ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมโฟร์โมสต์ เปิดเผยว่า

จากสภาพอากาศของไทยในปีนี้ ทั้งภัยแล้งช่วงต้นปี ส่งผลกระทบต่อการเลี้ยงโคนมในประเทศ โดยพืชอาหารสัตว์ได้รับความเสียหาย ในขณะที่เกิดฝนตกชุกตั้งแต่กลางปีเป็นต้นมา ทำให้แม่โคนมเป็นโรคเต้านมอักเสบ ส่งผลให้น้ำนมโคที่รีดได้จำนวนหนึ่งไม่สามารถนำมาบริโภคได้ ปัญหาการระบาดของโรคปากเท้าเปื่อยอย่างต่อเนื่อง เพราะเกษตรกรไม่ยอมฉีดวัคซีนป้องกันพร้อมกันในระยะ 5-7 วัน เพราะกลัวแม่โคแท้งลูก

และโรคปอดบวมเฉียบพลันในช่วงกลางเดือน ก.ค.-ส.ค. ที่ทำให้แม่โคล้มตายกว่า 10-20% อันเนื่องมาจากความชื้นในอากาศสูง จึงทำให้เกษตรกรโคนมต้องคัดทิ้งแม่โคที่อยู่ในช่วงให้ผลผลิตออกเป็นจำนวนมาก
ทั้งหมดนี้ทำให้ปริมาณนมดิบของไทยทั้งประเทศใน 3 ไตรมาสที่ผ่านมา ลดลงถึง 27 ล้านกิโลกรัมหรือ 17% จากปกติที่ผลิตได้วันละ 3,300 ตัน เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ในส่วนของโฟร์โมสต์ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว จากที่รับซื้ออยู่ 353 ตันต่อวันในปี 2559 ก็ลดลงเช่นกัน ส่งผลให้สต๊อกนมยูเอชทีของโฟร์โมสต์ลดลงตามไปด้วย

“คาดว่าภายในเดือน พ.ย.-ธ.ค. 2560 นี้ สถานการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ แต่เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบไปมากกว่านี้ในปี 2561 โฟร์โมสต์จึงมีแผนส่งเสริมเกษตรกรทั้งรายเก่าที่มีอยู่ 4,000 ราย รวมทั้งส่งเสริมเกษตรกรรายใหม่ในภาคใต้ ภาคกลางและภาคอีสานเพิ่มเติมอีก เพื่อรองรับยอดขายต่อปีที่จะต้องเพิ่มขึ้นปีละ 2-5% และโฟร์โมสต์ใช้น้ำนมดิบในประเทศมาผลิตนมพร้อมดื่ม 100% นอกจากนี้ยังร่วมกับองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผลิตหลักสูตรโคนมแห่งชาติเพื่ออบรมผู้ที่ต้องการเป็นเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม ให้แพร่หลายมากยิ่งขึ้น เพื่อแก้วิกฤตทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ซึ่งปีนี้บริษัทอบรมเกษตรกรในเครือข่ายไปแล้ว 3,000 ราย” ดร.โอฬารกล่าว

นายสมสวัสดิ์ ตันตระกูล ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาฟาร์มโคนม บริษัท ฟรีสแลนด์คัมพิน่า (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การบริโภคนมในประเทศไทย ปัจจุบันยังมีอัตราที่เติบโตขึ้นทุกปี แต่ยังอยู่ในอัตราที่ต่ำมากเพียง 18 กก.ต่อคนต่อปีเท่านั้น น้อยกว่าญี่ปุ่นที่มีการบริโภคนมที่ 100 กก.ต่อคนต่อปี หรือสิงคโปร์คนละ 60-70 ลิตรต่อปี ซึ่งไทยมีแผนจะส่งเสริมให้มีการบริโภคมากขึ้นเป็น 25 กก.ต่อคนต่อปีในอีก 5 ปีข้างหน้า แต่เป้าหมายของโฟร์โมสต์คือ ต้องทำให้ได้ใน 3 ปีข้างหน้า โดยปัจจุบันโฟร์โมสต์ยังมียอดขายนมยูเอชทีของตลาดเชิงพาณิชย์เป็นอันดับ 1 ของไทย ในปีนี้คาดว่าจะมียอดขายเพิ่มขึ้น 2-5% จากปีที่ผ่านมามียอดขาย 13,500 ล้านบาท

“นมดิบที่ลดลงกว่า 27 ล้าน กก.นั้น มีมูลค่ากว่า 472 ล้านบาท หรือกว่า 52 ล้านบาทโดยเฉลี่ยต่อเดือน ซึ่งส่งผลให้รายได้ของเกษตรกรหายไปด้วย ขณะที่การสต๊อกนมรสจืดยูเอชทีของบริษัทลดลงเหลือวันต่อวัน ดีแต่ว่ามีสต๊อกจากการรับซื้อนมโรงเรียนช่วงปิดเทอมเข้ามาเสริม ทำให้สต๊อกคลายตัวบ้าง ส่วนในปี 2561 คาดการณ์ว่าปริมาณน้ำนมดิบจะอยู่ในภาวะทรงตัว คือ มีปริมาณเพิ่มขึ้นไม่มาก แม้ว่ารัฐบาลจะมีนโยบายการส่งเสริมในการทำเกษตรโคนม โดยประกาศใช้มาตรฐานการรับซื้อน้ำนมโค ณ ศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบ ควบคู่กับการประกาศราคากลางรับซื้อน้ำนมโค ณ ศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2559 ซึ่งส่งผลให้มีการขยายการเลี้ยงโคนมเพิ่มขึ้นทุก ๆ ปี อย่างไรก็ตาม การขยายขนาดการเลี้ยงโคนม ต้องใช้เวลามากกว่าปศุสัตว์อื่น ๆ ประกอบกับผลกระทบสืบเนื่องจากภาวะน้ำท่วมขังในปีนี้ ซึ่งส่งผลให้ปริมาณโคนมที่พร้อมจะให้ผลผลิตในปีหน้านั้นลดลง” นายสมสวัสดิ์กล่าว

อนึ่ง ปี 2559 สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ระบุว่า ไทยมีจำนวนโคนมทั้งหมด 622,892 ตัวโดยประมาณ ให้ผลผลิตน้ำนมโคกว่า 1,161 ล้านลิตรหรือกิโลกรัมต่อปี เป็นผลผลิตจากภาคกลาง 63% ภาคอีสาน 25% ภาคเหนือ 11% ภาคใต้ 1% จังหวัดที่มีอัตราการผลิตน้ำนมสูงสุด 3 อันดับแรกคือ สระบุรี 22% นครราชสีมา 15% ลพบุรี 10% ของปริมาณน้ำนมดิบทั้งประเทศ

ในขณะที่ราคาแม่โคนมพร้อมรีดนม ปัจจุบันพุ่งขึ้นเป็นตัวละ 5 หมื่นบาท จาก 5 ปีที่ผ่านมาตัวละ 2 หมื่นบาท ลูกโคนมเพศเมียที่หย่านมขณะนี้ตัวละ 3,000 บาท ลูกโคนมเพศผู้ยังไม่หย่านมตัวละ 700-800 บาท

ผืนป่ากุยบุรี บ้านของคน และช้างป่า อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่อยู่ร่วมกันใต้ร่มเงาของ อุทยานแห่งชาติกุยบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ พื้นที่จัดการความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างที่ดีที่สุดในเอเชีย ความสำเร็จที่เกิดขึ้นเป็นผลจากการทำงานร่วมกันอย่างเข้มแข็งระหว่างหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน ตลอดจนชุมชนในพื้นที่ที่ช่วยกันหยุดยั้งการล่าสัตว์ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติกุยบุรี รวมถึง ปรับปรุง ฟื้นฟูแหล่งอาหาร และแหล่งน้ำของช้างป่าให้อุดมสมบูรณ์

เพราะเล็งเห็นถึงความสำคัญของการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และเพื่อสนองพระราชปณิธานอันแน่วแน่ของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซัมซุงจึงเดินหน้าสานต่อ “Samsung Love and Care” โครงการเพื่อสังคมระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และโอเชียเนีย โดยครั้งนี้ได้ระดมพนักงานอาสาสมัคร ปรับปรุงพัฒนาผืนป่า และแหล่งอาหารสัตว์ป่า ด้วยการกำจัดวัชพืชในแปลงอาหารสัตว์ป่า สร้างโป่งดิน ปรับปรุงแหล่งน้ำ ณ อุทยานแห่งชาติกุยบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่จัดการความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างที่ดีที่สุดในเอเชีย

นายกาญจนพันธุ์ กำแหง หัวหน้าอุทยานแห่งชาติกุยบุรี กล่าวว่า อุทยานแห่งชาติกุยบุรี เป็นโครงการที่ตั้งขึ้นเพื่อสนองพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ในการสร้างแนวทางและการจัดการที่ยั่งยืน เพื่อคลี่คลายความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างป่า รวมถึง การจัดการทรัพยากรสัตว์ป่า ป่าไม้ และสิ่งแวดล้อมอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้เกิดความสมดุล ควบคู่ไปกับการฟื้นฟูบูรณะให้ทรัพยากรธรรมชาติกลับมาอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง โดยได้รับความช่วยเหลือจาก องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (WWF)

ด้วยความช่วยเหลือจากพันธมิตรอย่างองค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล ที่มีพันธกิจด้านสิ่งแวดล้อมศึกษาที่เป็นรากฐานอันมั่นคงสำหรับการทำงานด้านอนุรักษ์ น.ส.เยาวลักษณ์ เธียรเชาว์ ผู้อำนวยการองค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล ประเทศไทย กล่าวว่า ในพื้นที่กุยบุรี WWF มีพันธกิจปกป้องผืนป่ากุยบุรี และพื้นที่ป่าต้นน้ำของ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ดำเนินงานโดยยึดถือแนวพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 มาเป็นแนวทางการดำเนินการเพื่ออนุรักษ์ช้างป่า และสัตว์ป่าอื่นๆ ในผืนป่ากุยบุรี เพื่อส่งเสริมให้คน และช้างป่าอยู่ร่วมกันได้ โดยเฝ้าระวังช้างป่า และผลักดันช้างป่ากลับเข้าพื้นที่อาศัยของสัตว์ป่า โดยสร้างแหล่งอาหารในป่า และกระจายให้เพียงพอ

นายวาริท จรัณยานนท์ ผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายการตลาดองค์กร บริษัทไทยซัมซุงฯ กล่าวว่า โครงการดังกล่าวเพื่อยกระดับความเป็นอยู่ และคุณภาพชีวิตของผู้คนให้ดียิ่งขึ้น โดยให้ความสำคัญกับด้านการศึกษา และสิ่งแวดล้อมโดยรอบของชุมชนในพื้นที่ห่างไกล ที่ผ่านมาในประเทศไทย โครงการนี้ได้ร่วมพัฒนาด้านการศึกษาอย่างต่อเนื่องให้กับโรงเรียนยากไร้ในพื้นที่กันดาร และครั้งนี้ขออาสาพัฒนาอีกสิ่งที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน คือสิ่งแวดล้อม โดยมุ่งมั่นที่จะรักษาไว้ซึ่งทรัพยากร และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม มีจุดประสงค์หลักเพื่ออนุรักษ์ผืนป่ากุยบุรี และฟื้นคืนระบบนิเวศที่เป็นแหล่งอาศัยของสัตว์ป่าทั้งปวง นอกจากนี้ ยังเป็นการสานต่อแนวพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 ในการอนุรักษ์ช้างป่า โดยสร้างแนวทาง และการจัดการทรัพยากรสัตว์ป่า ป่าไม้ และสิ่งแวดล้อมอย่างมีประสิทธิภาพ ให้เกิดความสมดุล ควบคู่ไปกับการฟื้นบูรณะให้ทรัพยากรธรรมชาติกลับมาอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง

นับเป็นความร่วมมือครั้งแรกระหว่างไทยซัมซุงฯ WWF และอุทยานแห่งชาติกุยบุรี เพื่ออนุรักษ์ผืนป่า ฟื้นคืนระบบนิเวศ และสร้างแหล่งอาหารให้ช้างป่า โดยซัมซุงสนับสนุนด้านเทคโนโลยีในด้านการวิจัย อนุรักษ์ และสำรวจป่าไม้ เทคโนโลยีจะช่วยเรื่องสังเกตการณ์พฤติกรรมความเป็นอยู่ของสัตว์ป่า เพื่อนำมาวิจัยพัฒนาแหล่งอาศัย และแหล่งอาหารของสัตว์ป่านานาชนิดในเขตอุทยานแห่งชาติกุยบุรี ไม่ว่าจะเป็นช้างป่า กระทิง กวาง เก้ง ฯลฯ นอกจากนี้ ยังสนับสนุนห้องปฏิบัติการ Samsung Smart Patrol ซึ่งใช้ในการปฏิบัติงานวางแผนเดินป่าเพื่อสำรวจพฤติกรรมสัตว์ป่า เฝ้าระวังภัยคุกคาม และสถานการณ์โดยรวมของอุทยานแห่งชาติกุยบุรี เพื่อวิจัยปัจจัยทางนิเวศ และอนุรักษ์สัตว์ป่าต่อไป อีกทั้ง ยังนำอาสาสมัครเข้าไปร่วมพัฒนาแหล่งอาหาร กำจัดวัชพืชในแปลงอาหารสัตว์ป่า ทำโป่งเทียม และล้างกระทะน้ำ ซึ่งเป็นแหล่งน้ำ และอาหารของสัตว์ป่านานาชนิดในอุทยานแห่งชาติกุยบุรี

ภายใต้ร่มเงาของผืนป่าอุทยานแห่งชาติกุยบุรี เหล่าอาสาสมัครกว่า 50 คน ร่วมมือร่วมใจกันทำกิจกรรมดีๆ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล ท่ามกลางสายฝนที่โปรยปรายมาอย่างหนัก แต่เหล่าอาสามิได้ย่อท้อต่ออุปสรรค ร่วมมือร่วมใจกัน ปรับปรุงแหล่งอาหารสัตว์ป่า อย่างพร้อมเพรียงกัน ซึ่งเป็นแหล่งอาหาร และแหล่งน้ำของสัตว์ป่านานาชนิดในอุทยานแห่งชาติกุยบุรี
น.ส.โสภิดา ช้างธรรม อาสา กล่าวว่า รู้สึกประทับใจมากที่ได้มาเข้าร่วมกิจกรรม เพราะตั้งใจที่จะร่วมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม แม้เป็นเพียงส่วนเล็กๆ แต่ก็ดีใจที่ได้เป็นฟันเฟืองหนึ่งที่จะช่วยฟื้นคืนระบบนิเวศของผืนป่ากุยบุรี เดินตามรอยพระบาทของในหลวงรัชกาลที่ 9 และถือเป็นโอกาสที่ได้มาทำความดี ถวายเป็นพระราชกุศลให้กับพ่อหลวงของปวงชนชาวไทย

ผืนป่าอันเขียวชะอุ่ม และบรรดาสัตว์ป่าน้อยใหญ่ที่ต่างพึ่งพาอาศัยกันหลอมรวมกันเป็นระบบนิเวศหนึ่งเดียว ที่มีดัชนีชี้วัดความสมบูรณ์เป็นสัตว์ป่า ความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่า และสัตว์ป่านานาชนิดที่อุทยานแห่งชาติกุยบุรี แสดงให้เห็นถึงความสมบูรณ์ของแหล่งน้ำ แหล่งอาหาร และระบบนิเวศโดยรวม ที่เราคนไทยจะต้องหวงแหน และร่วมมือร่วมใจกันปกป้องอนุรักษ์ เพื่อส่งมอบความรัก และความดูแล แก่ชุมชน และสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ห่างไกลต่อไป

สมอง เป็นส่วนของอวัยวะที่สำคัญที่สุดในร่างกายของคนเรา ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนไหว ความรู้สึกนึกคิด หรือความจำ โดยสมองจะเริ่มมีการพัฒนาหลังจากปฏิสนธิ ซึ่งขณะที่ทารกอยู่ในครรภ์มารดา เซลล์ประสาทของทารกจะค่อย ๆ เพิ่มขึ้น 250,000 เซลล์ต่อนาที เพราะฉะนั้นทุกนาทีจึงมีความหมายในการพัฒนาศักยภาพสมองของลูก

แพทย์หญิงวรัชยา ฟองศรัณย์ กุมารแพทย์เฉพาะทางโลหิตวิทยาและมะเร็งในเด็ก ผู้อำนวยการด้านการแพทย์ บริษัท ไทย สเตมไลฟ์ จำกัด กล่าวว่า การมีลูกน้อยเป็นเด็กเฉลียวฉลาด คือสุดยอดปรารถนาของคุณพ่อคุณแม่ โดยทั่วไปสมองของเด็กจะค่อย ๆ พัฒนาตั้งแต่เริ่มปฏิสนธิในครรภ์มารดาได้ 8 สัปดาห์ และเซลล์สมองจะค่อย ๆ พัฒนาได้อย่างเต็มที่เมื่อเด็กอายุ 8 ขวบ แต่ช่วงที่สมองพัฒนาได้ที่สุดคือ ช่วงแรกเกิดจนถึง 3 ขวบ แต่มักมีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้นได้เสมอ โดยพบว่า เด็กที่คลอดก่อนกำหนด เด็กที่คลอดน้ำหนักน้อย คุณแม่ที่มีปัญหาเรื่องคลอดลูกยาก รวมไปถึงคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ลูกแฝดจะมีความเสี่ยงที่ลูกน้อยเกิดป่วยเป็นโรคพิการทางสมอง (CP)

แพทย์หญิงวรัชยากล่าวต่อว่า โรคสมองพิการ (Cerebral Palsy) หรือซีพี (CP) เป็นคำรวมของกลุ่มอาการของผู้ป่วยเด็กที่มีความพิการอย่างถาวรของสมอง ความพิการนี้จะคงที่และไม่ลุกลามต่อไป ซึ่งมีผลให้การประสานงานของการทำงานของกล้ามเนื้อบกพร่อง ส่งผลให้ร่างกายมีการเคลื่อนไหวและการทรงตัวที่ผิดปกติ เช่น การเกร็งของใบหน้า ลิ้น ลำตัว แขน ขา การทรงตัว การทรงท่าในขณะนั่ง ยืน เดิน ผิดปกติหรืออาจเดินไม่ได้ นอกจากนี้ อาจมีความผิดปกติในการทำงานของสมองด้านอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น มีความบกพร่องในการมองเห็น ได้ยิน การรับรู้ การเรียนรู้ สติปัญญา และโรคลมชัก เป็นต้น สำหรับสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคมาจาก 3 ระยะ อันได้แก่ 1.ระยะก่อนคลอด เช่น ภาวะรกลอกตัวก่อนกำหนด ภาวะสายสะดือพันคอ 2.ระยะคลอด ทารกที่มีปัญหาคลอดยาก สายสะดือถูกกดทับ และ 3.ระยะหลังคลอด ทารกได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะ ตัวเหลืองรุนแรงเมื่อแรกเกิด การติดเชื้อในสมอง ระยะที่ 1 และ 2 มีผลทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองลดลง ทำให้สมองขาดออกซิเจน ส่วนระยะที่ 3 เกิดความผิดปกติที่เนื้อสมองเองโดยตรง

ด้วยเหตุดังกล่าวจึงเป็นที่มาของความร่วมมือระหว่างบริษัท ไทย สเตมไลฟ์ จำกัด ธนาคารสเต็มเซลล์เอกชนแห่งแรกและแห่งเดียวในปัจจุบันที่มีการเก็บและรับฝากสเต็มเซลล์ ทั้งจากเลือดในรกและสายสะดือและจากกระแสโลหิต กับโรงพยาบาลเอกชนชั้นนำแห่งหนึ่ง ได้รายงานความปลอดภัยและความเป็นไปได้ของการรับสเต็มเซลล์ที่ได้จากการเก็บ เลือดจากรกและสายสะดือของตนเองกับผู้ป่วยเด็กในวัยหัดเดินที่มีการวินิจฉัย ว่าเป็นโรคสมองพิการชนิด CP 2 ราย ร่วมกับการฉีดยา Granulocyte Colony Stimulating Factor (G-CSF) ในขนาดที่ต่ำ เพื่อให้ประสิทธิผลในการเคลื่อนไหวของเด็กที่เป็นโรคสมองพิการเป็นไปในทาง ที่ดีขึ้น

แพทย์หญิงวรัชยากล่าวปิดท้ายว่า อุบัติการณ์ของโรคสมองพิการ (Cerebral Palsy) ในเด็กมีความชุกของโรคคือ 2.1 ต่อการกำเนิดเด็กทารก 1,000 คน และนอกจากนั้นโรคสมองพิการนี้ยังสามารถเกิดได้จากอุบัติเหตุของเด็กเล็กใน ลักษณะสมองได้รับการกระทบกระเทือน ซึ่งมีผลอย่างยิ่งต่อการพัฒนาการด้านการเคลื่อนไหวและท่าทาง ทำให้ไม่สามารถเดินได้เหมือนเด็กปกติ เนื่องมาจากความผิดปกติที่เกิดขึ้นในสมองส่วนที่ควบคุมการเคลื่อนไหว โดยปกติแล้วจะไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ การรักษาจะเป็นแบบประคับประคองตามอาการและความรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นการให้ยาคลายกล้ามเนื้อ การทำกายภาพบำบัดอย่างสมํ่าเสมอ การแก้ไขภาวะผิดปกติของการรับรู้ที่สำคัญ เช่น เครื่องช่วยการได้ยิน การฝึกพูด หรือแม้แต่การผ่าตัด ซึ่งจะทำในรายที่เด็กมีกระดูกหรือกล้ามเนื้อผิดรูปที่รุนแรงเพื่อช่วยให้มี การเคลื่อนไหวได้ดีขึ้น

เมื่อเร็ว ๆ นี้ มหาวิทยาลัยดุ๊ก สหรัฐอเมริกาได้ตีพิมพ์ข้อมูลงานวิจัยผลสำเร็จของการรักษาผู้ป่วยโรคสมอง พิการ CP ด้วยสเต็มเซลล์จากเลือดในรกและสายสะดือของตนเองว่าช่วยเพิ่มพัฒนาการของสมอง ได้จริง ถือเป็นความสำเร็จครั้งแรกของโลก ทำให้ปัจจุบันทั่วโลกเริ่มหันมาสนใจโรคดังกล่าวเป็นอย่างมาก

ชาวบ้านกองดินรวมตัวชูป้ายหน้าโรงงาน “ไม่เอาโรงงานยางมะตอย”
เมื่อเวลา 15.00น.วันที่ 3 ธันวาคม นายอเนก ลำไย ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 7 ต.กองดิน อ.แกลง จ.ระยองพร้อมชาวบ้านจำนวน 60 คน เดินทางไปรวมตัวกันที่บริเวณหน้าประตู บริษัท ป.ศิริภัณฑ์ศิลา จำกัด เลขที่ 88/8-9 หมู่ 7 ต.กองดิน พร้อมชูป้าย “ไม่เอาโรงงานยางมะตอย” เรียกร้องให้ระงับการก่อสร้างโรงงานยางแอสฟัล(ยางมะตอย) หลังบริษัทฯยื่นหนังสือขออนุญาตก่อสร้างต่อองค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.)กองดิน

ชาวบ้านที่คัดค้านไม่พอใจการก่อสร้างโรงงานยางมะตอย cubiclebot.com โดยไม่ผ่านการทำประชาพิจารณ์จากชาวบ้านในชุมชน รวมทั้งเรื่องการระเบิดหินของบริษัทฯ ส่งผลกระทบชาวบ้านเรื่องเสียงดัง ปัญหาเรื่องรถบรรทุกหิน ส่งผลกระทบเรื่องฝุ่นละอองต่อสวนทุเรียนและสวนผลไม้

ทั้งนี้นายสาธิต ถิ่นทัพไทย ผู้จัดการบริษัท ป.ศิริภัณฑ์ศิลา จำกัด ได้ออกมาพบกลุ่มผู้ชุมนุม และกล่าวชี้แจงให้ชาวบ้านทราบว่า บริษัทฯได้ขออนุญาตจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและอุตสาหกรรม จ.ระยองแล้วตามขั้นตอน แต่จะรับเรื่องร้องเรียนไปแจ้งให้กรรมการผู้จัดการบริษัทฯทราบเพื่อพิจารณาต่อไป

ขณะเดียวกันหลังได้รับรายงานนายบัญญัติ เศียรเขียว ปลัดฝ่ายความมั่นคงอำเภอแกลง เดินทางมาพบชาวบ้านและรับเรื่องร้องเรียนเพื่อรายงานให้นายอำเภอแกลงทราบ ชาวบ้านพอใจแยกย้ายกันเดินทางกลับ

ปฏิเสธไม่ได้ว่าพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี หรือที่รู้จักกันดีในชื่อว่า “STEM” เป็นส่วนสำคัญในการก่อเกิดนวัตกรรมใหม่ ๆ บนโลกใบนี้ เห็นได้จากการเกิดอาชีพใหม่ ๆ ขึ้นมามากมาย ดังนั้น การส่งเสริมให้ได้เรียนรู้ในศาสตร์ที่จำเป็นต่อมวลมนุษยชาติ และแนะแนวให้ตรงกับความถนัดตั้งแต่วัยเด็ก จึงเป็นตัวช่วยที่ดีตั้งแต่ระดับต้นน้ำ

แต่กระนั้น คงไม่มีใครให้ความรู้เกี่ยวกับสายงาน STEM ได้ดีเท่ากับผู้ที่คลุกคลีอยู่ในอาชีพนั้น จึงทำให้เกิด โครงการ Enjoy Science Career โดย บริษัท เชฟรอน ประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด ร่วมกับ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) และ สถาบันคีนันแห่งเอเชีย ด้วยการแนะนำ 10 อาชีพ ที่ใช้พื้นฐานทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี จัดทำเป็นชุดนิทรรศการผ่านพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วทุกภูมิภาค

“อาทิตย์ กริชพิพรรธ” ผู้จัดการใหญ่ฝ่ายสนับสนุนธุรกิจ บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด กล่าวว่านิทรรศการ “Enjoy Science Career : สนุกกับอาชีพวิทย์” เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Enjoy Science Career : สนุกวิทย์ พลังคิด เพื่ออนาคต ซึ่งเป็นโครงการระยะยาว 5 ปี และคาดว่าจะมีผู้เข้าชมไม่ต่ำกว่า 1 แสนรายทั่วประเทศ

“โครงการนี้เป็นแนวทางที่ภาครัฐร่วมมือกับเอกชน เพื่อมุ่งเน้นด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ และส่งเสริมศักยภาพทางการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน ผ่านการพัฒนาการศึกษาในสาขาสะเต็มครอบคลุมทั่วประเทศ จนเกิดแรงบันดาลใจในการเลือกเส้นทางศึกษาต่อในอนาคตต่อไป”
“ปีนี้นับเป็นปีที่ 2 ของโครงการ เรามีการคัดเลือก 10 อาชีพใหม่ เช่น นักวิจัยวัสดุนาโน, ผู้ดูแลสมรรถภาพนักกีฬา, วิศวกรระบบราง, เกษตรยุคใหม่ และนักวิทยาศาสตร์ข้อมูล เป็นต้น เพื่อเน้นอาชีพที่สามารถประกอบอาชีพในวงกว้าง ทั้งในส่วนของภาครัฐ และภาคเอกชน รวมทั้งกลุ่มผู้เรียนทั้งสายสามัญ และสายอาชีพ โดยได้มีการเชิญบุคคลต้นแบบอาชีพวิทย์ จาก 3 อาชีพมาร่วมพูดคุยเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้แก่น้อง ๆ ด้วย”

โดยบุคคลแรกคือ “สิริวิมล ชื่นบาน” ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และความปลอดภัย บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด กล่าวว่า สายอาชีพนี้มีความท้าทายตลอดเวลา เนื่องจากต้องเป็นทั้งครูที่สอนเรื่องความปลอดภัยในการทำงาน เป็นนักกฎหมายที่ต้องเข้าไปตรวจสอบ เป็นนักขายเมื่อต้องนำอุปกรณ์ด้านความปลอดภัยใหม่ ๆ ไปนำเสนอให้แก่สถานประกอบการ แต่หลัก ๆ คือการทำงานเพื่อให้ผู้ร่วมงานปลอดภัย ทั้งในระดับองค์กร และระดับชุมชน

“รศ.ดร.ปันรสี ฤทธิประวัติ” อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมชีวการแพทย์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล บุคคลต้นแบบวิศวกรหุ่นยนต์ และระบบอัตโนมัติ กล่าวว่า ในอดีตเรื่องหุ่นยนต์ถือเป็นเรื่องใหม่ แต่เพียงไม่กี่ปีหุ่นยนต์กำลังจะกลายเป็นสิ่งธรรมดาที่จะเข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวัน ทั้งในรูปแบบหุ่นยนต์การแพทย์ หุ่นยนต์ที่ใช้เพื่อการเรียนการสอน ซึ่งต่อไปจะมีบทบาทมากขึ้นอย่างแน่นอน

“ดังนั้น การพัฒนาหุ่นยนต์ให้ตอบโจทย์ผู้ใช้จึงเป็นเรื่องที่ต้องเร่งพัฒนา แน่นอนว่าต้องอาศัยองค์ความรู้หลักคือด้านคอมพิวเตอร์ ด้านเครื่องยนต์กลไก และด้านอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งล้วนมีพื้นฐานจากการเรียนสะเต็มทั้งสิ้น ขณะเดียวกัน จะมีการข้ามศาสตร์เพื่อเชื่อมโยงไปยังสายงานอื่น ๆ เช่น ด้านศิลปะ ดีไซน์ เพื่อให้เกิดการพัฒนารูปลักษณ์ และการใช้งานไปพร้อม ๆ กัน”

“พงษ์พัฒน์ แก้วพะเนาว์” เกษตรกรยุคใหม่กล่าวว่า ผมเกิดมาในยุคที่ครอบครัวมองว่าการเรียนด้านเกษตรมีอนาคตที่ลำบาก แต่ผมกลับมองเห็นความยั่งยืนของอาชีพนี้ หากสามารถพัฒนาความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการทำงาน

“การมีความรู้พื้นฐาน การวิเคราะห์ดินจึงเป็นเรื่องจำเป็นที่เกษตรกรต้องรู้ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดสำหรับพืชผลที่ลงทุนไป รวมไปถึงในอนาคตที่เกษตรกรไทยจะต้องค้าขายกับต่างประเทศ จึงยิ่งต้องยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตรมากขึ้น และจะต้องอาศัยความรู้ทางด้านเทคโนโลยีเพิ่มขึ้นด้วย ตรงนี้เป็นสิ่งสำคัญอย่างมาก”

ฉะนั้น จึงต้องยอมรับว่าวิทยาศาสตร์ไม่ใช่แค่วิชาอีกต่อไปแต่หากเป็นพื้นฐานของการนำไปสู่อาชีพในอนาคตด้วยกรมพัฒนาที่ดิน เตรียมความพร้อมจัดงาน “วันดินโลก” ปี 2560 น้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณในหลวง รัชกาลที่ 9 ด้านการพัฒนาที่ดิน การอนุรักษ์ดินและน้ำ พร้อมเชิดชูพระเกียรติยศ ในฐานะทรงเป็นนักวิทยาศาสตร์ดินเพื่อมนุษยธรรม