ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย เผยว่า บันทึกความเข้าใจ

(“Memorandum of Understanding: MOU”) ฉบับนี้ทำขึ้นระหว่างการยางแห่งประเทศไทย, บริษัท แพลท เนรา จำกัด และ บริษัท เรียล มูฟ จำกัด เพื่อร่วมจัดตั้งศูนย์ข้อมูลข่าวสารยางพาราไทย (Thailand Rubber Information Center: TRIC) โดยมีจุดมุ่งหมายให้ TRIC เป็นศูนย์กลางในการเก็บรวบรวม กระจาย และวิเคราะห์ข้อมูลข่าวสารอิเล็กทรอนิกส์เกี่ยวกับยางพาราที่ทันต่อเหตุการณ์เพื่อยกระดับและพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการเกษตรกรและเกษตรกรชาวสวนยางตามวิสัยทัศน์ มั่งคั่ง มั่นคง และยั่งยืนตามนโยบายไทยแลนด์ ๔.๐

“ศูนย์ข้อมูลข่าวสารยางพาราไทยที่จัดตั้งนี้ กยท.จะดำเนินเนินการสนับสนุนในด้านองค์ความรู้ การรวบรวม การวิเคราะห์ข้อมูล การกระจายข้อมูลที่เกี่ยวข้องให้แก่ผู้ประกอบการและเกษตรกรชาวสวนยางไทย ลงในระบบฐานข้อมูลสารสนเทศและระบบสื่อสารสำหรับเชื่อมโยงระหว่างการยางแห่งประเทศไทย, ผู้ประกอบการเกษตรกรและเกษตรกรชาวสวนยางรวมทั้งบุคลากรทั้งภาครัฐ และภาคเอกชนให้ได้รับข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับยางพารา อย่างมีประสิทธิภาพ ถูกต้อง เที่ยงตรง และรวดเร็ว” ผู้ว่าการ กยท. กล่าว

นายพิรุณ ไพรีพ่ายฤทธิ์ ผู้อำนวยการด้านลูกค้าธุรกิจภาครัฐและภาคการศึกษา บมจ.ทรู
คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า กลุ่มทรู มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับการยางแห่งประเทศไทย ในการจัดตั้งโครงการศูนย์กลางข้อมูลข่าวสารยางพารา เพื่อประโยชน์แก่เกษตรกรชาวสวนยาง โดยกลุ่มทรู จะสนับสนุนแพลตฟอร์มและช่องทางการเข้าถึงศูนย์กลางข้อมูลข่าวสาร ซึ่งเชื่อมต่อผ่านโครงข่ายที่ดีที่สุด และครอบคลุมที่สุดของทรูมูฟ เอช มั่นใจว่า ผู้ประกอบการและเกษตรกรชาวสวนยางไทยทั่วประเทศ จะสามารถใช้งานแอพพลิเคชั่น TRIC ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถเข้าถึงศูนย์กลางข้อมูลข่าวสารยางพาราไทยได้ทุกที่ทุกเวลา ซึ่งจะช่วยยกระดับและพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการและเกษตรกรชาวสวนยางเข้าสู่ยุคดิจิทัล ตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0

คุณวิสันติ อาชาเดโชพล กรรมการผู้จัดการ บริษัท แพลท เนรา จำกัด กล่าวว่า บริษัท Patnera เป็นผู้พัฒนา Application เพื่อรองรับการใช้งานผ่านอุปกรณ์สื่อสารต่าง ๆ ได้สะดวกมากยิ่งขึ้น โดยการร่วมมือครั้งนี้ บริษัท แพลท เนรา จำกัด จะดำเนินการสนับสนุนในการพัฒนาและบำรุงรักษาแอปพลิเคชั่นทางฝั่งเซอร์ฟเวอร์และบนโทรศัพท์เคลื่อนที่ เพื่อเป็นศูนย์กลางการกระจายข้อมูลให้แก่ผู้ประกอบการและเกษตรกรชาวสวนยางไทย ซึ่งจะได้รับข้อมูลข้อมูลที่ทันต่อเหตุการณ์ แม่นยำและเชื่อถือได้ รวมถึงการส่งเสริม สนับสนุน และร่วมกันให้ข้อมูลข่าวสารยางพาราเพื่อประโยชน์ทางด้านการจำหน่าย ข้อมูลการตลาด ให้มีการแข่งขันอย่างเป็นธรรม เปิดเผย โปร่งใส เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมทางการค้าและเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ ผู้ประกอบการเกษตรกรชาวสวนยาง และเกษตรกรชาวสวนยางต่อไป

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เผย ผลติดตามงานของดีจากชายแดน ตลอด 10 วัน ผู้เข้าร่วมชมงานกว่า 4 หมื่นราย ยอดจำหน่ายสินค้าทะลุ 13 ล้านบาท ช่วยสร้างรายได้ โอกาส เพิ่มช่องทางการกระจายสินค้า รวมทั้งเผยแพร่สินค้าพื้นเมืองที่เป็นอัตลักษณ์ของ 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ร่วมกัน

นางสาวรังษิต ภู่ศิริภิญโญ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงผลประเมินจัดงานของดีจากชายแดนใต้ ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) โดยมีองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร เป็นหน่วยงานหลักในการจัดงาน

สำหรับงาน “ของดีจากชายแดนใต้” ครั้งที่ 10 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 25 สิงหาคม ถึง 3 กันยายน 2560 ณ บริเวณตลาด อ.ต.ก. เพื่อเผยแพร่ผลงานการพัฒนาอาชีพการเกษตรที่สามารถขยายผลและเป็นที่ยอมรับของเกษตรกรในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ส่งเสริมการพัฒนาสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ระดับชุมชนให้เป็นที่ยอมรับของประชาชนทั่วไป รวมทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชนได้มีส่วนช่วยสนับสนุนสินค้า และสร้างรายได้แก่ประชาชนใน 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้

ภายในงานประกอบด้วยกิจกรรมการจำหน่ายสินค้า ผลิตผลการเกษตร สินค้าพื้นเมืองที่เป็นอัตลักษณ์ท้องถิ่น อาทิ ปลากุลา ไก่กอและ ข้าวมันไก่เบตง ใบไม้สีทอง ทุเรียนทรายขาว ฯลฯ จำนวน 138 ร้าน กิจกรรมส่งเสริมการขาย สาธิตการทำยำสาหร่าย ข้าวยำ การทำสบู่จากนมแพะ และการทำผ้าบาติก ฯลฯ การจัดนิทรรศการโครงการเมืองต้นแบบ “สามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน” และการแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน

ในการนี้ สศก. ได้ประเมินผลการจัดงานของดีจากชายแดนใต้ รวม 10 วัน พบว่า มีผู้สนใจเข้าชมงานประมาณ 41,795 ราย มูลค่าการจำหน่ายสินค้าทั้งสิ้น 13,188,936 บาท (เฉลี่ย 95,572 บาท/ร้าน) นอกจากนี้ ภายในงานยังได้จัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย มีการจัดช่วงนาทีทอง ประมูลสินค้าจากร้านค้าต่างๆ เช่น ทุเรียนทรายขาว ลองกอง สับปะรด ข้าวเกรียบปลา ต่างหูไข่มุก เป็นต้น และแจกบัตรกำนัลแทนเงินสดจากการร่วมกิจกรรมแชร์รูปภาพภายในงานลงใน Facebook “ของดีจากชายแดนใต้ ครั้งที่ 10” รวมมูลค่า 104,850 บาท

สำหรับกลุ่มผู้เข้าชมงานส่วนใหญ่ร้อยละ 94 เป็นกลุ่มผู้เข้าชมงานจากกรุงเทพฯ และในเขตปริมณฑล นอกนั้นเป็นกลุ่มผู้เข้าชมงานจากภาคต่างๆ โดยร้อยละ 85 ต้องการมาซื้อสินค้า รองลงมาร้อยละ 66 มาเดินเที่ยวชมงาน ส่วนที่เหลือมาผ่านมาพบโดยบังเอิญ

ด้านความพึงพอใจ ผู้เข้าชมงานส่วนใหญ่มีความพึงพอใจระดับมาก ในเรื่องของสถานที่ ร้านค้าที่มาจำหน่าย และระยะเวลาในการจัดงาน ซึ่งในการมาเที่ยวชมงาน ร้อยละ 98 เห็นว่าคุ้มค่ามีสินค้าหลากหลายให้เลือกซื้อ ได้บริโภคอาหาร/สินค้าที่มีคุณภาพและราคาไม่แพง และได้ช่วยเหลือพี่น้องจากจังหวัดชายแดนใต้ และร้อยละ 83 ของผู้เข้าชมงานคิดว่าจะมางานของดีจากชายแดนใต้ในครั้งต่อไป

ด้านผู้ประกอบการร้านค้าร้อยละ 86 เห็นว่าการมาจำหน่ายสินค้าในครั้งนี้ มีความคุ้มค่า และร้อยละ 90 จะมาเข้าร่วมงานของดีจากชายแดนใต้อีก เพราะได้เพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าลูกค้าให้การตอบรับสินค้าดี และได้ช่วยประชาสัมพันธ์สินค้าของจังหวัด

ทั้งนี้ สถานที่จัดงานครั้งต่อไป 3 อันดับแรก ร้อยละ 37 ต้องการให้จัดงานที่ฟิวเจอร์พาร์ครังสิต รองลงมาร้อยละ 27 และ 13 เป็นกรมชลประทาน และ อ.ต.ก. ตามลำดับ นอกจากนี้ มีความเห็นว่าสถานที่จัดงานควรเป็นห้างสรรพสินค้า หรือเต็นท์ที่ติดเครื่องปรับอากาศ หรือถ้าเป็นเต็นท์ธรรมดา ควรติดพัดลมไอน้ำ และขยายขนาดบูธให้ใหญ่ขึ้น เพื่อให้สามารถจัดวางสินค้าได้มากขึ้น

กรมวิชาการเกษตร ยันขาดความเชี่ยวชาญด้านอันตรายต่อมนุษย์ ต้องส่งเรื่องพาราควอต และ คลอร์ไพริฟอส ให้คณะกรรมการวัตถุอันตรายชี้ชะตา ดีเดย์พร้อมส่งข้อมูลภายในสัปดาห์นี้ นายสุวิทย์ ชัยเกียรติยศ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยกรณีมีข่าวว่ากรมวิชาการเกษตรยื้อเวลาการใช้วัตถุอันตราย 2 ชนิด ได้แก่ พาราควอต และคลอร์ไพริฟอส ออกไปโดยส่งเรื่องให้คณะกรรมการวัตถุอันตรายพิจารณานั้น ไม่เป็นความจริงเพราะการส่งเรื่องการพิจารณาวัตถุอันตรายพาราควอต และคลอร์ไพริฟอส พร้อมข้อมูลทางวิชาการที่กรมวิชาการเกษตรรวบรวมทั้งหมด รวมถึงข้อกังวลด้านสุขอนามัยโดยเฉพาะอันตรายต่อมนุษย์ ไปให้คณะกรรมการวัตถุอันตรายนั้น

คณะกรรมการชุดดังกล่าวมิใช่คณะกรรมการที่กรมวิชาการเกษตรตั้งขึ้น แต่เป็นคณะกรรมการตาม พระราชบัญญัติวัตถุอันตราย 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งเป็นการดำเนินการตามหน้าที่ของคณะอนุกรรมการพิจารณาเพื่อขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายทางการเกษตรที่ระบุว่า หากจะดำเนินการเพิกถอนทะเบียนด้วยเหตุผลที่วัตถุอันตรายนั้นอาจจะเป็นอันตรายต่อมนุษย์ สัตว์ สิ่งมีชีวิตโดยไม่มีวิธีการปกติในการที่จะป้องกันได้ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการโดยคำแนะนำของคณะกรรมการวัตถุอันตรายก่อน ประกอบกับในกรณีนี้ข้อมูลด้านสุขอนามัยโดยเฉพาะอันตรายต่อมนุษย์นั้น คณะอนุกรรมการฯ เห็นว่ายังขาดผู้เชี่ยวชาญที่จะพิจารณา จึงเห็นสมควรส่งเรื่องดังกล่าวไปขอคำปรึกษาจากคณะกรรมการวัตถุอันตราย ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ (มาตรา 7) ที่จะให้คำปรึกษาเรื่องใดๆ เกี่ยวกับวัตถุอันตราย

นอกจากนี้ในการที่คณะกรรมการวัตถุอันตรายจะพิจารณาตัดสินใจประกาศเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 คือห้ามผลิต นำเข้า ส่งออก ขาย และมีไว้ในครอบครอง ก็จำเป็นต้องพิจารณาข้อมูลทั้งหมดดังกล่าวก่อน หรือถ้าข้อมูลยังไม่เพียงพอและสมควรที่จะให้มีใช้ต่อไป ก็จะยังคงจัดเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 คือสามารถผลิต นำเข้า ส่งออกและมีไว้ในครอบครองได้ต่อไป โดยมีคำแนะนำจากคณะกรรมการวัตถุอันตรายให้กรมวิชาการเกษตรมีมาตรการเพื่อลดความเสี่ยง และจำกัดการใช้วัตถุอันตรายทั้ง 2 ชนิด โดยกรมวิชาการเกษตรจะดำเนินการส่งข้อมูลดังกล่าวให้คณะกรรมการวัตถุอันตรายภายในสัปดาห์นี้

“กรมวิชาการเกษตรขอยืนยันว่าการดำเนินการใดๆ เกี่ยวกับวัตถุอันตรายทุกชนิด ดำเนินการตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ให้ความสำคัญในการลดใช้สารเคมี และการที่จะผลิตสินค้าเกษตรให้ได้มาตรฐานและปลอดภัยจากสารตกค้างทั้งในผลผลิตและสิ่งแวดล้อม และพร้อมที่จะสนับสนุนการลด ละ เลิก การใช้ เมื่อมีความจำเป็น โดยคำนึงถึงความเป็นอันตรายต่อสุขภาพของมนุษย์เป็นสำคัญ อย่างไรก็ตามเพื่อรองรับผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น กระทรวงเกษตรฯ จะศึกษาและเร่งรัดหาวิธีการที่เหมาะสมเพื่อเป็นทางเลือกทดแทนการใช้สารดังกล่าวต่อไป” อธิบดีกรมวิชาการเกษตรกล่าว

เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า จึงเตรียมจัดทำรถธงฟ้าประชารัฐเคลื่อนที่หรือโมบาย ยูนิต นำสินค้าธงฟ้าจำหน่ายบนรถ ซึ่งจะติดตั้งเครื่องอีดีซีให้ผู้มีรายได้น้อย ใช้บัตรสววัสดิการรูดซื้อได้ โดยจะประชุมร่วมกับกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง 920 อำเภอ ในวันที่ 16 กันยายนนี้ ที่อิมแพค เมืองทองธานี เพื่อเชิญชวนการร่วมทำร้านธงฟ้าประชารัฐเคลื่อนที่ อย่างน้อยอำเภอละ 1 คัน เพื่อให้กระจายสินค้าธงฟ้าประชารัฐถึงผู้มีรายได้น้อยที่มีบัตรสวัสดิการให้ครอบคลุมมากที่สุด

นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ผอ.สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า ผู้มีรายได้น้อยที่ผ่านคุณสมบัติ จำนวน 11.4 ล้านบาท มีผู้ที่เป็นหนี้นอกระบบ 1.2 ล้านบาท รวมเป็นมูลหนี้กว่า 6 หมื่นล้านบาท ได้ส่งรายชื่อให้ธนาคาร รอเข้ามาขอสินเชื่อไปใช้หนี้นอกระบบ

ส่วนผู้ที่ไม่สามารถเข้าระบบได้ โดยเฉพาะผู้ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ย้ำขอกู้ผ่านผู้ประกอบการพิโคไฟแนนซ์และนาโนไฟแนนซ์ ซึ่งได้รับอนุญาตจากคลัง ขณะนี้ผู้ประกอบการพิโคไฟแนนซ์ที่สามารถปล่อยกู้ให้ผู้กู้รายละไม่เกิน 5 หมื่นบาท ได้รับอนุญาตแล้ว 121 ราย ใน 40 จังหวัด เริ่มปล่อยกู้แล้ว 63 ราย ใน 32 จังหวัด รวมยอดปลอ่ยกู้แล้ว 42 แล้วบาท ในปีนี้จะอนุมัติให้มีผู้ประกอบการ 200 ราย

ส่วนการปล่อยกู้ของธนาคารออมสินและธนาคาเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) รายละ 5 หมื่นบาท ผ่อนไม่เกิน 5 ปี มีลูกหนี้นอกระบบยื่นกู้แล้วกว่า 1 แสนราย ตั้งแต่ 1 มีนาคม ถึง 31 สิงหาคม 2560 รวมปล่อยกู้ 4,796 ล้านบาท กำลังศึกษาแนวทางปรับลดเกณฑ์การขอสินเชื่อสำหรับผู้เป็นหนี้นอกระบบ ไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกันในการขอสินเชื่อกับธนาคารรัฐ

ส่วนการปล่อยกู้ของธนาคารออมสินและธนาคาเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) รายละ 5 หมื่นบาท ผ่อนไม่เกิน 5 ปี มีลูกหนี้นอกระบบยื่นกู้แล้วกว่า 1 แสนราย ตั้งแต่ 1 มีนาคม ถึง 31 สิงหาคม 2560 รวมปล่อยกู้ 4,796 ล้านบาท กำลังศึกษาแนวทางปรับลดเกณฑ์การขอสินเชื่อสำหรับผู้เป็นหนี้นอกระบบ ไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกันในการขอสินเชื่อกับธนาคารรัฐ

นางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมามีผู้ประกอบธุรกิจยื่นขอจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนบริษัทจัดตั้งใหม่จำนวน 7,159 ราย เพิ่มขึ้น 20% เทียบกรกฎาคม 2560 และเพิ่มขึ้น 15% เทียบสิงหาคม 2559 ถือว่าเป็นยอดจดทะเบียนเทียบปีต่อปีสูงสุดในรอบ 4 ปี มูลค่าทุนจดทะเบียนจัดตั้งใหม่ 47,354 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 123% เทียบกรกฎาคม 2560 และเพิ่มขึ้น 145% เทียบสิงหาคม 2559 ทำให้ 8 เดือนแรก (มกราคม-สิงหาคม) ปีนี้ มียอดจดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนบริษัทรวม 49,080 ราย เพิ่มขึ้น 14% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน มีมูลค่าจดทะเบียนทั้งสิ้น 232,893 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 44% เทียบช่วงเดียวกันปีก่อนโดยธุรกิจจดใหม่มากสุดคือ ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป 621 ราย ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 394 ราย ธุรกิจภัตตาคาร/ร้านอาหาร 218 ราย ธุรกิจการขนส่งสินค้ารวมถึงคนโดยสาร 142 ราย และธุรกิจให้คำปรึกษาด้านการจัดการ 138 ราย ตามลำดับ

นางสาวบรรจงจิตต์ กล่าวว่า นิติบุคคลที่จดทะเบียนเลิกในเดือนสิงหาคม 2560 มี 1,755 ราย เพิ่มขึ้น 8% เทียบกรกฎาคม 2560 และเพิ่มขึ้น 0.5% เทียบสิงหาคม 2559 มูลค่าจดเลิก 7,845 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 31% เทียบกรกฎาคม 2560 และเพิ่มขึ้น 12% เทียบสิงหาคม 2559 ทำให้ 8 เดือนแรกปีนี้มีจดทะเบียนเลิกรวม 9,862 ราย ลดลง 1% เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน และมีมูลค่าจดทะเบียนเลิกรวม 45,374 ล้านบาท ลดลง 48%

“จะเห็นว่าสัดส่วนจดทะเบียนจัดตั้งใหม่มากกว่าจดทะเบียนเลิก เป็นเครื่องยืนยันว่ายังมีความมั่นใจในการจัดตั้งธุรกิจ ยอดจดทะเบียนที่เพิ่มขึ้นเป็นผลจากมาตรการรัฐสนับสนุนการลงทุนผู้ประกอบการ เช่น ลดภาษีเงินได้นิติบุคคลแก่เอสเอ็มอี โครงการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐ เช่น โครงการรถไฟฟ้าหลายสาย ยิ่งทำให้ธุรกิจก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์เพิ่มจำนวนขึ้น ภาคท่องเที่ยวและส่งออกขยายตัวต่อเนื่อง รวมทั้งมาตรการช่วยผู้มีรายได้น้อย มั่นใจว่าจะทำให้เศรษฐกิจกระเตื้องเป็นขาขึ้น” นางสาวบรรจงจิตต์ กล่าว

นางสาวบรรจงจิตต์ กล่าวว่า นอกจากนี้จะยิ่งมีความมั่นใจต่อการทำธุรกิจมากขึ้น หลังจากนักลงทุนญี่ปุ่นได้เดินทางลงพื้นที่ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) จึงมั่นใจว่าธุรกิจที่เป็นซัพพลายเชนจะเติบโตไปด้วย ทำให้ทั้งปีนี้คาดว่ายอดจดจัดตั้งใหม่จะเกิน 6.6 หมื่นราย ซึ่งเป็นเป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้ และอาจมีโอกาสขยายตัวได้ถึง 7% จากปีที่แล้ว จากเดิมที่ตั้งไว้ 3% ส่วนกรณีธนาคารโลกจะประเมินความยากง่ายในการทำธุรกิจของไทยในเดือนตุลาคมนี้ มั่นใจว่าจะดีขึ้นทั้งอันดับและคะแนนอย่างแน่นอน

แม่ฮ่องสอน – นายพิชาญ กว้างชูชัย diariodeunacomunicadora.com ประธานกรรมการบริหาร บริษัท วิสดอม แอร์เวย์ จำกัด กล่าวถึงการเปิดตัวสายการบินใหม่ให้บริการนักท่องเที่ยวและประชาชนทั่วไป เส้นทางเชียงใหม่-แม่ฮ่องสอน, ดอนเมือง-ปาย ว่าจะเริ่มให้บริการบินในวันที่ 1 ธันวาคม เป็นต้นไป วันละ 5 เที่ยวบิน ใช้เครื่องบินแบบ 12 ที่นั่ง เส้นทาง ดอนเมือง-ปาย จะใช้เครื่องบินแบบ Twin Otto ผลิตในประเทศแคนาดา บรรทุกผู้โดยสาร 20 ที่นั่ง สายการบินสัญชาติไทย เป็นทางเลือกเดินทางไปยังจังหวัดแม่ฮ่องสอน อำเภอปาย จังหวัดน่าน และจังหวัดเชียงราย

ในช่วงหนึ่งปีแรกจะเปิดบินในเส้นทางเชียงใหม่-แม่ฮ่องสอน วันละ 5 เที่ยว, เชียงใหม่-อำเภอปาย วันละ 3 เที่ยว, เชียงใหม่-น่าน วันละ 1 เที่ยว และ เชียงใหม่-เชียงราย วันละ 1 เที่ยว เข้าสู่ปีที่สอง จะเพิ่มเครื่องบินเป็นขนาด 20 ที่นั่ง จะขอทำการบินจากสนามบินดอนเมืองไปยังอำเภอปาย เพิ่มเที่ยวบินจากจังหวัดเชียงใหม่ไปอำเภอแม่สอด และเชียงใหม่-พิษณุโลก สำหรับราคาค่าโดยสาร ระหว่างเชียงใหม่-แม่ฮ่องสอน และ เชียงใหม่-ปาย จะอยู่ที่ 1,90-1,750 บาท ช่วงโปรโมชั่น 3 เดือนแรก (ตั้งแต่ 1 ธันวาคม 2560-1 มีนาคม 2561) ผู้โดยสารที่มีภูมิลำเนาในจังหวัดแม่ฮ่องสอน แสดงบัตรประจำตัวประชาชน ต่อเคาน์เตอร์จำหน่ายตั๋ว เพื่อรับสิทธิพิเศษในราคา 1,200 บาท ต่อเที่ยว เที่ยวบินละ 2 ที่นั่ง ให้จองตั๋วโดยสารแบบออนไลน์ ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน เป็นต้นไป เบื้องต้นในเดือนพฤศจิกายนจะเป็นการให้บริการแบบเช่าเหมาลำ ในราคาเที่ยวบินละ 40,000 บาท ต่อชั่วโมง

นายพิชาญ กล่าวว่า เคยมีนักธุรกิจจากประเทศจีน 4 ราย ติดต่อขอเช่าเหมาลำ เที่ยวบินต่อวัน เพื่อเดินทางจากจังหวัดเชียงใหม่ มายังท่าอากาศยานปาย อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน แต่ตอบปฏิเสธไปเพราะต้องการเปิดบริการนักท่องเที่ยวและชาวจังหวัดแม่ฮ่องสอน นอกจากนั้นทางบริษัทยังมีข้อตกลงกับศูนย์การแพทย์ฉุกเฉินเพื่อให้บริการแก่ผู้ป่วยหนัก ระหว่างแม่ฮ่องสอนกับเชียงใหม่อีกด้วย

วันที่ 15 กันยายน 2560 กรมอุตุนิยมวิทยา ออกประกาศเตือนภัยลักษณะอากาศ เรื่อง พายุ “ทกซูรี” (DOKSURI) ฉบับที่ 9

ประกาศฉบับดังกล่าวระบุว่าเมื่อเวลา 04.00 น. ของวันนี้ (15 ก.ย. 60) พายุไต้ฝุ่น “ทกซูรี” (DOKSURI) บริเวณทะเลจีนใต้ตอนบน อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองวินห์ ประเทศเวียดนาม ประมาณ 250 กม. หรือที่ ละติจูด 17.8 องศาเหนือ ลองจิจูด 107.9 องศาตะวันออก มีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 130 กิโลเมตรต่อชั่วโมง กำลังเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตกค่อนทางเหนือเล็กน้อยด้วยความเร็ว 25 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

คาดว่า พายุนี้จะเคลื่อนผ่านอ่าวตังเกี๋ย และเคลื่อนขึ้นฝั่งบริเวณเมืองวินห์ ประเทศเวียดนามในวันนี้ (15 ก.ย. 60) โดยจะอ่อนกำลังลงเป็นพายุโซนร้อนเข้าปกคลุมประเทศลาว และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนของประเทศไทย และจะอ่อนกำลังลงเป็นพายุดีเปรสชันต่อไป

ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทยมีกำลังแรง ส่งผลทำให้ประเทศไทยมีฝนเพิ่มมากขึ้นและมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่งบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนที่ตกหนักและฝนที่ตกสะสมที่อาจเกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากไว้ด้วย สำหรับผู้ที่จะเดินทางไปประเทศเวียดนามตอนบนควรตรวจสอบสภาพอากาศก่อนเดินทางด้วย โดยมีผลกระทบตามภาคต่างๆดังนี้

วันที่ 15 ก.ย. 60
– ภาคเหนือ บริเวณจังหวัดน่าน แพร่ พะเยา อุตรดิตถ์ เพชรบูรณ์ พิษณุโลก สุโขทัย พิจิตร กำแพงเพชร ลำพูน ลำปาง เชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน และตาก
– ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ บริเวณจังหวัดนครพนม สกลนคร มุกดาหาร บึงกาฬ หนองคาย อุดรธานี กาฬสินธุ์ มหาสารคาม อำนาจเจริญ ยโสธร ร้อยเอ็ด หนองบัวลำภู เลย ขอนแก่น ชัยภูมิ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี
– ภาคตะวันออก บริเวณจังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด
– ภาคใต้ บริเวณจังหวัดสุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล

วันที่ 16 ก.ย. 60
– ภาคเหนือ บริเวณจังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา แพร่ น่าน ลำพูน ลำปาง อุตรดิตถ์ พิษณุโลก สุโขทัย กำแพงเพชร และตาก
– ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ บริเวณจังหวัดเลย หนองบัวลำภู หนองคาย บึงกาฬ อุดรธานี สกลนคร นครพนม ขอนแก่น ชัยภูมิ กาฬสินธุ์ และนครราชสีมา
– ภาคกลาง บริเวณจังหวัดนครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท ลพบุรี สระบุรี สิงห์บุรี กาญจนบุรี และราชบุรี
– ภาคตะวันออก บริเวณจังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด
– ภาคใต้ บริเวณจังหวัดสุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลาระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล