ผู้อำนวยการสำนักบริหารแรงงานต่างด้าว กล่าวว่า สำหรับการต่อ

อายุแรงงานต่างด้าวภาคประมงกลุ่มบัตรสีชมพู ขณะนี้ดำเนินการไปได้ประมาณ 20,000 กว่าคน จากทั้งหมด 90,000 กว่าคน โดยแรงงานกลุ่มดังกล่าวมี 2 รุ่นคือ รุ่นที่บัตรสีชมพูหมดอายุในธันวาคมนี้ ซึ่งหากต่ออายุใบอนุญาตทำงานไม่ทันก็ต้องนำเข้าด้วยระบบเอ็มโอยู ส่วนอีกกลุ่มคือบัตรหมดอายุมีนาคม 2561 ก็ยังมีเวลาดำเนินการ โดยแรงงานต่างด้าวที่ยังไม่ได้ไปต่ออายุส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มหมดอายุ มีนาคม 2561 ซึ่งจะเร่งประชาสัมพันธ์ให้ดำเนินการ สำหรับการพิสูจน์สัญชาติและทำใบอนุญาตทำงานของแรงงานต่างด้าวกลุ่มที่ผ่านการจับคู่กับนายจ้างแล้วนั้น ซึ่งต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 ธันวาคม นี้ พบว่า ในส่วนของแรงงานพม่าขณะนี้ดำเนินการไปได้ครึ่งหนึ่งแล้ว ส่วนแรงงานลาวนั้นต้องกลับไปดำเนินการที่ประเทศต้นทางและกลับมาด้วยระบบเอ็มโอยู ส่วนกัมพูชาดำเนินการไปได้ 2 ใน 3 แล้ว อย่างไรก็ตาม หากดำเนินการไม่แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2560 ก็จะหามาตรการออกมารองรับเพิ่มเติม

เกษตรฯ ปรับพ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช ยึดเกษตรกรเป็นศูนย์กลาง ​​กรมวิชาการเกษตร ชูเกษตรกรเป็นหัวใจปรับแก้ไขร่างพ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืชคุ้มครองสิทธิ์พร้อมสร้างแรงจูงใจนักปรับปรุงพันธุ์ ให้ความเป็นธรรมทุกภาคส่วน

นายสุวิทย์ ชัยเกียรติยศ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ชี้แจงกรณีมีภาคประชาคมตั้งข้อสงสัยร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช เป็นการละเมิดสิทธิเกษตรกร โดยเป็นการขยายการผูกขาดของบริษัทเมล็ดพันธุ์ รวมถึงเป็นการเปิดทางให้นำทรัพยากรชีวภาพไปใช้โดยไม่มีการแบ่งปันผลประโยชน์นั้น​ว่า การปรับแก้ไขร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืชที่กำลังอยู่ระหว่างการเปิดรับฟังความคิดเห็นอยู่ในขณะนี้ยังคงเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติคุมครองพันธุ์พืช พ.ศ.2542 ฉบับเดิมที่คำนึงถึงผลประโยชน์ของเกษตรกรเป็นสำคัญ โดยเฉพาะประเด็นการขยายระยะเวลาการคุ้มครองใหม่ในพืชไร่และพืชล้มลุกเป็น 20 ปี

ในขณะที่พืชยืนต้น 25 ปีมีวัตถุประสงค์เพื่อให้มีความสอดคล้องกับมาตรฐานสากลและหลายประเทศในอาเซียน ซึ่งการปรับแก้ระยะเวลาดังกล่าวจะทำให้นักปรับปรุงพันธุ์มีแรงจูงใจที่จะลงทุนและลงแรงในการปรับปรุงพันธุ์ใหม่ๆขึ้นมา รวมทั้ง เกษตรกร ประชาชนทั่วไป และนักวิชาการ ซึ่งเป็นผู้ปรับปรุงพันธุ์พืชใหม่และได้จดทะเบียนคุ้มครองก็จะได้รับประโยชน์จากการขยายระยะเวลาการคุ้มครองนี้ด้วยเช่นกัน ​​​นอกจากนี้หากผู้ใดนำพันธุ์พืชพื้นเมืองทั่วไปและพันธุ์พืชป่าไปใช้ประโยชน์ในการศึกษา ทดลอง วิจัย และปรับปรุงพันธุ์ ยังคงต้องขออนุญาต และแบ่งปันผลประโยชน์กรณีทำเพื่อเชิงพาณิชย์ แต่สำหรับพันธุ์พืชพื้นเมืองเฉพาะถิ่น ต้องขอกับชุมชนผู้เป็นเจ้าของ

หากบริษัทจะนำเอาสารพันธุกรรมหรือพันธุ์พืชที่ไม่ใช่ของตนไปผ่านกระบวนการปรับปรุงพันธุ์ตามที่กล่าวอ้าง บริษัทต้องขออนุญาตและทำข้อตกลงแบ่งปันผลประโยชน์ เช่นกัน ​ ​อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืชยังให้สิทธิชุมชนที่ร่วมกันอนุรักษ์ หรือพัฒนาพันธุ์พืช ที่มีลักษณะจะขอจดทะเบียนเป็นพันธุ์พืชพื้นเมืองเฉพาะถิ่นได้ คือ เป็นพันธุ์พืชที่มีอยู่ในท้องที่ใดท้องที่หนึ่งภายในราชอาณาจักรเท่านั้น สามารถขอรับความคุ้มครองตามกฎหมายได้ ตามความสมัครใจ ซึ่งการแก้ไข พ.ร.บ.เพื่อให้การขึ้นทะเบียนชุมชน ให้สะดวกรวดเร็วขึ้น ส่วนสิทธิของชุมชนยังคงไว้ซึ่งหลักการเดิม

นอกจากนี้หากผู้ใดนำพันธุ์พืชพื้นเมืองทั่วไปและพันธุ์พืชป่าไปใช้ประโยชน์ในการศึกษา ทดลอง วิจัย และปรับปรุงพันธุ์ ยังคงต้องขออนุญาต และแบ่งปันผลประโยชน์กรณีทำเพื่อเชิงพาณิชย์ แต่สำหรับพันธุ์พืชพื้นเมืองเฉพาะถิ่น ต้องขอกับชุมชนผู้เป็นเจ้าของ ​“การปรับแก้ไขร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืชยังคงไว้ซึ่งผลประโยชน์ของเกษตรกรเป็นสำคัญตามเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ.ฉบับเดิม และเกษตรกรยังคงเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อในฤดูต่อไปได้ รวมทั้งยังให้สิทธิ์และคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่แก่นักปรับปรุงพันธุ์ รวมทั้งเกษตรกรและประชาชนทั่วไปด้วย” อธิบดีกรมวิชาการเกษตรกล่าว

เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน นายอนุรักษ์ ทศรัตน์ ช่วยราชการอธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวว่า ใบอนุญาตทำงานของแรงงานต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา ลาว เมียนมา ในกิจการประมงทะเลและแปรรูปสัตว์น้ำได้หมดอายุในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 แล้ว ดังนั้น ผู้ประกอบการจึงจำเป็นต้องจัดหาแรงงานมาทดแทน โดยกระทรวงแรงงานได้มีการหารือกับสมาคมประมงแห่งประเทศไทย ผู้ประกอบการประมงและผู้ที่เกี่ยวข้องในการปรับปรุงสภาพการจ้างและการทำงานพร้อมจัดสวัสดิการทุกรูปแบบให้กับแรงงานในภาคประมงเพื่อจูงใจให้แรงงานไทยหันมาทำงานในกิจการประมงทะเล ซึ่งตกลงจะจ่ายค่าจ้างให้กับลูกจ้างเป็นรายเดือนขั้นต่ำเดือนละ 12,000 บาท จ่ายผ่านธนาคาร พร้อมกับจัดสวัสดิการด้านที่พัก

อาหาร การรักษาพยาบาล ประกันสุขภาพ ประกันสังคม รวมทั้งประกันชีวิตและประกันอุบัติเหตุให้กับแรงงานภาคประมง สำหรับคนงานที่มีประสบการณ์ก็จะได้ค่าจ้างมากขึ้นตามข้อตกลงในแต่ละราย โดยจะต้องมีการทำสัญญาจ้างที่กำหนดอัตราค่าจ้างและสวัสดิการต่างๆ ไว้อย่างชัดเจน เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับแรงงาน นายอนุรักษ์กล่าวอีกว่า ในเดือนพฤศจิกายนนี้ทางการไทยจะไปเจรจาการนำเข้าแรงงานภาคประมงกับทางการเมียนมาแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ซึ่งแรงงานต่างด้าวก็จะได้รับค่าจ้างและสวัสดิการเช่นเดียวกันกับแรงงานไทยด้วย และขอเชิญชวนแรงงานไทยมาทำประมง เพราะได้มีการปรับสภาพการจ้างงานที่เป็นธรรม รวมทั้งสวัสดิการต่างๆ ซึ่งจะช่วยให้แรงงานไทยมีรายได้ที่ดีขึ้น มีความมั่นคงในชีวิตการทำงาน สนใจสอบถามได้ที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด หรือสายด่วนกรมการจัดหางาน โทร. 1694

กรมหม่อนไหมเปิดแผนขับเคลื่อนงานปี 61 มุ่งสร้างเกษตรกร-บุคลากรมืออาชีพ รองรับ การแข่งขันเกษตร 4.0 พร้อมพัฒนาการบริหารจัดการสินค้าหม่อนไหมครบวงจร บูรณการความร่วมมือกับหน่วยงานอื่น ยกระดับสินค้าคุณภาพมาตรฐานป้อนตลาดทั้งในและต่างประเทศ ​นางสุดารัตน์ วัชรคุปต์ เหล่าวิชยา อธิบดีกรมหม่อนไหม เปิดเผยถึงทิศทางขับเคลื่อนการดำเนินงานของ กรมหม่อนไหมในปีงบประมาณ 2561 ว่า กรมหม่อนไหมมีแผนเร่งขับเคลื่อนขยายผลและสานต่อการพัฒนาสินค้าหม่อนไหมของไทยให้สอดรับกับนโยบายของพลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่กำหนดเป้าหมายให้ปี 2561 เป็น “ปีแห่งการยกระดับคน การบริหารจัดการมาตรฐานสินค้าเกษตรสู่เกษตร 4.0” รวมถึงนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาล ดังนั้น กรมหม่อนไหม จึงได้ กำหนดทิศทางการดำเนินงานในปี 2561 ให้เป็น “ ปีแห่งการยกระดับเกษตรกร และบุคลากรด้านหม่อนไหม การบริหารจัดการ มาตรฐานหม่อนไหม รองรับเกษตร 4.0” โดยจะพัฒนาศักยภาพเกษตรกรและบุคลากรด้านหม่อนไหมให้เป็นมืออาชีพ เพื่อรองรับการแข่งขันยุคเกษตร 4.0

รวมทั้งยกระดับผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมให้เป็นสมาร์ทฟาร์เมอร์ (Smart Farmer) เน้นส่งเสริมการเรียนรู้ ผ่านครูภูมิปัญญาหม่อนไหม สร้าง Unit School ด้านหม่อนไหมในศูนย์การเรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) พัฒนาทายาทหม่อนไหมเพื่อให้เป็นยังสมาร์ทฟาร์เมอร์ (Young Smart Farmer) ทดแทนเกษตรกรรุ่นเดิมและสืบสานอาชีพการเลี้ยงหม่อนไหมให้คงอยู่ ทั้งยังมุ่งพัฒนาบุคลากรและเจ้าหน้าที่กรมหม่อนไหมให้เป็นสมาร์ทออฟฟิศเซอร์ (Smart Officer) ควบคู่ไปด้วย ขณะเดียวกันยังมุ่งพัฒนาการบริหารจัดการสินค้าหม่อนไหมแบบครบวงจร โดยนำเทคโนโลยี นวัตกรรม และองค์ความรู้จากงานวิจัยด้านหม่อนไหมมาสนับสนุนงานนโยบายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตหม่อนไหม โดยปี 2561 มีเป้าหมายพัฒนาสินค้าหม่อนไหมภายใต้ระบบแปลงใหญ่ ไม่น้อยกว่า 25 แปลง เสริมสร้างความเข้มแข็งให้ ศพก.ด้านหม่อนไหม เป้าหมาย 3 ศูนย์หลัก และ 3 ศูนย์เครือข่าย

พร้อมทั้งส่งเสริมให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมมาปลูกหม่อนเลี้ยงไหม เป้าหมาย 2,000 ไร่ ส่งเสริมการผลิตหม่อนไหมอินทรีย์เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าไม่น้อยกว่า 160 ไร่ และพัฒนาการผลิตสินค้าหม่อนไหมโดยตั้งเป้ายกระดับผลิตภัณฑ์เข้าสู่มาตรฐาน 600 ราย “อีกทั้งจะดำเนินการขยายผลพัฒนาเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับธนาคารหม่อนไหม จำนวน 16 แห่ง และช่วยลดต้นทุนการผลิตให้กับเกษตรกรสมาชิก บูรณาการสนับสนุนและขับเคลื่อนงานเกษตรทฤษฎีใหม่ เน้นเกษตรกรนอกพื้นที่แปลงใหญ่ไม่น้อยกว่า 1,500 ราย และส่งเสริมพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตหม่อนไหมและฝ้ายภายใต้คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) เพื่อสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร เป้าหมาย 475 ราย พื้นที่ 495 ไร่” อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าว นอกจากนั้น ยังมุ่งพัฒนาสินค้าหม่อนไหมให้เป็นสมาร์ทโพรดักชั่น (Smart Production) ป้อนเข้าสู่ตลาดเพิ่มมากขึ้น เพื่อยกระดับสินค้าคุณภาพสูง มีความปลอดภัยและสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก

โดยเน้นงานวิจัยเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของเกษตรกร ผู้ประกอบการ และผู้บริโภค มีการค้นคว้านวัตกรรมภูมิปัญญาและเครื่องจักรกลด้านหม่อนไหมสู่การออกแบบผลิตภัณฑ์ที่สอดรับความต้องการของตลาด ตลอดจนผลักดันการกำหนดมาตรฐานด้านหม่อนไหม อาทิ มาตรฐานไหมอินทรีย์ และมาตรฐานแผ่นใยไหม เป็นต้น รวมทั้งส่งเสริมการตรวจรับรองมาตรฐานสินค้าหม่อนไหมซึ่งมีเป้าหมายตรวจรับรองมาตรฐานแปลงหม่อนจีเอพี (GAP) ไม่น้อยกว่า 300 แปลง ส่งเสริมการผลิตเส้นไหมตามมาตรฐาน มกษ. และสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์หรือจีไอ (GI) ส่งเสริมการผลิตผ้าไหมตรานกยูงพระราชทาน และตั้งเป้าในการตรวจรับรองมาตรฐานตรานกยูงพระราชทานให้ได้ 75,000 เมตร

นอกจากนี้ยังแผนส่งเสริมเศรษฐกิจและการตลาดหม่อนไหมทั้งภายในและต่างประเทศ เช่น การจัดงานตรานกยูงพระราชทานฯ การจัดประกวดเส้นไหม การออกร้านตามภูมิภาคต่างๆ และจัดโรดโชว์ผลิตภัณฑ์ไหมไทยในต่างประเทศ ทั้งตลาดเดิมและตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ “สำหรับงานตามภารกิจพื้นฐานขององค์กรยังคงขับเคลื่อนดำเนินการตามปกติ ไม่ว่าจะเป็นการอนุรักษ์และคุ้มครองหม่อนไหม การสนับสนุนโครงการพระราชดำริและโครงการพิเศษ และการผลิตพันธุ์หม่อนไหมและวัสดุย้อมสี เป็นต้น ขณะเดียวกันปีนี้กรมหม่อนไหมได้เน้นสร้างการรับรู้ โดยส่งเสริมการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการบริหารจัดการข้อมูลข่าวสาร (Information Operation หรือ IO) เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องสามารถเข้าถึงข้อมูลหม่อนไหมได้มากที่สุด

ทั้งยังมีแผนบูรณาการและสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน เช่น กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงทรัพยากรฯ กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ กระทรวงการท่องเที่ยวฯ และสถาบันการศึกษาต่างๆ เพื่อส่งเสริมและพัฒนางานด้านหม่อนไหมของประเทศไทย ซึ่งคาดว่า จะสามารถช่วยยกระดับมาตรฐานและประสิทธิภาพการผลิตสินหม่อนไหมให้เป็นที่ยอมรับของสากล และสร้างความมั่นคงในการประกอบอาชีพให้กับเกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมอย่างยั่งยืน ทำให้มีรายได้เพิ่มสูงขึ้นและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นด้วย” อธิบดี กรมหม่อนไหม กล่าว

เกษตรกรตราดเฮ สับปะรดพันธุ์ “ตราดสีทอง” ขึ้นทะเบียน GI รองผู้ว่าฯ เร่งสร้างมูลค่าเพิ่ม หาตลาดพรีเมี่ยมใน-ต่างประเทศ แนะเกษตรกรทำเกษตรแปลงใหญ่ 2 หมื่นไร่ ด้านผู้ประกอบการชี้สับปะรดตราดสีทองฟรีซดราย จีน ญี่ปุ่น ฮิต โอกาสเติบโตสูง

ดร.ประธาน สุรกิจบวร รองผู้ว่าราชการจังหวัดตราด กล่าวว่า จังหวัดตราด ปี 2560 มีปริมาณสับปะรดออกสู่ตลาดเป็น 2 ส่วน คือ สับปะรดส่งโรงงาน พันธุ์ปัตตาเวียปริมาณ 19,378 ตัน คิดเป็นอัตรา 30% และเป็นสับปะรดบริโภคพันธุ์ตราดสีทองปริมาณ 50,939 ตัน หรือ 70% ซึ่งสับปะรดตราดสีทองเพิ่งได้รับการรับรองเป็นสินค้าเกษตรบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indications : GI) จากกรมทรัพย์สินทางปัญญา เมื่อเดือนกันยายน 2560 ที่ผ่านมา จังหวัดจึงเตรียมหาแนวทางการบริหารจัดการ การผลิต การจัดจำหน่าย การแปรรูป และตลาดทั้งภายในและต่างประเทศ ทั้งภาครัฐและเอกชน เบื้องต้นต้องร่วมกันสร้างแบรนด์ของจังหวัดและติดสัญลักษณ์ GI รับรองคุณภาพและสร้างคุณภาพมาตรฐาน

“การพัฒนาต่อไป มองว่าวิสาหกิจชุมชนสับปะรดตราดสีทองควรให้เกษตรกรรวมกลุ่มกัน ผลิตเป็นแปลงใหญ่ 20,000 ไร่ เพื่อกระจายและเพิ่มผลผลิต โดยเฉพาะช่วงปลายปี พฤศจิกายน ธันวาคม เป็นช่วงที่ผลผลิตออกมาแล้วได้ราคาดี เนื่องจากไม่มีผลไม้อื่น และมีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก โดยปีนี้มีปริมาณ 4,000-5,000 ตัน เป็นจังหวะที่ได้ GI ดังนั้นต้องเร่งประชาสัมพันธ์เพื่อทำตลาดสร้างมูลค่าเพิ่ม ปัจจุบันมีสัญญาซื้อขายกับห้างโมเดิร์นเทรดอยู่แล้ว 2 แห่ง คือ ห้างแม็คโคร และเทสโก้ โลตัส นอกจากนี้ได้ประสานกับภาคเอกชนและโรงแรม รีสอร์ตให้ช่วยกันจัดอีเวนต์ ทำเครื่องดื่มเวลคัมดริงก์ เมนูผลไม้ และอาหาร” ดร.ประธานกล่าว

นายศราวุฒิ กองแก้ว ประธานวิสาหกิจชุมชนสับปะรดตราดสีทอง กล่าวว่า สับปะรดตราดสีทองส่วนใหญ่เป็นตลาดบริโภคผลสด เพราะคุณสมบัติที่หวาน หอม กินได้ทั้งแกน ปกติมีผลผลิตออก 2 ช่วง คือ ช่วงที่เกษตรกรใช้สารเร่งผลผลิตออก ธันวาคม-มกราคม ซึ่งจะเป็นช่วงที่ไม่มีผลไม้อื่นๆ ในจังหวัดตราด และเป็นฤดูกาลท่องเที่ยว ตลาดจะไม่มีปัญหารวมทั้งเรื่องราคา ราคาเบอร์ใหญ่อยู่ที่ลูกละ 12-13 บาท แต่ช่วงที่ 2 ออกตามธรรมชาติ เดือนพฤษภาคม-มิถุนายน จะตรงฤดูกาลผลไม้ เงาะ ทุเรียน มังคุด ลองกอง ช่วงนี้จะมีปัญหาตลาดและราคาตกต่ำ ราคาเบอร์ใหญ่จะลดลงมาเหลือลูกละ 7-8 บาท ทางออกคือ การทำผลผลิตไม่ให้กระจุกตัวช่วงผลไม้ แต่เกษตรกรต้องระวังไม่ทำเหมือนๆ กัน คือ ใช้สารเร่งผลผลิตให้ออกช่วงปลายปี ถ้าปริมาณมากจะมีปัญหาตลาดเช่นกัน

“การเพิ่มมูลค่าสับปะรดตราดสีทองที่ได้ GI ควรรวมตัวเป็นกลุ่มผลิตแปลงใหญ่ โดยทุกแปลงต้องผ่านการรับรอง GAP แต่ตลาดต่างประเทศยังไม่แน่ใจว่าจะพัฒนาได้อย่างไร เพราะที่ผ่านมาเคยมีการส่งออกไปจีนติดที่ปัญหาไส้ดำ และทางเกาหลีเคยมาสั่งไป 2 ตู้คอนเทนเนอร์แล้วหายไป ตอนนี้มีดูไบสนใจ แต่ยังไม่มีการตกลงซื้อขาย ด้านการแปรรูปทั้งตลาดภายใน ต่างประเทศ ขึ้นอยู่กับราคาวัตถุดิบ” นายศราวุฒิกล่าว

ด้านนายชัยวัฒน์ ปริ่มผล ผู้จัดการ บริษัท ผลอำไพฟรุตตี้ไทย จำกัด อ.เขาสมิง จ.ตราด กล่าวว่า การนำสับปะรดตราดสีทองมาแปรรูป โดยการอบแห้งฟรีซดรายนั้น จะได้รสชาติที่หวาน กรอบ อร่อย เพราะมีคุณสมบัติพิเศษ คือ เนื้อสีเหลืองทอง แห้ง กรอบ รสชาติหวานอมเปรี้ยว มีกลิ่นหอม ตลาดให้ความนิยมทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะจีน และญี่ปุ่น นอกจากนี้ยังสามารถแปรรูปทำเป็นแกงส้มสับปะรดกุ้งฟรีซดรายได้ ทำให้ตลาดสับปะรดแปรรูปโดยใช้สับปะรดตราดสีทองมีโอกาสเติบโตทั้งตลาดภายในและต่างประเทศ

ผู้ส่งออกหวั่นนโยบายข้าวอินทรีย์ 3 ปี 1 ล้านไร่ ดันผลผลิตข้าวอินทรีย์ทะลุ 5 แสนตัน สวนทางตลาดส่งออกที่มีเพียง 20,000 ตัน ซ้ำไม่มีมาตรฐานสากล-ด้านโรงสีเมินร่วมโครงการรับซื้อข้าวอินทรีย์ ติงนโยบายบีบตั้งราคาซื้อนำตลาด แต่ไม่คุมผู้ส่งออกซื้อข้าวสารราคาสูง เป็นเหตุให้ไม่มีตลาดรองรับ เสี่ยงขาดทุน

ร.ต.ท.เจริญ เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า การที่รัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมเกษตรกรปลูกข้าวอินทรีย์ ปีละ 300,000 ไร่ โดยมีเป้าหมายจะเพิ่มพื้นที่ปลูกให้ได้ 1 ล้านไร่ภายใน 3 ปี เท่ากับว่าจะมีปริมาณข้าวอินทรีย์ 500,000 ตันข้าวเปลือก หรือราว 250,000 ตันข้าวสาร แต่ไม่มีแนวทางการสร้างมาตรฐานสากล และแผนการทำตลาดข้าวอินทรีย์ควบคู่ไปด้วย ถือเป็นเรื่องที่น่าห่วง เพราะมีหลายจังหวัดได้เพิ่มพื้นที่ปลูกมากขึ้น ขณะที่ความต้องการข้าวอินทรีย์ในตลาดโลกต่อปีมีเพียง 1,000-10,000 ตันเท่านั้น และไทยส่งออกเพียงปีละ 20,000 ตัน เทียบกับยอดส่งออกข้าวทั้งปี 11 ล้านตัน คิดเป็นสัดส่วนไม่ถึง 0.1%

“อยากให้ระวังผลที่จะตามมาจากการส่งเสริม เพราะตลาดข้าวอินทรีย์ยังมีขนาดเล็กในวงจำกัด อย่าส่งเสริมโดยคิดว่าผู้ส่งออกจะขายได้ หากจะส่งเสริมต้องเริ่มทำตลาดในประเทศก่อนสำหรับข้าวอินทรีย์ที่ยังไม่ได้มาตรฐานสากล จากนั้นจึงค่อยๆ พัฒนาสู่การส่งออก”

ร.ต.ท.เจริญกล่าวเพิ่มว่า รัฐบาลให้เงินอุดหนุนเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการนี้ปีแรก 2,000 บาท และปีที่ 2 เพิ่มขึ้นเป็น 3,000 บาท และปีที่ 3 เพิ่มเป็น 4,000 บาท พร้อมทั้งขอความร่วมมือให้โรงสีช่วยรับซื้อในราคานำตลาด ทั้งที่ควรปล่อยให้ราคาซื้อขายเป็นไปตามกลไกตลาด ไม่ใช่ตั้งราคาสูงจนแข่งขันไม่ได้ ถือเป็นการปลูกฝังให้ยึดติดกับการให้ราคาเป็นตัวตั้ง ทั้งที่ความจริงการปลูกข้าวอินทรีย์ทำให้ผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้นจาก 400 กิโลกรัมต่อไร่ เป็น 600 กิโลกรัมต่อไร่ หมายถึงต้นทุนต่อหน่วยลดลง ถือเป็นกำไรขั้นที่ 1 และการปลูกอินทรีย์ทำให้สิ่งแวดล้อมดี และสุขภาพชาวนาดีขึ้น ถือเป็นกำไรขั้นที่ 2 แล้ว

นางโสพรรณ มานะธัญญา นายกสมาคมผู้ผลิตข้าวถุง กล่าวว่า หากมีการส่งเสริมการปลูกข้าวอินทรีย์ควรหาตลาดรองรับ โดยเริ่มจากตลาดในประเทศ ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ที่สุดตอนนี้ก่อน โดยขอให้พาณิชย์แต่ละจังหวัดจัดทำเป็นสินค้าประจำจังหวัด หรือเป็นของฝาก พร้อมทั้งเร่งผลักดันให้สินค้าเกษตรอินทรีย์ของไทยมีมาตรฐานสากล เช่น IFOAM รองรับ จึงส่งออกได้

“เป็นห่วงว่าการที่ราคาสินค้าเกษตรอินทรีย์ของไทยมีราคาสูงกว่าผลผลิตปกติ 20-30% เมื่อผู้ส่งออกซื้อไปปรับปรุงและส่งออกราคาสูงถึง 300% จะแข่งขันได้อย่างไร”

นางธนมน วัฒนเรืองโกวิท รองประธานหอการค้า จ.ยโสธร กล่าวว่า จังหวัดยโสธรถือเป็นจังหวัดต้นแบบในการปลูกข้าวอินทรีย์มากที่สุดในประเทศไทย หรือ “ยโสธรโมเดล” ปัจจุบันมีเกษตรกรเข้าร่วมกลุ่ม 10 กลุ่ม มีพื้นที่ 46,664.75 ไร่ มีผลผลิตข้าว 16,115.5 ตัน โดยภาครัฐส่งเสริมให้โรงสีเข้าไปช่วยรับซื้อ ปีที่ผ่านมามีโรงสีเข้าร่วม 5 โรง ปีแรกให้ราคาเพิ่มจากปกติตันละ 500 บาท ปีต่อไปเพิ่มอีก 1,000 บาท และ 2,000 บาท ตามลำดับ ทั้งนี้ เหตุผลที่ตั้งราคาสูงและให้เงินอุดหนุนชาวนา เพราะการปลูกข้าวอินทรีย์ในช่วง 1-3 ปีแรก เกษตรกรจะไม่ได้ผลผลิตที่เป็นข้าวอินทรีย์ในทันที 100% ซึ่งในช่วงการเปลี่ยนแปลงปีแรก ต้องยอมสูญเสียพื้นที่นาบางส่วน เพื่อนำไปปรับสภาพทำคันนา และผลผลิตข้าวต่อไร่จากนาอินทรีย์ในปีแรกจะลดต่ำกว่าปกติ จึงต้องช่วยซื้อราคาสูง

ผู้สื่อข่าวสอบถามไปยังโรงสีหลายจังหวัดพบว่าเข้าร่วมโครงการน้อย เพราะต่างไม่เห็นด้วยที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กำหนดให้โรงสีบวกราคารับซื้อข้าวอินทรีย์เพิ่ม ปีแรกให้ราคาเพิ่มจากปกติตันละ 500 บาท ปีต่อไปเพิ่มอีก 1,000 บาท และ 2,000 บาท ตามลำดับ เท่ากับว่าปีนี้หากราคาข้าวหอมมะลิตันละ 13,000-14,000 บาท โรงสีต้องรับซื้อข้าวอินทรีย์ตันละ 18,000-19,000 บาท แต่รัฐไม่ได้บังคับให้ผู้ส่งออกต้องบวกเพิ่มราคารับซื้อข้าวสารจากโรงสี ซึ่งเมื่อซื้อข้าวเปลือกแพงมาขายถูก โรงสีต้องแบกภาระขาดทุน ทั้งที่รัฐบาลจ่ายเงินอุดหนุนให้เกษตรกรไปแล้ว ควรให้ราคารับซื้อเป็นไปตามกลไกตลาด

ข้าวอินทรีย์มีมอด

นายวัลลภ มานะธัญญา ประธานกรรมการบริหาร lebron-james-shoes.us กลุ่มบริษัท บางซื่อโรงสีไฟเจียเม้ง จำกัด ผู้ผลิตข้าวถุงหงษ์ทอง กล่าวว่า ปัญหาการส่งออกข้าวหอมมะลิอินทรีย์ พบปัญหาข้าวบรรจุถุงแล้วมีมอด ทำให้ไม่สามารถส่งออกไปต่างประเทศได้ ตามหลักเกษตรอินทรีย์ ห้ามใช้สารเคมีตลอดทั้งกระบวนการผลิต การแก้ไขปัญหาทำได้ยากและต้องลงทุนเทคโนโลยีระดับสูง แต่เทียบกับขนาดตลาดที่มีสัดส่วนน้อยจึงไม่มีการลงทุน

นายมั่น สามสี เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้านกลุ่มเกษตรกรนาโส่ อ.กุดชุม จ.ยโสธร กล่าวว่า การปลูกข้าวอินทรีย์ส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อม เกษตรกรได้สุขภาพที่ดีขึ้น จึงทำให้มีเกษตรกรปลูกข้าวอินทรีย์ในจังหวัดยโสธรเพิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ตามยอมรับว่า เกษตรกรไม่สามารถแก้ปัญหามอดได้ แม้ว่าจะเร่งสีข้าวและบรรจุโดยเร็ว หรือหากใช้สมุนไพรมาแก้ไขมอด มีผลทำให้รสชาติและความหอมของข้าวเปลี่ยนไป

ลดนำเข้าสารเคมี

นายบู๊เฮียง รุ่งรัชกานนท์ เจ้าของ หจก.โรงสีข้าวเอกไพบูลย์ จ.อุบลราชธานี กล่าวว่า เห็นด้วยกับการส่งเสริมการปลูกข้าวอินทรีย์ เพราะไม่เพียงทำให้เกษตรกรมีสุขภาพที่ดี แต่ที่สำคัญยังช่วยลดปริมาณการนำเข้าสารเคมีและปุ๋ยอีกด้วย

แพร่ – ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ภายใต้ร่มพระบารมี เพื่อการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน ที่บ้านตอนิมิตร หมู่ 1 ต.ร่องกาศ อ.สูงเม่น จ.แพร่ ชาวบ้านเห็นชอบให้นำเงินจากโครงการ 9101 มาปลูกเมล่อนขาย โดยจัดสร้างโรงเรือน และปลูกชุดแรก 500 ต้น และชุดที่ 2 จำนวน 140 ต้น โดยมีนักวิชาการเกษตรในพื้นที่ร่วมให้คำแนะนำ จนเกิดผลผลิตกว่า 600 ลูก คาดกลางเดือน พ.ย.นี้ชุดแรกจะจำหน่ายได้ และกลางเดือน ธ.ค.ชุดที่สองจะตัดขายได้ โดยกำหนดไว้ที่ ก.ก.ละ 80 บาท ซึ่งเมล่อนกว่า 600 ผลถูกจองหมดแล้ว

นายจักรพงศ์ จิตชุ่ม ผู้ใหญ่บ้านตอนิมิตร หมู่ 1 กล่าวว่า ช่วงว่างเว้นจากการเก็บเกี่ยวผลผลิตทางการเกษตรแล้วนั้นเกษตรกรไม่มีอาชีพ จึงคิดร่วมกันว่านำโครงการ 9101 มาปลูกเมล่อน โดยหาข้อมูลจากทางอินเตอร์เน็ต และ คำแนะนำจากนักวิชาการเกษตรในพื้นที่ ซึ่งต่อไปสามารถปรับเปลี่ยนเป็นพืชตามฤดูกาลได้

ด้านนายสมคิด ยอดสาร นายก อบต.ร่องกาศ กล่าวว่า ได้มีการรวมกลุ่มผลิตผลทางการเกษตรด้านต่างๆ ทั้งกลุ่มผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว กลุ่มปลูกเมล่อน โดยมีหน่วยงานของกระทรวงเกษตรฯ สนับสนุน

นอกจากนี้ทางกลุ่มเกษตรกรหมู่ 2 ต.ร่องกาศ ก็รวมกลุ่มปลูกเมล่อนเช่นกัน โดยมีการปรึกษาหารือกับเกษตรกรหมู่ที่ 1 จนต้นเมล่อนเติบโตและให้ผลผลิตกว่า 500 ผล แม้จะประสบปัญหาบ้างก็ได้ร่วมกันแก้ไขปรับปรุงทั้งระบบน้ำ และสายพันธุ์ ซึ่งผลผลิตจะตัดขายได้ในช่วงเดือน พ.ย.นี้เช่นกัน

นายอนันต์ สันป่าเป้า ผู้ใหญ่บ้านร่องกาศหมู่ 2 กล่าวว่า เกษตรกรเลือกการปลูกเมล่อนโดยใช้งบฯ จากโครงการ 9101 เพื่อเป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้ และเป็นอาชีพที่ยั่งยืนของกลุ่มเกษตรกรในหมู่บ้าน นับว่าเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่เกิดจากการรวมตัวของเกษตรกร ที่ร่วมกันคิด ร่วมกันทำ ร่วมวางแผนในการพัฒนาต่อยอดตามโครงการ 9101