ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการเศรษฐกิจการเกษตรสำนักงานเศรษฐกิจ

การเกษตร (สศก.) พร้อมด้วย ผศ.ดร.กัมปนาท เพ็ญสุภา รักษาการรองอธิการบดีฝ่ายบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดเผยร่วมกันถึงการวิเคราะห์ผลกระทบตลาดดิจิทัลที่มีต่อภาคเกษตรว่า ปัจจุบันเทคโนโลยีสารสนเทศหรือการสื่อสารดิจิทัล มีบทบาทสำคัญมากขึ้น สื่อเครือข่ายสังคมออนไลน์ ทำให้ผู้คนติดต่อสื่อสารกันได้อย่างรวดเร็วและไร้พรมแดน โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านธุรกิจการค้า เพราะสามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้เป็นจำนวนมาก ซึ่งข้อมูลจากสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (International Telecommunication Union : ITU) ได้รายงานสถิติเกี่ยวกับสถิติดัชนีการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของประเทศต่างๆ 176 ประเทศทั่วโลก ประจำปี 2560 พบว่า ประเทศไทยอยู่ในอันดับ 78 ของโลก

เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอาเซียน พบว่า ประเทศส่วนใหญ่มีระดับการพัฒนาที่ดีขึ้น โดยเมียนมาร์ และ สปป.ลาว มีระดับสูงขึ้นถึง 5 อันดับ อินโดนีเซีย สูงขึ้น 3 อันดับ สิงคโปร์ สูงขึ้น 2 อันดับ บรูไน และไทย สูงขึ้น 1 อันดับ ในขณะที่เวียดนามและกัมพูชา มีระดับการพัฒนาเท่าเดิม ส่วนมาเลเซีย และฟิลิปปินส์ มีระดับการพัฒนา ลดลง 1 อันดับ

จากกระแสความร่วมมือด้าน Smart Digital Hub and Digital Transformation Strategic Partnership ระหว่างไทยกับ Alibaba ทางสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร และ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้วิเคราะห์ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ และเศรษฐกิจการเกษตร ภาพรวม พบว่า

ผลกระทบที่มีต่อเศรษฐกิจของไทย ธุรกิจ SMEs โรงงาน ผู้ผลิต สามารถนำเสนอสินค้าแปลกใหม่ โดยการขายผ่านระบบ online ได้มากขึ้น ผู้บริโภคจากประเทศไทย สามารถซื้อของได้ถูกลง สินค้าราคาถูกจากจีนจะถูกนำเข้ามา สินค้าราคาถูกจากไทยก็ส่งออกไป เกิดการจ้างงานในธุรกิจที่เกี่ยวกับ e-commerce เป็นจำนวนมาก และจะมีธุรกิจที่เกี่ยวข้องใหม่ๆ เกิดขึ้น เช่น การขนส่งพัสดุ การสร้างคลังสินค้า และกิจกรรมที่เกี่ยวข้องอื่นๆ เป็นต้น ทั้งนี้สำหรับการจ้างพนักงานขาย พนักงานบริการ ตามห้างร้านต่าง ๆ จะมีปริมาณการจ้างงานลดลง กอปรผู้ประกอบการ พ่อค้าคนกลาง หรือผู้ส่งออก ผู้นำเข้าสินค้า ที่ดำเนินธุรกิจแบบดั้งเดิม จะถูกทดแทนด้วยธุรกิจออนไลน์ พฤติกรรมการซื้อสินค้าของผู้บริโภคจะมีการเปลี่ยนแปลง จึงส่งผลทำให้ผู้ประกอบการธุรกิจ SMEs ที่ผลิตสินค้าเหมือนกันจาก 2 ประเทศ เกิดการแข่งขันทางด้านต้นทุนและการค้าระหว่างประเทศมากยิ่งขึ้น

ในส่วนของรัฐบาล ควรให้ความสำคัญในการปกป้องผู้ประกอบการในประเทศไทย จากการที่สินค้าของประเทศจีนถูกนำเข้ามาขายในประเทศเรา ดังนั้นควรส่งเสริมและพัฒนาบุคลากรและสิ่งอำนวยความสะดวก เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น โดยภาครัฐ ภาคเอกชนและสถาบันการศึกษา ต้องเร่งร่วมมือกันพัฒนาและสร้างภูมิต้านทานให้ผู้ประกอบการและธุรกิจ SMEs ของไทย และเร่งสร้าง platform หลายๆด้านให้กับสินค้าไทย เพื่อทำให้สินค้าไทยมีราคาที่ดี รวมถึงป้องกันสินค้าจากจีนที่จะเข้ามาในประเทศจนมากเกินไป

ผลกระทบที่มีต่อเศรษฐกิจการเกษตร เป็นโอกาสในการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ SMEs เกษตรกร และองค์กรเกษตรกร ที่มีความสามารถในการปรับตัวด้านเทคโนโลยีดิจิทัล จะมีโอกาสในการเข้าถึงตลาดต่างประเทศได้มากขึ้น สามารถเข้าถึงผู้บริโภคทั้งในประเทศไทย จีน และทั่วโลก กรณีสินค้าทุเรียน มีผู้สั่งซื้อ 80,000 ผล ภายในเวลา 1 นาที จึงส่งผลให้ปริมาณการส่งออกทุเรียนของไทยเพิ่มขึ้น เกษตรกรสามารถขายทุเรียนได้ในราคาที่สูงขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับการขายภายในประเทศ สามารถทำให้เกษตรกรมีรายได้ที่สูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ประกอบกับราคาสินค้าเกษตรจะเป็นแรงจูงใจให้เกษตรกรรายใหม่ผลิตทุเรียนเพิ่มขึ้นเช่นกัน ทั้งนี้ภาครัฐจะต้องมีมาตรการในการควบคุมคุณภาพสินค้าเกษตร ให้สอดคล้องและตรงกับความต้องการของผู้บริโภคหรือผู้ซื้อนั่นเอง นอกจากนี้ทุเรียนจะถูกผลิตจากประเทศไทย ส่งออก และมีการขนส่งโดยจีน ไม่ต้องเสียภาษีนำเข้าตามข้อตกลง FTA ของอาเซียน+1 ดังนั้นสำหรับผลไม้ของไทยจึงเป็นโอกาสทองไทย จะสามารถส่งออกได้อย่างสะดวกและรวดเร็วเพิ่มมากขึ้น

ดังนั้น ภาครัฐจะต้องควบคุมและเข้มงวดให้เกษตรกรและผู้ประกอบการเกษตรรวมกลุ่มกัน ดำเนินการตามมาตรฐานคุณภาพ เพราะสินค้าเกษตรเป็นสินค้าที่มีลักษณะเฉพาะ เสียหายง่าย ซึ่งจะต้องมีการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้สินค้ามีคุณภาพดีจนถึงผู้ซื้อ เพื่อป้องกันปัญหาข้อร้องเรียนจากผู้บริโภคได้ รวมทั้งการศึกษารายละเอียดและเตรียมความพร้อมในด้านการผลิตสินค้าให้เกิดความสมดุล เพื่อให้ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างทั่วถึงและในราคาที่เป็นธรรมด้วย

ศ.ดร.ชาติชาย ณ เชียงใหม่ ที่ปรึกษาสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ เปิดเผยถึง โครงการทุนสนับสนุนการทำวิทยานิพนธ์และสารนิพนธ์ แก่นิสิต นักศึกษาฯ ว่า สถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระฯ ซึ่งเป็นหน่วยปฏิบัติงานของมูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ ได้จัดให้มีโครงการทุนสนับสนุนการทำวิทยานิพนธ์และสารนิพนธ์ แก่นิสิต นักศึกษา ตั้งแต่ระดับปริญญาโทขึ้นไป ที่ศึกษาในมหาวิทยาลัยของรัฐและเอกชนทั่วประเทศ ทุนละ 20,000 บาท

สำหรับนิสิต นักศึกษา ที่สนใจเข้าร่วมโครงการ จะต้องเป็นผู้ที่ทำวิทยานิพนธ์ หรือสารนิพนธ์ ซึ่งหัวข้อและวัตถุประสงค์ที่เกี่ยวข้องกับการประยุกต์ใช้แนวพระราชดำริ เพื่อเป็นประโยชน์ในการขยายความรู้ ความเข้าใจ การพัฒนาตามแนวพระราชดำริ อันจะนำไปสู่การสร้างความสามารถในการพึ่งพาตนเองของชุมชน ที่สำคัญจะต้องระบุกลุ่มเป้าหมายที่ได้รับประโยชน์อย่างชัดเจน และมีความเชื่อมโยงกับงานพัฒนาด้านอื่นๆ ในพื้นที่

ศ.ดร.ชาติชาย กล่าวว่า วิทยานิพนธ์และสารนิพนธ์ ที่จะได้รับการพิจารณาจะต้องมีเนื้อหา วิธีการศึกษาที่เป็นการประยุกต์แนวพระราชดำริในการพัฒนาและหลักการทรงงาน ใน 2 ประเด็นหลัก คือ 1. แนวพระราชดำริในการพัฒนา 6 มิติ ในบริบทการนำความรู้ทางด้านวิชาการ และความรู้ทางด้านภูมิสังคม มาผสมผสานเพื่อทำให้มนุษย์มีการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ตอบสนองความต้องการได้ดีที่สุดในแต่ละพื้นที่

ขณะที่ประเด็นที่ 2 คือในบริบทของหลักการทรงงาน อันประกอบด้วย “หลักคิด” ซึ่งครอบคลุม ในเรื่องการพึ่งตนเอง มีเหตุมีผล มีภูมิคุ้มกัน มีฐานความรู้ เรียบง่าย ประหยัด มุ่งความคุ้มค่าคุ้มทุน “หลักการจัดการ” ที่มีการวางแผน ทำเป็นขั้นตอน มีการจดบันทึก และประเมินผล รวมถึง “หลักการพัฒนาคน” ที่จะต้องเข้าใจปัญหาของตัวเอง พึ่งพาคนอื่นให้น้อยที่สุด และทำตัวให้เป็นประโยชน์ต่อคนอื่นได้

ทั้งนี้ โครงการทุนสนับสนุนการทำวิทยานิพนธ์และสารนิพนธ์ แก่นิสิต นักศึกษาฯ จะเปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน – 31 สิงหาคม 2561 คณาจารย์และนิสิต นักศึกษา ที่สนใจ สามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ สถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระฯ, http://www.pidthong.org และคุณหทัยรัตน์ พ่วงเชย ฝ่ายจัดการความรู้ โทร 02-6115006 email : hatairat_p@pidthong.org โทรสาร 02 6581413

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ผนึก มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ลงนามความร่วมมือ เดินหน้าพัฒนาขีดความสามารถด้านวิชาการทางการเกษตร เตรียมพร้อมสู่ยุค 5G รุกพัฒนาองค์ความรู้ เทคโนโลยี นวัตกรรม ติวเข้มเพื่อพัฒนาศักยภาพบุคลากร พัฒนาความแม่นยำของข้อมูลเพื่อสร้างความเชื่อมั่น พร้อมก้าวทันการเปลี่ยนแปลง

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการลงนามความร่วมมือทางวิชาการกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ว่า เป็นความร่วมมือด้านวิชาการเพื่อพัฒนาขีดความสามารถด้านวิชาการในการวิเคราะห์ วิจัย และการพยากรณ์ทางการเกษตร และร่วมกันสร้างผลงานทางวิชาการระหว่างบุคลากรของทั้งสองหน่วยงานให้มากยิ่งขึ้นเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงในยุคการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ทันสมัยเข้ามาใช้ และเป็นการเตรียมพร้อมการเข้าสู่ยุค 5G ในปี 2563 ที่จะมาถึง

ที่ผ่านมา สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ได้มีความร่วมมือกับทางคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มา โดยตลอด โดยเฉพาะการจัดตั้งศูนย์ติดตามและพยากรณ์เศรษฐกิจการเกษตร (KU – OAE Foresight Center : KOFC) ร่วมกันตั้งแต่ ปี 2553 เพื่อเป็นศูนย์กลางแห่งการเรียนรู้ วิเคราะห์ด้านเศรษฐกิจการเกษตร สถานการณ์การเปลี่ยนแปลงทางการเกษตรที่มีผลต่อเศรษฐกิจการเกษตรของประเทศไทย การประเมินผลกระทบ และเผยแพร่ผลการวิเคราะห์และพยากรณ์เศรษฐกิจการเกษตร

ดร.จงรัก วัชรินทร์รัตน์ รักษาการแทนอธิการบดี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า ความร่วมมือกันดังกล่าว นับเป็นการบูรณาการการทำงานร่วมกันของนักวิชาการและบุคลากรทั้ง 2 หน่วยงาน ขยายความร่วมมือให้มากขึ้นกับทางภาควิชาต่างๆ ในทุกคณะที่เกี่ยวข้อง ซึ่งในส่วนของทางมหาวิทยาลัย พร้อมที่จะให้การสนับสนุน ให้ความร่วมมือและให้คำปรึกษา พัฒนาทักษะด้านวิชาการและการใช้เครื่องมือเพื่อการวิเคราะห์วิจัยและการพยากรณ์ทางการเกษตรแก่นักวิชาการของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรอย่างเต็มที่จากคณาจารย์และบุคลากรผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เช่น แบบจำลองทางเศรษฐศาสตร์ สถิติ พืช ปศุสัตว์ ประมง อุตสาหกรรมเกษตร เป็นต้น รวมทั้งการสนับสนุนนักวิชาการและบุคลากรของหน่วยงานในการเข้าร่วมประชุมสัมมนาทางวิชาการที่จัดขึ้น เพื่อเพิ่มพูนศักยภาพและความสามารถทางด้านวิชาการ

ด้าน นางสาวทัศนีย์ เมืองแก้ว รองเลขาธิการ สศก. กล่าวเสริมว่า ทางสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร จะให้การสนับสนุนข้อมูลด้านเศรษฐกิจการเกษตร เพื่อเพิ่มพูนศักยภาพและความสามารถทางด้านวิชาการ และความร่วมมือในการฝึกประสบการณ์การทำงานในส่วนที่เกี่ยวข้องแก่นักศึกษาของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ยิ่งในสถานการณ์ปัจจุบัน สภาวะการผลิตภาคเกษตรของประเทศไทยซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด ความไม่แน่นอนของสภาพภูมิอากาศ และความผันผวนทางเศรษฐกิจที่จะต้องสื่อสารให้เกษตรกรต้องปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์อยู่เสมอ ซึ่งเกษตรกรเองก็ต้องปรับตัวให้ก้าวทันการใช้ข้อมูลและองค์ความรู้ที่มีมากขึ้นอย่างรวดเร็ว การใช้ Big Data และเทคโนโลยี นวัตกรรมต่างๆ จึงมีความสำคัญ

ดังนั้น เชื่อมั่นว่า ความร่วมมือทางวิชาการของทั้งสองหน่วยงานในครั้งนี้ จะเป็นอีกก้าวสำคัญในการพัฒนาองค์ความรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งและประสิทธิภาพเจ้าหน้าที่และนักวิชาการของทั้ง 2 หน่วยงาน ในการศึกษาวิเคราะห์และวิจัยด้านการเกษตรต่างๆ นำไปสู่การจัดทำข้อมูล การวิเคราะห์ วิจัย ที่เป็นประโยชน์ต่อเกษตรกร สถาบันเกษตรกร ตลอดจนเป็นประโยชน์ในการวางแผนและกำหนดทิศทางการพัฒนาการเกษตรของไทยให้มีความเจริญก้าวหน้า พร้อมทันการเปลี่ยนแปลงไปสู่ยุค 5G อย่างเต็มตัว

สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 1 จังหวัดชัยนาท เร่งขับเคลื่อนยกระดับศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) โดยตั้งเป้าดำเนินงานพัฒนาและขยายศูนย์เครือข่ายให้เป็นเรียนรู้ของแปลงใหญ่ที่ขยายเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งชนิดสินค้าและจำนวนแปลง เพื่อนำไปสู่ความเข้มแข็งในการเป็นแหล่งบริการทางการเกษตรให้กับเกษตรกร

นายไพศาล สังข์มงคล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 1จังหวัดชัยนาท กรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า สำหรับการดำเนินงานขับเคลื่อนความเข้มแข็งศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ให้มีความเข้มแข็งและเป็นแหล่งบริการทางการเกษตรให้กับเกษตรกรนั้น ในปี 2561 จะมีการดำเนินงานภายใต้งบประมาณที่แบ่งเป็น 2 ส่วน ตามผลการประเมิน ศพก.ระดับดี จำนวน 37 ศพก. ระดับปานกลาง จำนวน 40 ศพก. และระดับพอใช้ จำนวน 1 ศพก. ได้แก่ 1. งบปกติแผนบูรณาการงบประมาณของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ รวมทั้งสิ้นเป็นเงิน 18,331,147 บาท 2. งบตามมติ ครม.เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2560 (งบกลาง) สำหรับพัฒนาศักยภาพ ศพก. จำนวน 10,325,400 บาท ในส่วนแนวทางในการดำเนินงานปี 2561 ประกอบด้วย

1)พัฒนา ศพก. หลัก เพื่อยกระดับให้มีความพร้อมในทุกด้าน ระดับ A 1.ปรับปรุงแปลงเรียนรู้ให้มีสภาพดีเหมาะสมที่จะใช้เป็นตัวอย่างในการสาธิตและการเรียนรู้ 2. ปรับปรุงฐานเรียนรู้ให้มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับเนื้อหา อย่างน้อย 5 ฐาน ระดับ B 1. ปรับปรุงแปลงเรียนรู้ให้มีสภาพดีเหมาะสมที่จะใช้เป็นตัวอย่างในการสาธิตและการเรียนรู้ 2. ปรับปรุงฐานเรียนรู้ให้มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับเนื้อหา อย่างน้อย 5 ฐาน 3. ปรับปรุงข้อมูลประจำศูนย์ ให้เป็นปัจจุบัน ระดับ C 1. จัดทำแปลงเรียนรู้ให้มีสภาพดีเหมาะสมที่จะใช้เป็นตัวอย่างในการสาธิตและการเรียนรู้ 2. จัดทำฐานเรียนรู้ให้มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับเนื้อหา อย่างน้อย 5 ฐาน 3. จัดทำข้อมูลประจำศูนย์ให้เป็นปัจจุบัน 4. ปรับปรุงบริเวณศูนย์ 2) พัฒนา/ขยาย ศูนย์เครือข่าย ให้สอดคล้องกับการเป็นแหล่งเรียนรู้ของแปลงใหญ่ที่ขยายเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว (ทั้งชนิดสินค้าและจำนวนแปลง) 3) ความเข้มแข็งในการเป็นแหล่งบริการทางการเกษตร 4) ใช้ ศพก. และเครือข่าย เป็นกลไกในการขับเคลื่อนการดำเนินงานโครงการฯ

ซึ่งขณะนี้ได้มีการดำเนินงานขับเคลื่อนการทำงานไปแล้ว อาทิ การพัฒนาศักยภาพของ ศพก. ที่ดำเนินงานแล้วเสร็จไปแล้ว จำนวน 78 ศพก. และพัฒนาศูนย์เครือข่ายแล้ว จำนวน 8 ศูนย์ ในส่วนของการบริหารจัดการเพื่อการขับเคลื่อนการดำเนินงาน ได้มีการจัดประชุมคณะกรรมการเครือข่าย ศพก.ร่วมกับคณะกรรมการเครือข่ายแปลงใหญ่ ระดับเขต จำนวน 3 ครั้ง จัดประชุมคณะกรรมการเครือข่าย ศพก.ระดับจังหวัด จำนวน 9 จังหวัดๆ ละ 3 ครั้ง และจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อขับเคลื่อน ศพก.จำนวน 9 จังหวัดๆ ละ 1-2 ครั้ง รวมถึงการสนับสนุนการให้บริการของ ศพก. โดยการการจัดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ (Field Day) ไปแล้ว จำนวน 37 ศพก. มีเกษตรกรเข้าร่วมงาน จำนวน 7,496 ราย และพัฒนาเกษตรกรผู้นำ โดยจัดกระบวนการเรียนรู้ให้กับเกษตรกรผู้นำ ศพก. ละ 30 ราย ซึ่งได้จัดอบรมครั้งที่ 1 เสร็จเรียบร้อยแล้ว จำนวน 78 ศพก. จำนวนเกษตรกรทั้งหมด 2,345 ราย และในส่วนอื่นๆ ยังคงเร่งดำเนินการอย่างต่อเนื่องต่อไป

“พงษ์ภาณุ” ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวฯ เพิ่งตื่น หลังทราบ เอเยนต์รับจองที่พักแบบออนไลน์ หรือโอทีเอ เก็บค่าธรรมเนียมสูงถึง 35% เตรียมเสนอรัฐบาลเก็บภาษี กันเงินรั่วไหลคืนบริษัทแม่ในต่างประเทศ ดันปรับเป้านักท่องเที่ยวปีนี้เป็น 38 ล้านคน

นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า จากการหารือกับภาคเอกชน เพิ่งรับรู้ปัญหา เอเยนต์รับจองตั๋วเครื่องบินและที่พักแบบออนไลน์ (โอทีเอ : Online Travel Agency) เรียกเก็บค่าธรรมเนียมการจองห้องพัก โรงแรมสูงถึง 30-35% ของราคาห้องพัก เป็นอัตราที่สูงจนน่าตกใจ ค่าโรงแรมที่พักถือเป็นค่าใช้จ่าย 30% ของรายจ่ายท่องเที่ยว ดังนั้นปี 2561 คาดว่ารายได้ของโรงแรม ที่พักน่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นแตะ 1 ล้านล้านบาท
“จะนำเรื่องโอทีเอที่เรียกเก็บคอมมิสชั่นสูง และไม่นำรายได้เข้าระบบภาษี หารือกับรัฐบาล เพื่อป้องกันเงินภาษีของไทยรั่วไหล เพราะเงินรายได้ของโอทีเอจะถูกส่งไปยังบริษัทแม่ อาทิ สิงคโปร์ โดยไม่เสียภาษี ส่วนรายได้ที่เหลือของโรงแรมประมาณ 65-70% ของราคาห้องพักเท่านั้นที่อยู่ในระบบ”

กระทรวงการท่องเที่ยวฯ สำรวจผลการนำเทคโนโลยีในสถานประกอบการที่พักโรงแรม จากกลุ่มตัวอย่าง 425 แห่ง ห้องพักเฉลี่ย 87 ห้อง ราคาเฉลี่ย 1,488 บาท แบ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวหลัก 143 แห่ง มีห้องพักเฉลี่ย 126 ห้อง ราคาเฉลี่ย 2,391 บาท เมืองท่องเที่ยวรอง 282 แห่ง มีห้องพัก เฉลี่ย 66 ห้อง ราคาเฉลี่ย 1,029 บาท จากสถานประกอบการห้องพักทั่วประเทศ 20,475 แห่ง มีห้องพัก 774,062 ห้อง ซึ่งจะเห็นได้ว่า ราคาห้องพักเมืองหลักจะสูงกว่าเมืองรอง 2 เท่าตัว

ผลการสำรวจที่พักในพื้นที่เมืองหลักมีความพร้อมในการเข้าสู่ตลาดดิจิตอลมากกว่าเมืองรอง ยังปัญหาเรื่องการสื่อสารในภาษาต่างประเทศในเมืองรอง และใช้โอทีเอเป็นช่องทางจำหน่ายส่งผลให้ต้นทุนสูง เพราะต้องจ่ายค่าคอมมิสชั่น

สำหรับยอดนักท่องเที่ยวเดือนเม.ย.2561 มีนักท่องเที่ยวชาว ต่างชาติ 3,092,725 คน ขยายตัว 9.38% จากปีก่อน ภูมิภาคเอเชีย ตะวันออกมากที่สุด 2,149,095 คน ภูมิภาคเอเชียตะวันออกและเอเชียใต้ ขยายตัวสูงถึง 14.46% และ 12.60% รายได้เดือนเม.ย. 157,438 ล้านบาท ขยายตัว 12.52% จากปีก่อน

ช่วง 4 เดือนแรกของปี 2561 มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ 13,701,411 คน ขยายตัว 13.97% สร้างรายได้จากการท่องเที่ยวรวม 730,750 ล้านบาท ขยายตัว 17.55% สถานการณ์ท่องเที่ยวชาวไทยเที่ยวไทย มี.ค. มี 12.31 ล้านคน-ครั้ง ขยายตัว 4.32% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีรายได้จำนวน 86,643 ล้านบาท ขยายตัว 9.72% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน

“จากยอดนักท่องเที่ยวและรายได้ในช่วง 4 เดือนแรกมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทั้งรายได้และจำนวน จนอาจทำให้ปีนี้ จำนวน นักท่องเที่ยวอาจเพิ่มสูงขึ้นเป็น 37-38 ล้านคน จากเป้าหมายที่ตั้งไว้เมื่อช่วงต้นปีประมาณ 35 ล้านคน”

นายเดฟ ดีมาน กก.ผจก.เอ็กซ์พีเรียน เอเชีย แปซิฟิก ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และตลาดใหม่ ผู้ให้บริการข้อมูลชั้นนำ ระดับโลก เปิดเผยข้อมูลผู้บริโภคระบบดิจิตอล ปี 2561 จัดทำโดย เอ็กซ์ พีเรียนและไอดีซี บริษัทที่ปรึกษาและวิจัยข้อมูลการตลาดชั้นนำของโลกว่า การสำรวจความเห็นผู้บริโภค 3,200 คน ใน 10 ประเทศเอเชียแปซิฟิก อาทิ ออสเตรเลีย จีน อินเดีย ญี่ปุ่น สิงคโปร์ ไทย ระบุว่า คนไทย 3 ใน 4 ซื้อขายผ่านระบบออนไลน์ หรือ 73% นิยมสูงสุด 3 อันดับ ความงาม แฟชั่น เครื่องใช้ไฟฟ้า แต่ความสะดวกการ จับจ่ายผ่านออนไลน์ ส่งผลให้การทุจริตเพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน

“ตลาดอี-คอมเมิร์ซในไทย มีแนวโน้มการทุจริตเพิ่มสูงขึ้น คนไทยกว่า 19% มีประสบการณ์การทุจริตในธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ ทำให้ไทยมีการทุจริตทางตรงสูงเป็นอันดับ 5 ของภูมิภาค รูปแบบทุจริตมากสุด เข้าถึงบัญชีการเงิน บัตรเครดิต และบนแพลตฟอร์มโมบายแอพ พลิเคชั่น โดย 51% ต้องการเปลี่ยนผู้ให้บริการรายอื่น หากพบเจอการทุจริต ธนาคารและบริษัทต่างๆ ต้องรับมือการทุจริตทางระบบอิเล็กทรอนิกส์ ด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อเสริมความปลอดภัย”

ผศ.ดร. อำนาจ ทองขาว ผู้อำนวยการสำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยา ลัยราชภัฏสงขลา (มรภ.สงขลา) เปิดเผยถึงการเปลี่ยนแปลงสู่การเป็นมหาวิทยาลัยดิจิตอล หรือ E-University ว่า ปัจจุบันเป็นยุคของการแข่งขันในระดับมหาวิทยาลัย นอกจากจะแข่งขันภายในและภายนอกประเทศแล้ว ยังต้องแข่งขันกับตัวเองด้วย สิ่งสำคัญที่เข้ามามีบทบาทอย่างมากคือเทคโนโลยี มรภ.สงขลาจึงต้องมีการปรับตัวเพื่อจะเป็นมหาวิทยาลัยดิจิตอลเต็มรูปแบบ ตามแผนพัฒนาภายใน 5 ปี ซึ่งในปีนี้เป็นปีแรกที่ได้เริ่มโครงการต่างๆ อาทิ โครงการปรับปรุงระบบโครงสร้างพื้นฐานระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ตและเครือข่ายไร้สาย พร้อมติดตั้งอุปกรณ์กระจายสัญญาณไร้สาย หรือไวไฟครอบคลุมพื้นที่มหาวิทยาลัย

ผศ.ดร. อำนาจ กล่าวต่อไปว่า ยังมีโครงการการเรียนการสอนแบบสมาร์ต คลาสรูม เพื่อให้อาจารย์ได้ใช้เทคโนโลยีทันสมัยในห้องเรียน สามารถสอนแบบแอ๊กทีฟ เลิร์นนิ่งได้ โดยมีอุปกรณ์และแอพพลิเคชั่นต่างๆ ให้นักศึกษาโต้ตอบกับอาจารย์ผู้สอน ซึ่งนักศึกษาสามารถใช้อุปกรณ์เคลื่อนที่หรือแท็บเล็ตสำหรับทำกิจกรรมในห้องเรียนกับผู้สอนได้ รวมถึงโครงการที่ร่วมกับสํานักศิลปะและวัฒนธรรม จัดทำฐานข้อมูลทางวัฒนธรรมเพื่อเผยแพร่และอนุรักษ์วัฒนธรรมของภาคใต้ให้อยู่ในรูปแบบของดิจิตอล คอนเทนต์ รองรับการเข้าถึงจากอุปกรณ์ ประเภทสมาร์ตโฟนได้มากขึ้น เป็นการผนวกกันระหว่างเทคโนโลยีกับวัฒนธรรม เป็นต้น

“จากที่ยกตัวอย่างถือเป็นการเริ่มต้นการขับเคลื่อนเข้าสู่การเป็นมหาวิทยาลัยดิจิตอล โดยในปีแรกต้อง ขับเคลื่อนสู่การใช้เทคโนโลยีในองค์กรอย่างเต็มรูปแบบ ทั้งการเปลี่ยนรูปแบบการบริหารจัดการ การเรียนการสอน การวิจัย และการบริการวิชาการ ปัจจัยสำคัญที่จะขับเคลื่อนไปได้คือบุคลากรและนักศึกษา ต้องให้ความรู้ สอนให้มีทักษะ” ผศ.ดร.อำนาจกล่าว