ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ได้มีความร่วมมือกับ

กระทรวงพาณิชย์ พัฒนาผลิตภัณฑ์ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีสู่การต่อยอดด้านการตลาดและการออกแบบบรรจุภัณฑ์ จากการให้บริการของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ในโครงการ Smart Packaging : Food and Cosmetic เป็นต้น

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพของกลุ่มผลิตภัณฑ์สมุนไพรอย่างครบวงจร สวทช. ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีบทบาท ภารกิจ การวิจัย และพัฒนาเทคโนโลยี และประสบการณ์ในการเชื่อมโยงระหว่างภาคอุตสาหกรรมสมุนไพร กับหน่วยงานวิจัยในประเทศที่ทำงานวิจัยด้านสมุนไพร จึงได้ร่วมกับสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ และศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย จัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ “การส่งเสริมผู้ประกอบการสมุนไพรครบวงจร”

เพื่อร่วมกันส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบการสมุนไพรอย่างครบวงจรในรูปแบบเครือข่ายสนับสนุนการทำงานร่วมกัน (Networking) ผ่านกระบวนการสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันด้วยความคิดสร้างสรรค์ และการออกแบบ สร้างกระบวนการสร้างธุรกิจสร้างสรรค์ และสร้างเครือข่ายสนับสนุนการทำงานสู่การขยายผลเชิงพาณิชย์

โดยเริ่มตั้งแต่เข้าใจตลาดและรสนิยมผู้บริโภค ส่งเสริมให้มีการพัฒนาการผลิตที่ได้มาตรฐานและมีประสิทธิภาพ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เพิ่มศักยภาพทางการตลาดให้ผู้ประกอบการสมุนไพร ผ่านช่องทางการตลาด การกระจายสินค้าทั้งในและต่างประเทศ

ดร. ฐิตาภา สมิตินนท์ รองผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า สำหรับบทบาทการทำงานร่วมกันครั้งนี้ สวทช. จะเป็นหน่วยงานหลักในการเชื่อมโยงภาคอุตสาหกรรมสมุนไพร กับหน่วยงานวิจัยต่างๆ ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์สมุนไพรต้นแบบที่ผ่านการพัฒนาจากแนวคิดผลิตภัณฑ์ต้นแบบ

นางสาวพิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการ สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กล่าวว่า สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ และมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย จะเน้นในส่วนการศึกษาข้อมูล การวิเคราะห์ศักยภาพและทิศทางตลาด รวมถึงกระแสรสนิยมของผู้บริโภค เพื่อนำมาใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ การผลิต และการวางแผนการตลาดของผู้ประกอบการ เพื่อนำไปพัฒนา “แนวคิดผลิตภัณฑ์ต้นแบบ” ให้ผู้ประกอบการผ่านกระบวนการ Design Thinking ด้วยการใช้ความคิดสร้างสรรค์และการให้คำปรึกษาเชิงลึกในด้านที่เหมาะสมกับผลิตภัณฑ์นั้นๆ เพื่อเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์สมุนไพร เพื่อนำไปสู่การเกิดนวัตกรรมและเป็นประโยชน์กับธุรกิจ

นางวรรณภรณ์ เกตุทัต รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ จะสนับสนุนด้านช่องทางการขายและการทดลองตลาดสู่การต่อยอดเชิงพาณิชย์ และสนับสนุน เสริมสร้างโอกาสทางธุรกิจ ผ่านการสนับสนุนการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าในต่างประเทศแก่ผู้ประกอบการสมุนไพรที่มีศักยภาพ เพื่อนำสินค้าสู่ช่องทางตลาด การตลาดออนไลน์ รวมถึงการใช้ประโยชน์จาก platform e-commerce ทั้งนี้เพื่อร่วมกันผลักดันงานวิจัยที่เกิดขึ้นให้สามารถเกิดการจัดจำหน่ายได้ในเชิงพาณิชย์ เป็นการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากของประเทศให้สามารถพัฒนาได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนตามนโยบายของรัฐบาลต่อไป

นายกลินท์ สารสิน ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างให้หอการค้าแต่ละภาคไปรวบรวมโครงการโครงสร้างพื้นฐานว่ามีความต้องการด้านหลัก คาดว่าจะมีอยู่ราว 60 โครงการ เพื่อรวบรวมและหารือร่วมกับ นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เพื่อพิจารณาว่าโครงการที่เสนอมีโครงการใดบ้างดำเนินการแล้ว โครงการใดยังไม่ดำเนินการ หรือบางโครงการดำเนินการอยู่แต่มีการติดขัดก็จะให้มีการอัพเดตข้อมูล กับเอกชน

“ให้หอการค้าแต่ละภาคไปรวบรวมข้อมูลมาว่า 10 อันดับโครงการอินฟราสตรัคเจอร์ที่อยากได้ อาทิ อยากให้ทำถนนเส้นนี้เพื่อเชื่อมโยงเส้นทางการค้าขายเพราะขณะนี้เดือดร้อน ส่วนใหญ่เป็นโครงการที่เอกชนเคยเสนอไปแล้วเมื่อ 2-3 รัฐบาลที่แล้ว และรัฐบาลรับหลักการแล้วแต่อาจจะมีการจัดลำดับความสำคัญหลังๆ ซึ่งแต่ละโครงการเป็นโครงการขนาดใหญ่มูลค่าหลักหมื่นล้านบาท” นายกลินท์ กล่าว

นางจันทิรา ยิมเรวัต วิวัฒน์รัตน์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผย ถึงผลการดำเนินโครงการประชาสัมพันธ์ศักยภาพผลไม้ไทยตามแผนยุทธศาสตร์การค้า

ผลไม้ครบวงจรของกระทรวงพาณิชย์ ที่มีเป้าหมายในการผลักดันประเทศไทยเป็นมหานครผลไม้ของโลก พร้อมกำหนดให้ตลาดจีนเป็นเป้าหมายว่า กรมร่วมกับสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครเซี่ยงไฮ้ ดำเนินโครงการแนะนำผลไม้ของไทยให้เป็นที่รู้จักในตลาดจีนเพิ่มขึ้น ผ่านกิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจ การแจกชิมผลไม้ไทยในห้างสรรพสินค้าชั้นนำในนครเซี่ยงไฮ้ประสบความสำเร็จ สามารถขยายตลาดส่งออกผลไม้ไทยเข้าสู่ตลาดจีนและทำให้ชาวจีนรู้จักผลไม้ไทยเพิ่มมากขึ้น ขณะเดียวกันบริษัทจีน ยังต้องการเดินทางมาประเทศไทยเพื่อเข้าเยี่ยมชมบริษัทและโรงงานผลิตทุเรียนแช่แข็งและสวนเพาะปลูกทุเรียนของบริษัท เอเจ ฟรุ๊ต อินเตอร์เทรด จำกัด และ บริษัท ควีน โฟรเซ่น ฟรุต จำกัด เดือนมิถุนายนนี้ มั่นใจจะทำให้ขยายตลาดส่งออกผลไม้สดและแปรรูปไปจีนได้เพิ่มขึ้น

“ชาวจีนชอบผลไม้ไทย จากการสำรวจตลาดผลไม้ไทยในห้างต่างๆ พบยอดขายทุเรียนหมอนทอง มังคุด ลำไย และมะม่วงจากไทยสูงขึ้น แต่ประสบปัญหาเรื่องการแอบอ้างและปลอมปนผลไม้ประเภทเดียวกันกับผลไม้นำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน จึงให้ทูตพาณิชย์ไทยในเซี่ยงไฮ้ติดตามและแก้ไขโดยด่วน” นาง จันทิรากล่าว

บริษัทอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่จากไทยและประเทศญี่ปุ่นรวม 3 ราย ประกอบด้วย พรีบิลท์ชินวะ และพรีแซนส์ ร่วมจัดตั้งบริษัท ชินวะ เอส 39 จำกัด ด้วยทุนจดทะเบียน 600 ล้านบาท ลงทุน 5,000 ล้านบาท/ปี พร้อมนำนวัตกรรม ‘รูเนะสุ’ ใช้ภายในโครงการ ชี้ปีหน้าราคารับเหมาเพิ่มแน่ 5%

นายวิชัย จุฬาโอฬารกุล กรรมการบริหาร บริษัท ชินวะเรียลเอสเตท (ไทยแลนด์) บริษัทในเครือชินวะกรุ๊ป เปิดเผยว่า กลุ่มชินวะกรุ๊ป มีแผนพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยโดยได้ร่วมลงทุนกับพันธมิตร 3 บริษัท จัดตั้งบริษัท ชินวะ เอส 39 จำกัด ด้วยทุนจดทะเบียน 600 ล้านบาท ซึ่งมีสัดส่วนการถือหุ้น แบ่งเป็น บริษัท พรีบิลท์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทรับเหมาก่อสร้าง 49% ชินวะ 26% และบริษัท พรีแซนส์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด 25% ตั้งเป้าพัฒนาโครงการใหม่ปีละ 1-2 โครงการ มูลค่าประมาณ 4,000-5,000 ล้านบาท ต่อปี และมีแผนพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์อย่างต่อเนื่องในทุกรูปแบบ

“การร่วมลงทุนของ 3 บริษัทอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่จากไทยและประเทศญี่ปุ่นในครั้งนี้ ได้นำจุดแข็งของแต่ละบริษัทมาพัฒนาโครงการที่มีคุณภาพ โดยบริษัทพรีบิลท์จะเป็นผู้ก่อสร้างโครงการ ขณะที่กลุ่มชินวะได้นำนวัตกรรมในชื่อ ‘รูเนะสุ’ เข้ามาใช้ภายในโครงการ ส่วนบริษัท พรีแซนส์ คอร์ปอเรชั่น จะเป็นผู้ทำการตลาดและนำโครงการไปทำการตลาดที่ประเทศญี่ปุ่นอีกด้วย และปี 2561-2562 บริษัทมี นโยบายพัฒนาโครงการใหม่ๆ ต่อเนื่อง รวมไปถึงการขายนวัตกรรม ‘รูเนะสุ’ ไปยังหัวเมืองใหญ่ในประเทศและภูมิภาคอาเซียนอีกด้วย” นายวิชัย กล่าวและว่า ปีนี้บริษัทได้พัฒนาโครงการ เร็น สุขุมวิท 39 เป็นคอนโดมิเนียมหรู พื้นที่กว่า 2 ไร่ มูลค่าโครงการประมาณ 2,600 ล้านบาท ราคาขายเฉลี่ยประมาณกว่า 200,000 บาทต่อตารางเมตร หรือราคาขายเริ่มต้นที่กว่า 6 ล้านบาท

นายวิโรจน์ เจริญตรา รองประธานกรรมการ และกรรมการผู้จัดการ บริษัท พรีบิลท์ กล่าวว่า ปัจจุบันกลุ่มบริษัทพรีบิลท์มีแผนรุกธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มากยิ่งขึ้นทั้งในรูปแบบลงทุนเองและร่วมทุน โดยการร่วมทุนจะดำเนินการผ่านบริษัท พรีบิลท์ โฮลดิ้ง จำกัด ซึ่งมีทุนจดทะเบียน 500 ล้านบาท ส่วนการพัฒนาเองจะผ่านบริษัท อีส แอม อาร์ จำกัด ปัจจุบันมีทุนจดทะเบียน 200 ล้านบาท

โดยโครงการร่วมทุนตั้งเป้าลงทุน 600-700 ล้านบาท ปัจจุบันร่วมทุนแล้วกับผู้ประกอบการ 2 ราย (ชินวะกรุ๊ป และพรีเมี่ยมเพลส) ทั้งนี้ ในส่วนของรายได้คาดว่าจะอยู่ที่4,500 ล้านบาท ลดลงจากปีที่ผ่านมาที่มีรายได้ 4,800 ล้านบาท เนื่องจากไม่มีรายได้จากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์แต่จะมีรายได้จากการการ ลงทุนใหม่เข้ามา

นายวิโรจน์ กล่าวว่า ส่วนธุรกิจรับเหมาก่อสร้างนั้น ภาพรวมตลาดจะเติบโตประมาณ 10% ซึ่งบริษัทก็โตระดับเดียวกับตลาด อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าปีหน้าค่ารับเหมาจะปรับเพิ่มขึ้น 5% เนื่องจากต้นทุนการก่อสร้างเพิ่มขึ้นทั้งจากวัสดุก่อสร้างและต้นทุนค่าแรง โดยบริษัทจะเริ่มปรับตั้งแต่ปลายปีนี้เป็นต้นไป ทั้งนี้ ปัจจุบันบริษัทมีแบ๊กล็อกหรือมูลค่างานในมือประมาณ 7,000 ล้านบาท ทยอยรับรู้รายได้ในปีนี้และปีหน้า ส่วนช่วงที่เหลือของปีนี้จะประมูลงานใหม่อีก 4,000 ล้านบาท คาดว่าจะได้งานไม่น้อยกว่า 50%

กรมส่งเสริมการเกษตร ร่วมกับมูลนิธิร่วมด้วยช่วยกันสำนึกรักบ้านเกิด ร่วมสานต่อโครงการประกวด “เกษตรกรสำนึกรักบ้านเกิด ประจำปี 2561” ปีที่ 10 มุ่งสนับสนุนเกษตรกรในการเป็น “ผู้นำการเปลี่ยนแปลง” ในมิติของภาคเกษตรกรรม ในยุคไทยแลนด์ 4.0

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตร ร่วมกับมูลนิธิร่วมด้วยช่วยกันสำนึกรักบ้านเกิด จัดประกวดโครงการ “เกษตรกรสำนึกรักบ้านเกิด ประจำปี 2561” เป็นปีที่ 10 โดยในปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “ผู้นำการเปลี่ยนแปลง” เป็นแนวคิดสำคัญในการสรรหาเกษตรกรต้นแบบ ซึ่งเป็นคุณลักษณะที่ดีสำหรับผู้นำเกษตรกรในยุคไทยแลนด์ 4.0 “ผู้นำการเปลี่ยนแปลง” ในมิติของภาคเกษตรกรรมนั้น หมายถึง เกษตรกรที่มีวิธีคิดอย่างเป็นระบบ มีความรอบรู้ รู้ลึก รู้จริง สามารถนำไปประยุกต์และปฏิบัติให้เกิดผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงประยุกต์ใช้นวัตกรรม สื่อสารสนเทศ เทคโนโลยี เพื่อลดต้นทุน เพิ่มรายได้ และสร้างโอกาสใหม่ๆ ในการทำการเกษตร และร่วมพัฒนาชุมชนให้มีความเข้มแข็งและมั่นคง โดยต้องอยู่ภายใต้กรอบแนวคิดและเป้าหมาย เรื่อง การพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งมีพื้นฐานสำคัญ 3 องค์ประกอบ ได้แก่ องค์ประกอบด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

โดย กรมส่งเสริมการเกษตร เห็นว่าโครงการประกวด “เกษตรกรสำนึกรักบ้านเกิด ประจำปี 2561” เป็นประโยชน์แก่เกษตรกรในการส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ เพื่อการพัฒนาให้มีขีดความสามารถด้านการเกษตร สร้างแรงจูงใจให้คนรุ่นใหม่หันเข้ามาประกอบอาชีพเกษตรกรรม และสนับสนุนเกษตรกรในการเป็น “เกษตรกร 4.0” จึงขอเชิญชวนให้ทุกจังหวัดส่งตัวแทนเกษตรกรเข้าร่วมโครงการฯ อย่างน้อยจังหวัดละ 5 ราย โดยจะมีการมอบเงินสนับสนุนเกษตรกรพร้อมโล่ประกาศเกียรติคุณแก่เกษตรกรที่ได้รับคัดเลือก จำนวน 10 ท่าน ผู้ชนะเลิศ ได้รับเงินสนับสนุน 100,000 บาท, รองชนะเลิศ อันดับที่ 1 เงินสนับสนุน 80,000 บาท, รองชนะเลิศ อันดับที่ 2 เงินสนับสนุน 60,000 บาท, เกษตรกรดีเด่น 7 ท่าน เงินสนับสนุน ท่านละ 30,000 บาท

ทั้งนี้ ผู้ได้รับการคัดเลือกทั้ง 10 ท่าน จะได้รับสิทธิ์การเข้าร่วมอบรมสัมมนาศักยภาพเกษตรกร ในหลักสูตรพิเศษที่มีความเข้มข้น นำไปประยุกต์ใช้ได้จริงและครบทุกมิติการพัฒนาด้านเกษตรกรรม โดยวิทยากรผู้มีประสบการณ์และประสบความสำเร็จระดับประเทศ ผู้ที่สนใจเข้าร่วมโครงการสามารถดาวน์โหลดข้อมูล พร้อมใบสมัครได้ที่ www.doae.go.th และจัดส่งข้อมูลพร้อมใบสมัครและแบบบันทึกผลงาน “ผู้นำการเปลี่ยนแปลง” กลับมายังมูลนิธิฯ ในนามตัวแทนจังหวัด ภายวันที่ 15 กรกฎาคม 2561 หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ มูลนิธิร่วมด้วยช่วยกันสำนึกรักบ้านเกิด โทร. 0-2016-5555 ต่อ 1089 / 081-655-2921

เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2561 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากปัญหาขยะถูกคลื่นซัดเกลื่อนชายหาดจอมเทียน และบ้านอำเภอ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ซึ่งเป็นชายหาดที่มีแนวยาวประมาณ 300 – 400 เมตร ขณะที่ผู้ประกอบการขายอาหารริมชายหาดพยายามช่วยกันเก็บในช่วงเช้าและเย็น แต่ล่าสุด ยังคงมีขยะถูกคลื่นซัดลอยมาเกยหาดทุกวัน โดยขยะส่วนใหญ่เป็นทุ่นโฟม พลาสติก เศษขยะ และต้นไม้ไผ่ลอยมาจำนวนมาก ทั้งนี้ขยะที่ถูกคลื่นซัดลอยเกลื่อนชายหาดเกิดจากลมมรสุมที่พัดเข้าฝั่ง ได้นำพาขยะที่ถูกทิ้งกลางทะเลเข้ามาหน้าชายหาดและชายฝั่ง ส่งผลให้นักท่องเที่ยวไม่กล้าพาบุตรหลานลงเล่นน้ำ เนื่องจากหวั่นอันตรายจากขยะติดเชื้อ นอกจากนี้ บริเวณเกาะ พบขยะจำนวนมากติดตามโขดหินใต้น้ำจำนวนมากเช่นกัน

เบื้องต้น ศูนย์อนุรักษ์พิทักษ์ทะเล และผู้ประกอบการต้องช่วยกันเก็บขยะที่ลอยมาทุกวัน ในช่วงเช้าและเย็น แต่เก็บได้ไม่หมด เพราะขยะบางส่วนฝังอยู่ในทราย เมื่อน้ำลง ขยะจะลอยขึ้นมา ทำได้เพียงเก็บได้เฉพาะขยะที่ลอยมาเกยตื้นริมทะเลเท่านั้น รวมทั้งเจ้าหน้าที่ศูนย์อนุรักษ์พิทักษ์ทะเล ช่วยกันดำน้ำจัดเก็บอวนที่ติดใต้ท้องทะเลและเก็บขยะที่ถูกทิ้งในท้องทะเล ขณะที่ผู้ประกอบการริมชายหาดและชาวบ้านในพื้นที่ เรียกร้องหน่วยงานที่รับผิดชอบ เข้าดำเนินการทำความสะอาด และเก็บขยะให้หมด เพื่อไม่กระทบต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยว

แท็กซี่สุวรรณภูมิ-ดอนเมือง บุกกระทรวงคมนาคม ทวงสัญญาขอขึ้นค่าโดยสารจากแอร์พอร์ตอีก 5% พร้อมขอปรับเซอร์วิส ชาร์จ รถใหญ่ (รถแวน) จาก 50 เป็น 95 บาท ส่วนรถขนาดปกติขอขึ้นเป็น 75 บาท ขีดเส้นอีก 1 ดือน จะกลับมาฟังคำตอบ

เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน ตัวแทนคณะทำงานจัดระเบียบรถบริการสาธารณะภายในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ซึ่งเป็นตัวแทนหรือผู้ขับรถแท็กซี่ ที่ให้บริการในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและดอนเมือง 10 คน นำโดย นายศดิศ ใจเที่ยง คณะทำงานฯ และนายกสมาคมแท็กซี่สาธารณะไทย เดินทางมายังกระทรวงคมนาคม เพื่อยื่นหนังสือถึง นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม เพื่อทวงถามการปรับขึ้นค่าโดยสาร รถแท็กซี่รับจ้างสาธารณะ (แท็กซี่มิเตอร์)

นายศดิศ กล่าวว่า เป็นตัวแทนผู้ขับขี่แท็กซี่ภายในสนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมือง มาทวงสัญญากับกระทรวงคมนาคม เพื่อขอให้มีการปรับขึ้นอัตราค่าโดยสารแท็กซี่มิเตอร์ ระยะที่ 2 อีก 5% ตามที่ได้สัญญาไว้เมื่อ 4 ปีก่อน เนื่องจากขณะนี้แท็กซี่ประสบปัญหาภาระต้นทุนเพิ่มสูงขึ้นจากราคาน้ำมันแพง ขณะที่แท็กซี่ส่วนใหญ่ที่ให้บริการภายในสนามบินนั้นได้มีการปรับปรุงคุณภาพของตัวรถ คนขับ และปรับปรุงคุณภาพการให้บริการได้ตามเงื่อนไขที่กำหนดแล้ว โดยรถแท็กซี่ที่ให้บริการภายในสนามบินส่วนใหญ่ 75% เป็นรถใหม่อายุเฉลี่ยประมาณ 3-5 ปีเท่านั้น

นอกจากนี้ จะขอทวงถามสัญญาการปรับขึ้นค่าธรรมเนียมรถแท็กซี่ในสนามบิน หรือ “เซอร์วิส ชาร์จ” เพราะกระทรวงคมนาคมสัญญาว่าจะปรับขึ้นค่าธรรมเนียมให้ แบ่งการปรับเป็น 2 รูปแบบ คือ รถแท็กซี่ขนาดใหญ่ (รถแวน) ปรับจาก 50 บาท เป็น 95 บาท ส่วนรถแท็กซี่ขนาดปกติ ปรับจาก 50 บาท เป็น 75 บาท

“ปกติเรามีภาระต้นทุนวันละประมาณ 2,000 บาท เพราะต้องผ่อนส่งค่างวดวันละ 750 บาท ค่าน้ำมันวันละ 555 บาท ค่าซ่อมบำรุงวันละ 200 และค่าอื่นๆ อีก ดังนั้นแต่ละวันจะต้องหารายได้ให้ได้มากกว่าวันละ 2,000 บาท จึงจะอยู่ได้ แต่ทุกวันนี้น้ำมันแพงขึ้นทำให้ต้นทุนสูงขึ้นไปอีก เราจำเป็นต้องขอปรับราคาอีก 5% และปรับขึ้นค่าเซอร์วิส ชาร์จ ด้วย เราจะให้กระทรวงคมนาคมพิจารณาข้อเสนอก่อน และอีก 1 เดือน จะพาสมาชิกกลับมาฟังคำตอบ” นายศดิศ กล่าว

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมีสมาชิกผู้ขับขี่แท็กซี่ภายในสนามบินสุวรรณภูมิ รวมประมาณ 8,000 คัน แต่วิ่ง ให้บริการจริงเพียง 6,000 คัน เพราะเป็นการให้บริการตามช่วงเวลาซึ่งจะต้องมีการสลับเวลาการวิ่งให้บริการ

ไอเดียเก๋ ประธานกลุ่มผู้ผลิตมังคุดคุณภาพ คิดค้นถ่านเปลือกมังคุดแปรรูปเป็นสัตว์ต่างๆ โดยการนำถ่านมาบดเป็นผงและพิมพ์เป็นรูปต่างๆ ไว้สำหรับเพื่อกำจัดกลิ่นไม่พึงประสงค์และเชื้อโรคต่างๆ ถือเป็นอีกหนึ่งอาชีพได้เสริมสร้างรายได้ให้แก่ชาวบ้านได้เป็นอย่างดี

วันที่ 11 มิ.ย. นางสุดารัตน์ ผิวเจริญ ประธานกลุ่มผู้ผลิตมังคุดคุณภาพ ต.ฉมัน อ.มะขาม จ.จันทบุรี กล่าวว่า ได้นำเปลือกมังคุดมาทำเป็นถ่านอัดแท่งขาย ราคากิโลกรัมละ 20 บาท ทำให้สมาชิกในกลุ่มเริ่มท้อเนื่องจากราคาไม่คุ้ม แต่ลูกสาวของนางสุดารัตน์จบด้านการออกแบบสินค้า ลองเปลี่ยนจากถ่านเปลือกมังคุดอัดแท่ง มาบดให้เป็นผง ก่อนนำไปผสมกับแป้งเปียก แล้วใช้ซิลิโคลนมาสร้างเป็นแม่พิมพ์รูปต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น กระต่าย หมา และรูปทรงมังคุด ที่ออกมาน่ารัก สวยงาม โดยหลังจากบดอัดแล้ว นำไปเผาอบด้วยความร้อนอีกครั้ง เพื่อให้แป้งแห้งสนิท และไม่เกิดเชื้อราในภายหลัง

“โดยจากการทดลองให้สมาชิกนำไปทดลองซับกลิ่นและเชื้อโรคต่างๆ ที่ไม่พึงประสงค์ พบว่า ผลิตภัณฑ์ถ่านมังคุดบดอัดจากเปลือกมังคุด เหมาะสำหรับดูดซับกลิ่นต่างๆ เช่น ตู้เย็น ตู้เสื้อผ้า ในรถ หรือในห้องเป็นการดูดซับกลิ่นได้เป็นอย่างดี” นางสุดารัตน์ กล่าว

นางสุดารัตน์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ยังได้ไปออกบู๊ธขายผลิตภัณฑ์ตามงานต่างๆ และกล้าการันตีกับลูกค้าในแต่ละครั้ง ให้ลองซื้อไปใส่ตู้เสื้อผ้า หรือในรถดู ทิ้งไว้ 12 ชั่วโมง แล้วดูผล ปรากฏว่า ลูกค้าตอบรับดีมาก ที่ซื้อไปต่างกลับมาขอซื้อเพิ่ม เพราะเกิดความประทับใจในการซับกลิ่น ทำให้ตนเอง เริ่มทำแพ็กเกจจิงให้มีรูปทรงสวยงามทันสมัย จำหน่ายในราคาระหว่าง 3 กล่อง 100 บาท และราคา 3 กล่อง 200 บาท แล้วแต่ขนาด

“โดยเฉพาะลูกค้าที่เป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ ที่ต้องทำงานสำนักงาน ไม่ค่อยมีเวลาการดูแลเสื้อผ้า รองเท้า ในช่วงหน้าฝน โดยเฉพาะเรื่องการดูดซับกลิ่นของเสื้อผ้าจากกลิ่นอาหารปิ้งย่างยอดนิยม จึงทำให้มีการสั่งทางโทรศัพท์ และเฟซบุ๊ก ที่ใช้ชื่อว่า “ถ่านเปลือกมังคุดดับกลิ่น-แอ๊นมด” และทางกรมส่งเสริมสหกรณ์ เข้ามาสนับสนุนในเรื่องของการสร้างโรงเรือนในการผลิต ตนเองจึงพัฒนารูปทรงของถ่านเปลือกมังคุดอัดแห้ง โดยทำพิมพ์อีกหลากหลายรูปแบบ เพื่อให้ลูกค้าสนุกกับการเลือกซื้อ นอกเหนือไปจากรูปทรงมังคุดแบบเดิม อาทิ รูปไก่ กระต่าย สุนัข ทำให้ได้รับความสนใจเลือกซื้อมากยิ่งขึ้น” นางสุดารัตน์ กล่าว

เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต รักษาการอธิบดีกรมปศุสัตว์ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโครงการ “โคเนื้อสร้างอาชีพ” และพบปะเกษตรกรในโครงการ พร้อมด้วยปศุสัตว์ เขต 6 ปศุสัตว์จังหวัดนครสวรรค์ ผู้อำนวยการกองแผนงาน ผู้อำนวยการกองส่งเสริมและพัฒนาการปศุสัตว์ ผู้อำนวยการกองผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ และผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง

เพื่อตรวจติดตามการขับเคลื่อนงานตามนโยบายของกรมปศุสัตว์และสร้างขวัญกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อประโยชน์แก่ประชาชน ทั้งนี้ ได้พบปะกลุ่มเกษตรกรเพื่อสอบถามปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะ เพื่อนำไปปรับปรุงให้ตรงตามความต้องการของเกษตรกรมากยิ่งขึ้น สามารถดำเนินการโครงการโคเนื้อสร้างอาชีพได้มั่นคง สร้างรายได้ให้เกษตรกรได้มั่งคั่ง

โดยได้มอบเช็คเงินกู้แก่กลุ่มเกษตรกรโครงการโคเนื้อสร้างอาชีพ 1 กลุ่ม (สุดท้าย จากทั้งหมด 5 กลุ่ม) และมอบประกาศเกียรติคุณแก่ อรวรรณฟาร์ม, เกษตรชัยฟาร์ม ที่ให้การช่วยเหลือสนับสนุนด้านการส่งเสริมพัฒนาปศุสัตว์ที่ขับเคลื่อนการดำเนินงานได้อย่างยั่งยืนต่อไป

เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน นายบรรพต ยาฟอง นายอำเภอเมืองเลย ร่วมกับ น.ส.สิการย์ เฟื่องฟุ้ง พาณิชย์จังหวัดเลย ได้ออกใบรับรองร้านค้าจัดจำหน่ายให้เกษตรกรขายสับปะรดบ้านไร่ม่วงของแท้ 100 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งมีรสชาติหวานฉ่ำและหวานกรอบ เป็นเอกลักษณ์เฉพาะสับปะรดบ้านห้วยม่วง อ.เมือง จ.เลย หลังจากเกษตรกรได้รับผลกระทบ พ่อค้าหัวใสนำสับปะรดจากที่อื่นมาปนขายให้กับผู้บริโภค ซึ่งมีรสชาติแตกต่างกัน

นายบรรพต เปิดเผยว่า สับปะรดบ้านไร่ม่วง ต.น้ำหมาน อ.เมือง จ.เลย มีชื่อเสียงคู่กับเมืองเลยกว่า 10 ปี มีรสชาติให้เลือก 2 อย่าง คือ รสชาติหวานฉ่ำและหวานกรอบ ไม่กัดลิ้นเวลารับประทาน รสชาติเป็นเอกลักษณ์จำเพาะ แตกต่างจากสับปะรดที่อื่น ทั้งยังเป็นสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ ได้รับการคัดเลือกเป็นสุดยอด ในระดับ 5 ดาว ปัจจุบัน มีเกษตรกรปลูกกันมาก และยึดเป็นอาชีพ มีพื้นที่ปลูกกว่า 1,000 ไร่ แต่ละปีเกษตรกรที่ปลูกสับปะรดจะมีรายได้โดยรวมกว่า 150 ล้านบาท ต่อปี การปลูกที่ไร่ม่วงจะไม่ใช้สารเคมี หากมีหญ้าขึ้นก็ใช้จอบเสียมดายหญ้าออก จึงเป็นสับปะรดที่ปลอดสารพิษ 100% เป็นที่ต้องการของตลาด

“ปีนี้สับปะรดในประเทศไทยผลผลิตออกมาล้นตลาด ขายกิโลกรัมละ 1- 2 บาท ทำให้พ่อค้าแม่ขายหัวใสนำสับปะรดจากที่อื่นมาปนขายกับสับปะรดไร่ม่วง ซึ่งมีราคาดีกว่าความต้องการของตลาด ราคาออกจากสวนมีการสั่งจองก่อน กิโลกรัมละ 6 บาท นำไปขายต่อ กิโลกรัมละ 9-10 บาท แม้ทุกปีจะจัดงานวันสับปะรดในต้นเดือนมิถุนายน แต่ปีนี้ผลผลิตออกมาไม่พอจำหน่าย จึงได้เลื่อนจัดงานออกไปช่วงปลายเดือนมิถุนายน รอผลผลิตรอบที่ 2 ทางอำเภอเมืองเลยร่วมกับพาณิชย์จังหวัด ออกใบรับรองการันตีให้กับร้านค้าที่จำหน่ายสับปะรดห้วยม่วงของแท้ 100% อีกทั้งจะได้รักษาคุณภาพ รักษาผลิตภัณฑ์ เพื่อให้ลูกค้าหรือนักท่องเที่ยวแน่ใจว่าได้ซื้อของแท้กลับไปรับประทานที่บ้าน ซึ่งจะจัดจำหน่ายที่ตลาดบ้านไร่ม่วง ถนนสายเลย ภูเรือ ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถเลือกสินค้าไม่ถูกหลอกอีกต่อไป” นายบรรพต กล่าว