ผู้อำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัย

เชียงใหม่ เผยถึงนวัตกรรมและทิศทางการวิจัยในอนาคตเพื่อยกระดับสู่พาณิชย์ ว่าถึงเวลาแล้วที่มหาวิทยาลัยจะต้องปรับเปลี่ยนจากมหาวิทยาลัยที่ผลิตงานวิจัยเป็นเพียงผลงานตีพิมพ์ไปสู่การเป็นมหาวิทยาลัยที่ผลิตงานวิจัยที่สามารถตอบสนองความต้องการของตลาด และสามารถนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์จริงเพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกทั้งในเชิงเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมได้

ทุกงานวิจัยมีคุณภาคแต่การจะกระโดดข้ามกำแพงของการขายได้เป็นเรื่องยาก การสร้างเศรษฐกิจในพื้นที่และเพิ่มการจ้างงานที่มีทักษะขั้นสูงจึงถือเป็นความท้าทายของเราที่จะต้องเป็นสะพานเชื่อมระหว่างองค์ความรู้ นักวิจัย และเครื่องมือหรือห้องปฏิบัติการกับการบริหารจัดการจากหิ้งสู่ห้าง โจทย์จากภาคเอกชน และการเป็นสตาร์ทอัพ สู่การพัฒนาเศรษฐกิจและการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะใน 4 อุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ อาหาร เทคโนโลยีสารสนเทศ การแพทย์ และพลังงาน

ขณะที่ ผศ.ดร.เกษมศักดิ์ อุทัยชนะ รองผู้อำนวยการอุทยานฯ ได้แนะแนวทางการต่อยอดงานวิจัยที่สามารถยกระดับสู่การใช้ประโยชน์ ว่าจะต้องพัฒนาความพร้อมด้านเทคโนโลยีควบคู่ไปกับการทำการตลาด เพื่อให้มีแนวทางการวิจัยที่ชัดเจนและสามารถเพิ่มพลังให้ยกระดับได้จริง เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงไปเร็วมากจึงต้องทำให้เร็วและปรับตามความต้องการของตลาดในสถานการณ์ที่เหมาะสม การกระโดดขึ้นเป็นผู้นำในแวดวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี สิ่งสำคัญที่สุดคือ การพัฒนาเทคนิคและเทคโนโลยีอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของทิศทางการเคลื่อนไหวในตลาดโลกที่จะนำเทคโนโลยีไทยไปใช้เชิงพาณิชย์

ในโอกาสนี้ สกว. และอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ให้คำปรึกษาแก่นักวิจัยที่เข้าร่วมรับฟังการสัมมนาและนักวิจัยที่สนใจเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาต่อยอดงานวิจัย โดยจะได้รับเงินสนับสนุนต่อยอดสูงสุด 1 ล้านบาท จำนวน 10 ทุนจาก สกว.

นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ปัจจุบัน ข้าว กข 43 เป็นข้าวพันธุ์ใหม่ที่น่าสนใจ เพราะมีอายุสั้นเพียง 95 วัน ทนทานต่อโรคใบไหม้และเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เป็นข้าวเจ้าที่ผสมระหว่างข้าวสุพรรณบุรี กับสุพรรณบุรี 1 มีการรับรองพันธุ์เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2552 มีการปลูกกันมากที่จังหวัดสุพรรณบุรี คุณสมบัติพิเศษคือ ปริมาณน้ำตาลต่ำ เหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน และกลุ่มผู้บริโภคที่รักสุขภาพ

จากการลงพื้นที่ของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 1 จังหวัดเชียงใหม่ (สศท.1) เพื่อศึกษาพืชทางเลือกในพื้นที่จังหวัดลำพูน พบว่า นายสุพจน์ ป้อมชัย ประธานสภาเกษตรกรจังหวัดลำพูน ได้นำพาเกษตรกรในชุมชนบ้านหนองสะลีก ตำบลปากบ่อง อำเภอป่าซาง จำนวน 7 ราย ปลูกข้าว กข 43 ในพื้นที่ 120 ไร่ โดยเริ่มช่วงฤดูฝนในปี 2561 ปรับเปลี่ยนมาปลูกข้าว กข 43 แทนการปลูกข้าวเหนียวพันธุ์สันป่าตอง 1 ซึ่งปลูกมาหลายปี ปรากฏว่า ข้าว กข 43 ได้รับผลผลิตข้าวเปลือกเฉลี่ย 820 กิโลกรัม/ไร่ (คิดเป็น 459 กิโลกรัมข้าวสาร)

ซึ่งผลผลิตสูงสุดสามารถผลิตข้าวเปลือกได้ถึง 1,060 กิโลกรัม รวมผลผลิตทั้งหมด 98 ตันข้าวเปลือก ในพื้นที่ 120 ไร่ นำมาสีเป็นข้าวสารได้ 55 ตัน จำหน่ายได้ในราคา 60 บาท/กิโลกรัม ภายใต้แบรนด์ “ข้าวทุ่งเสือยิ้ม” มีการขายให้กับบริษัท ยิบอินซอย จำนวน 15 ตัน นอกจากนั้น ขายทางออนไลน์และแจกจ่ายเพื่อการประชาสัมพันธ์ ซึ่งผลการตอบรับดีมาก เป็นที่ต้องการของตลาด โดยจำหน่ายหมดไปเมื่อ 2-3 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งคุณประโยชน์ของข้าว กข 43 เหมาะกับผู้ป่วยโรคเบาหวาน เนื่องจากเป็นข้าวที่มีปริมาณน้ำตาลต่ำเพียง 57% ในขณะที่ข้าวหอมมะลิมีน้ำตาล 68% และข้าวเหนียวมีน้ำตาลถึง 98% จึงสามารถลดปริมาณน้ำตาลลงได้จริง

นอกจากนี้ เกษตรกรยังพึงพอใจผลตอบแทนที่ได้รับ โดยต้นทุนการผลิตทั้งหมดอยู่ที่ 6,045 บาท/ไร่ ต้นทุนในการแปรรูปและบรรจุภัณฑ์ 3,443 บาท/ไร่ รวมต้นทุน 9,488 บาท/ไร่ เกษตรกรมีรายได้ 27,540 บาท/ไร่ (459 กิโลกรัม x 60 บาท = 27,540 บาท/ไร่) ผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) 18,052 บาท/ไร่ ดีกว่าผลตอบแทนที่ได้จากการข้าวเหนียวสันป่าตอง 1 ค่อนข้างมาก

อย่างไรก็ตาม การจะปลูกข้าว กข 43 ให้ยั่งยืน นอกจากการจัดการในไร่นาเพื่อให้ได้ผลผลิตสูง การมีมาตรฐานความปลอดภัยและการผลิตภายใต้การเกษตรที่ดีที่เหมาะสม (GAP) แล้ว ยังต้องจัดการเรื่องการตลาดให้มีประสิทธิภาพ โดยการเจาะกลุ่มลูกค้าเฉพาะ เช่น กลุ่มผู้ป่วยโรคเบาหวาน กลุ่มผู้ลดน้ำหนัก และกลุ่มผู้บริโภคที่รักสุขภาพ ดังนั้น การประชาสัมพันธ์ สร้างความรู้ ความเข้าใจ ถึงคุณค่าของข้าว กข 43 แก่กลุ่มลูกค้าระดับต่างๆ เป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างยิ่งที่จะละเลยไม่ได้ สำหรับเกษตรกรที่สนใจการปลูกข้าว กข 43 สามารถขอคำแนะนำจาก นายสุพจน์ ป้อมชัย โทรศัพท์ 08-4949-8183 ซึ่งยินดีให้คำปรึกษาแก่เกษตรกรและผู้สนใจทุกท่าน

น.สพ.สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยถึงความคืบหน้าการเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์โรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (African Swine Fever : ASF) ว่าประเทศไทยไม่มีการแพร่ระบาดของโรคนี้ และย้ำว่า ASF เป็นโรคที่เกิดเฉพาะในสุกรเท่านั้น ไม่ติดต่อหรือเป็นอันตรายต่อคนหรือสัตว์อื่น ผู้บริโภคสามารถรับประทานหมูได้อย่างปลอดภัย 100% ขณะเดียวกัน ทุกภาคส่วนยังคงเดินหน้าคุมเข้มเรื่องการป้องกันโรคอย่างเต็มกำลัง ล่าสุดได้ร่วมประชุมหารือร่วมกับองค์การสุขภาพสัตว์โลก (OIE) องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) และผู้บริหารระดับสูงของกรมปศุสัตว์จาก 5 ประเทศ ทั้งกัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม (CLMV) และไทย เพื่อยกระดับแนวทางมาตรการเฝ้าระวัง ควบคุม ป้องกัน และกำจัดโรค ASF ระหว่างประเทศ เพื่อไม่ให้โรค ASF สร้างความเสียหายต่ออุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกรในภูมิภาคนี้ และเศรษฐกิจของทุกประเทศ ซึ่งถือเป็นความร่วมมือด้านการปศุสัตว์ระหว่างประเทศครั้งสำคัญ

“ขณะนี้ทั้งไทยและประเทศเพื่อน กำลังร่วมมือกันบูรณาการเรื่อง ASF อย่างเข้มแข็ง ส่วนในเวียดนามที่พบการระบาดของ ASF ก็เร่งเดินหน้ามาตรการควบคุมโรคอย่างเข้มข้น ควบคู่ไปกับการสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้องของโรคนี้แก่ผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการประกาศของกระทรวงเกษตรและการพัฒนาชนบท เวียดนาม เพื่อให้กรมข้อมูลและการสื่อสาร ขอความร่วมมือกับสื่อมวลชนในการเผยแพร่ข้อมูล รวมถึงวิธีการปกป้องโรคนี้ และห้ามไม่ให้เผยแพร่ภาพที่ไม่เหมาะสม ที่จะสร้างความตื่นตระหนกแก่ผู้บริโภคในวงกว้าง ซึ่งถือเป็นต้นแบบในความใส่ใจที่ภาครัฐและสื่อมวลชนมีต่อประชาชนและเกษตรกร เพื่อไม่ให้มีผลกระทบกับการบริโภคจากภาพที่ได้สื่อออกไป” น.สพ.สรวิศ กล่าว

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ขอความร่วมมือจากผู้บริโภค เกษตรกร นักท่องเที่ยว และประชาชน ช่วยกันสนับสนุนมาตรการป้องกันโรค ASF เพื่อให้ไทยเป็นประเทศที่หลุดพ้นจากวิกฤตการณ์ของโรคนี้ ดังเช่นหลายประเทศที่สามารถป้องกันตัวเองได้ด้วยระบบความปลอดภัยทางชีวภาพ หรือ Biosecurity ในระดับสูง ตลอดจนขอความร่วมมือจากสื่อมวลชนในการเลือกใช้ภาพสำหรับการสื่อสารที่เหมาะสม ที่สำคัญคือ ขอให้ประชาชนอย่าส่งต่อภาพหรือข้อมูลเท็จเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพื่อไม่ให้กระทบกับผู้บริโภคสังคมวงกว้าง

น.สพ.สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยถึงความคืบหน้าการเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์โรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (African Swine Fever : ASF) ว่าประเทศไทยไม่มีการแพร่ระบาดของโรคนี้ และย้ำว่า ASF เป็นโรคที่เกิดเฉพาะในสุกรเท่านั้น ไม่ติดต่อหรือเป็นอันตรายต่อคนหรือสัตว์อื่น ผู้บริโภคสามารถรับประทานหมูได้อย่างปลอดภัย 100% ขณะเดียวกัน

ทุกภาคส่วนยังคงเดินหน้าคุมเข้มเรื่องการป้องกันโรคอย่างเต็มกำลัง ล่าสุดได้ร่วมประชุมหารือร่วมกับองค์การสุขภาพสัตว์โลก (OIE) องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) และผู้บริหารระดับสูงของกรมปศุสัตว์จาก 5 ประเทศ ทั้งกัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม (CLMV) และไทย เพื่อยกระดับแนวทางมาตรการเฝ้าระวัง ควบคุม ป้องกัน และกำจัดโรค ASF ระหว่างประเทศ เพื่อไม่ให้โรค ASF สร้างความเสียหายต่ออุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกรในภูมิภาคนี้ และเศรษฐกิจของทุกประเทศ ซึ่งถือเป็นความร่วมมือด้านการปศุสัตว์ระหว่างประเทศครั้งสำคัญ

“ขณะนี้ทั้งไทยและประเทศเพื่อน กำลังร่วมมือกันบูรณาการเรื่อง ASF อย่างเข้มแข็ง ส่วนในเวียดนามที่พบการระบาดของ ASF ก็เร่งเดินหน้ามาตรการควบคุมโรคอย่างเข้มข้น ควบคู่ไปกับการสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้องของโรคนี้แก่ผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการประกาศของกระทรวงเกษตรและการพัฒนาชนบท เวียดนาม เพื่อให้กรมข้อมูลและการสื่อสาร ขอความร่วมมือกับสื่อมวลชนในการเผยแพร่ข้อมูล รวมถึงวิธีการปกป้องโรคนี้ และห้ามไม่ให้เผยแพร่ภาพที่ไม่เหมาะสม ที่จะสร้างความตื่นตระหนกแก่ผู้บริโภคในวงกว้าง ซึ่งถือเป็นต้นแบบในความใส่ใจที่ภาครัฐและสื่อมวลชนมีต่อประชาชนและเกษตรกร เพื่อไม่ให้มีผลกระทบกับการบริโภคจากภาพที่ได้สื่อออกไป” น.สพ.สรวิศ กล่าว

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ขอความร่วมมือจากผู้บริโภค เกษตรกร นักท่องเที่ยว และประชาชน ช่วยกันสนับสนุนมาตรการป้องกันโรค ASF เพื่อให้ไทยเป็นประเทศที่หลุดพ้นจากวิกฤตการณ์ของโรคนี้ ดังเช่นหลายประเทศที่สามารถป้องกันตัวเองได้ด้วยระบบความปลอดภัยทางชีวภาพ หรือ Biosecurity ในระดับสูง ตลอดจนขอความร่วมมือจากสื่อมวลชนในการเลือกใช้ภาพสำหรับการสื่อสารที่เหมาะสม ที่สำคัญคือ ขอให้ประชาชนอย่าส่งต่อภาพหรือข้อมูลเท็จเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพื่อไม่ให้กระทบกับผู้บริโภคสังคมวงกว้าง

ถ้าพูดถึงคำว่า “ยาง” แล้วของสิ่งนี้คงสร้างความคุ้นเคยกับเราอยู่ไม่น้อยเพราะวนเวียนอยู่ในวิถีชีวิตประจำวันของเราไม่ว่าจะเป็นยางวงที่เด็กๆ มักใช้ร้อยเพื่อเล่นโดดยาง ถุงมือที่คุณหมอใส่เวลาตรวจคนไข้ หมอนที่ใช้หนุนนอน หรือแม้กระทั่งยางล้อรถยนต์ ต่างก็ทำมาจาก “ยางพารา” ทั้งสิ้น

ประเทศไทย ถือเป็นมือวางอันดับ 1 ในการผลิตยางธรรมชาติเพื่อใช้และส่งออกไปยังต่างประเทศ แต่กว่าจะเป็นน้ำยางคุณภาพเยี่ยม ที่นำมาเป็นวัตถุดิบในการผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ นั้น ต้องผ่านการดูแลประคบประหงมจากผู้ปลูกเป็นอย่างดี แม้ว่ายางพาราจะเป็นพืชที่แข็งแรงและมีการพัฒนาสายพันธุ์ให้เหมาะสมกับพื้นที่ๆ ปลูก แต่ด้วยปัจจัยจากสภาพแวดล้อมและสภาพอากาศก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่อาจทำให้ยางอ่อนแอ และให้ผลผลิตน้อยลง รวมถึงอาจเกิดโรคต่างๆ ที่มีตามช่วงฤดูกาลโดยเฉพาะในหน้าฝน อีกทั้งในช่วงเดือนมีนาคม – พฤษภาคม ประเทศไทยจะเข้าสู่ช่วงฤดูร้อน โดยจะร้อนมากที่สุดในช่วงเดือนเมษายนของทุกปี ซึ่งอากาศที่ร้อนและมีแสงแดดรุนแรงนั้นเป็นสาเหตุสำคัญที่อาจทำให้เกิดไฟไหม้ในสวนยางได้ เนื่องจากสภาพดินที่แห้ง เศษวัชพืช ใบไม้ ที่ตากแดดจนแห้งจะกลายเป็นเชื้อเพลิงอย่างดีที่ทำให้เกิดไฟไหม้ได้

นายอภิเดช เชาวลิต ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมและพัฒนาการผลิต การยางแห่งประเทศไทย แนะนำว่า เกษตรกรชาวสวนยางควรให้ความสำคัญในการดูแลสวนยางมากขึ้นในช่วงหน้าแล้ง โดยเกษตรกรควรกำจัดวัชพืชในสวนยางออกจากบริเวณแถวยางอย่างน้อยข้างละ 1 เมตร เพื่อเป็นการป้องกันไฟไหม้ ที่อาจจะเกิดขึ้น ไม่ควรใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชในช่วงฤดูแล้ง เพราะจะทำให้วัชพืชยืนต้นแห้งตายซึ่งจะเป็นเชื้อไฟได้ดี รวมถึงตัดแต่งกิ่งต้นยางพาราเพื่อลดแรงต้านลม และใช้ปูนขาวทาบริเวณที่ตัดแต่งกิ่งเพื่อป้องกันโรค ซึ่งการตรวจตราดูแลสวนยางอย่างสม่ำเสมอจะช่วยลดความเสี่ยงต่อความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากหน้าแล้งและสภาพอากาศที่ร้อนจัดได้ นอกจากนี้ ควรทำแนวกันไฟในสวนยางเพื่อป้องกันไฟลุกลามจากบริเวณใกล้เคียง โดยการไถ หรือ ขุดถากวัชพืชและเศษซากพืชออกเป็นแนวกว้างไม่ต่ำกว่า 3 เมตร รอบบริเวณสวนยาง และกรณีที่สวนยางมีขนาดใหญ่ควรทำแนวกันไฟทุกๆ 100 เมตร ภายในสวนระหว่างแถวยางเพื่อเพิ่มความปลอดภัยจากไฟไหม้มากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม ทาง กยท. ยังมีสวัสดิการรองรับแก่เกษตรกรชาวสวนยางตามพระราชบัญญัติการยางแห่งประเทศไทย เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรกรณีสวนยางประสบภัยตามมาตรา 49 (5) พี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางท่านใดมีข้อสงสัยหรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามหรือปรึกษาได้ที่การยางแห่งประเทศไทยทุกสาขาที่อยู่ใกล้บ้านท่าน

จากที่กล่าวมาเห็นได้ว่า “ยางพารา” เป็นพืชที่ดูแลรักษาไม่ยากหากเกษตรกรหมั่นดูแลสวนยางอย่างถูกต้องและสม่ำเสมอแล้ว ยางพาราก็จะให้ผลผลิตได้อย่างเต็มที่และยาวนานยิ่งขึ้น “มนุษย์ต้องการการดูแลฉันใด พืชเองก็ต้องการการดูแลฉันนั้น เมื่อพืชมีความสุข แน่นอนว่าคนที่สุขยิ่งกว่าคือเกษตรกรที่เป็นเจ้าของสวนยางนั่นเอง”

นายไพฑูรย์ สีลาพัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 11 จังหวัดอุบลราชธานี (สศท.11) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์บ้านหนองมัง อำเภอสำโรง จังหวัดอุบลราชธานี เป็นตัวอย่างกลุ่มวิสาหกิจที่ทำเกษตรอินทรีย์ประสบความสำเร็จ เห็นผลเป็นรูปธรรม โดยมี นายปิยะทัศน์ ทัศนิยม ประธานกลุ่มฯ ที่ได้น้อมนำหลักแนวคิดเกษตรทฤษฏีใหม่ รวมกลุ่มทำเกษตรอินทรีย์โดยปลูกข้าวเป็นหลัก ซึ่งการปลูกพืชอินทรีย์ของกลุ่มวิสาหกิจชุมชม สามารถลด ต้นทุน ผลผลิตขายได้ราคาสูง ทำให้เกษตรกรมีกำไรเฉลี่ยต่อครัวเรือนมากขึ้น

สศท.11 ได้ดำเนินการสำรวจข้อมูลต้นทุน ผลผลิต และราคาที่เกษตรกรขายได้ จากการผลิตพืชอินทรีย์ ปี 2562 ของเกษตรกรกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์บ้านหนองมัง อำเภอสำโรง จังหวัดอุบลราชธานี โดยผลการสำรวจพบว่า

ข้าวนาปี มีต้นทุนรวม 3,982 บาท/ไร่ ให้ผลผลิต 378 กิโลกรัม/ไร่ ราคาที่เกษตรกรขายได้อยู่ที่ 16.20 บาท/กิโลกรัม ผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) 2,140 บาท/ไร่

พริก ต้นทุนรวม 22,768 บาท/ไร่ ให้ผลผลิต 1,613 กิโลกรัม/ไร่ ราคาที่เกษตรกรขายได้อยู่ที่ 48 บาท/กิโลกรัม ผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) 54,047 บาท/ไร่ถั่วเขียว ต้นทุนรวม 1,628 บาท/ไร่ ให้ผลผลิต 61 กิโลกรัม/ไร่ ราคาที่เกษตรกรขายได้อยู่ที่ 57 บาท/กิโลกรัม ผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) 1,864 บาท/ไร่

ต้นหอม ต้นทุนรวม 27,650 บาท/ไร่ ให้ผลผลิต 1,180 กิโลกรัม/ไร่ ราคาที่เกษตรกรขายได้อยู่ที่ 44 บาท/กิโลกรัม ผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) 24,659 บาท/ไร่

หอมแดง ต้นทุนรวม 16,045 บาท/ไร่ ให้ผลผลิต 896 กิโลกรัม/ไร่ ราคาที่เกษตรกรขายได้อยู่ที่ 60 บาท/กิโลกรัม ผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) 37,428 บาท/ไร่

กระเทียม ต้นทุนรวม 26,115 บาท/ไร่ ให้ผลผลิต 369 กิโลกรัม/ไร่ ราคาที่เกษตรกรขายได้อยู่ที่ 180 บาท/กิโลกรัม ผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) 40,309 บาท/ไร่

คะน้า ต้นทุนรวม 4,757 บาท/ไร่ ให้ผลผลิต 780 กิโลกรัม/ไร่ ราคาที่เกษตรกรขายได้อยู่ที่ 53 บาท/กิโลกรัม ผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) 36,315 บาท/ไร่

นอกจากนี้ สศท.11 ยังได้สำรวจพืชอินทรีย์ต่างๆ ได้แก่ ผักกาดขาว มะเขือเปราะ ขึ้นฉ่าย ผักกาดหอม และ ผักกาดหัว ซึ่งภาพรวมพบว่า การทำเกษตรอินทรีย์ในพื้นที่ดังกล่าว เกษตรกรมีการควบคุมต้นทุนการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ สินค้าที่ผลิตมีราคาขายสูงเป็นที่น่าพอใจ ส่งผลให้ผลตอบแทนต่อไร่สูง เกษตรกรมีรายได้ดี อีกทั้งยังส่งผลเสริมสุขภาพและคุณภาพชีวิตทั้งเกษตรกรและผู้บริโภคอีกด้วย

กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์ บ้านหนองมัง จัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2549 ปัจจุบันมีสมาชิก 14 ครอบครัว ส่วนใหญ่ปลูกพืชหมุนเวียนตลอดทั้งปี เนื่องจากมีโรงเรือนพลาสติกคัดเลือกแสง สำหรับคลุมโรงเรือนเพาะปลูก ซึ่งช่วยให้เกษตรกรปลูกผักได้ดีในฤดูฝน ผลผลิตที่โดดเด่นของกลุ่ม คือ ข้าวสินเหล็ก ข้าวหอมนิล ข้าวหอมมะลิแดง และพืชหลังนา เช่น ปลูกผักอินทรีย์ หอมแดง กระเทียม ถั่วเขียว มีการกำหนดระเบียบ เพื่อควบคุมคุณภาพการผลิตตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ งดการใช้ปัจจัยการผลิตจากภายนอกเพื่อป้องกันการปนสารเคมี

ใช้เฉพาะปัจจัยการผลิตที่ร่วมกันทำขึ้นเอง อาทิ ปุ๋ยหมัก จุลินทรีย์สังเคราะห์แสง เชื้อรา ไตรโคเดอร์มา ไส้เดือนฝอย โดยมีการพัฒนากระบวนการผลิตอย่างต่อเนื่อง ทำให้ปัจจุบันได้กลายเป็นศูนย์ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเกษตรอินทรีย์ ให้แก่เกษตรกรที่สนใจเรียนรู้การทำเกษตรอินทรีย์แบบยั้งยืน สินค้าอินทรีย์กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์บ้านหนองมัง เป็นที่ต้องการของตลาดอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งหน่วยงานในพื้นที่ทั้งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงสาธารณสุข องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา รวมทั้งภาคเอกชนต่างๆ ให้การสนับสนุนตลาดสินค้าข้าวอินทรีย์ พืชผักอินทรีย์ เพื่อส่งไปจำหน่ายตามสถานที่ต่างๆ เช่น โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ โรงพยาบาลสำโรง ร้านบุญนิยม เลมอนฟาร์ม รวมถึงการจำหน่ายด้วยตนเอง สำหรับท่านที่สนใจข้อมูลผลการสำรวจพืชอินทรีย์เพิ่มเติม

สามารถสอบถามสอบเพิ่มเติมได้ที่ สศท.11 โทร. (0 45) 344-653 อี-เมล zone11@oae.go.th และสามารถขอคำปรึกษาได้ที่ นายปิยะทัศน์ ทัศนิยม ประธานกลุ่มฯ โทร. (095) 532-9707 ซึ่งยินดีให้คำปรึกษาแก่เกษตรกร/กลุ่มเกษตรกร ที่สนใจทำการผลิตแบบอินทรีย์

กรมส่งเสริมการเกษตร มั่นใจลดผลกระทบต่อเกษตรกรจากการขาดแคลนน้ำในช่วงแล้งสำเร็จ เผยปรับพื้นที่ปลูกพืชหลากหลายแทนนาปรังแล้ว

นางดาเรศร์ กิตติโยภาส รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า จากการที่สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ได้วิเคราะห์พื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำมี 11 จังหวัด ได้แก่ นครสวรรค์ กำแพงเพชร สุโขทัย อุทัยธานี อุตรดิตถ์ สุพรรณบุรี ขอนแก่น ชัยภูมิ ศรีสะเกษ หนองบัวลำภู และมหาสารคาม หากวางแผนปลูกข้าวรอบสอง (นาปรัง) รวมพื้นที่จำนวน 151,552 ไร่ กรมส่งเสริมการเกษตรจึงสร้างการรับรู้และส่งเสริมให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชหลากหลายหรือทำกิจกรรมอื่นทดแทนการปลูกข้าว

ซึ่งล่าสุดจากการลงสำรวจพื้นที่ดังกล่าว (13 มี.ค. 62) พบว่า เกษตรกรปรับเปลี่ยนไปทำกิจกรรมอื่นแทนการปลูกข้าวแล้ว ประมาณ 62,177 ไร่ คิดเป็น 41% ของพื้นที่ ได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 45,174 ไร่ ถั่วเขียว 12,740 ไร่ พืชผัก 2,925 ไร่ แตงโม 445 ไร่ ข้าวโพดฝักสด 420 ไร่ หญ้าเลี้ยงสัตว์ 203 ไร่ และงา 35 ไร่ และอีก 59% ของพื้นที่ เกษตรกรได้รับทราบข้อมูลสถานการณ์จากเจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมการเกษตรในพื้นที่ จึงปรับเปลี่ยนไปทำปศุสัตว์ ค้าขายหรือทำอาชีพอื่น และปล่อยพื้นที่ว่างบางส่วนเพื่อเตรียมเข้าฤดูกาลผลิตใหม่

นอกจากนั้น ผลการติดตามสถานการณ์การเพาะปลูกพืชฤดูแล้งล่าสุด พบว่า ปัจจุบันเกษตรกรปลูกข้าวรอบสองแล้ว 11.02 ล้านไร่ (98% ของแผนควบคุม) มีพื้นที่ปลูกข้าวเกินแผนควบคุม รวม 1.32 ล้านไร่ ใน 36 จังหวัด ซึ่งเป็นพื้นที่ในเขตชลประทาน 29 จังหวัด เป็นพื้นที่อยู่ทั้งในและนอกเขตชลประทาน 4 จังหวัด และพื้นที่นอกเขตชลประทานอีก 3 จังหวัด โดยในภาพรวมพื้นที่ปลูกข้าวรอบสองทั้งประเทศยังไม่เกินแผนควบคุม 11.21 ล้านไร่ ที่กำหนดไว้ แม้ว่าเกษตรกรจะปลูกข้าวรอบสอง เกินแผนควบคุมใน 36 จังหวัดดังกล่าว แต่ในจังหวัดอื่นของประเทศปลูกข้าวไม่เกินแผนที่กำหนด ประกอบกับในพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำ 11 จังหวัด เกษตรกรได้ปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชใช้น้ำน้อยและทำอาชีพอื่นแล้ว

นางดาเรศร์ กล่าวอีกว่า กรมส่งเสริมการเกษตร ยังคงเดินหน้าสร้างการรับรู้และส่งเสริมการปลูกพืชใช้น้ำน้อยที่ได้ผลตอบแทนสูงทดแทนนาปรังอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกษตรกรเกิดความเข้าใจและก้าวผ่านความเสี่ยงในการปลูกข้าวรอบสองได้สำเร็จ ทั้งนี้ เกษตรกรที่สนใจปลูกพืชใช้น้ำน้อยอื่นๆ ทดแทนการปลูกข้าวรอบสอง สามารถขอคำแนะนำและความรู้เพิ่มเกี่ยวกับพืชนั้นๆ ได้ที่ สำนักงานเกษตรอำเภอใกล้บ้าน หรือโทรศัพท์ 0 2940 6059 หรือเฟซบุ๊ก ประชาสัมพันธ์ กรมส่งเสริมการเกษตร

เขตทุ่งครุหรือที่คนรุ่นเก่าจะคุ้นเคยในชื่อบางมด นอกจากจะมีส้มบางมดที่เลื่องชื่อ เป็นผลไม้เศรษฐกิจที่สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรในย่านนี้แล้ว ใครจะรู้บ้างว่าเขตทุ่งครุนั้นยังมีของดีที่ขึ้นชื่อไม่แพ้ส้มบางมดอีกสิ่งหนึ่ง นั่นคือ “แพะ” ซึ่งนับได้ว่าเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่ชาวชุมชนทุ่งครุนิยมเลี้ยง เนื่องจากบริเวณนี้ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิม ซึ่งตามความเชื่อของศาสนาอิสลาม ถ้าเด็กเกิดมาใหม่จะต้องรับขวัญเด็กโดยการแจกทานเนื้อแพะ ชาวบ้านจึงนิยมเลี้ยงทั้งแพะนมและแพะเนื้อ และนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ สร้างรายได้ให้กับคนในชุมชนนี้อย่างมาก “แพะ” จึงเป็นสัตว์เศรษฐกิจชนิดหนึ่งที่สร้างชื่อเสียงให้กับเกษตรกรในเขตทุ่งครุ

เกษตรกรผู้เลี้ยงแพะในซอยพุทธบูชา 36 เขตทุ่งครุได้รวมตัวกันตั้งเป็น “กลุ่มเกษตรกรเลี้ยงสัตว์ทุ่งครุ” มีบทบาทสำคัญและเป็นศูนย์กลางในการนำเสนอข่าวสาร รวมถึงให้ความรู้สำหรับผู้สนใจด้านการเลี้ยงแพะ สายพันธุ์ รวมถึงการจัดจำหน่าย ต่อมาในปี 2554 ได้มีการรวมกลุ่มสมาชิก 35 คนในนามกลุ่มวิสาหกิจชุมชนดารุ้ลอิบาดะห์ พัฒนาและต่อยอดแปรรูปผลิตภัณฑ์จากนมแพะอีกหลายชนิด เช่น สบู่ ครีมอาบน้ำ โลชั่นบำรุงผิว นมแพะพาสเจอไรซ์ โยเกิร์ตนมแพะ คุกกี้นมแพะ และทองม้วนนมแพะ โดยเริ่มจากการขอใช้พื้นที่ของมัสยิดในการรวมกลุ่ม ต่อมาได้ย้ายที่รวมกลุ่มเพื่อแปรรูปผลิตภัณฑ์นมแพะเข้ามาอยู่ในชุมชน เพื่อเปิดให้นักท่องเที่ยวและผู้ที่สนใจเข้ามาเที่ยวในชุมชน เยี่ยมชมฟาร์มแพะซึ่งตั้งอยู่ภายในบริเวณบ้านของสมาชิก และเลือกซื้อผลิตภัณฑ์นมแพะได้สะดวกยิ่งขึ้น

นางสาวกุสุมา อินสมะพันธ์ ประธานกลุ่ม เล่าว่า จุดเริ่มต้นของการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากนมแพะ เริ่มจากสำนักงานเขตทุ่งครุได้เข้ามาสนับสนุนงบประมาณให้กลุ่มอาชีพเพื่อฝึกอบรมทำสบู่นมแพะ ก่อนจะค่อยๆ ขยายผลไปทำโลชั่นนมแพะ และทำเป็นขนมที่มีส่วนผสมจากนมแพะ ทั้งคุกกี้นมแพะและทองม้วนนมแพะ ซึ่งมีรสชาติหวานหอมกลิ่นนมแพะ เป็นของขึ้นชื่อเมื่อคนเดินทางมาเที่ยวในชุมชนแห่งนี้ ต้องซื้อติดมือกลับไปเป็นของฝาก ต่อมาทางสำนักงานส่งเสริมสหกรณ์กรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้เข้ามาสนับสนุนต่อยอด

โดยเชิญอาจารย์จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มาอบรมวิธีการทำผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับสุขภาพ จนได้เป็นผลิตภัณฑ์สบู่นมแพะและโลชั่นบำรุงผิวที่มีสูตรเฉพาะ ซึ่งจะใช้นมแพะแท้ๆ เป็นส่วนผสมหลัก ส่วนสบู่นั้นทำจากนมแพะผสมกับน้ำมันฮับบาดุซเซาดะฮ์ ซึ่งเป็นน้ำมันหอมกลิ่นเฉพาะของชาวมุสลิม ฮับบาดุซเซาดะฮ์ เป็นต้นไม้ชนิดหนึ่งที่มีเม็ดเล็กๆ เหมือนงา คนจีนเรียกว่าน้ำมันเทียนดำ ซึ่งน้ำมันฮับบาดุซเซาดะฮ์ มีประโยชน์ สามารถทานได้ ช่วยต่อต้านและรักษาโรคมะเร็งได้ดี และหากใช้กับผิวจะช่วยรักษาโรคผิวหนังได้ และสามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้โดยไม่ต้องใช้สารเคมี