะหมดฤดูแล้ว ปีนี้ยอมรับว่าราคาตกอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน มีชาวสวนหลายคนเริ่มทยอยโค่นต้นมังคุดทิ้ง แล้วหันไปปลูกมะพร้าวหรือปาล์มน้ำมันแทน เพราะขืนปลูกมังคุดต่อไปก็คงมีแต่ขาดทุน โดยเฉพาะคนที่ต้องจ้างแรงงานเก็บมังคุด ตอนนี้ต้นทุนกับราคาขายสวนทางกันจนไม่สามารถทำสวนมังคุดต่อไปได้ ส่วนผมกำลังปรึกษากับครอบครัวว่าควรจะโค่นทิ้งต้นมังคุดดีหรือไม่” นายบรรจบ กล่าว งานเข้าประเดิมเก้าผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) คนแรก

เมื่อราคายางพาราตกต่ำ แม้พยายามแก้ปัญหา แต่ก็ยังไม่ถูกอก ทันใจเกษตรกรชาวสวนยางภาคใต้ที่ได้รับผลกระทบ ถึงขั้นล่ารายชื่อ ขับพ้นการดำรงตำแหน่งปริญญาตรี เศรษฐศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปริญญาโท มหาบัณฑิตด้านการบริหารธุรกิจระหว่างประเทศ The University of Melbourne, Australia

จบดอกเตอร์ ดุษฎีบัณฑิตด้านการบริหารธุรกิจ Victoria University, Australia

ผ่านงานทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ปี 2553-2557 ผอ.องค์การตลาด 2552-2553 ที่ปรึกษาองค์การค้าของ สก.สค. กำกับดูแลการดำเนินแผนฟื้นฟูกิจการองค์การค้า สก.สค.

2549-2551 กรรมการบริหารองค์การค้าของ สก.สค. องค์การค้าของสำนักงานสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรด้านการศึกษา

2552-2553 ประธานอนุกรรมการ คณะอนุกรรมการอำนวยการพื้นที่พิเศษเมืองพัทยาและพื้นที่เชื่อมโยงองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) ฯลฯ