ผู้สอนระดับชั้นอนุบาล 1 – 2 โรงเรียนวัดหนองเมือง อ.บ้านหมี่

หนึ่งในผู้เข้ารับการอบรมได้กล่าวว่า “ครั้งนี้เหมือนได้มาเติมเต็มองค์ความรู้เกี่ยวกับพัฒนาการของเด็กและการใช้เครื่องมือเพื่อพัฒนาเด็กให้สมบูรณ์ขึ้น เพราะได้เรียนรู้วิธีการเลือกและใช้หนังสือภาพให้เหมาะกับช่วงวัยของเด็ก อีกเรื่องที่น่าสนใจมากคือการสื่อสารกับเด็กผ่านการสังเกตอารมณ์ของพวกเขา ซึ่งถ้าเราเข้าใจและปฏิบัติกับเด็กอย่างถูกวิธีแล้ว เด็กจะมีพัฒนาการทางสังคมที่ยอดเยี่ยม และเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีได้ต่อไป”

ด้าน ครูฝ้าย – ชุติมา ปลดเปลื้อง ผู้สอนระดับชั้นเตรียมอนุบาล ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กค่ายภาณุรังษี โรงเรียนกองทัพบกอุปถัมภ์โยธินวิทยา อ.เมือง จ.ราชบุรี กล่าวว่า “รู้สึกดีใจมากที่ได้มาร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ เพราะทำให้เข้าใจและมีความมั่นใจมากขึ้นที่จะนำหนังสือภาพไปใช้เพื่อช่วยพัฒนาเด็กๆ ต้องขอขอบคุณมูลนิธิเอสซีจีที่จัดการอบรมในลักษณะนี้ขึ้น อยากให้จัดต่อไปเรื่อยๆ และขยายไปถึงคุณครูที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลด้วย”

มูลนิธิเอสซีจี หวังว่าการผลักดันและขยายแนวคิดการใช้หนังสือภาพผ่านการอบรมกระบวนการ ‘เล่านิทาน อ่านหนังสือ’ ในครั้งนี้ จะสามารถจุดประกายให้คุณครูนำเครื่องมือที่ประหยัด ง่าย และทรงพลังนี้ ไปใช้กับเด็กๆ ในวงกว้างขึ้น เพราะไม่ว่าโลกแห่งเทคโนโลยีจะก้าวล้ำไปแค่ไหน แต่การรักษาโลกแห่งจินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ และความคิดที่งดงามในวัยเด็กไว้ก็เป็นเรื่องสำคัญ เพราะสิ่งเหล่านี้ถือเป็นภูมิคุ้มกันชั้นดีให้เด็กน้อยเมื่อพวกเขาเติบโตขึ้น

สำหรับผู้ที่สนใจหนังสือภาพในโครงการ “นำหนังสือดีสู่เด็กไทย” โดยมูลนิธิเอสซีจี สามารถหาซื้อได้ตามร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป ซึ่งรายได้จากการจำหน่ายจะสบทบเข้า ‘กองทุนนำหนังสือดีสู่เด็กไทย’ โดยมูลนิธิเอสซีจี ที่จะนำรายได้ทั้งหมดไปจัดพิมพ์หนังสือภาพเพื่อมอบให้ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กและโรงเรียนอนุบาลในชนบทที่ขาดแคลนต่อไป สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่มูลนิธิเอสซีจี โทร.02-586-2547 อีเมล ecd.scgfoundation@scg.co.th เว็บไซต์ www.scgfoundation.org หรือ Facebook มหัศจรรย์หนังสือภาพ

นอกจากพ่อแม่ผู้ปกครองจะเป็นผู้มีหน้าที่ดูแลส่งเสริมพัฒนาการให้กับบุตรหลานอย่างเหมาะสมในแต่ละช่วงวัยแล้ว ยังมีบุคคลอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งมีความสำคัญอย่างมากในการทำหน้าที่ดูแลเด็กๆ ด้วยความใส่ใจเมื่อถึงวัยที่พวกเขาต้องเข้าโรงเรียน นั่นก็คือ ‘คุณครูอนุบาล’ ที่ในแต่ละวันจะต้องคอยเฝ้าสังเกต และเรียนรู้ลักษณะนิสัยใจคอของเด็กแต่ละคนอย่างใกล้ชิด เพื่อช่วยพัฒนาศักยภาพของเด็กๆ เหล่านั้นให้เติบโตขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ มูลนิธิเอสซีจี ซึ่งยึดถืออุดมการณ์เชื่อมั่นในคุณค่าของคนมาโดยตลอด จึงจัดการอบรมเวิร์คช็อปเพื่อแบ่งปันองค์ความรู้และประสบการณ์จากผู้เชี่ยวชาญ ให้กับตัวแทนคุณครูอนุบาลทั่วประเทศกว่า 70 คน เพื่อให้เหล่าแม่พิมพ์ของชาติสามารถนำกระบวนการเรียนรู้และเครื่องมือต่างๆ ไปใช้เสริมสร้างพัฒนาการของเด็กๆ ได้อย่างถูกต้องต่อไป

สุวิมล จิวาลักษณ์ กรรมการและผู้จัดการมูลนิธิเอสซีจี ได้กล่าวว่า “มูลนิธิเอสซีจี เล็งเห็นความสำคัญของบุคลากรผู้ทำหน้าที่ดูแลและใกล้ชิดกับเด็กเล็กเป็นอย่างมาก จึงได้ขยายแนวคิดเรื่องการใช้หนังสือภาพและกระบวนการ ‘เล่านิทาน อ่านหนังสือ’ ไปสู่กลุ่มคุณครูอนุบาลเหล่านี้ เพื่อจุดประกายให้พวกเขาได้นำความรู้ไปใช้พัฒนาและเติมเต็มให้เด็กๆ มีสติปัญญาที่ดี มีจินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ และสมาธิที่ยาวนานขึ้น เพราะเราเชื่อว่ายิ่งเด็กเล็กได้รับการพัฒนาเร็วเท่าไร พวกเขาก็จะยิ่งมีพัฒนาการที่ดีมากขึ้นเท่านั้น โดยเฉพาะการเล่านิทานอ่านหนังสือนั้น ถือเป็นวิธีการที่ทำได้ง่าย ประหยัด ทรงพลัง และเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามากที่สุดอย่างหนึ่ง เพียงอ่านหนังสือให้เด็กฟังวันละ 10 – 15 นาทีเท่านั้น รวมทั้งเป็นโอกาสที่พ่อแม่จะได้ช่วยพัฒนาลูกน้อย ทั้งด้านร่างกายหรืออารมณ์ความรู้สึก และยังเป็นการเชื่อมสายใยรักและความอบอุ่นของครอบครัวให้แนบแน่นอีกด้วย ไม่เพียงเท่านี้ เรายังเชื่อว่าหนังสือที่เด็กรักเพียงหนึ่งเล่มก็มีค่าพอที่จะเสริมสร้างจินตนาการและความทรงจำที่ดีในวัยเยาว์ให้พวกเขา จนมีคำกล่าวที่ว่า เด็กที่ชอบและคุ้นเคยกับหนังสือตั้งแต่ยังเล็ก ก็จะยิ่งรักและผูกพันกับการอ่านไปจนโต”

สำหรับ มูลนิธิเอสซีจี มุ่งมั่นสร้างวัฒนธรรมการเลี้ยงลูกด้วยหนังสือให้เกิดขึ้นในสังคมไทยผ่านกระบวนการ ‘เล่านิทาน อ่านหนังสือ’ ภายใต้โครงการ “มหัศจรรย์หนังสือภาพ” มาตั้งแต่ปี 2547 โดยรณรงค์ส่งเสริมการให้ความรู้และความเข้าใจเรื่องการใช้หนังสือภาพกับลูกน้อย ให้แก่พ่อแม่ ผู้ปกครองที่มีบุตรหลานวัยแรกเกิด – 6 ปี เพื่อปลูกฝังเด็กให้มีนิสัยรักการอ่าน นอกจากนี้ มูลนิธิฯ ยังได้จัดทำชุดหนังสือภาพ ภายใต้โครงการ “นำหนังสือดีสู่เด็กไทย” มาตั้งแต่ปี 2551 เพื่อให้พ่อแม่ ผู้ปกครอง และผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับเด็ก อย่างคุณครู ได้นำไปใช้พัฒนาเด็กเป็นประจำและต่อเนื่อง

คุณวรนันท์ ประเสริฐเมธ นักจิตวิทยาพัฒนาการเด็ก ซึ่งร่วมเป็นวิทยากรในการอบรมครั้งนี้กล่าวว่า “พัฒนาการในวัยเด็กมีส่วนสัมพันธ์กันหลายด้าน เช่น ด้านร่างกาย สติปัญญา ภาษา อารมณ์ และสังคม ดังนั้น เด็กในช่วงวัยแรกเกิด – 6 ปี จึงสมควรที่จะได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดจากพ่อแม่ ผู้ปกครอง และผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างคุณครูเป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นการเอาใจใส่ สังเกตพฤติกรรมการแสดงออก โดยเฉพาะการใช้อารมณ์ของเด็ก เพราะถ้าเด็กรู้ว่าตอนนี้เขารู้สึกอย่างไร เขาจะเกิดความเข้าใจ เรียนรู้ภาษา และสมองจะเก็บบันทึกเป็นคลังคำศัพท์ให้โดยอัตโนมัติ

ทำให้เด็กสื่อสารได้อย่างเข้าใจความหมาย และเมื่อเด็กยิ่งมีคลังคำศัพท์เยอะเท่าไร ก็จะยิ่งสื่อสารได้เร็วเท่านั้น โดยพ่อแม่ ผู้ปกครอง และคุณครูสามารถเพิ่มคลังคำศัพท์ให้กับเด็กได้ ด้วยการใช้หนังสือภาพเป็นเครื่องมือ เมื่อเด็กได้สัมผัสและพลิกดูภาพจากหนังสือก็จะมีจินตนาการเกิดขึ้น สมองจะสร้างเรื่องราวและเชื่อมโยงภาพกับประสบการณ์เข้าด้วยกัน เมื่อเข้าใจเด็กจะได้คำศัพท์เพิ่มเอง อีกทั้งหนังสือภาพสามารถเป็นสื่อกลางระหว่างพ่อแม่ลูก ทำให้เกิดสายใยระหว่างกันได้ เมื่อลูกได้รับสัมผัสจากพ่อแม่ เช่น การอุ้มลูกนั่งตัก การกอดรัด ควบคู่ไปกับการใช้หนังสือ อีกทั้งเด็กจะจดจำน้ำเสียง จังหวะ ท่าทาง แม้กระทั่งความอุ่นจากร่างกายพ่อแม่เอง นอกจากนี้ เด็กยังจะได้รับมุมมองทัศนคติการมองโลกจากพ่อแม่ ผู้ปกครอง และผู้ที่อ่านให้ฟังอีกด้วย สรุปคือเมื่อเราสื่อสารกับลูกดีก็จะเกิดเป็นผลลัพธ์ที่ดีตามมา”

ครูชีวัน วิสาสะ นักประพันธ์หนังสือภาพสำหรับเด็กชื่อดังระดับประเทศ อีกหนึ่งวิทยากร ได้กล่าวเสริมว่า “หนังสือเกือบทั้งหมดบนโลกนี้ถูกออกแบบให้มีรูปทรงสี่เหลี่ยมเพื่อให้สอดรับกับขอบเขตการมองของมนุษย์ ซึ่งทำให้ผู้มองมีสายตาที่จดจ้อง จิตใจจดจ่อ และนำไปสู่การเกิดสมาธิ เด็กเล็กจึงเหมาะที่จะเริ่มต้นด้วยหนังสือที่มีรูปทรงสี่เหลี่ยม แต่ต้องมีภาพในสัดส่วนที่มากกว่าตัวหนังสือ ซึ่งเมื่อเด็กมองภาพจะเห็นลายเส้น รูปทรง สี ที่แตกต่างกันไป สิ่งเหล่านี้จะเป็นตัวกระตุ้นกระบวนการความคิด และเด็กจะพยายามเชื่อมโยงเข้ากับประสบการณ์ของเขา จนเกิดการตีความ และเข้าใจ ทำให้สามารถรับรู้ถึงภาษาและสื่อสารได้ อย่างไรก็ตาม การใช้หนังสือภาพกับเด็กนั้น

จะต้องทำให้เด็กรู้สึกรักและชอบหนังสือก่อน เด็กถึงจะรักการอ่าน โดยควรวางแผนการเล่าว่าจะดำเนินเรื่องอย่างไร ลงเอยอย่างไร เพื่อให้เด็กเข้าใจในสาระ โดยในขณะที่เล่าควรใช้คำศัพท์พื้นฐานที่เด็กจะต้องใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น พ่อ แม่ ลูก กิน นอน นั่ง อิ่ม หิว เป็นต้น และที่สำคัญควรจะสอดแทรกสิ่งที่เป็นความรู้ คุณธรรม จริยธรรมเข้าไปด้วย เพราะขณะที่เด็กฟังเสียงผู้ใหญ่อ่านอยู่นั้น สายตาของเด็กจะไล่ดูภาพในหนังสือตรงหน้า ภาพในสายตาของเด็กกับเสียงที่ผู้ใหญ่อ่านให้ฟังจะผสานกลมกลืนกันจนเกิดเป็นภาพต่อเนื่องเคลื่อนไหวในสมองเด็ก ซึ่งพลังจินตนาการของพวกเขาจะได้รับการเติมให้เต็มเปี่ยมจากตรงนี้ และจะเกิดเป็นความสนุกขึ้นเอง”

ครูเอียด – ละเอียด คำสุนทร ผู้สอนระดับชั้นอนุบาล 1 – 2 โรงเรียนวัดหนองเมือง (สามัคคีราษฎร์รังสฤษฎ์) อ.บ้านหมี่ จ.ลพบุรี หนึ่งในผู้เข้ารับการอบรมได้กล่าวว่า “ครั้งนี้เหมือนได้มาเติมเต็มองค์ความรู้เกี่ยวกับพัฒนาการของเด็กและการใช้เครื่องมือเพื่อพัฒนาเด็กให้สมบูรณ์ขึ้น เพราะได้เรียนรู้วิธีการเลือกและใช้หนังสือภาพให้เหมาะกับช่วงวัยของเด็ก อีกเรื่องที่น่าสนใจมากคือการสื่อสารกับเด็กผ่านการสังเกตอารมณ์ของพวกเขา ซึ่งถ้าเราเข้าใจและปฏิบัติกับเด็กอย่างถูกวิธีแล้ว เด็กจะมีพัฒนาการทางสังคมที่ยอดเยี่ยม และเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีได้ต่อไป”

ด้าน ครูฝ้าย – ชุติมา ปลดเปลื้อง ผู้สอนระดับชั้นเตรียมอนุบาล ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กค่ายภาณุรังษี โรงเรียนกองทัพบกอุปถัมภ์โยธินวิทยา อ.เมือง จ.ราชบุรี กล่าวว่า “รู้สึกดีใจมากที่ได้มาร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ เพราะทำให้เข้าใจและมีความมั่นใจมากขึ้นที่จะนำหนังสือภาพไปใช้เพื่อช่วยพัฒนาเด็กๆ ต้องขอขอบคุณมูลนิธิเอสซีจีที่จัดการอบรมในลักษณะนี้ขึ้น อยากให้จัดต่อไปเรื่อยๆ และขยายไปถึงคุณครูที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลด้วย”

มูลนิธิเอสซีจี หวังว่าการผลักดันและขยายแนวคิดการใช้หนังสือภาพผ่านการอบรมกระบวนการ ‘เล่านิทาน อ่านหนังสือ’ ในครั้งนี้ จะสามารถจุดประกายให้คุณครูนำเครื่องมือที่ประหยัด ง่าย และทรงพลังนี้ ไปใช้กับเด็กๆ ในวงกว้างขึ้น เพราะไม่ว่าโลกแห่งเทคโนโลยีจะก้าวล้ำไปแค่ไหน แต่การรักษาโลกแห่งจินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ และความคิดที่งดงามในวัยเด็กไว้ก็เป็นเรื่องสำคัญ เพราะสิ่งเหล่านี้ถือเป็นภูมิคุ้มกันชั้นดีให้เด็กน้อยเมื่อพวกเขาเติบโตขึ้น

สำหรับผู้ที่สนใจหนังสือภาพในโครงการ “นำหนังสือดีสู่เด็กไทย” โดยมูลนิธิเอสซีจี สามารถหาซื้อได้ตามร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป ซึ่งรายได้จากการจำหน่ายจะสบทบเข้า ‘กองทุนนำหนังสือดีสู่เด็กไทย’ โดยมูลนิธิเอสซีจี ที่จะนำรายได้ทั้งหมดไปจัดพิมพ์หนังสือภาพเพื่อมอบให้ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กและโรงเรียนอนุบาลในชนบทที่ขาดแคลนต่อไป สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่มูลนิธิเอสซีจี

เมิ่อวันที่ 26 มิถุนายน ที่ศาลปกครองจังหวัดนครศรีธรรมราช นายมนัส บุญพัฒน์ นายกสมาคมคนกรีดยางและชาวสวนยางรายย่อย พร้อมด้วยตัวแทนกลุ่มวิสาหกิจชุมชน และเครือข่าย 9 องค์กร ได้เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อศาลปกครองเพื่อขอให้ชะลอการใช้กฎหมายแรงงาน และขอให้พิจารณาออกคำสั่งคุ้มครอง จนกว่าผู้ประกอบการจะหาแรงงานใหม่มาทดแทน

นายมนัสกล่าวว่า เนื่องจากการประกาศใช้พระราชกำหนดฉบับดังกล่าว นับตั้งแต่วันที่ 22 มิ.ย.2560 ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันถัดมา ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการผลิตยางแผ่นดิบ ยางแผ่นรมควัน ซึ่งเป็นการผลิตเพื่อสร้างค่าราคาของน้ำยางพาราให้กับเกษตรกรโดยส่วนใหญ่ ทั้งนี้ จะต้องผ่านการผลิตตามขั้นตอน คือ ผลิตแผ่นยางดิบและรมควัน และคัดแยกชนิดยางตามชั้นมาตรฐานของกรมวิชาการเกษตรซึ่งจำเป็นจะต้องใช้ฝีมือแรงงานที่ผ่านการทำงานมาเป็นที่แน่ใจ เพราะโรงงานรมยางรายย่อยจำนวนมากใช้แรงงานต่างด้าว อาจต้องปิดตัว เพราะผลกระทบจากมาตรา 44 ที่ออกประกาศให้กฎหมายแรงงานฉบับใหม่บังคับใช้เพื่อป้องกันแรงงานทาส การเรียกร้องเราไม่ได้ร้องให้ยกเลิกกฎหมาย เพื่อเป็นปรปักษ์กับรัฐ แต่ร้องเพื่อคุ้มครองขยายเวลา และต้องการให้หน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง ได้ชะลอยืดเวลาตามข้อจำกัดและความจำเป็นที่เราประสบอยู่

“ซ้ำร้ายเมื่อมีการประกาศใช้พระราชกำหนดฉบับดังกล่าว ได้มีผู้แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐหลายๆ หน่วยงานเข้ามาทำการรีดไถ-กรรโชก-ข่มขู่กลุ่มผู้ประกอบการรายย่อยที่ดำเนินการทำเรื่องเอกสารขอขึ้นทะเบียนแรงงานกันอยู่ เพื่อให้มีการจ่ายเงินแล้วจะไม่ดำเนินการจับกุม ยิ่งนานวันยิ่งมีผู้มาแอบอ้างหลายชุดหลายกลุ่มบุคคล โดยที่ไม่สามารถทราบแน่ชัดว่าหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงคือหน่วยงานใดกันแน่”

นายมนัสกล่าวว่า วันนี้ราคายางพาราไม่ต้องพูดถึงร่วงกราวลงมาอย่างน่าใจหาย ราคายางแผ่นต่ำกว่า 48 บาทต่อกิโลกรัม (กก.) ความนิ่งของราคาไม่แน่นอน อยู่ที่การต่อรองของพ่อค้า สิ่งหนึ่งที่เราต้องเร่งแก้ปัญหาก็คือแรงงาน ยางราคาไม่ดีแล้ว แรงงานขาดอีก ถูกหลอกซ้ำซาก ไม่นานก็เหลือแต่ต้นยาง

กรมอุตุนิยมวิทยารายงานสภาพอากาศ ประจำวันที่ 27 มิถุนายน 2560 ดังนี้

ลักษณะอากาศทั่วไป พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า ประเทศไทยยังคงมีฝนฟ้าคะนองต่อเนื่องและมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนที่ตกหนักและฝนที่ตกสะสมไว้ด้วย สำหรับบริเวณทะเลอันดามันตอนบนมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร ขอให้ชาวเรือบริเวณทะเลอันดามันตอนบนเดินเรือด้วยความระมัดระวัง
ลักษณะสำคัญทางอุตุนิยมวิทยา มรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังค่อนข้างแรงยังคงพัดปกคลุมทะเลอันดามันและประเทศไทย ประกอบกับมีหย่อมความกดอากาศต่ำปกคลุมประเทศลาวและเวียดนามตอนบน ลักษณะเช่นนี้ทำให้ประเทศไทยยังคงมีฝนฟ้าคะนองเกิดขึ้นในระยะนี้ สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนมีกำลังปานกลาง

พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทยตั้งแต่เวลา 06:00 วันนี้ ถึง 06:00 วันพรุ่งนี้.
ภาคเหนือ มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง
บริเวณจังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา น่าน แพร่ ลำพูน
ลำปาง และตาก
อุณหภูมิต่ำสุด 24-26 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 32-35 องศาเซลเซียส
ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-25 กม./ชม.

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง
บริเวณจังหวัดเลย หนองบัวลำภู ขอนแก่น ชัยภูมิ และนครราชสีมา
อุณหภูมิต่ำสุด 24-26 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 32-34 องศาเซลเซียส
ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม. ภาคกลาง มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่
บริเวณจังหวัดอุทัยธานี ชัยนาท สุพรรณบุรี ราชบุรีและกาญจนบุรี
อุณหภูมิต่ำสุด 24-25 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 33-35 องศาเซลเซียส
ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออก มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่
บริเวณจังหวัดระยอง จันทบุรี และตราด
อุณหภูมิต่ำสุด 23-28 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 31-34 องศาเซลเซียส
ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม./ชม.
ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร ส่วนบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส
อุณหภูมิต่ำสุด 23-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-34 องศาเซลเซียส อ่าวไทยตอนบน: ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม/ชม.
ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร

อ่าวไทยตอนล่าง: ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม/ชม.
ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูง 1-2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ บริเวณจังหวัดระนอง พังงา และภูเก็ต
อุณหภูมิต่ำสุด 22-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 29-33 องศาเซลเซียส
ตั้งแต่จังหวัดภูเก็ตขึ้นมา: ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 20-35 กม/ชม.
ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูง 2-3 เมตร
ตั้งแต่จังหวัดกระบี่ลงมา: ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม/ชม.
ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่
อุณหภูมิต่ำสุด 26-27 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 33-34 องศาเซลเซียส
ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ลุ่มน้ำยม เป็น 1 ใน 25 ลุ่มน้ำหลักของประเทศไทย ตั้งอยู่ทางตอนเหนือ มีพื้นที่รวมทั้งสิ้น 23,618 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุม 10 จังหวัด คือ พะเยา น่าน ลำปาง แพร่ ตาก กำแพงเพชร สุโขทัย พิษณุโลก พิจิตร และนครสรรค์ ลักษณะของลุ่มน้ำนี้จะวางตัวตามแนวเหนือ-ใต้ ทิศเหนือเริ่มจากทิวเขาผีปันน้ำติดกับลุ่มน้ำโขง ทิศใต้ติดกับลุ่มน้ำปิง ทิศตะวันตกติดกับลุ่มน้ำวังและลุ่มน้ำปิง ทิศตะวันออกติดกับลุ่มน้ำน่าน โดยมีแม่น้ำยมเป็นแม่น้ำสายหลักของลุ่มน้ำ

แม่น้ำยม มีต้นกำเนิดจากดอยขุนยวมในทิวเขาผีปันน้ำ ซึ่งอยู่ในเขตจังหวัดพะเยา ไหลผ่านหุบเขาที่มีความลาดชัน มีที่ราบแคบๆ ริมแม่น้ำ จากนั้นไหลออกสู่ที่ราบในจังหวัดแพร่ และไหลเข้าสู่หุบเขาทางตะวันตก แล้วไหลลงใต้เข้าสู่ที่ราบที่จังหวัดสุโขทัย แม่น้ำยมจะไหลคู่ขนานมากับแม่น้ำน่าน จากนั้นจะไหลผ่านจังหวัดพิษณุโลก จังหวัดพิจิตร แล้วไหลมาบรรจบกับแม่น้ำน่านที่จังหวัดนครสวรรค์

อย่างไรก็ตามลุ่มน้ำยม เป็นลุ่มน้ำที่มีปัญหาเรื่องน้ำ ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วมหรือน้ำแล้งค่อนข้างรุนแรง เนื่องจากขาดแหล่งกักเก็บน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำตอนบน เพื่อช่วยชะลอและเก็บกักน้ำไว้ ส่งผลให้เกิดปัญหาน้ำท่วมเป็นประจำทุกปีในช่วงฤดูน้ำหลาก แต่พอเข้าสู่ช่วงฤดูแล้ว ก็จะเกิดปัญหาขาดแคลนน้ำทันที ชาวบ้านต้องนำดินลงไปทำฝายกันน้ำชั่วคราวเพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ ส่งผลให้ปริมาณตะกอนดินในแม่น้ำยมมีปริมาณเพิ่มมากขึ้นทุกปี ซึ่งก็จะเป็นอุปสรรคต่อการระบายน้ำ โดยเฉพาะในพื้นที่ลุ่มน้ำยมตอนล่าง

ลุ่มน้ำยมตอนล่าง เริ่มตั้งแต่จังหวัดสุโขทัย ลงมาจนถึงจังหวัดพิจิตร และนครสวรรค์ มีสภาพการใช้ประโยชน์ที่แตกต่างกันค่อนข้างมากระหว่างฝั่งซ้ายและฝั่งขวาของแม่น้ำยม ทั้งนี้เนื่องจากพื้นที่ฝั่งซ้ายของแม่น้ำยม (พื้นที่ระหว่างแม่น้ำยมและแม่น้ำน่าน) จะมีลักษณะเป็นพื้นที่ราบอยู่ในเขตพื้นที่ชลประทาน โดยรับน้ำมาจากแม่น้ำน่าน ที่มีเขื่อนสิริกิติ์ เและเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน เป็นแหล่งกักเก็บน้ำต้นทุนขนาดใหญ่ ทำให้พื้นที่ฝั่งซ้ายมีความอุดมสมบูรณ์

ขณะที่พื้นที่ฝั่งขวาของแม่น้ำยม แม้จะมีสภาพเป็นพื้นที่ราบเช่นเดียวกันแต่อยู่นอกเขตพื้นที่ชลประทาน ทำให้ประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำที่รุนแรงทุกปี

ปัจจุบัน แม่น้ำยมตอนล่าง มีการสร้างฝายเพื่อเก็บกักน้ำไว้ในลำน้ำหลายแห่ง เช่น ฝายสามง่าม และฝายพญาวัง เป็นต้น จากนั้นก็จะสูบน้ำด้วยไฟฟ้าเข้าสู่พื้นที่การเกษตร อย่างไรก็ตามในช่วงฤดูแล้งเกือบตลอดแนวแม่น้ำยมตอนล่าง ลำน้ำมีสภาพแห้งขอด จำเป็นจะต้องบริหารจัดการน้ำร่วมกันกับลุ่มน้ำน่านที่มีศักยภาพความพร้อมมากกว่าเนื่องจากมีแหล่งน้ำต้นทุนขนาดใหญ่ สามารถควบคุมการบริหารน้ำได้ ในช่วงฤดูน้ำหลาก ก็ชะลอการปล่อยน้ำจากเขื่อนสิริกิติ์ และเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน เพื่อที่จะผันน้ำจากแม่น้ำน้ำยมไปยังแม่น้ำน่านให้ช่วยระบายน้ำได้ปริมาณที่มากขึ้น ส่วนฤดูแล้งก็ผันน้ำจากลุ่มน้ำน่านมาช่วยบรรเทาความเดือนร้อนจากการขาดแคลนน้ำของลุ่มน้ำยม

อย่างไรก็ตามการบริหารจัดการน้ำตามแนวทางดังกล่าว abrahamstent.org สามารถแก้ปัญหาได้บางส่วนเท่านั้น จำเป็นจะต้องพัฒนาอาคารบังคับน้ำ ไม่ว่าจะเป็นฝาย หรือประตูระบายน้ำในแม่น้ำยมเพิ่มขึ้น เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำยมตอนล่าง และการบริหารจัดการร่วมกับลุ่มน้ำน่านมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานมีแผนที่จะสร้างอาคารบังคับน้ำ ประเภทประตูระบายน้ำ ในแม่น้ำยมตอนล่างเพิ่มขึ้นอีก 4 แห่งซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการศึกษาวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ประกอบด้วย

1. โครงการประตูระบายน้ำท่าแห ตำบลกำแพงดิน อำเภอสามง่าม จังหวัดพิจิตร เป็นประตูระบายน้ำคอนกรีต เสริมเหล็กบานระบาย ชนิดบานโค้ง ขนาด 10.00 x 9.00 เมตร จำนวน 4 ช่อง สามารถเก็บกักน้ำในลำน้ำได้ 16.75 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) มีพื้นที่รับประโยชน์ 81,111 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ ตำบล บางระกำ ตำบลปลักแรด ตำบลวังอิทก ตำบลพันเสา ตำบลบ่อทอง ตำบลท่านางงาม อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก และ ตำบลกำแพงดิน อำเภอสามง่าม จังหวัดพิจิตร

2. โครงการฝายบ้านวังจิก ตำบลวังจิก อำเภอโพธิ์ประทับช้าง จังหวัดพิจิตร เป็นประตูระบายน้ำคอนกรีตเสริม เหล็กบานระบายชนิดบานโค้ง ขนาด 12.50 x 8.00 เมตร จำนวน 5 ช่อง สามารถเก็บกักน้ำในลำน้ำได้ 6.63 ล้าน ลบ.ม. มีพื้นที่รับประโยชน์ 37,397 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลบ้านนา อำเภอวชิรบารมี ตำบลรังนก ตำบลเนินปอ อำเภอสามง่าม ตำบลวังจิก ตำบลไผ่รอบ ตำบลโพธิ์ประทับช้าง อำเภอโพธิ์ประทับช้าง จังหวัดพิจิตร

3. โครงการประตูระบายน้ำท่านางงาม ตำบลท่านางงาม อำบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก เป็นประตูระบายน้ำคอนกรีตเสริมเหล็กบานระบายชนิดบานโค้ง ขนาด 12.50 x 8.00 เมตร จำนวน 5 ช่อง สามารถเก็บกักน้ำในลำน้ำได้ 8.24 ล้านลบ.ม. มีพื้นที่รับประโยชน์ 52,875 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ ตำบลชุมแสงสงคราม ตำบลท่านางงาม ตำบลคุยม่วง ตำบลบางระกำ ตำบลบึงกอก อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก

4. โครงการประตูระบายน้ำโพธิ์ประทับช้าง ตำบลไผ่ ท่าโพ อำเภอโพธิ์ประทับช้าง จังหวัดพิจิตร เป็นประตูระบายน้ำคอนกรีตเสริมเหล็ก บานระบาย ชนิดบานโค้ง ขนาด 10.00 x 9.00 เมตร จำนวน 4 ช่อง สามารถเก็บกักน้ำในลำน้ำได้ 3.71 ล้าน ลบ.ม.มีพื้นที่รับประโยชน์ จำนวน 28,263 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ ตำบลวังจิก ตำบลไผ่ท่าโพ อำเภอโพธิ์ประทับช้าง ตำบลบางลาย อำเภอบึงนาราง จังหวัดพิจิตร

“การดำเนินการศึกษา EIA อาคารบังคับน้ำทั้ง 4 แห่งในลุ่มน้ำยมตอนล่างดังกล่าว ได้ศึกษาครอบคลุมในทุกๆด้าน ทั้งทางด้านทรัพยากรธรรมชาติ ด้านเศรษฐกิจ และด้านสังคม โดยให้ประชาชน องค์กรพัฒนาเอกชน ตลอดจนหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมแสดงความคิดเห็น นำเสนอข้อมูล ข้อโต้แย้ง หรือข้อเสนอแนะต่างๆ ปรากฏว่าประชาชนในพื้นที่แทบทุกคนเห็นด้วยที่จะให้กรมชลประทานดำเนินการก่อสร้างโดยเร็ว ทั้งนี้คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนกันยายนนี้ จากนั้นจะสรุปเรื่องนำเสนอต่อ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) หากไม่ติดปัญหาอะไร น่าจะดำเนินการก่อสร้างได้ในปี 2562 ” รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าว

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 เคยพระราชทานแนวพระราชดำริ “ศาสตร์พระราชา” ในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม-น้ำแล้งซ้ำซากแบบยั่งยืน ว่า “…ต้องมีการดำเนินการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบครบวงจร ทั้งการก่อสร้างเขื่อนกักเก็บน้ำขนาดใหญ่ อ่างเก็บน้ำสาขาของแม่น้ำยม การผันน้ำระหว่างลุ่มน้ำ ตลอดจนการขุดลอกคูคลอง หนอง บึง เพื่อกักเก็บน้ำและระบายน้ำในช่วงหน้าน้ำหลาก…”