ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวในการประชุมระดม

สะท้อนความคิด…นโยบายสิ่งแวดล้อมเมือง…ผ่านงานวิจัย เพื่อส่งต่อ…(ว่าที่) ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร วันจันทร์ที่ 16 กันยายน 2562 ณ ห้องประชุมกมลทิพย์ โรงแรม เดอะ สุโกศล กรุงเทพมหานคร

สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ในฐานะเป็นหน่วยงานส่งเสริมงานวิจัยและนำผลวิจัยไปสู่การขยายผลในทางปฏิบัติได้มีงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเมืองน่าอยู่และแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมเมืองหลายแผนงานเป็นเวลามากกว่า 30 ปี ที่ผ่านมา จึงเป็นโอกาสดีที่จะได้นำผลงานวิจัยมาชี้ประเด็นถึงการพัฒนากรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นเมืองที่มีความซับซ้อน มีมลพิษ จำเป็นต้องให้องค์ความรู้จากงานวิจัยมาช่วยในการแก้ไข

ทั้งนี้ เนื่องจากกรุงเทพมหานครจะมีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ครั้งที่ 11 ซึ่งทุกพรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัครเข้าแข่งขันกำลังจัดเตรียมนโยบาย จุดขาย เพื่อใช้ในการหาเสียงที่เจาะใจเข้าถึงคนกรุงเทพมหานครให้ได้ฐานเสียงมากที่สุด และต้องการข้อมูลที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ ผ่านการประมวล และวิเคราะห์เรียบร้อยแล้ว

วช. จึงร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สถาบันนวัตกรรมบูรณาการ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สมาคมนักเรียนเก่า เอไอที ประเทศไทย วิทยาลัยการพลังงาน รุ่นที่ ๓ บริษัท บางจาก จำกัด (มหาชน) กลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย และมูลนิธิอารยะสถาปัตย์

จัดการประชุมระดมสมอง สะท้อนความคิด…นโยบายสิ่งแวดล้อมเมือง…ผ่านงานวิจัย เพื่อส่งต่อ…(ว่าที่) ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เพื่อเผยแพร่งานวิจัยด้านทรัพยากรธรรมชาติ นำไปสู่การปฏิบัติ รวมทั้งเพื่อให้ (ว่าที่) ผู้ว่าราชการกรุงเทพทหานคร ได้ตระหนักถึงความสำคัญและปัญหาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในกรุงเทพมหานคร และกำหนดเรื่องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมไว้ในนโยบายหาเสียงก่อนการเลือกตั้ง

นอกจากนี้ ยังเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมการประชุมมีส่วนในการบอกกล่าวให้ผู้ที่จะสมัครเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพทหานคร เข้าใจถึงปัญหากรุงเทพมหานคร ความต้องการ และความคาดหวังของคนไทยทั้งประเทศต่อบทบาทของกรุงเทพมหานครในฐานะเมืองหลวง สำหรับการประชุมระดมสมองฯ ในครั้งนี้คาดว่าจะมีบทบาทสำคัญในการพัฒนากรุงเทพมหานครในทุกมิติ และเป็นเมืองหลวงในฝันของประชาชนในอีก 4 ปี ข้างหน้า

“คุณออน” หรือ คุณนวลลออ เทอดเกียรติกุล อดีตมนุษย์เงินเดือน ตัดสินใจลาออกจากงานประจำ เพื่อก้าวเข้าสู่อาชีพเกษตรกรรมตามความใฝ่ฝัน แม้เธอไม่มีพื้นฐานความรู้เรื่องการทำเกษตรมาก่อน แต่เธอตั้งใจเรียนรู้การทำเกษตรจากหนังสือตำรา สืบค้นข้อมูลจากโลกอินเตอร์เน็ต และเข้าร่วมกิจกรรมด้านเกษตรต่างๆ กับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง

จัดการสวนมะพร้าวด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะคุณออน หรือ คุณนวลลออ เทอดเกียรติกุล ในฐานะผู้ก่อตั้งแบรนด์ “Aromatic Farm” ผู้ผลิตมะพร้าวน้ำหอมปลอดสารพิษ ได้นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมทันสมัยมาใช้ในกระบวนการเกษตรแบบครบวงจร บริหารจัดการสวนมะพร้าวด้วยผังการปลูกอัจฉริยะจัดสรรพื้นที่ 24 แปลง รวมเป็น 469 ต้น โดยแบ่งเป็น Zoning สีเหลือง สีน้ำเงิน และสีแดง เพื่อความสะดวกในการดูแลจัดการ ตั้งแต่การเก็บเกี่ยว ตรวจสอบคุณภาพผลผลิตแต่ละต้น ในแต่ละแปลง หากพบปัญหาสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ง่าย

จุดเด่นที่แปลกใหม่ไม่เหมือนใครของสวนมะพร้าวน้ำหอม “Aromatic Farm” ได้แก่1. ติดเครื่องหมาย QR CODE บนมะพร้าวทุกต้นในสวน เก็บข้อมูลมะพร้าวทุกต้น เพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐานในการดูแลต้นมะพร้าวอย่างเหมาะสม

3. วางแผนการใช้น้ำ โดยควบคุมผ่านระบบ Smart Farming

4. ใช้โปรแกรมของ มกอช. เพื่อตรวจสอบย้อนกลับสินค้า

5. ใช้ App Meal Fiction เก็บข้อมูลสินค้าในแต่ละช่วงการผลิต 6. มะพร้าวน้ำหอมอินทรีย์ Aromatic Farm ตกแต่งด้วยบรรจุภัณฑ์ที่ทันสมัย ฉีกภาพลักษณ์แบบเดิมอย่างสร้างสรรค์ สร้างจุดขายที่แตกต่างจากมะพร้าวน้ำหอมทั่วไป

คุณออน นำความรู้ด้านเกษตรที่ได้รับนำมาใช้ผสมผสานกับประสบการณ์เก่าจากการทำงานบริษัทเอกชน และนำนวัตกรรมเทคโนโลยีเกษตรสมัยใหม่เข้ามาประยุกต์ใช้บริหารจัดการสวนมะพร้าวน้ำหอม “Aromatic Farm” อย่างเป็นระบบ ทำให้มะพร้าวน้ำหอมอินทรีย์คุณภาพดีของสวนแห่งนี้ผ่านการรับรองมาตรฐานอินทรีย์และมาตรฐาน GAP มีผลผลิตป้อนเข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับวางแผนการขาย ประชาสัมพันธ์สินค้าผ่านช่องทางต่างๆ อย่างมืออาชีพ ส่งผลให้กิจการสวนมะพร้าวน้ำหอม“Aromatic Farm” ประสบความสำเร็จทางการตลาดได้อย่างรวดเร็วในระยะเวลาเพียงไม่กี่ปี

ทุกวันนี้ สวนมะพร้าวน้ำหอม “Aromatic Farm” สามารถผลิตมะพร้าวคุณภาพดี เกรดพรีเมี่ยม ที่มีรสชาติหวานหอมถูกใจตลาดแล้ว คุณออนยังได้ฐานลูกค้ารายใหญ่ เป็นโรงแรมระดับแนวหน้าของประเทศ สั่งซื้อสินค้ามะพร้าวน้ำหอมจากสวนแห่งนี้ ในราคา ผลละ 50 บาท ตลอดทั้งปี โดยมีสัญญาสั่งซื้อสินค้าต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 แล้ว เชื่อว่า สวนมะพร้าวน้ำหอม “Aromatic Farm” สามารถรักษาคุณภาพมาตรฐานการผลิตที่ดี ผลิตสินค้าเกรดพรีเมี่ยมป้อนตลาดได้ต่อเนื่อง เพื่อสร้างความประทับใจในคุณภาพสินค้าและบริการ ทำให้ผู้ซื้อรายนี้สมัครใจเป็นลูกค้าขาประจำกันต่อไปยาวๆ แน่นอน

ผลงานที่ผ่านมาของสวนมะพร้าวน้ำหอม “Aromatic Farm” ได้รับการยอมรับจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ทำให้คุณออนได้รับการยกย่องว่า เป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ไฟแรงของวงการค้ามะพร้าวน้ำหอมที่ประสบความสำเร็จในเส้นทางอาชีพได้อย่างน่าชื่นชม และทำให้คุณออนได้รับการคัดเลือกให้เป็น เกษตรกรสำนึกรักบ้านเกิด ประจำปี 2560

การเพาะพันธุ์มะพร้าวน้ำหอม

“พันธุ์พืชดี” เป็นจุดเริ่มต้นในการเพาะปลูก หากใช้พันธุ์พืชที่มีคุณภาพ ย่อมส่งผลให้ผลผลิตดีตามไปด้วย ซึ่งสวนมะพร้าวน้ำหอม “Aromatic Farm” ก็ใส่ใจกับคุณภาพของพันธุ์พืชเป็นอันดับแรกเช่นกัน ที่นี่ปลูกมะพร้าวน้ำหอมก้นจีบพันธุ์แท้คุณภาพดีเป็นหลัก นักท่องเที่ยวที่เข้ามาชมสวนแห่งนี้จะได้เรียนรู้เรื่องการเพาะพันธุ์มะพร้าวน้ำหอมด้วย

การเพาะพันธุ์มะพร้าวน้ำหอม เริ่มจากเลือกต้นแม่พันธุ์แท้ อายุ 15 ปีขึ้นไป ที่มีความแข็งแรง เจริญเติบโตดี ให้ผลดกตลอดปี ใบดก ผลใหญ่ ลำต้นมีปล้องถี่ เมื่อคัดเลือกต้นพันธุ์ดีได้แล้วจะปล่อยให้ผลแก่คาต้น ผลจะมีสีก้ามปู (สีน้ำตาลอ่อน) จะใช้วิธีสอยผลมะพร้าวแก่ลงมาจากต้นด้วยความระมัดระวัง สอยให้ตกลงในร่องน้ำ เพื่อกันกระแทก ผลไม่ช้ำ จาวไม่แตก

ขั้นตอนต่อมา นำผลแก่มาพักไว้ให้แห้ง ประมาณ 14 วัน เปลือกจะแห้งแตกลายงา ผลแก่ต้องมีน้ำอยู่ภายใน “คลอนน้ำ” นำผลมาตั้งดูทรงแล้วปาดด้านขั้วผล ไม่ควรปาดถึงกะลา (ปาดเพื่อให้ต้นอ่อนงอก และทำให้ผลเกิดความชุ่มชื้น) นำผลมะพร้าวไปแช่น้ำในร่องสวน ประมาณ 2-3 วัน หลังจากนั้น นำมาเพาะไว้ในโรงเพาะพันธุ์ (เนิร์สเซอรี่) ที่มีแสงรำไร นำขุยมะพร้าวมาโรยไว้บนผลมะพร้าว และรดน้ำอย่างสม่ำเสมอ ไม่ให้แฉะจนเกินไป ผลจะงอกภายใน 2-3 เดือนพร้อมลงปลูกได้

“ชันโรง” ช่วยเพิ่มผลผลิตมะพร้าว

ภายในร่องสวนมะพร้าว มองไปเห็นต้นเตยหอมปลูกอยู่ริมตลิ่ง คุณออนเชื่อว่าการปลูกต้นเตยหอมเป็นอีกหนึ่งเคล็ดลับที่ช่วยเพิ่มความหอมให้แก่น้ำมะพร้าวอ่อน อีกหนึ่งเคล็ดลับที่ช่วยเพิ่มความดกให้สวนมะพร้าวแห่งนี้ คือ ชันโรง เป็นแมลงที่ช่วยผสมเกสรคล้ายผึ้ง เกษตรกรทั่วไปจึงนิยมเลี้ยงชันโรงในสวนไม้ผล สวนมะพร้าว ฯลฯ ภายในสวนมะพร้าวน้ำหอม “Aromatic Farm” ตั้งกรงไม้เลี้ยงชันโรงไว้รอบสวนมะพร้าวเช่นกัน

การเลี้ยงชันโรง ทำได้ไม่ยาก หากพื้นที่ดังกล่าวปลูกไม้ผล พืชไร่ พืชผัก หรือสภาพป่าธรรมชาติ ชุมชนปลอดสารเคมี มีอาหารเพียงพอ โดยชันโรงหาน้ำหวานจากเกสรดอกไม้ เกสรผลไม้ และมีอุณหภูมิโดยรอบ ประมาณ 25-35 องศาเซลเซียส เพราะตัวชันโรงชอบอากาศเย็น แต่ไม่ชื้น

ทั้งนี้ เกษตรกรควรเลือกสายพันธุ์ชันโรงที่เหมาะกับการใช้ประโยชน์ของผู้เลี้ยงในท้องถิ่นนั้นๆ โดยหาซื้อพ่อแม่พันธุ์ชันโรงจากฟาร์มผู้เลี้ยงชันโรงโดยตรง ผ่านการฝึกอบรมหลักสูตร การเลี้ยงชันโรง ตามระบบส่งเสริมการเกษตรมิติใหม่ (M.R.C.F) ส่วนรังที่ใช้เลี้ยงชันโรง สามารถซื้อรังสำเร็จจากผู้ผลิตรังเลี้ยงในชุมชนหรือสร้างรังขึ้นมาเอง โดยเรียนรู้จากรังธรรมชาติ และนำไปประยุกต์เป็นรังเลี้ยงชันโรง ส่วนการแยกขยายพันธุ์ชันโรง เกษตรกรสามารถแยกขยายรังจากรังธรรมชาติ เช่น ขอนไม้ผุ หรือภาชนะการเกษตรที่มีตัวชันโรงอาศัยอยู่ หรือแยกขยายพันธุ์จากรังจากฟาร์มที่เลี้ยงชันโรงก็ได้

แหล่งเรียนรู้ มะพร้าวน้ำหอมอินทรีย์

สำนักงานเกษตรอำเภอดำเนินสะดวก สนับสนุนให้สวนมะพร้าวน้ำหอม “Aromatic Farm” ตั้งอยู่เลขที่ 91 หมู่ที่ 2 ตำบลแพงพวย อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี เป็นแหล่งเรียนรู้เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต โครงการระบบส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่ (มะพร้าว ปี 2560) ขณะเดียวกัน คุณออน ได้รับการคัดเลือกให้เข้าร่วมโครงการ D-HOPE ของกรมพัฒนาชุมชน ที่บูรณาการกับโครงการ OTOP Village ของสำนักส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่นและวิสาหกิจชุมชน

ทั้งนี้ โครงการ D-HOPE มุ่งส่งเสริมการให้สมาชิกใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในชุมชนให้เป็นประโยชน์ สร้างรายได้ให้แก่คนในชุมชน และสร้างกิจกรรมในชุมชน เปิดประสบการณ์ใหม่ให้นักท่องเที่ยวที่เข้าเยี่ยมชมชุมชนได้เกิดความประทับใจ คุณออน กำหนดจุดขายให้สวนแห่งนี้เป็น “แหล่งเรียนรู้มะพร้าวน้ำหอม มาตรฐานอินทรีย์วิถีไทย”

สวนมะพร้าวแห่งนี้ เปิดโอกาสให้เกษตรกรและผู้สนใจแวะเวียนเข้าเยี่ยมชมกิจการทุกวัน (กรุณานัดหมายล่วงหน้า) ค่าบริการ 400-600 บาท/คน ตามกิจกรรม เช่น กระบวนการปลูกดูแลมะพร้าวอินทรีย์ การแปรรูปมะพร้าวน้ำหอม การควั่นมะพร้าว การบรรจุหีบห่อ เรียนรู้การปลูก การรดน้ำ การเพาะพันธุ์มะพร้าว ซึ่งการจัดกิจกรรมดังกล่าวสามารถรองรับผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้ต่อรอบ ประมาณ 20-60 คน ผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ เบอร์โทรศัพท์ 081-909-0226 หรือติดตามข้อมูลได้ทางเฟซบุ๊ก Aromatic Farm

ประเทศไทย ได้ชื่อว่าเป็นแหล่งกล้วยไม้เขตร้อนที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก โดยเฉพาะกล้วยไม้รองเท้านารีพันธุ์พื้นเมืองที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทย มีจำนวน 17 ชนิด ล้วนอยู่ในสกุล Paphiopedilum เพียงสกุลเดียวเท่านั้น ซึ่งได้รับความสนใจนำมาปลูกเลี้ยง ปรับปรุงพันธุ์ และขยายพันธุ์เพื่อการค้ากันอย่างกว้างขวางทั้งในประเทศและต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น ยุโรปและเอเชีย ทำให้ประเทศไทยกลายเป็นแหล่งส่งออกกล้วยไม้รองเท้านารีที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก ทั้งในรูปแบบของไม้กระถางและไม้ตัดดอก

ในอดีต ประเทศไทย ส่งออกกล้วยไม้พันธุ์แท้ในช่วงปี 2535-2540 กว่า 2 ล้านต้น และหยุดไปหลังจากกำหนดให้กล้วยไม้เป็นพันธุ์พืชในกลุ่มพืชอนุรักษ์บัญชีที่ 1 ของอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่กำลังจะสูญพันธุ์ (ไซเตส) ตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่องพืชอนุรักษ์ตามพระราชบัญญัติพันธุ์พืช พ.ศ. 2518 มีชนิดพืชอนุรักษ์หรือพืชในบัญชีแนบท้ายอนุสัญญาไซเตสมากกว่า 28,000 ชนิด

กล้วยไม้ เป็นพืชอนุรักษ์กลุ่มใหญ่ที่สุด และมีการทำการค้าระหว่างประเทศเป็นปริมาณสูง อยู่ในสภาวะเสี่ยงต่อการใกล้สูญพันธุ์ ที่เกิดจากฝีมือมนุษย์ ทั้งการบุกรุกทำลายป่าเพื่อทำการเพาะปลูกพืช การเก็บกล้วยไม้ป่าเพื่อการค้า และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศโลก (Climate Change) ที่รุนแรง เช่น เกิดน้ำท่วม อากาศร้อน ฝนแล้ง ฯลฯ ล้วนส่งผลทำให้ประชากรกล้วยไม้ป่าลดจำนวนลงอย่างรวดเร็ว จนมีความเสี่ยงที่จะสูญพันธุ์สูง เช่น กล้วยไม้รองเท้านารี เอื้องปากนกแก้ว และฟ้ามุ่ย ที่แทบจะหมดไปจากป่าธรรมชาติในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แล้ว คาดว่ากล้วยไม้ทุกชนิดลดจำนวนลงถึงขั้นสูญพันธุ์ในที่สุด โดยเฉพาะชนิดพันธุ์ที่มีการกระจายตัวน้อย มีประชากรขนาดเล็ก และอยู่เฉพาะเจาะจง ต่อพื้นที่ ยิ่งมีโอกาสที่จะลดจำนวนและสูญพันธุ์มากขึ้น

กรมวิชาการเกษตร คืนกล้วยไม้สู่ป่า

เมื่อวันที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2543 ครั้งสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรโครงการอนุรักษ์กล้วยไม้รองเท้านารี ซึ่งได้รวบรวมและอนุรักษ์พันธุ์กล้วยไม้รองเท้านารีที่พบในภาคใต้ไว้ รวม 6 พันธุ์ ได้แก่ เหลืองกระบี่ เหลืองตรัง เหลืองพังงา ขาวสตูล ม่วงสงขลา และคางกบใต้ ภายหลังทอดพระเนตรได้มีพระราชเสาวนีย์ให้สถานีทดลองข้าวกระบี่ในขณะนั้น ดำเนินการขยายพันธุ์กล้วยไม้รองเท้านารี เพื่อเพิ่มจำนวนและปลูกคืนสู่ป่าในพื้นที่ที่เหมาะสม

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สนองพระราชเสาวนีย์ของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่มีพระราชประสงค์ที่จะอนุรักษ์พันธุ์กล้วยไม้ป่าท้องถิ่นภาคใต้ให้อยู่กับธรรมชาติแบบยั่งยืน โดยกรมวิชาการเกษตร มอบหมายให้ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรกระบี่ (ศวพ. กระบี่) ดำเนิน “โครงการอนุรักษ์พันธุ์กล้วยไม้รองเท้านารี อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดกระบี่” ขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่ออนุรักษ์กล้วยไม้รองเท้านารีในจังหวัดกระบี่มิให้สูญพันธุ์ ปลุกจิตสำนึกให้เยาวชนและประชาชนทั่วไปเกิดความรู้สึกหวงแหนทรัพยากรพันธุกรรมพืชของชาติ และเพื่อรวบรวมพันธุ์รองเท้านารีที่มีแหล่งกำเนิดในจังหวัดกระบี่ นำมาเพาะเลี้ยงขยายพันธุ์ให้เพิ่มมากขึ้น

ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรกระบี่ นับเป็นหน่วยงานหลักในการรวบรวมพันธุ์กล้วยไม้รองเท้านารีที่พบในภาคใต้ ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่า กล้วยไม้รองเท้านารี เป็นพันธุ์กล้วยไม้ป่าท้องถิ่นภาคใต้ที่หายาก โดยเฉพาะพันธุ์เหลืองกระบี่ที่ถือได้ว่าเป็นพันธุ์กล้วยไม้ประจำจังหวัดกระบี่ในปัจจุบันมีจำนวนลดลงไปจากธรรมชาติ จนอยู่ในสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วง

ปัจจุบัน ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรกระบี่ กรมวิชาการเกษตร ได้ดำเนินการขยายพันธุ์รองเท้านารี โดยเฉพาะรองเท้านารีเหลืองกระบี่ ปีละ 2,000 กระถาง และปลูกคืนสู่ป่า ปีละ 1,500 กระถาง ส่วนที่เหลือได้มอบให้ส่วนราชการต่างๆ นำไปช่วยขยายพันธุ์ให้แพร่หลายมากขึ้น

ปัจจุบัน ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรกระบี่ กรมวิชาการเกษตร ได้ดำเนินการขยายพันธุ์รองเท้านารี โดยเฉพาะรองเท้านารีเหลืองกระบี่ ปีละ 2,000 กระถาง และปลูกคืนสู่ป่า ปีละ 1,500 กระถาง ส่วนที่เหลือได้มอบให้ส่วนราชการต่างๆ นำไปช่วยขยายพันธุ์ให้แพร่หลายมากขึ้น

ที่ผ่านมา กรมวิชาการเกษตร ร่วมกับ จังหวัดกระบี่ ได้จัดพิธี “ปล่อยรองเท้านารีเหลืองกระบี่คืนสู่ป่า” ณ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรกระบี่ ตำบลเขาคราม อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่ ภายใต้โครงการอนุรักษ์กล้วยไม้รองเท้านารี อันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ ซึ่งกรมวิชาการเกษตรได้จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในช่วงเดือนสิงหาคม เพื่อสนองแนวทางพระราชเสาวนีย์ให้ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรกระบี่ดำเนินการขยายพันธุ์กล้วยไม้รองเท้านารีเพื่อเพิ่มจำนวนและปลูกคืนสู่ป่าอย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน กรมวิชาการเกษตร ได้จัดทำโครงการบูรณาการเพื่อพัฒนาพืชสกุลรองเท้านารีต่อเนื่อง ตั้งแต่ ปี 2547-2553 ครอบคลุมงานวิจัยหลายสาขา ทั้งการพัฒนาพันธุ์เพื่อสร้างลูกผสมใหม่ การขยายพันธุ์ วัสดุปลูกการพัฒนาเทคโนโลยีโรงเรือน การอารักขาพืช (โครงการวิจัย กรมวิชาการเกษตร 2549-2552) ซึ่งผลงานวิจัยสามารถเผยแพร่เทคโนโลยีให้ภาคเอกชน และเกษตรกรนำไปใช้ประโยชน์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ส่งผลให้การส่งออกและการตลาดขยายตัวมากขึ้น

“รองเท้านารีเหลืองกระบี่” เป็นกล้วยไม้ป่าสายพันธุ์ท้องถิ่น ที่พบในหลายจังหวัดที่ติดกับชายฝั่งอันดามัน เช่น ภูเก็ต พังงา ตรัง แต่พบมากในจังหวัดกระบี่ จึงเป็นที่มาของชื่อ “รองเท้านารีเหลืองกระบี่” ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่หายากและมีปริมาณลดลง กรมวิชาการเกษตร จึงได้เร่งขยายพันธุ์เพื่อเพิ่มปริมาณโดยการนำไปปล่อยในป่าอย่างสม่ำเสมอเพื่อป้องกันการสูญพันธุ์

จังหวัดกระบี่ ได้ดำเนินโครงการอนุรักษ์พันธุ์กล้วยไม้รองเท้านารี เพื่อเป็นการป้องกันการบุกรุกทำลายป่า และเป็นการอนุรักษ์กล้วยไม้พันธุ์รองเท้านารีให้อยู่คู่จังหวัดกระบี่ต่อไป พร้อมจัดงาน “วันเหลืองกระบี่บาน” เพื่อเทิดพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในฐานะทรงเป็นผู้ริเริ่มในการอนุรักษ์กล้วยไม้รองเท้านารีเหลืองกระบี่

ขณะเดียวกันกิจกรรมดังกล่าวช่วยกระตุ้นจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ รวมทั้งส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดกระบี่ไปพร้อมๆ กัน งานวันเหลืองกระบี่บาน จัดเป็นประจำทุกปี ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ ภายในงานจัดแสดงนิทรรศการสายพันธุ์กล้วยไม้ป่า การประกวดกล้วยไม้รองเท้านารีเหลืองกระบี่และกล้วยไม้ตระกูลต่างๆ การประกวดการจัดสวนหย่อมกล้วยไม้ การออกร้านจำหน่ายกล้วยไม้พันธุ์ต่างๆ การจำหน่ายสินค้าผลิตภัณฑ์ชุมชนและท้องถิ่น

สำนักงานเกษตรจังหวัดกระบี่
ส่งเสริมอาชีพเพาะพันธุ์กล้วยไม้ป่า

สำนักงานเกษตรจังหวัดกระบี่ กรมส่งเสริมการเกษตร เล็งเห็นว่า ปัจจุบัน กล้วยไม้ป่าในจังหวัดกระบี่สูญพันธุ์ไปจากป่าแล้ว แต่ยังมีชุมชนที่ปลูกเลี้ยงขยายพันธุ์และจำหน่ายกล้วยไม้ให้กับนักท่องเที่ยวเพื่อร่วมกิจกรรมปลูกป่า แต่การขยายพันธุ์ด้วยการแยกหน่อ ทำได้ปริมาณน้อย ต้นกล้าไม่เพียงพอแก่ความต้องการของตลาด

ทางสำนักงานเกษตรจังหวัดกระบี่จึงได้ถ่ายทอดความรู้เรื่องการขยายพันธุ์กล้วยไม้ป่าด้วยเทคนิคการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชอย่างง่าย ให้แก่วิสาหกิจชุมชนอนุรักษ์เลี้ยงกล้วยไม้พื้นถิ่น อำเภออ่าวลึก จังหวัดกระบี่ เลขที่ 2/1 หมู่ที่ 2 ตำบลแหลมสัก อำเภออ่าวลึก จังหวัดกระบี่

คุณนพรัตน์ ถวิลเวทิน นักวิชาการเกษตร สำนักงานเกษตรจังหวัดกระบี่ โทร. 091-826-7373 กล่าวว่า สำนักงานเกษตรจังหวัดกระบี่ได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ในการดำเนินโครงการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชุมในจังหวัดกระบี่ อนุรักษ์กล้วยไม้ท้องถิ่นด้วยเทคนิคการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชอย่างง่าย ได้แก่ วิสาหกิจชุมชนอนุรักษ์เลี้ยงกล้วยไม้พื้นถิ่นภายใต้การนำของประธานกลุ่มฯ คุณสมศักดิ์ ปานบุญ (บังหมาด)

วิสาหกิจชุมชนอนุรักษ์เลี้ยงกล้วยไม้พื้นถิ่น ได้เรียนรู้วิธีการขยายพันธุ์กล้วยไม้ป่าเชิงการค้า โดยใช้เทคนิคการฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ด้วยหม้อนึ่งไอน้ำทดแทนการฆ่าเชื้อจุลินทรีย์หม้อนึ่งแรงดันไอน้ำ และเรียนรู้เรื่องสูตรอาหารสังเคราะห์ ร่วมกับการใช้สารเพิ่มผลผลิตชีวภาพสำหรับกล้วยไม้ O-80 เพื่อเพิ่มอัตราการงอกของเมล็ดและร่นระยะเวลาจากการเพาะเมล็ดเป็นต้นกล้า

“การดำเนินโครงการ ในช่วงปีแรก เกษตรกรยังไม่สามารถจำหน่ายต้นกล้ากล้วยไม้ได้ จะต้องรอให้กล้วยไม้มีอายุอย่างน้อย 2 ปี จึงสามารถจำหน่ายได้ ราคาขายต่อต้นโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 100-1,000 บาท ขึ้นอยู่กับฟอร์มดอกและต้น สำหรับต้นที่มีลักษณะสวยงาม เกษตรกรจะเก็บไว้ขายเป็นไม้ประดับให้แก่ผู้สนใจทั่วไป เมื่อขยายพันธุ์ได้มาก ก็จะไปปลูกคืนสู่ป่า เป็นการอนุรักษ์พันธุ์กล้วยไม้ รวมทั้งส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนท้องถิ่นไปพร้อมๆ กัน” คุณนพรัตน์ กล่าว

ทุกวันนี้ วิสาหกิจชุมชนอนุรักษ์เลี้ยงกล้วยไม้พื้นถิ่น ได้นำองค์ความรู้ที่ได้รับการถ่ายทอดไปใช้เพิ่มปริมาณต้นกล้ากล้วยไม้ป่าเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว เช่น กล้วยไม้เหลืองกระบี่ กล้วยไม้รองเท้านารีคางกบ กล้วยไม้รองเท้านารีขาวสตูล กล้วยไม้สิงโตใบพัด ฯลฯ โดยให้นักท่องเที่ยวร่วมกิจกรรมการปลูกกล้วยไม้ในพื้นที่หรือป่าชุมชน เป็นการเพิ่มรายได้ให้กับสมาชิกในชุมชน และเป็นการอนุรักษ์กล้วยไม้ป่าอย่างยั่งยืน

โครงการดังกล่าว ช่วยให้เกษตรกรที่เป็นสมาชิกกลุ่มฯ มีรายได้เพิ่มขึ้น จากการผลิตต้นกล้ากล้วยไม้ เป็นการส่งเสริมให้สมาชิกในชุมชนร่วมกันอนุรักษ์กล้วยไม้ป่าอย่างยั่งยืนแล้ว เกษตรกรสามารถผลิตและจำหน่ายกล้วยไม้ได้อย่างถูกกฎหมาย ไม่ต้องลักลอบหาของป่า คาดว่าภายใน 2-3 ปีข้างหน้า เมื่อต้นกล้ากล้วยไม้โตขึ้น สามารถเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร 10-20%

โครงการถ่ายทอดความรู้เรื่องการขยายพันธุ์กล้วยไม้สู่ชุมชนของสำนักงานเกษตรจังหวัดกระบี่ในครั้งนี้ นับเป็นกิจกรรมที่มีประโยชน์ สร้างอาชีพและรายได้ยั่งยืนสู่ชุมชน ขณะเดียวกันยังช่วยอนุรักษ์พันธุ์กล้วยไม้รองเท้านารี ไม่ให้สูญพันธุ์ และมีส่วนร่วมปลูกจิตสำนึกให้ประชาชนทั่วไปและนักท่องเที่ยวทั่วไป ที่เข้าร่วมกิจกรรมเกิดความรู้สึกหวงแหนกล้วยไม้รองเท้านารีของจังหวัดกระบี่ได้อีกทางหนึ่ง

จันทบุรี ถือเป็นแหล่งปลูกผลไม้ชื่อดัง ไม่ว่าจะเป็น เงาะ ทุเรียน และมังคุด ฯลฯ ดังนั้น การนำผลผลิตทางการเกษตรเหล่านี้มาเพิ่มมูลค่า จึงเป็นช่องทางการทำธุรกิจที่สามารถสร้างรายได้อย่างงาม

“คุณบุญเที่ยง พฤกษากิจ” เจ้าของ บริษัท จันทบุรี ฟรุ๊ต โปรดักส์ จำกัด เป็นคนหนึ่งที่แปรรูปผลไม้ทั้งทอดกรอบ อบ และกวน ซึ่งก็มีผลไม้หลายชนิดที่อยู่ในสวนของเขาเอง ที่อยู่ในอำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี จำนวน 50 ไร่ และสวนที่จังหวัดตราด ไม่ว่าจะเป็นกล้วยหอมพันธุ์หอมทอง ขนุน และมังคุด ขณะเดียวกันก็รับซื้อจากสวนอื่นๆ ด้วย

มีสวนผลไม้เอง ได้เปรียบเจ้าอื่น

คุณบุญเที่ยง ซึ่งก่อนหน้านี้เคยรับราชการเป็นอาจารย์มาก่อน แต่เมื่อธุรกิจไปได้ดีก็ลาออกเพื่อมาทำธุรกิจเต็มตัว โดยมีลูกๆ มาช่วยดูแลกิจการด้วย ซึ่งมีขายในท้องตลาดอยู่ 2 แบรนด์ คือ บุญเที่ยง กับ บีฟรุ๊ต 2

“เริ่มแรกเลย เราทำทุเรียนทอด แล้วขยายมาทำประเภทกวน เช่น สะละกวน มังคุดกวน ประเภททอดเริ่มมาตั้งแต่ ปี 2538 แต่เริ่มตั้งโรงงาน ปี 2539 ประสบความสำเร็จในปี 2550 โดยเรามีวัตถุดิบเอง อีกทั้งเครื่องจักรก็คิดค้นทำกันเอง จากนั้นเพิ่มไลน์ผลิตมาเป็นน้ำมังคุด”

วันนี้ บริษัทจันทบุรี ฟรุ๊ต โปรดักส์ จำกัด มีผลิตภัณฑ์เกือบ 30 ชนิด ให้ลูกค้าได้เลือกซื้อตามใจชอบ และล่าสุดได้ทำน้ำมังคุด ซึ่งมีผลตอบรับเป็นอย่างดี เพราะเป็นน้ำมังคุดแท้ๆ โดยไปผลิตที่สถาบันเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตจันทบุรี เนื่องจากในระยะแรกนี้สถานที่ยังไม่พร้อม ต้องรออีกสักปีเพื่อสร้างโรงงานใหม่ ซึ่งจะแบ่งโซนในการผลิตน้ำมังคุดโดยเฉพาะ

“น้ำมังคุด จะมีจุดเด่นในด้านคุณค่าทางโภชนาการมาก โดยเราเอาเนื้อมังคุดสุกแท้ๆ มาบด มาปั่น มาทำสเตอริไลซ์อย่างดีก่อนบรรจุเป็นขวด ตอนนี้ขายที่ห้างท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต และวางขายที่ บิ๊กซี ที่ผ่านมา ที่ท็อปส์ ก็ขายได้ มียอดสั่งซื้อเข้ามาแทบทุกสัปดาห์

น้ำมังคุดของเราแตกต่างจากเจ้าอื่นในเรื่องของความเข้มข้น และบรรจุภัณฑ์ของผมจะใส่ขวดแก้ว ที่วางขายทั่วไปจะใส่ขวดพลาสติก สาเหตุที่ผมใช้ขวดแก้ว เพราะถูกหลักอนามัย สะอาด เป็นอันตรายต่อผู้บริโภคน้อยที่สุด และถ้าเทียบเรื่องรสชาติกับรายอื่นๆ ของผมรสชาติดี เพราะเราได้มังคุดมาเราจะปรับประมาณสัก 10 บริกซ์ เพราะมังคุดที่ได้มีความหวานจะไม่เท่ากัน หวานมาก หวานน้อย ปรับให้ได้ 10 บริกซ์ ก็จะได้ความหวานที่พอดี”

รับประกัน น้ำมังคุดแท้ๆ

ว่าไปแล้ว ในท้องตลาดมีน้ำมังคุดขายกันหลายเจ้า ในฐานะผู้ผลิต คุณบุญเที่ยง ให้คำแนะนำว่า “ในตลาดก็มีทำกันหลายราย แต่บางรายที่ขายราคาถูก เพราะจะใส่น้ำ ใส่สี ใส่กลิ่น แต่เราเน้นเรื่องคุณภาพ เพราะวัตถุดิบเราใช้จากสวนมังคุดของเราเอง ทิ้งไว้ให้มันสุกงอม แล้วเอามาแกะเอง จะมีซื้อสวนอื่นบ้างตอนช่วงที่มังคุดล้นตลาด ซึ่งราคาจะถูกลง ที่ผ่านมาเคยซื้อมังคุดแกะเนื้อแล้ว ราคากิโลกรัมละ ประมาณ 40-80 บาท”