ผู้ช่วยศาสตราจารย์พาวิน มะโนชัย รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยแม่โจ้

กล่าวว่า “สำหรับงานแม่โจ้แฟร์ ในครั้งนี้ เป็นการผนวก 3 กิจกรรมหลักๆ ไว้ด้วยกัน ได้แก่ การจัดประชุมวิชาการประจำปี 2560 ที่มีนักวิชาการมารวมตัวกันเพื่อนำเสนอผลงานมากมาย พร้อมทั้งมีเวทีเสวนาทางวิชาการและการบรรยายพิเศษจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิระดับประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของพืชวงศ์แตง ส่วนที่สองคือ งาน 40 ปีพืชผักแม่โจ้ ครั้งยิ่งใหญ่ เตรียมเปิดแปลงโชว์พันธุ์แตงกว่า 20 บริษัทยักษ์ใหญ่ของไทย เพื่อกระตุ้นด้านเมล็ดพันธุ์แตงของไทยให้กว้างขวาง พร้อมเชิญคนพืชผักแม่โจ้คืนถิ่น และส่วนที่สามคือ

มหกรรมนิทรรศการองค์ความรู้ MJU Showreal ทั้งด้านการวิจัย นวัตกรรม บริการวิชาการ เกษตรอินทรีย์แม่โจ้ โดยเปิดให้ผู้ประกอบการได้พบกับนักวิจัยโดยตรงและสามารถซื้องานวิจัยไปต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้ รวมถึงการจำหน่ายสินค้าจาก กาดแม่โจ้ 2477 และกลุ่มเครือข่ายเกษตรอินทรีย์มากมาย” สำหรับผลงานเด่นที่น่าสนใจ ของมหกรรมนิทรรศการองค์ความรู้ Maejo Fair 2017 อาทิ

ระบบคอมพิวเตอร์ควบคุมขั้นสูงสำหรับไบโอรีแอคเตอร์จมชั่วคราวเพื่อการผลิตต้นพันธุ์พืชระดับอุตสาหกรรม, การใช้ประโยชน์จากพืชสมุนไพรอินทรีย์เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นสู่มาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน , การจัดการระบบน้ำโดยใช้ Application, ผลิตภัณฑ์สารสกัดสมุนไพรไทยสำหรับปศุสัตว์และสัตว์น้ำ, นวัตกรรมอาหารสุขภาพและเครื่องสำอางจากทรัพยากรน้ำ, วัสดุเรียบแบบเซรามิกจากส่วนผสมของดินและน้ำยาง, เครื่องสับกิ่งไม้หยอดเหรียญ, การผลิตเมล็ดพันธุ์ถั่วแดงหลวง, วัสดุปลูกย่อยสลายได้ โดยจะจัดแสดงตลอดทั้งวัน ตั้งแต่เวลา 08.30 – 17.30 น. ณ บริเวณอาคารเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ

ด้าน รองศาสตราจารย์ ดร.ยงยุทธ ข้ามสี่ ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและส่งเสริมวิชาการการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ กล่าวเพิ่มเติมว่า “ในส่วนของสำนักวิจัยและส่งเสริมวิชาการการเกษตรเป็นหน่วยงานหลักในการจัดงานประชุมวิชาการ ประจำปี 2560 เพื่อส่งเสริมและเปิดโอกาสให้ นักวิชาการ คณาจารย์ นักวิจัย นิสิตนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา รวมถึงผู้สนใจทั่วไปเข้าร่วมประชุมและเสนอผลงานวิชาการในสาขาวิชาต่างๆ จำนวน 4 กลุ่ม ได้แก่สาขาเกษตรศาสตร์ สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสาขาวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตรและสาขาสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์

รวมทั้งแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์ทั้งภายในและต่างประเทศ ซึ่งจะนำไปสู่แนวทางการวิจัยและพัฒนาการแก้ปัญหาและพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ มีผู้สนใจจากหน่วยงานองค์กรต่างๆ จำนวน 138 เรื่อง และยังจัดให้มีการบรรยายพิเศษ โดยวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ อาทิ เรื่อง งานวิจัยกับนโยบายไทยแลนด์ 4.0 โดย รองศาสตราจารย์ ดร.พีระพงศ์ ทีฆสกุล รองอธิการบดีฝ่ายระบบวิจัยและบัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ในช่วงบ่ายของวันที่ 7 ธันวาคม 2560 จะมีการบรรยายพิเศษ เรื่อง “สถานการณ์พืชวงศ์แตงของประเทศไทย”,

เรื่อง “สถานการณ์อุตสาหกรรมการแปรรูปแตงกวาดองในตลาดโลก”, เรื่อง “เทคโนโลยีจีโนมิกส์เพื่อการปรับปรุงพันธุ์พืชตระกูลแตง”, เรื่อง “กระเทย : เพศเปลี่ยนโฉมหน้าลูกผสมแตงกวา” ส่วนในวันที่ 8 ธันวาคม 2560 นอกจากการนำเสนอผลงานวิชาการตามกลุ่มสาขาวิชาต่างๆ แล้ว ยังมีการบรรยายพิเศษ เรื่อง “ฝ่ากับดัก สายพันธุ์ โรงเรือน วิธีการปลูก สู่ฟาร์มเมลอนไทยที่ยั่งยืน” ซึ่งกิจกรรมในช่วงบ่ายของทั้ง 2 วัน ท่านที่สนใจเข้ารับฟังการบรรยายสามารถเข้าร่วมงานได้..ฟรี ณ ห้องข้าวหอมมะลิ อาคารเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ”

สำหรับงาน 40 ปีพืชผักแม่โจ้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ฉันทนา วิชรัตน์ อาจารย์ประจำสาขาพืชผัก คณะผลิตกรรมการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า “นับจากปี 2520 ที่ได้มีการก่อตั้งสาขาพืชผักเป็นครั้ง จวบจนปัจจุบัน สาขาพืชผักแม่โจ้ได้ผลิตบัณฑิตคนพืชผัก กระจายตัวอยู่ตามพื้นที่ต่างๆ กว่า 1,500 คน สร้างคน สร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างประโยชน์ต่อสังคมในมิติต่างๆ มากมาย สำหรับงานครบรอบ 40 ปีพืชผักในครั้งนี้มหาวิทยาลัยได้ร่วมกับ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.),

และบริษัทเอกชนกว่า 20 บริษัท จัดให้มีขึ้นเพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์สาขาพืชผักแม่โจ้ ให้ศิษย์เก่าได้กลับมาพบเจอกันและได้ตอบแทนสถาบัน รวมถึงการเผยแพร่องค์ความรู้สู่สังคมอีกด้วย นอกเหนือจากการบรรยายพิเศษเกี่ยวกับพืชวงศ์แตงแล้ว ยังมีงานมหกรรมแสดงพันธุ์แตงกวาและแตงร้าน ซึ่งเป็นการแสดงพันธุ์แตงโดยบริษัทเมล็ดพันธุ์แตงกวา แตงร้าน ชื่อดังจากทั่วประเทศ จำนวน 22 บริษัทเอกชน และ 2 หน่วยงานราชการ ร่วมจัดแสดงปลูกสาธิต จำนวนกว่า 140 สายพันธุ์ เพื่อให้เกษตรกรและผู้ร่วมงานได้เห็นถึงความหลากหลายของพันธุ์พืช ตลอดจนนักปรับปรุงพันธุ์ของภาครัฐและเอกชนได้พัฒนาปรับปรุงพันธุ์ให้ตรงกับความต้องการของตลาดและผู้บริโภค พร้อมมีกิจกรรมอื่นๆ

อีกมากมาย อาทิ เมนูอาหารสุดสร้างสรรค์จากแตงกวา “The Cucumber Conundrum” โดยทีมงานคณะพัฒนาการท่องเที่ยว นอกจากนี้ผู้เข้าร่วมงานจะได้รับเมล็ดพันธุ์ผักอินทรีย์อีกด้วย ณ แปลงสาขาพืชผัก คณะผลิตกรรมการเกษตร ในส่วนของกิจกรรมศิษย์เก่าแม่โจ้คืนถึน จัดขึ้นในวันที่ 9 ธันวาคม 2560 ช่วงเช้าจะเป็นพิธีทำบุญทางศาสนาเพื่อความเป็นสิริมงคล และอุทิศส่วนบุญทางศาสนาเพื่อความเป็นสิริมงคล และอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้กับครูบาอาจารย์และศิษย์ที่ลาวงลับ ในช่วงบ่ายจะเป็นเวทีสัมมนาหัวข้อ “เรียน+สอนอย่างไรในยุค Thai 4.0 ในสายตาศิษย์เก่าพืชผักแม่โจ้” และในช่วงเย็นตั้งแต่เวลา 17.00 น.เป็นต้นไป จะเป็นกิจกรรมฉลอง 40 ปีพืชผัก และศิษย์เก่าพืชผักแม่โจ้คืนถิ่น ณ ศูนย์วิจัยพืชไร่เชียงใหม่”

ฯพณฯ ดร. เมเอียร์ ชโลโม (H.E. Dr. Meir Shlomo) เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย และภริยา เดินทางเข้าเยี่ยมชมการดำเนินงานโครงการตามพระราชประสงค์ หมู่บ้านสหกรณ์หุบกะพง
จังหวัดเพชรบุรี โดยมี นายสมชาย บำรุงทรัพย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี นายอมรศักดิ์ พันธุรักษ์ ผู้ตรวจราชการกรมส่งเสริมสหกรณ์ นายประกอบ เผ่าพงศ์ สหกรณ์จังหวัดเพชรบุรี และนางสาวอัญชนา แก้วชื่น ผู้อำนวยการศูนย์สาธิตสหกรณ์หุบกะพง ร่วมให้การต้อนรับ

พร้อมกันนี้คณะเจ้าหน้าที่ และเกษตรกรสมาชิกโครงการฯ หุบกะพง ได้ร่วมให้การต้อนรับและรายงานผลการดำเนินงานของโครงการ ไทย- อิสราเอล เพื่อพัฒนาชนบท(หุบกะพง) ให้กับคณะได้รับทราบ ในโอกาสนี้ ตัวแทนชาวบ้านหุบกะพงได้จัดแสดงนิทรรศการตัวอย่างอาชีพการเกษตร และนำผลผลิต ที่ผลิตได้ในโครงการมาจัดแสดงให้ได้ชม ณ ศูนย์สาธิตสหกรณ์โครงการหุบกะพง อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี เมื่อวันก่อน

สำหรับโครงการ “ไทย – อิสราเอล เพื่อพัฒนาชนบท(หุบกะพง)” แห่งนี้ได้ดำเนินโครงการตั้งแต่วันที่ 19 สิงหาคม 2509 และสิ้นสุดวันที่ 18 สิงหาคม 2514 โดยเป็นความร่วมมือในการพัฒนาด้านการเกษตร
การบริหารจัดการน้ำ และเทคโนโลยีการเกษตรในพื้นที่แห้งแล้ง ที่สามารถขยายผลนำไปสู่การพัฒนาด้านการประกอบอาชีพเกษตรกรรมให้เป็นผลสำเร็จแก่เกษตรกรสมาชิกในพื้นที่โครงการจัดพัฒนาที่ดินฯ ตามพระราชประสงค์หุบกะพง อาทิเช่น การปลูกหน่อไม้ฝรั่ง การปลูกพืชสมุนไพร การปลูกป่านศรนารายณ์ การเลี้ยงโคขุน การเลี้ยงแพะ เป็นต้น

โดยเกษตรกรสมาชิกโครงการฯ ได้รวมกลุ่มประกอบอาชีพภายใต้สังกัดสหกรณ์การเกษตรหุบกะพง จำกัด สร้างความเข้มแข็ง และยั่งยืนในการประกอบอาชีพของเกษตรกรสมาชิกเป็นออย่างดี ด้วยเป็นการรวมกันผลิต และรวมกันจำหน่าย ปัจจุบันได้ขยายผลองค์ความรู้ต่างๆ ที่หน่วยงานได้เข้าให้การสนับสนุนและส่งเสริมให้แก่ประชาชนทั้งชาวไทย และต่างชาติ ที่เดินทางเข้ามาศึกษาและดูงานภายในโครงการฯ

และเมื่อปี พ.ศ.2550 ที่ผ่านมา ในวโรกาสมหามงคลพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงเจริญพระชนพรรษา 80 พรรษา ด้วยความร่วมมือและความสัมพันธ์ที่มีมาอย่างยาวนาน สถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย ได้ร่วมเฉลิมฉลองกับประชาชนชาวไทย โดยได้มอบต้นทับทิม จำนวน 120 ต้น ซึ่งเป็นทับทิมพันธ์อิสราเอล มาปลูกในพื้นที่ศูนย์สาธิตสหกรณ์โครงการหุบกะพง อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี เมื่อวันที่ มีนาคม 2550 19 ที่ผ่านมา เพื่อทำการศึกษาทดลองพืชพันธุ์ใหม่สำหรับพื้นที่ ปัจจุบันได้มีการนำกิ่งพันธุ์ทับทิมที่ทำการขยายจากต้นพันธุ์เดิมขยายปลูกเพิ่ม เป็นจำนวน 268 ต้น

ดร. เมเอียร์ ชโลโม เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย กล่าวในระหว่างการเยี่ยมชมโครงการฯ ว่า ตน รู้สึกยินดีที่ได้เดินทางมาเยี่ยมชมโครงการจัดพัฒนาที่ดินฯ ตามพระราชประสงค์หุบกะพง จังหวัดเพชรบุรี แห่งนี้ และเป็นครั้งแรก นับเป็นโครงการที่ดีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9
ซึ่งเป็นโครงการที่สะท้อนถึงพระวิสัยทัศน์ของพระองค์ท่าน ที่สามารถทำให้เป็นจริงได้ และในฐานะของตัวแทนประเทศอิสราเอล ตนรู้สึกภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่ง ของการช่วยดำเนินงานในการสนับสนุนโครงการฯ และเพื่อความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทย- อิสราเอล เพื่อพัฒนาชนบท ให้ประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้น ทางอิสเอลก็จะสนับสนุนการดำเนินงานของโครงการอย่างต่อเนื่องต่อไป

ทางด้าน นายประกอบ เผ่าพงศ์ สหกรณ์จังหวัดเพชรบุรี กล่าวว่า โครงการตามพระราชประสงค์
หุบกระพง นับเป็นโครงการนำร่อง ที่เป็นต้นแบบในการบริหารจัดการชุมชนด้วยระบบสหกรณ์ ร่วมกับประเทศอิสราเอล เช่นการจัดการที่ดินในพื้นที่หุบกระพง ที่ไม่เหมาะสมกับการปลูกพืช ไม่มีแหล่งน้ำ ประขาชนไม่สามารถใช้ที่ดินเพื่อทำกินได้ การที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงมองเห็นถึงความยากลำบากของประชาชน ทรงช่วยปรับปรุงพื้นที่ทำกินให้เกิดประโยชน์ ถือว่าเป็นพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อม

แม้กระทั่งคนที่อยู่ในหุบกระพงวันนี้ ก็ยังกราบแผ่นดินที่ตนอาศัยและทำมาหากินทุกวัน ต่างระลึกถึงพระองค์ท่านอยู่เสมอ เหมือนพระองค์ท่านยังไม่ได้จากไปไหน แต่สิ่งสำคัญที่ประชาชนต่างตระหนักกันเสมอก็คือการสืบสานพระราชดำริ ที่พระองค์ทรงให้ความเมตตาต่อประชาชน ต่อโครงการหุบกระพง ทุกคนจะทำตามพระราชประสงค์ที่พระองค์ท่านได้พระราชทานไว้ และจะรักษาและใช้แผ่นดินให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ทุกคนที่เป็นชาวหุบกะพงต่างเข้าใจเป็นอย่างดีว่าวันนี้ลูกหลานได้มีที่อยู่ ที่ทำกินอย่างมั่นคงก็เพราะพระองค์ได้เสด็จมาเห็นและได้พระราชทานที่ดินให้เข้ามาอยู่อาศัยและทำกิน ในพื้นที่

“ผมในฐานะที่เป็นส่วนราชการ สำนักงานสหกรณ์จังหวัดเพชรบุรี ในวันนี้ก็ได้เข้ามาดูแลเพิ่มเติมในส่วนที่ขาดหายไป เช่น ตรงไหนที่ยังไม่ไปสอดคล้องกับระเบียบทั้งหลาย ก็จะให้มีการปรับปรุงแก้ไข สิ่งสำคัญก็คือ เราจะรักษาสิ่งที่ดีๆ ตรงนี้ไว้ จะรักษาความเป็นโครงการพะราชประสงค์ให้อยู่คู่กับประชาชนชาวหุบกะพง และประเทศไทยสืบไป” นายประกอบ เผ่าพงศ์ สหกรณ์จังหวัดเพชรบุรี กล่าว

กรมวิชาการเกษตร แจง ปัจจุบันมีผู้ประกอบการรายเดิมผ่านการต่ออายุใบสำคัญขึ้นทะเบียนพาราควอต 2 ราย 4 ทะเบียน ชี้แหล่งผลิตพาราควอตอยู่ที่ประเทศจีน ไต้หวัน มาเลเซีย และอินโดนีเซีย

นายสุวิทย์ ชัยเกียรติยศ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ชี้แจงกรณีการพิจารณาคำขอต่ออายุใบสำคัญการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายพาราควอตของผู้ประกอบการรายเดิมที่ขอต่ออายุก่อนที่ใบสำคัญการขึ้นทะเบียนจะหมดอายุ ว่า คณะอนุกรรมการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายได้พิจารณาข้อมูลความเป็นพิษของวัตถุอันตราย ผลการวิเคราะห์ของผลิตภัณฑ์ ผลการทดลองประสิทธิภาพ และรายละเอียดอื่นๆ แล้ว พบว่ามีเอกสารครบถ้วนและถูกต้องตามหลักวิชาการ จึงมีมติเสนอให้พนักงานเจ้าหน้าที่รับต่ออายุใบสำคัญการขึ้นทะเบียนได้จนถึงปัจจุบันจำนวน 4 ทะเบียน

ซึ่งในจำนวน 4 ทะเบียนนี้เป็นผู้ประกอบการคนไทย 1 ราย ซึ่งเป็นพาราควอตจากแหล่งผลิตประเทศจีน และผู้ประกอบการต่างชาติ 1 ราย ซึ่งเป็นพาราควอตจากประเทศอินโดนีเซียและจีน จากข้อมูลดังกล่าวแสดงให้เห็นว่ากรมวิชาการเกษตรไม่ได้เอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทข้ามชาติหรือผู้ประกอบการรายใดทั้งสิ้น รวมทั้งไม่ได้เป็นการส่งเสริมการค้าผูกขาดทำให้มีผู้ขายน้อยรายแต่อย่างใด เนื่องจากบริษัทที่ได้รับการต่อทะเบียนนำเข้าพาราควอตจากประเทศจีนเป็นหลัก ดังนั้นผู้ประกอบการที่นำเข้าพาราควอตจากประเทศจีนและประเทศอื่นๆ ยังคงสามารถขอต่ออายุใบสำคัญการขึ้นทะเบียนพารา ควอตได้เหมือนเดิมหากมีข้อมูลเอกสารครบถ้วนและถูกต้องตามหลักวิชาการ

“ผู้ประกอบการที่ได้รับการต่ออายุใบสำคัญการขึ้นทะเบียนทั้ง 2 ราย ยังคงนำเข้าพาราควอตจากประเทศจีน ซึ่งยังผลิตเพื่อการส่งออก โดยปัจจุบันมีแหล่งผลิตพาราควอตที่ได้รับการขึ้นทะเบียนแล้วจากประเทศจีน 9 แหล่ง ไต้หวัน 2 แหล่ง มาเลเซีย 1 แหล่ง และอินโดนีเซีย 1 แหล่ง ส่วนกรณีพาราควอตไดคลอไรด์สูตรเม็ด ปัจจุบันยังไม่มีผู้มายื่นขอขึ้นทะเบียน เนื่องจากไม่สามารถยื่นคำขอขึ้นทะเบียนได้ เพราะยังไม่มีรายชื่อตามประกาศกรมวิชาการเกษตร เรื่อง กำหนดอัตราความเข้มข้นในแต่ละสูตรของวัตถุอันตรายที่รับขึ้นทะเบียน” อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าว

ปัจจุบันปฏิเสธไม่ได้ว่าการดูแลในเรื่องของสุขภาพนั้น กำลังได้รับความนิยมจากผู้บริโภคเป็นวงกว้างมากขึ้น จะเห็นได้จากการเลือกบริโภคพืชผักที่ให้ประโยชน์ต่อร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการเลือกทานผักและผลไม้ที่มีสีสันที่หลากหลาย เพราะสีที่มีอยู่ในผักและผลไม้ก็มีคุณประโยชน์ที่แตกต่างกันออกไป

อย่างเช่นในมะเขือเทศที่มีสารไลโคปีนที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ตลอดไปจนถึงผักและผลไม้ที่มีสีส้มและสีเหลืองที่มีเบต้าแคโรทีน ก็จะทำให้ผู้ที่ทานได้รับสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายมากขึ้นตามไปด้วย ในพืชผักที่มีสีม่วงนั้นก็จะมีสารแอนโทไซยานิน ที่มีประโยชน์ในเรื่องของการช่วยต้านอนุมูลอิสระ

จากความสำคัญของสารแอนโทไซยานิน คุณบุญเติม เอี่ยมเทียน นักปรับปรุงพันธุ์ บริษัท เจียไต๋ จำกัด เปิดเผยว่า ในปี 2561 ทางบริษัทฯ จะเปิดตัวพันธุ์ข้าวโพดหวานสีม่วง ออกสู่ตลาดเมล็ดพันธุ์และสู่ผู้บริโภค เพราะปัจจุบันข้าวโพดหวานถือว่าได้รับความนิยมอย่างมาก ทำให้มีจำนวนของเกษตรกรหันมาปลูกข้าวโพดหวานกันเป็นจำนวนมาก โดยสีของข้าวโพดที่เห็นกันจนชินตาในท้องตลอด จะเป็นข้าวโพดหวานสีเหลือง และข้าวโพดข้าวเหนียวที่มีสีขาว ดังนั้น บริษัท เจียไต๋ จึงได้มีการเตรียมความพร้อมที่จะรุกตลาดเมล็ดพันธุ์ที่เกี่ยวกับข้าวโพดมากขึ้น จึงได้ทำการพัฒนาสายพันธุ์ใหม่ๆ ขึ้นมา เพื่อให้มีความแตกต่างออกไปจากที่มีอยู่เดิมในท้องตลาด

“ในข้าวโพดหวานชนิดนี้ที่กำลังจะมีออกสู่ท้องตลาด เรามองว่าสามารถใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย เมื่อเกษตรกรที่นำฝักไปขายแล้ว ต้นและใบของข้าวโพดหวานสีม่วง ก็ยังสามารถใช้ประโยชน์ได้อยู่ คือนำไปให้สัตว์กิน ซึ่งในต้นยังมีสารแอนโทไซยานินอยู่ เมื่อนำไปหมักและให้โคหรือสัตว์อื่นๆ กิน ผลออกมาว่าเมื่อโคกินไปได้สักระยะ ผิวตัวก็จะมีลักษณะผิวมัน เพราะแอนโทไซยานินจะช่วยในเรื่องของการบำรุงผิว แสดงให้เห็นว่าสารสีม่วงนับว่ามีประโยชน์ ทั้งกับคนและสัตว์” คุณบุญเติม กล่าว

ในการปรับปรุงพันธุ์เพื่อให้ได้เป็นข้าวโพดหวานสีม่วงนั้น คุณบุญเติม บอกว่า ค่อนข้างที่จะเป็นเรื่องยากในการ เพราะโดยปกติจะไม่ค่อยพบเห็นข้าวโพดหวานที่เป็นสีม่วง โดยการปรับปรุงพันธุ์เราก็ใช้วิธีธรรมชาติ และวิธีการที่ยากยิ่งขึ้นไปอีกการที่จะทำให้ข้าวโพดหวานชนิดนี้เป็นสีม่วงทุกฝัก เมื่อทำการทดลองไปเรื่อยๆ ก็สามารถทำข้าวโพดหวานให้มีสีม่วงทุกฝักได้ สามารถปลูกได้กับทุกสภาพแวดล้อมในประเทศไทยและในพื้นที่ต่างประเทศอีกด้วย

“สีม่วงในข้าวโพดข้าวเหนียวถือว่าทำง่ายกว่า steelexcel.com เมื่อเทียบกับข้าวโพดหวาน ซึ่งเวลานี้ในต่างประเทศ ยังไม่มีใครที่ทำข้าวโพดหวานสีม่วงได้ ซึ่งเราถือว่าเป็นที่แรกที่ทำจนประสบผลสำเร็จ ซึ่งไหมของข้าวโพดหวานสีม่วง จะมีสารอาหารที่สูงที่สุด รองลงมาคือที่แก่น และอันดับที่ 3 คือ ที่เมล็ด ซึ่งก็จะมีการนำเมล็ดไปต้มทานเหมือนข้าวโพดทั่วไป และส่วนไหมก็สามารถนำไปทำเป็นชาไหม ที่ต้มดื่มกับน้ำร้อนได้ ก็จะทำให้ได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์มากยิ่งขึ้น” คุณบุญเติม บอก

โดยข้าวโพดหวานสีม่วงที่ได้ทำการปรับปรุงพันธุ์จนประสบผลสำเร็จนี้ จะมีคุณลักษณะพิเศษเฉพาะ ดังนี้

1.ใช้เมล็ดพันธุ์ในการปลูก 1 กิโลกรัมต่อไร

2.ปลูกได้กับทุกสภาพแวดล้อม โตเร็ว ต้านทานโรค

3.ระยะเก็บเกี่ยวอยู่ที่ 68-70 วัน 4.มีเมล็ดเต่งเต็มฝัก และมีสีม่วงตลอดทั้งฝัก

5.ความหวานอยู่ที่ 14-16 บริกซ์

6.ฝักใหญ่น้ำหนักเฉลี่ย 450-700 กรัมต่อฝัก(น้ำหนักรวมเปลือก)

7.ซังและลำต้นมีสารแอนโทไซยานินสูง สามารถนำไปเป็นอาหารเลี้ยงสัตว์ได้ ซึ่งจากการได้ทำการปรับปรุงพันธุ์ข้าวโพดหวานสีม่วงในครั้งนี้ คุณบุญเติม บอกว่า ทางบริษัท เจียไต๋ ได้มองถึงคุณประโยชน์ว่า ผู้บริโภคสามารถทานอาหารที่มีคุณประโยชน์ได้ง่ายๆ จากการทานจากข้าวโพดหวานสีม่วง โดยสามารถทานไปพร้อมกับการดำเนินชีวิตประจำวันได้อย่างลงตัว และได้รับสารแอนโทไซยานินไปพร้อมกันอีกด้วย

นพ.วชิระ เพ็งจันทร์ อธิบดีกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวถึงชุดคู่มือข้อแนะนำการส่งเสริมกิจกรรมทางกาย การลดพฤติกรรมเนือยนิ่ง และการนอนหลับ ว่า คู่มือดังกล่าวมีทั้งหมด 9 เล่ม แบ่งเป็นคู่มือกิจกรรมทางกายสำหรับ 5 กลุ่มวัยคือ ปฐมวัย วัยเรียนวัยรุ่น วัยผู้ใหญ่ วัยสูงอายุ และหญิงตั้งครรภ์ ซึ่งได้ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และสำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศในการจัดทำ และอีกชุดคือกิจกรรมทางกายสำหรับ 4 อาชีพ คือ ชาวนา พนักงานบริษัท พนักงานขับรถ และชาวประมง ซึ่งร่วมกับ สสส.และคณะวิทยาศาสตร์การกีฬา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในการจัดทำ โดยแต่ละอาชีพมีกิจกรรมทางกายแฝงอยู่ ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวของร่างกาย แต่จะหนักหรือเบาขึ้นกับแต่ละกิจกรรมของอาชีพนั้นๆ โดยคู่มือกิจกรรมทางกายแต่ละอาชีพได้จัดทำขึ้นเป็น 4 อาชีพหลักของคนไทยที่มีกิจกรรมทางกายที่แตกต่างกันคือ ชาวนา ชาวประมง พนักงานออฟฟิศ และผู้ทำงานขับรถ

นพ.วชิระกล่าวว่า 1.อาชีพทำนามีการใช้พลังงานและแรงกล้ามเนื้อหลายส่วน โดยมีกิจกรรมที่แตกต่างกันในแต่ละช่วงของฤดูทำนาคือ ช่วงเตรียมดิน ดำนา บำรุงข้าว และเกี่ยวข้าว มีการใช้พลังงานต่อวันจากการทำงานแต่ละช่วงคือ 1,579 1,413 1,409 และ 1,507 กิโลแคลอรี่ ตามลำดับ หรือคิดเป็นกิจกรรมทางกายคือระดับปานกลางถึงหนักประมาณ 360 นาทีต่อวัน หรือ 2,520 นาทีต่อสัปดาห์ ซึ่งมากกว่าข้อแนะนำกิจกรรมทางกายในผู้ใหญ่ คือ 150 นาทีต่อสัปดาห์ หากชาวนาต้องการมีกิจกรรมทางกายเพิ่มเติมหลังทำงาน สามารถทำได้ด้วยการออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาเพื่อความสนุกสนานหรือคลายเครียด แต่สิ่งที่ต้องทำเพิ่มเติมในทุกช่วงของการทำนาคือ เพิ่มความอ่อนตัวของกล้ามเนื้อและข้อต่อ สร้างความแข็งแรงและความทนทานของกล้ามเนื้อ เนื่องจากบางช่วงมีการใช้กล้ามเนื้อที่อาจทำให้บาดเจ็บได้ เช่น การก้มตัวเพื่อดำนาเป็นเวลานาน หรือการยกกระสอบเมล็ดข้าว เป็นต้น

นพ.วชิระกล่าวว่า 2.ชาวประมง มีกิจกรรมทางกาย 2 ช่วง คือ ช่วงทำประมง ระยะเวลาประมาณ 9 เดือน มีการใช้พลังงานต่อวันจากการทำงาน 3,022 กิโลแคลอรี่ หรือคิดเป็นกิจกรรมทางกายคือระดับปานกลางถึงหนักประมาณ 480 นาทีต่อวัน หรือ 3,360 นาทีต่อสัปดาห์ และช่วงพักในฤดูมรสุม 3 เดือน มีการใช้พลังงานต่อวัน 186 กิโลแคลอรี่ หรือมีกิจกรรมทางกายระดับเบา 180 นาทีต่อวัน หรือ 1,260 นาทีต่อสัปดาห์ ซึ่งทั้งสองช่วงมีความแตกต่างของกิจกรรมมาก จึงแนะนำว่า ช่วงพักควรมีกิจกรรมทางกายระดับปานกลางหรือหนักอื่นๆ เพิ่ม เช่น ออกกำลังกาย เล่นกีฬา ทำงานบ้าน เป็นต้น และควรบริหารร่างกายเพื่อสร้างความทนทานของกล้ามเนื้อ 2-3 วันต่อสัปดาห์ ยืดเหยียดกล้ามเนื้อให้ครบทุกส่วน 5-7 ครั้งต่อสัปดาห์ ส่วนช่วงทำประมงควรเพิ่มกิจกรรมสร้างความอ่อนตัวของกล้ามเนื้อและข้อต่อ โดยเฉพาะระหว่างการทำงาน เพื่อให้กล้ามเนื้อที่เกร็งคลายตัว

นพ.วชิระกล่าวว่า 3.พนักงานบริษัท มักใช้เวลานั่งทำงานประมาณ 7 ชั่วโมงต่อวัน อาจมีอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อคอ ไล่ หลัง นิ้วล็อก จากท่านั่งใช้คอมพิวเตอร์ โดยพนักงานบริษัทมีการใช้พลังงานต่อวันจากการทำงานประมาณ 600 กิโลแคลอรี่ มีกิจกรรมทางกายระดับปานกลางในแต่ละวันผ่านรูปแบบการเดินสั้นๆ เช่น ไปขึ้นรถโดยสาร ถือว่าเป็นอาชีพที่มีกิจกรรมทางกายน้อย โดยกิจกรรมทางกายที่ควรทำคือ ระหว่างทำงานควรลุกยืนเดินทุก 2 ชั่วโมงให้ระบบเลือดไหลเวียนดี ยืดเหยียดกล้ามเนื้อ ลดการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อที่เกร็ง ส่วนช่วงเลิกงานควรมีการเคลื่อนไหวแบบแอโรบิกอย่างน้อย 10 นาที สะสมให้ได้ 30 นาทีต่อวัน เช่น เดิน วิ่ง ปั่นจักรยาน ขึ้นบันได ว่ายน้ำ เป็นต้น หากไม่มีเวลาว่าง ให้เคลื่อนไหวจากการทำงานบ้านแทน นอกจากนี้ ควรสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ไม่ว่าจะเป็นที่บ้าน เครื่องออกกำลังกายที่สาธารณะหรือฟิตเนส