ผู้อำนวยการ สวทช. และผู้อำนวยการสถาบันการจัดการเทคโนโลยี

นวัตกรรมเกษตร (สท.) กล่าวถึงบทบาทของ สท./สวทช. ในการนำวิทย์สร้างคน แก้จน และเสริมแกร่ง สู่ชุมชน ว่า สถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร หรือ สท. เป็นหน่วยงานภายใต้ สวทช. ที่มีบทบาทเชื่อมโยงนำเทคโนโลยีลงสู่ชุมชน ด้วยกลไกการสร้างเกษตรกรเข้มแข็ง ผ่านการจัดการความรู้ การพัฒนาบุคลากร การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการเชื่อมโยงการผลิตและตลาด โดยนำเทคโนโลยีที่เป็นผลงานวิจัยและพัฒนาจาก 4 ศูนย์วิจัยแห่งชาติ รวมทั้งเครือข่ายพันธมิตรภายนอกทั้งสถาบันการศึกษา และภาคเอกชน ขยายผลและถ่ายทอดสู่ชุมชน

“สวทช. ได้ทำงานร่วมกับกลุ่มคลัสเตอร์เมล็ดพันธุ์อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2549 เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของอุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์ไทยในเวทีโลก ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยเป็นแหล่งผลิตเมล็ดพันธุ์ที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก แม้ว่าไทยจะส่งออกเมล็ดพันธุ์เป็นอันดับ 1 ของอาเซียน เป็นอันดับที่ 3 ในเอเชียแปซิฟิค มีมูลค่าการส่งออกไม่ต่ำกว่า 5 พันล้านบาทต่อปี แต่กลไกในการขับเคลื่อนที่สำคัญคือ

การวิจัยและพัฒนาที่ไม่หยุดยั้ง สวทช. จึงมีความร่วมมือกับบริษัทผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ตั้งแต่การประเมินเชื้อพันธุกรรมพืช การปรับปรุงพันธุ์โดยใช้เทคโนโลยีชีวภาพเพื่อการพัฒนาพันธุ์ที่ก้าวกระโดด เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและคุณภาพ การถ่ายทอดเทคโนโลยีควบคู่กับการสร้างคนสู่ภาคการผลิต หรือสร้างผู้ประกอบการรุ่นใหม่ จัดเวทีเจรจาธุรกิจทั้งในและต่างประเทศในตลาดที่สำคัญ เช่น จีน และพม่า สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้อุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์ของไทยเข้มแข็งยิ่งขึ้น และก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางเมล็ดพันธุ์ของโลก (Seed Hub) ได้” รองผู้อำนวยการ สวทช. และผู้อำนวยการ สท. กล่าว

หนึ่งในพันธกิจสำคัญในงาน “วันนักประดิษฐ์ 2561” อันถือเป็นการเริ่มต้นในการพัฒนาประเทศอย่างบูรณาการทั้งในเรื่องเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคง คือการลงบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในการพัฒนา “อากาศยานไร้คนขับ” หรือ โดรน (UAV: Unmanned Aerial Vehicle) ระหว่าง สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ กับ กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ และสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ ซึ่งเป็นการบูรณาการด้านการวิจัยและพัฒนาร่วมกันในการผลักดันการพัฒนา “อากาศยานไร้คนขับ” ด้วยการส่งเสริมสนับสนุนด้านการวิจัยและพัฒนา รวมถึงแลกเปลี่ยนความรู้ ทรัพยากร บุคลากร ให้สามารถนำไปสู่การใช้ประโยชน์อย่างได้ผล

หลายปีที่ผ่านมาเชื่อว่าคนไทยจำนวนไม่น้อยคงคุ้นหูกับคำว่า โดรน (Drone) หรือ อากาศยานไร้คนขับ กันเป็นอย่างดี เพราะเป็นนวัตกรรมอัจฉริยะแบบใหม่ที่สร้างอากาศยานแบบไร้คนขับขึ้นที่ไม่ได้มีเพียงแค่ใช้ถ่ายภาพมุมสูงให้มีความสวยงามเท่านั้น หากแต่นักวิจัยได้คิดค้นขึ้นมาเพื่อใช้งานในทางทหาร สำหรับให้โดรนบินสำรวจพื้นที่หรือปฏิบัติการแทนนักบินในพื้นที่เสี่ยงอันตราย อันเป็นการสร้างความมั่นคงและรักษาอธิปไตยให้กับประเทศชาติ

พลตรี ศักดิ์สิทธิ์ เชื้อสมบูรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานวิจัย และพัฒนาทางการทหาร กองทัพบก กล่าวถึงที่มาในการเข้าร่วมบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในครั้งนี้ว่า กองทัพบก ได้มีการวิจัยเกี่ยวกับอากาศยานไร้คนขับอยู่แล้ว และได้มีการพัฒนามาเป็นลำดับ ตั้งแต่ระดับที่เล็ก ปานกลาง ถึงขนาดใหญ่ และการเข้ามาร่วมมือกับ สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ก็เพราะต้องการจะพัฒนาอากาศยานไร้คนขับให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และบินได้ระยะไกลมากขึ้น

“ที่ผ่านมาเรามีการวิจัยมีการทดสอบเกี่ยวกับอากาศยานไร้คนขับมาโดยตลอด และได้มีการรับรองมาตรฐานของกองทัพบก อากาศยานไร้คนนักบิน ถือเป็นยุทโธปกรณ์ ชนิดหนึ่ง ที่มีส่วนช่วยในเรื่องความมั่นคง ซึ่งเราจะใช้ในเรื่องของการเฝ้าตรวจ การลาดตระเวน สนามรบ การบินเพื่อปรับในเรื่องของปืนใหญ่ การตรวจสอบความเสียหายหรือแม้กระทั่ง ในเรื่องของภัยพิบัติต่างๆ เราก็สามารถใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล อีกส่วนที่สำคัญมากคือการนำไปใช้ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ในเรื่องการลาดตระเวน และตรวจเส้นทาง ดังนั้นเราจึงได้มีการประสานมายัง วช.เพื่อร่วมมือกันในการทำงานวิจัย เพื่อที่จะต่อยอดให้มีประสิทธิภาพและนำไปสู่การใช้งานอย่างเป็นรูปธรรม”

ขณะที่ พลเรือตรีก่อเกียรติ ปั้นดี ผู้อำนวยการสำนักงานวิจัยและพัฒนาการทางการทหาร กองทัพเรือ กล่าวว่า กองทัพเรือได้มีการพัฒนาในเรื่องของอากาศยานไร้คนขับมานานแล้ว ที่ผ่านมากองทัพเรือก็มีส่วนร่วมในการพัฒนากับหลายฝ่ายด้วยกัน ทั้ง อาทิ กระทรวงกลาโหม และสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ เป็นต้น

“เราได้พัฒนาอากาศยานไร้คนขับขนาดเล็ก เรียกว่าโครงการ นารายณ์ ซึ่งเป็นอากาศยานที่เป็นปีกหมุนขนาดเล็ก ต่อมาร่วมกับ สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ หรือ สปท. มีการพัฒนาอากาศยานลูกผสมระหว่าง ปีกหมุน กับปีกนิ่ง ขึ้นมา โดยเราเรียกโครงการนี้ว่า FUVEC เครื่องอากาศยานไร้นักบินปีกนิ่ง ขึ้น-ลงทางดิ่ง ที่ใช้ปฏิการทางทะเล สามารถขึ้นลงในเรือได้ เราก็ประสบผลสำเร็จในระดับหนึ่ง และเราก็ต้องการพัฒนามันต่อไป”

ในเมื่อต้องการให้การพัฒนายุทโธปกรณ์ดำเนินต่อไปอย่างไม่หยุดนิ่ง ดังนั้น กองทัพเรือ จึงได้ร่วมลงนามบันทึกข้อความร่วมมือในการพัฒนาอากาศยานไร้คนขับ กับ วช. ภายใต้ชื่อโครงการ “MARCUS” เพื่อให้กองทัพเรือมีประสิทธิภาพและทันสมัย อันเป็นการเพิ่มขีดความสามารถได้มากขึ้น

“โครงการนี้มีส่วนช่วยส่งเสริมความมั่นคงทางทะเลได้ ปัญหาของกองทัพเรืออย่างหนึ่งคือการใช้อากาศยานทางทะเล เราขาดแคลนนักบินด้านนี้ และก็การใช้อากาศยานทางทะเลมีความสิ้นเปลืองสูง ดังนั้นถ้าเราได้อากาศยานไร้คนขับ มาประจำในเรือ เราก็สามารถเพิ่มขีดความสามารถในการตรวจการณ์ทางทะเลและขยายระยะเวลาการบินได้นานขึ้น ก็จะเป็นฟันเฟืองเล็กๆในการป้องกันและรักษาอธิปไตยของชาติทางทะเลอย่างได้ผล”

ปิดท้ายที่ พลอากาศตรี สฤษดิ์พร สุนทรกิจ ผู้อำนวยการสำนักงานวิจัย ศูนย์วิจัยพัฒนาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี การบินและอวกาศ กองทัพอากาศ ได้ให้เหตุผลถึงการเข้าร่วมบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับ วช. ในครั้งนี้ว่า กองทัพอากาศได้เริ่มวิจัยและพัฒนาเรื่องอากาศยานไร้คนขับมานานถึง 15 ปี ปัจจุบันกองทัพอากาศมี ขีดความสามารถในการสร้างอากาศยานไร้คนขับได้หลายแบบด้วยกัน ที่มาร่วมกับ วช. ในครั้งนี้เพราะเห็นว่า อากาศยานไร้คนขับนอกจากจะใช้งานด้านความมั่นคงได้แล้ว หากแต่ยังสามารถมาใช้งานทางด้านกิจการพลเรือน เรื่องของการพัฒนาประเทศ เรื่องของการช่วยเหลือประชาชน และภัยพิบัติต่างๆได้อีกด้วยอันเป็นการพัฒนาประเทศแบบบูรณาการ

“สิ่งที่เราต้องการพัฒนาต่อไปคือนอกจากตัวอากาศยานแล้ว เรายังตั้งใจจะพัฒนาตัวเซ็นเซอร์ แอปพลิเคชั่นซอฟแวร์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำมาสนับสนุนประเทศ อันเป็นการขานรับนโยบาย ไทยแลนด์ 4.0 ยกตัวอย่าง ตอนนี้เรากำลังทำซอฟแวร์ เรื่องการสำรวจภูมิประเทศเพื่อแปลงภูมิประเทศเป็น ภูมิประเทศดิจิตอล จากนั้นจะใช้ข้อมูลดิจิตอลในการวิเคราะห์ในการไหวของน้ำและปริมาณน้ำ ซึ่งจะช่วยในการบริหารจัดการน้ำของประเทศ ในภาพรวมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในเรื่องของความมั่นคงเรามีเซ็นเซอร์ตัวหนึ่งที่สามารถมองทะลุต้นไม้ลงไปได้ เพราะฉะนั้นในภาระกิจของการรักษาความมั่นคง หรือการปราบปรามยาเสพติด ป้องกันการลักลอบขนสินค้าหนีภาษี ก็จะดำเนินการได้ง่ายขึ้น เพราะเราสามารถจะสแกนไปใต้ต้นไม้ ว่ามีผู้ที่ทำผิดกฏหมาย ผู้ไม่หวังดี อยู่ตรงนั้นหรือไม่”

พลอากาศตรี สฤษดิ์พร ยังกล่าวต่อว่า ในเรื่องของการช่วยเหลือเกษตรกร นั้นทางกองทัพอากาศก็ได้ใช้เทคนิคที่เรียกว่า มัลติสเปกตัม เซนเซอร์ โดยตัวเซนเซอร์จะประกอบด้วยตัวตรวจจับความถี่ เพราะฉะนั้นสามารถช่วยกระทรวงเกษตรในการแยกแยะพืชผลทางเกษตร ว่ามีปริมาณการผลิตเท่าไร อยู่ในช่วงไหน ของการผลิต ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาเรื่องผลผลิตที่ไม่ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคอย่างถูกจุด

นับเป็นอีกหนึ่งบันทึกทางประวัติศาสตร์ สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ ร่วมกับหน่วยงานต่างๆเพื่อผนึกกำลังแรงกายและแรงใจในการคิดค้นและพัฒนานวัตกรรมสิ่งใหม่ๆในการพัฒนาประเทศชาติให้มีความมั่นคง และทันยุคสมัย สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล ไทยแลนด์ 4.0

สุราษฎร์ฯ – น.ส.ปริศนา แย้มยินดี เกษตรกรผู้ปลูกแตงโม บ้านทุ่งอ่าว ม.3 ต.ศรีวิชัย อ.พุนพิน จ.สุราษฎร์ธานี กล่าวถึงการนำคิวอาร์โค้ดมาติด ซึ่งผ่านการตรวจสอบของ ร.พ. ส่งเสริมสุขภาพ ต.ศรีวิชัย ว่าปลอดสารพิษ ซึ่งเมื่อใช้แอพพลิเคชั่นไลน์ ในมือถือสแกนคิวอาร์โค้ด จะพบใบประกาศและรูปเจ้าของสวนว่า เพิ่งเริ่มทำคิวอาร์โค้ด เป็นการโฆษณาสินค้า และสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าได้เป็นอย่างดีว่าจะได้ทานแตงโมทุ่งอ่าวที่ปลูกในพื้นที่ สองน้ำ ที่มีรสชาติหวานกรอบอร่อยกว่าแหล่งอื่น ไม่สามารถปลอมแปลงได้

แม้ว่าจะต้องจ่ายต้นทุนคิวอาร์โค้ดเพิ่มดวงละ 20 สตางค์แต่ถือว่าคุ้มค่า เพราะได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ไม่พอขาย อีกทั้งสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง ทำให้ติดลูกน้อย ผลผลิตจึงลดลงไปกว่าร้อยละ 40

สำหรับ ต.ทุ่งอ่าว มีผู้ปลูกแตงโม 52 ราย เก็บผลผลิตปีละครั้ง เริ่มในช่วง ก.พ.เป็นต้นไป ผลผลิตชุดนี้ถือเป็นชุดแรก ชาวบ้านจะช่วยกันลงแขกลงแรงเก็บผลผลิตในแต่ละสวนมารอให้แม่ค้ามารับ ก.ก.ละ 15 บาท

กรมการค้าภายในลงพื้นที่ตรวจสอบราคาสินค้าช่วงตรุษจีน-วาเลนไทน์ พบอยู่ภาวะทรงตัวไม่ขึ้นราคา กุหลาบเคนยาฮิต ดอกละ 70-80 บาท เตือนร้านเช่าชุดไทยอย่าฉวยโอกาสโก่งราคา ถือโอกาสเพิ่มเครื่องแต่งตัวบวกราคาขึ้น ช่วงงาน “อุ่นไอรัก”

นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ตรวจสอบ สถานการณ์การจำหน่ายสินค้าในช่วงเทศกาลตรุษจีน ที่ ถ.เยาวราชว่า บรรยากาศการจับจ่ายซื้อสินค้าในปีนี้ ยังคงคึกคักเช่นเดียวกับปีก่อน โดยราคาสินค้าทั่วไปถือว่าอยู่ในภาวะทรงตัว ไม่ได้มีการปรับราคาสูงขึ้นมากกว่าช่วงเทศกาลปีก่อน โดยกระทรวงพาณิชย์ (พณ.) ได้กำชับให้มีการปิดป้ายแสดงราคาอย่างชัดเจน

ทั้งในส่วนของการจำหน่ายสินค้าเครื่องเซ่นไหว้ รวมถึงร้านค้าทองคำ ที่มีประชาชนนิยมซื้อเป็นของขวัญในช่วงตรุษจีน โดยเครื่องชั่งที่ผ่านมาตรฐานจะมีการปิดสติ๊กเกอร์แสดงอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม จากการสอบถามประชาชนที่มาจับจ่ายซื้อสินค้า พบว่ามีการซื้อสินค้าน้อยลงตามความจำเป็นเท่านั้น

นอกจากนี้ ยังได้เดินทางไปตรวจสอบราคาจำหน่ายดอกไม้ในช่วงก่อนเทศกาลวันวาเลนไทน์ ที่ตลาดยอดพิมาน ปากคลองตลาด พบว่าราคาดอกไม้ในช่วงนี้ถือว่า ไม่ได้ปรับสูงขึ้นกว่าในช่วงเทศกาลปีก่อน มีการนำเข้าดอกกุหลาบจากเคนยา มาจำหน่ายมากขึ้น ทดแทนดอกไม้จากประเทศจีน ขณะที่ประชาชนซื้อดอกกุหลาบในช่วงเทศกาลวันวาเลนไทน์ มีสินค้าให้เลือกซื้อหลากหลาย ราคาดอกกุหลาบก้านยาวปีนี้ เฉลี่ยดอกละ 40-50 บาท หากเป็นดอกกุหลาบเคนยา ดอกละ 70-80 บาท ขณะที่ดอกกุหลาบจัดช่อ มีตั้งแต่ช่อละ 300-500 บาท หรือสูงกว่านั้น

นอกจากนี้ นายบุณยฤทธิ์ยังกล่าวถึงกรณีที่มีร้านเช่าชุดไทยฉวยโอกาส ในช่วงนี้ที่มีงานอุ่นไอรัก และประชาชนมีความต้องการในการสวมใส่ชุดไทย เพื่อเข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก ได้ปรับขึ้นราคาค่าเช่าชุดว่า มีการร้องเรียนผ่านมายังเจ้าหน้าที่สายตรวจของกรมการค้าภายใน ที่มีการลงพื้นที่ในช่วงนี้ว่า ร้านค้าที่มีการเช่าชุด ได้มีการปรับราคาการเช่าสูงขึ้นจากเวลาปกติ โดยมีการเพิ่มเติมในส่วนของอุปกรณ์ตกแต่ง แต่ประชาชนมองว่า เป็นการกำหนดราคาที่สูงเกินควร จึงอยากให้กระทรวงพาณิชย์เข้าไปดูแล

อธิบดีกรมการค้าภายในย้ำว่า จะมีการประสานขอความร่วมมือให้ผู้ประกอบการร้านเช่าชุดต่างๆ คงราคาเช่าชุดไว้เช่นเดิม และต้องมีการปิดป้ายแสดงอย่างชัดเจนเพื่อให้ประชาชนได้เปรียบเทียบราคา ก่อนที่จะตัดสินใจเช่าชุด

กรมส่งเสริมสหกรณ์ปั้นเสือตัวที่ 6 ดันสหกรณ์รวมตัวส่งออกยางพารา ตั้งองค์กรกลางขึ้นมาเพื่อบริหารจัดการยางพารา ทั้งระบบ เน้นคุณภาพมาตรฐานตรงกับตลาดต้องการ พร้อมขยายช่องทางตลาดในประเทศใหม่ๆ เตรียมร่างโครงสร้างและโรดแม็ปเร่งดำเนินการให้เสร็จภายในกุมภาพันธ์นี้เพื่อเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์พิจารณา ตั้งเป้าดึงปริมาณยางเข้าสู่ระบบสหกรณ์เพิ่มขึ้นจากเดิม 10 % เป็น 18 % ของยางทั้งประเทศ

นายเชิดชัย พรหมแก้ว รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังการเป็นประธานในการประชุมหารือแนวทางการจำหน่ายยางและผลิตภัณฑ์ยางพาราทั้งในและต่างประเทศ ร่วมกับสหกรณ์จังหวัด ผู้แทนสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร 10 แห่ง ซึ่งมีศักยภาพในการผลิตและแปรรูปยางพารา 6 กลุ่มจังหวัด ได้แก่ ชุมนุมสหกรณ์จังหวัดตรัง จำกัดและสหกรณ์การเกษตรย่านตาขาว จำกัด จังหวัดตรัง สหกรณ์การเกษตรรัตภูมิ จำกัด สหกรณ์การเกษตรนาหม่อม จำกัด สหกรณ์การเกษตรจะนะ จำกัดและชุมนุมสหกรณ์กองทุนสวนยางจังหวัดสงขลา จำกัด จังหวัดสงขลา

กลุ่มเกษตรกรทำสวนธารน้ำทิพย์ จังหวัดยะลา สหกรณ์กองทุนสวนยางอำเภอ บ่อทอง จังหวัดชลบุรี สหกรณ์กองทุนสวนยางภูจองนาจะหลวย จำกัด จังหวัดอุบลราชธานีและสหกรณ์การเกษตรเบญจลักษณ์ จำกัด จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งที่ประชุมผู้แทนสหกรณ์ได้เห็นชอบในหลักการจัดตั้งองค์กรกลางขึ้นมาบริหารจัดการอุปสงค์และอุปทานยางพาราที่อยู่ภายใต้การรวบรวมของสหกรณ์ชาวสวนยาง ซึ่งปัจจุบันมีปริมาณ 400,000 – 500,000 ตัน หรือคิดเป็น 10% จากปริมาณยางพาราทั้งหมด 4.5 ล้านตันทั่วประเทศ

ที่ผ่านมา สหกรณ์บางแห่งได้รวบรวมและแปรรูปเป็นยางคอมปาวด์ส่งออกผ่านบริษัทเอกชนไปยังมาเลเซีย และประเทศจีนและยังมีการสั่งซื้อจากหลายประเทศเข้ามา แต่กำลังการผลิตยางเพื่อส่งขายให้กับคู่ค้านั้นมีไม่เพียงพอ ในขณะเดียวกันก็มีสหกรณ์อีกหลายแห่งที่รวบรวมยางพารา ต้องการขยายกำลังการผลิต แต่ยังไม่มีช่องทางตลาดมารับซื้อ ดังนั้น กรมฯจะทำหน้าที่ในการประสานเพื่อให้สหกรณ์ที่มีออเดอร์ยางพารา กับสหกรณ์ที่ทำธุรกิจรวบรวมและแปรรูปยางพาราได้มาเจอกัน และจัดตั้งองค์กรกลางขึ้นมาเพื่อบริหารจัดการสินค้ายางพาราในระบบสหกรณ์

ซึ่งที่ประชุมได้หารือถึงการจัดตั้งในหลายรูปแบบ เช่น การรวมกันเป็นชุมนุมสหกรณ์ แต่มีบางส่วนเห็นว่า แนวทางดังกล่าวอาจไม่ประสบความสำเร็จและอาจเกิดปัญหาขึ้นเหมือนในอดีต เนื่องจากผู้บริหารชุมนุมสหกรณ์ทำหน้าที่เป็นวาระ มีการสับเปลี่ยนหมุนเวียน ซึ่งทำให้การดำเนินงานไม่ต่อเนื่องและอาจจะเปลี่ยนแปลงนโยบายในการบริหารงาน จึงเห็นว่าไม่ควรดำเนินการในรูปแบบดังกล่าว ดังนั้น จึงมีความเป็นไปได้ที่จะจัดตังเป็นรูปแบบของบริษัท ซึ่งเป็นนิติบุคคลเข้ามาบริหารตลาดส่งออกยางพาราของสหกรณ์ โดยเบื้องต้นจะมีผู้แทนสหกรณ์ไปจดทำเบียนจัดตั้งเป็นบริษัทและขายหุ้นให้สหกรณ์ ทั้ง 10 แห่งได้เข้ามาถือหุ้น ซึ่งวิธีการนี้สามารถทำได้และไม่ขัดกับกฎหมายสหกรณ์ที่ระบุว่าสหกรณ์สามารถนำเงินไปลงทุนซื้อหุ้น นิติบุคคลที่มีวัตถุประสงค์ส่งเสริมกิจการของสหกรณ์ได้

“จากการพูดคุยกัน คาดว่าภายในเดือนกุมภาพันธ์นี้จะมีโครงสร้างขององค์กรกลางและโรดแมปในการทำงานที่ชัดเจน เพื่อให้มีองค์กรที่เข้ามาบริหารจัดการอุปสงค์และอุปทานให้เหมาะสม เพราะสหกรณ์บางแห่งมีออร์เออร์แต่ไม่มีสินค้า บางสหกรณ์มีสินค้าแต่ไม่มีออร์เดอร์ ดังนั้นการจัดตั้งองค์กรนี้ขึ้นมาจึงถือว่ามีความเหมาะสม เพื่อมาบริหารจัดการ ใครมีออเดอร์ก็โยนเข้ามา แล้วค่อยหาประสานกับคนที่มีสินค้าอยู่ในมือ

โดยจะมีกรรมการหนึ่งชุดคอยดูเรื่องของคุณภาพ การควบคุมการผลิตยางของทุกสหกรณ์ ให้ได้มาตรฐานเดียวกัน ตรงกับที่ตลาดต้องการ และส่งมอบตามออเดอร์ ซึ่งถือว่าเป็นการบริหารจัดการสินค้ายางพาราในเครือข่ายสหกรณ์แบบองค์รวม สิ่งสำคัญคืออยากให้สหกรณ์มีความไว้ใจและเชื่อมั่นในระบบของเราเอง และมาทำธุรกิจร่วมกัน โดยแบ่งหน้าที่กัน สหกรณ์ไหนหาตลาดเก่งก็หาไป สหกรณ์ไหนผลิตเก่งก็ผลิตไป แล้วมาร่วมกันบริหารจัดการ ซึ่งจะทำให้เกิดประโยชน์ร่วมกันทั้งสองฝ่าย หากวิธีการนี้ประสบผลสำเร็จ ในอนาคตจะดึงสหกรณ์ชาวสวนยางทั่วประเทศที่มีอยู่กว่า 800 แห่งเข้ามาร่วมดำเนินการด้วย”

นายเชิดชัย กล่าวว่า จากข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์พบว่าตลาดประเทศยังมีความต้องการยางพาราอีกมาก โดยเฉพาะในตลาดภูมิภาคเอเชีย และมีอีกหลายประเทศที่สามารถผลักดันให้เกิดตลาดใหม่ได้ ซึ่งหากสามารถจัดตั้งองค์กรกลางขึ้นมาสำเร็จ จะประสานกับกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงการต่างประเทศ เชิญผู้แทนและผู้ค้ายางประเทศต่าง ๆ เดินทางมาประเทศไทย เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน

ในการสร้างตลาดเพื่อส่งออกยางพารา คาดว่า ในช่วงปีแรกที่มีการจัดตั้งองค์กรมาบริหารจัดการได้ จะช่วยเพิ่มสัดส่วนการรวบรวมยางพาราของสหกรณ์ทั่วประเทศได้เพิ่มมากขึ้นจาก 10% เป็น 18% และยังสามารถหาตลาดใหม่ได้ ผ่านความร่วมมือจากสหกรณ์ที่มีตลาดอยู่แล้ว รวมถึงยังสามารถสร้างเสถียรภาพราคายางพาราของประเทศได้ดียิ่งขึ้น โดยการจัดการผลผลิตยาง (Supply)

ในสหกรณ์ ให้สอดคล้องกับความต้องการ (Demand) ของตลาดทั้งภายในและต่างประเทศ โดยบริษัทของสหกรณ์ จะมีหน้าที่ในการจัดการระบบ Logistics ตลอดห่วงโซ่ เพื่อให้สอดรับกับนโยบายปฏิรูปภาคการเกษตรของรัฐบาลที่จะสนับสนุนงบกลางปี ให้สถาบันเกษตรกรใช้ในการก่อสร้างปัจจัยพื้นฐานเพื่อรองรับผลผลิตทางการเกษตรที่สำคัญ ซึ่งทางกรมฯได้เสนอของบอุดหนุนกลางปีวงเงิน 1,500 ล้านบาท สำหรับสนับสนุนสหกรณ์ชาวสวนยางรวบรวมยางพาราและแปรรูปเพิ่มมูลค่า คาดว่าจะดำเนินการได้ทันฤดูกาลกรีดยางต้นปี 2562 ทั้งนี้ นายกฤษฎา บุญราช

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายในการเร่งยกระดับสหกรณ์ชาวสวนยางขึ้นเป็น เสือตัวที่ 6 ของการผลิตและแปรรูปยางพาราเพื่อการส่งออก ซึ่งในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ นี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะลงพื้นที่จังหวัดสงขลาเพื่อมอบนโยบายในการปฏิบัติงานระดับพื้นที่ให้กับข้าราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในพื้นที่ภาคใต้ และจะมีโอกาสได้พบตัวแทนสหกรณ์ชาวสวนยางเพื่อหารือถึงเรื่องดังกล่าวด้วย

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า งบประมาณปี 2562 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เสนอขอตั้งงบรวม 213,386 ล้านบาท แบ่งเป็น 4 กลุ่ม 1. กลุ่มงบรายจ่ายบุคลากรภาครัฐ 26,969 ล้านบาท 2. กลุ่มงบรายจ่ายของกระทรวง/หน่วยงาน ประกอบด้วยแผนงานพื้นฐาน แผนงานยุทธศาสตร์ต่างๆ 37,581 ล้านบาท 3. กลุ่มงบรายจ่ายบูรณาการ 117,873 ล้านบาท 4. กลุ่มงบรายจ่ายพื้นที่ พัฒนาระดับภาค 30,961 ล้านบาท

โดยมีกระทรวงเกี่ยวข้อง 11 แห่ง แผนบูรณาการ ส่วนใหญ่เป็นแผนบริหารจัดการน้ำ แผนพัฒนาศักยภาพการผลิตภาคเกษตร และแผนงานการวิจัยและนวัตกรรม สำหรับแผนพัฒนาศักยภาพการผลิตภาคเกษตร สศก.เป็นเจ้าภาพ เสนอของบ 20,365 ล้านบาท

ตั้ง 2 เป้าหมายหลัก 1) เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการสินค้าเกษตรตลอดห่วงโซ่อุปทาน เน้น 5 สินค้า (ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน ยางพารา) + 4 plus (สับปะรด มะพร้าว ปศุสัตว์ ประมง) 2) เกษตรกรได้รับการพัฒนาศักยภาพให้เป็นเกษตรกรปราดเปรื่อง

เชียงใหม่ – นายณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผอ.สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์ฯ (สวทช.) กล่าวภายหลังเปิดงาน “นวัตกรรมเพื่อชุมชน สู่สังคมแห่งการแบ่งปันความรู้” ภายใต้แนวคิด “นวัตกรรมเหนือคาดหมาย พลิกโฉมอุตสาหกรรมไทย 4.0” ที่ศูนย์ประชุมฯ จ.เชียงใหม่ว่า ได้มอบรางวัลผญาดี ศรีล้านนา เพื่อเชิดชูนวัตกรรม ชาวบ้านที่มีการต่อยอดภูมิปัญญาด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นต้นแบบที่ดีในการขยายผล โดยในสาขาเกษตรศาสตร์ฯ ได้แก่ นางมุทิตา สุวรรณคำซาว ปธ.กลุ่มวิสาหกิจชุมชนสันมหาพนสมุนไพรอินทรีย์ อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ และสาขาศิลปหัตถกรรมและวัฒนธรรม ได้แก่ นางยุพิน สายสำเภา ปธ.ศูนย์การเรียนรู้ชุมชน กลุ่มทอผ้าไทยพวน บ้านทุ่งโฮ้ง อ.เมือง จ.แพร่

นายณรงค์กล่าวว่า ประเทศไทยมีการเก็บจุลินทรีย์ได้มากถึง 8 หมื่นสายพันธุ์ ถือเป็นอันดับ 6 ของโลก อันดับ 1 คือสหรัฐอเมริกา เปรียบเสมือนคลังทรัพย์สมบัติของชาติ เพราะสามารถนำไปต่อยอดในเชิงพาณิชย์ได้ ไม่ว่าจะเป็นผลิตยา อาหารเสริมและเครื่องสำอาง

นางยุพินกล่าวว่า กำลังรื้อฟื้นให้มีการปลูกต้นห้อม บนดอย เพื่อใช้ในการย้อมผ้า

ด้านนางมุทิตากล่าวว่า ทางกลุ่มได้นำสมุนไพรพื้นบ้าน คือผักเชียงดามาทำเป็นชา เป็นผง และแคปซูล ชื่อแบรนด์กาทอง ซึ่งมีผลวิจัยออกมาแล้วผักเชียงดามีประโยชน์หลายอย่าง ตนเองเคยเป็นหลายโรค แต่เมื่อต้มน้ำผักเชียงดา กิน อาการต่างๆ ก็หายไป เพราะผักเชียงดามีสรรพคุณหลายอย่าง ทั้งบำรุงไตและตับอ่อน สามารถลดน้ำตาลในเลือด และช่วยปรับร่างกายให้สมดุล ตอนนี้นอกจากจะขายในประเทศแล้วยังส่งออกไปยังอเมริกาและยุโรปด้วย

นับตั้งแต่ตั้งกลุ่มมาเมื่อปี 2552 ปรากฏว่าธุรกิจไปได้ดี มียอดซื้อเพิ่มมากขึ้น ปัจจุบันมีสมาชิกในกลุ่ม 77 ราย ปลูกผักเชียงดาอินทรีย์ในพื้นที่ 60 ไร่ ส่วนอีก 200 ไร่ยังไม่ได้รับรอง และในปีนี้จะขยายพื้นที่ปลูกอินทรีย์เพิ่มอีก 50 ไร่

อาชีพการเลี้ยงโคนมนับเป็นอีกหนึ่งอาชีพที่สร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับเกษตรกรไทย และเป็นอาชีพที่ น่าภาคภูมิใจ เนื่องจากเป็นอาชีพพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 เมื่อครั้งที่พระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินไปประเทศเดนมาร์ก ในปี 2503 ได้ทอดพระเนตรกิจการโคนมของเกษตรกรชาวเดนมาร์ก ทรงให้ความสนพระทัยเกี่ยวกับกิจการการเลี้ยงโคนมของชาวเดนมาร์กเป็นอย่างมาก ด้วยทรงเล็งเห็นว่าอาชีพการเลี้ยงโคนมจะช่วยให้ชาวไทยได้บริโภคอาหารที่มีคุณค่า ทั้งยังช่วยให้เกษตรกรไทยได้มีอาชีพที่มั่นคงและเป็นหลักแหล่ง ไม่ต้องบุกรุกทำไร่เลื่อนลอยอีกต่อไป และทรงมีพระราชดำรัสในคราวหนึ่งว่า “การเลี้ยงโคนมก็เป็นอาชีพที่ดีสำหรับคนไทย เหมาะกับประเทศ และถ้าใช้หลักวิชาที่เหมาะสม ก็จะทำให้มีความเจริญและมีรายได้ดี”

โครงการส่งเสริมการเลี้ยงโคนมในประเทศไทยจึงได้เริ่มต้นขึ้น ในปี 2505 รัฐบาลประเทศเดนมาร์คได้ถวายโครงการส่งเสริมการเลี้ยงโคนม โดยได้ส่งคณะผู้เชี่ยวชาญมาทำการศึกษาความเป็นไปได้ของการเลี้ยงโคนมของประเทศไทย และสำรวจพื้นที่ร่วมกันกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทย พบว่าอำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี มีความเหมาะสมที่สุด เพราะเป็นสถานที่เป็นหุบเขาสวยงาม มีแหล่งน้ำสะอาด และไม่ไกลจากตลาดกรุงเทพฯ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จึงได้ทรงสถาปนาศูนย์ฝึกอบรมการเลี้ยงโคนมไทย-เดนมาร์กขึ้นที่อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี เพื่อส่งเสริมเกษตรกรหันมายึดอาชีพการเลี้ยงโคนมเพื่อสร้างรายได้ที่มั่นคงเลี้ยงตนเองและครอบครัวได้อย่างยั่งยืน

กรมส่งเสริมสหกรณ์เป็นอีกหนึ่งหน่วยงานสำคัญในการขับเคลื่อนสืบสานอาชีพการเลี้ยงโคนม เพื่อสืบสานแนวพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งได้ทรงมีพระกระแสรับสั่งเมื่อคราวเสด็จพระราชดำเนินเปิดโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์นมของสหกรณ์โคนมปากช่อง จำกัด จังหวัดนครราชสีมา เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2557 ความว่า “ต้องปลูกฝังลูกหลานสมาชิกให้รักอาชีพการเลี้ยงโคนม มีผู้สืบทอดอาชีพการเลี้ยงโคนมและมีการอบรมส่งเสริมความรู้ในการเลี้ยงโคนม”

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า ในปี 2560 ที่ผ่านมา กรมฯได้จัดอบรม เพิ่มขีดความสามารถทายาทและยุวชนเกษตรกรโคนมในการเลี้ยงโคนมเพื่อเพิ่มผลผลิตฟาร์มโคนมที่ปฏิบัติได้และเป็นผลจริง ซึ่งร่วมกับคณะสัตวแพทย์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน และคณะสัตวแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น อบรมความรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงและดูแลโคนมให้มีคุณภาพ โดยดำเนินการต่อเนื่องมาเป็นเวลา 3 ปี รวม 7 รุ่น และยังมีโครงการความร่วมมือทางการศึกษาเพื่อสานต่ออาชีพพระราชทาน ร่วมกับ ทั้ง 2 มหาวิทยาลัย จัดสรรทุนการศึกษาระดับปริญญาตรี จำนวน 10.080 ล้านบาท ให้บุตรสมาชิกสหกรณ์โคนมเข้ารับการศึกษาสาขาสัตวศาสตร์และสัตวแพทย์ศาสตร์ ในระดับปริญญาตรี รวม 14 ทุน ในปีการศึกษา 2561 เพื่อจะได้นำความรู้กลับมาพัฒนาฟาร์มและสหกรณ์โคนมของตนเองให้มั่นคงก้าวหน้ายิ่งขึ้น