ผู้อำนวยการ สอวช. เปิดเผยถึงผลสำรวจระบบนิเวศวิสาหกิจ

เริ่มต้นประเทศไทย ประจำปี พ.ศ. 2561 ว่าการศึกษาสถานภาพการพัฒนาวิสาหกิจเริ่มต้น (Startup) เป็นความร่วมมือระหว่าง สอวช. กับ สมาคมการค้าเพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการเทคโนโลยีรายใหม่ ภายใต้โครงการพัฒนาระบบนิเวศวิสาหกิจเริ่มต้น (Startup Ecosystem) โดยตระหนักว่าธุรกิจสตาร์ทอัพ (startups) มีความสำคัญในฐานะกิจการที่มุ่งเน้นการใช้ประโยชน์และสร้างมูลค่าจากผลผลิตทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (วทน.) เพื่อสร้างการเติบโตของกิจการและก่อให้เกิดคุณค่าใหม่ๆ ในระบบเศรษฐกิจ

โดยอาจกล่าวได้ว่าหาก “ระบบนิเวศ” ที่รองรับการเกิด และดำเนินการของสตาร์ทอัพต่างๆ มีความเข้มแข็งและมีศักยภาพ ก็จะเกิดเป็นระบบของความเชื่อมโยงที่ประสานมิติของการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ และมิติของการประกอบการเชิงพาณิชย์เข้าด้วยกัน แต่อย่างไรก็ตาม ด้วยลักษณะพื้นฐานของกิจการสตาร์ทอัพซึ่งมีความไม่แน่นอน และความเสี่ยงในการประกอบการที่สูงกว่ากิจการอื่นๆ ทั่วไป และมักไม่มีรูปแบบธุรกิจที่ตายตัว จึงเป็นข้อห่วงใยร่วมกันสำหรับทั้งผู้ประกอบการ และผู้วางแผนนโยบายว่า โครงสร้างพื้นฐาน นโยบาย

โครงสร้างกฎระเบียบและกฎเกณฑ์ ตลอดจนบรรยากาศในระบบนิเวศของสตาร์ทอัพ และปัจจัยสนับสนุนต่างๆ ในระบบนั้น ควรมีความเอื้ออำนวย (facilitate) ให้ผู้ประกอบการทั้งที่มีอยู่แล้ว และผู้ประกอบการหน้าใหม่ ตลอดจนผู้ที่สนใจในการเริ่มต้นกิจการสตาร์ทอัพใหม่ๆ ในอนาคต (potential founders) สามารถที่จะเกิดขึ้นและเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลที่ได้จากการทำการสำรวจระบบนิเวศวิสาหกิจเริ่มต้นประเทศไทยเหล่านี้ จะก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งในแง่ของการพิจารณานโยบาย และแนวทางการสนับสนุนต่างๆ รวมถึงการทราบสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและธุรกิจ และสามารถเป็นแนวทางในการส่งเสริมจุดแข็ง และแก้ไขปัญหา หรือจุดอ่อนที่พบผ่านการประเมินและพิจารณาจัดทำนโยบายของระบบนิเวศในแต่ละพื้นที่ที่มีการทำการศึกษาต่อไป ทั้งนี้ ในปี 2561 นี้ ได้มีการจัดการเก็บข้อมูลครอบคลุมกิจการสตาร์ทอัพรวมทั้งสิ้น 215 กิจการ

จากการสำรวจลักษณะของสตาร์ทอัพในประเทศไทย พบว่า ช่วงธุรกิจที่สตาร์ทอัพอยู่มากที่สุดคือ ช่วง Seed round หรือได้รับเงินลงทุนจาก accelerator/angel investor คิดเป็นร้อยละ 45.58 รองลงมาคือ Series A หรือได้รับการลงทุนครั้งสำคัญจาก Venture capital เป็นครั้งแรก คิดเป็นร้อยละ 24.19 และ Pre-seed round หรือได้รับเงินลงทุนจากรัฐบาล ญาติพี่น้อง และบุคคลใกล้ชิด คิดเป็นร้อยละ 16.74 สำหรับประเภทอุตสาหกรรมของสตาร์ทอัพ พบว่า อุตสาหกรรมธุรกิจและเทคโนโลยีการบริการ (Business/Services Tech) มีสตาร์ทอัพมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 23.72 รองลงมาคือ ธุรกิจ E-Commerce คิดเป็นร้อยละ 10.70 และการศึกษา (EdTech) คิดเป็นร้อยละ 7.91 ทั้งนี้ ผู้ประกอบการมีอายุเฉลี่ยเมื่อเริ่มกิจการ 33 ปี แบ่งเป็น เพศชายร้อยละ 81.64 และเพศหญิงร้อยละ 18.36

ด้านการเข้าร่วมโครงการ และมาตรการส่งเสริมของภาครัฐ พบว่า สตาร์ทอัพ ร้อยละ 56.48 เคยเข้าร่วมโครงการหรือมาตรการส่งเสริมของภาครัฐ และร้อยละ 43.52 ระบุว่า ไม่เคยเข้าร่วมโครงการมาตรการส่งเสริมของภาครัฐ สำหรับสตาร์ทอัพที่เคยเข้าร่วมโครงการและมาตรการส่งเสริมของภาครัฐ พบว่า สตาร์ทอัพเคยเข้าร่วมโครงการ Startup Voucher ของ สวทช. มากที่สุด ร้อยละ 28.91 รองลงมา คือ โครงการคูปองนวัตกรรม ของ NIA คิดเป็นร้อยละ 23.44 และโครงการ TED Fund ของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คิดเป็นร้อยละ 11.72 ทั้งนี้ ประโยชน์ที่สตาร์ทอัพได้รับจากการเข้าร่วมโครงการมาตรการส่งเสริมของภาครัฐมากที่สุด คือ เงินทุน คิดเป็นร้อยละ 53.33 รองลงมาคือ Network คิดเป็นร้อยละ 20.00 และ Branding คิดเป็นร้อยละ 11.28 ส่วนเหตุผลที่สตาร์อัพไม่เคยเข้าร่วมโครงการมาตรการส่งเสริมของภาครัฐมากที่สุดคือ ไม่ทราบข้อมูล คิดเป็นร้อยละ 27.68 ไม่สนใจหรือไม่มีเวลา ร้อยละ 26.47 และไม่มีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการ (เช่น ไม่ผ่านการคัดเลือก) ร้อยละ 20.47

สำหรับผลการดำเนินงานของสตาร์ทอัพ ด้านรายได้ พบว่า สตาร์ทอัพที่สามารถสร้างรายได้ได้แล้วคิดเป็นร้อยละ 63.72 โดยร้อยละ 40 ของสตาร์อัพนั้นเริ่มสร้างรายได้หลังจากก่อตั้งธุรกิจ 6 เดือน โดยแหล่งรายได้ของธุรกิจสูงที่สุดคือ มาจากรายได้จากการจำหน่ายสินค้าหรือบริการ และในกลุ่มของสตาร์ทอัพที่สร้างรายได้ได้แล้วนั้น พบว่า ร้อยละ 59.12 มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนที่ได้รับจริงน้อยกว่าหรือเท่ากับ 500,000 บาท และรองลงมาร้อยละ 17.52 มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนอยู่ระหว่าง 500,000-1,000,000 บาท โดยสัดส่วนรายได้สูงสุด 3 แหล่งมาจาก รายได้จากการจำหน่ายสินค้า ร้อยละ 50 รายได้จากค่าการตลาดหรือคอมมิชชั่น ร้อยละ 16 และรายได้จากค่าธรรมเนียมตัวกลาง ร้อยละ 11

ด้านการทำวิจัยและพัฒนาและกิจกรรมนวัตกรรมขอบสตาร์ทอัพ พบว่า สตาร์ทอัพมีการใช้งบประมาณ โดยเฉลี่ยไม่มากกว่า 500,000 บาท ต่อปี ในการทำวิจัยและพัฒนาและกิจกรรมนวัตกรรม โดยความร่วมมือในการทำวิจัยและพัฒนาและกิจกรรมนวัตกรรมกับหน่วยงานของสตาร์ทอัพ พบว่า สตาร์ทอัพมีความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยรัฐมากที่สุด ร้อยละ 20.40 รองลงมาคือ บริษัทเอกชน ร้อยละ 19.80 และหน่วยงานภาครัฐทั่วไป ร้อยละ 13.37 โดยมีลักษณะความร่วมมือหลักของมหาวิทยาลัยรัฐ บริษัทเอกชน และหน่วยงานภาครัฐทั่วไป คือการรับคำปรึกษา คำแนะนำ คิดเป็นร้อยละ 64.81, 67.86, และ 76.74 ตามลำดับ รองลงมาคือ การทำวิจัยร่วมกัน คำแนะนำ คิดเป็นร้อยละ 22.22, 17.86, และ 9.30 ตามลำดับ

สำหรับเทคโนโลยีสำคัญที่ใช้ในการดำเนินการในสตาร์ทอัพ พบว่า สตาร์ทอัพใช้เทคโนโลยี Software Application (SaaS) / Web Application ในการดำเนินการมากที่สุด ร้อยละ 64.22 ซึ่งแหล่งที่มาหลักของเทคโนโลยี Software Application (SaaS)/Web Application คือผู้ก่อตั้งเป็นผู้ค้นพบหรือสร้างเทคโนโลยีขึ้นเอง ร้อยละ 25.08 ส่วนเทคโนโลยีสำคัญที่ใช้ในการดำเนินการในสตาร์ทอัพรองลงมาคือ Artificial Intelligence (AI)/Machine Learning ร้อยละ 9.79 และ AR/VR ร้อยละ 5.20 ซึ่งแหล่งที่มาหลักของเทคโนโลยี Artificial Intelligence (AI)/Machine Learning และ AR/VR คือ ค้นคว้าภายในกิจการ (in-house)

ด้านความต้องการให้ภาครัฐให้ความช่วยเหลือ สนับสนุน พบว่า อันดับหนึ่งของสตาร์ทอัพต้องการให้ภาครัฐให้ความช่วยเหลือ สนับสนุนการเพิ่มแหล่งเงินทุน การร่วมลงทุน รองลงมาคือ การแก้ไขกฎหมาย หลักเกณฑ์ ข้อบังคับ ในการประกอบธุรกิจ และการเพิ่มมาตรการส่งเสริมและสนับสนุนทางภาษี ด้านความต้องการในการรับการสนับสนุนจากภาคเอกชน พบว่า ความต้องการอันดับหนึ่งของสตาร์ทอัพในการรับการสนับสนุนจากภาคเอกชน คือการสร้างเครือข่าย รองลงมาคือ การให้ความช่วยเหลือ ให้ความรู้ด้านเทคโนโลยี และการอบรมสร้างความเข้าใจทางด้านธุรกิจ สำหรับเป้าหมายของการดำเนินสตาร์ทอัพ พบว่า สตาร์ทอัพร้อยละ 37.22 มีเป้าหมายการถือครองระยะยาว รองลงมาร้อยละ 29.44 คือ IPO และร้อยละ 13.89 การขายกิจการและเปลี่ยนบทบาทเป็นนักลงทุน

ดร.พณชิต กิตติปัญญางาม นายกสมาคมการค้าเพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการเทคโนโลยีรายใหม่ (TTSA) เปิดเผยถึงข้อเสนอแนะการพัฒนาระบบนิเวศวิสาหกิจเริ่มต้นสำหรับภาครัฐ (Public Sectors) ว่าภาครัฐควรวางแนวทางในการพัฒนาสตาร์ทอัพใน 4 ด้านสำคัญ คือ 1. การประชาสัมพันธ์โครงการและมาตรการสนับสนุนสตาร์ทอัพของภาครัฐอย่างทั่วถึง 2. ให้ความสำคัญกับการพัฒนาความสะดวกในการประกอบธุรกิจ (Ease of Doing Business) ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ผู้ก่อตั้ง (Founder)

จะนำมาพิจารณาในการเลือกประเทศในการจัดตั้งสตาร์ทอัพ ซึ่งสิ่งที่ผู้ก่อตั้งพิจารณาเป็นหลักคือ ความสะดวกในการจัดตั้งและการดำเนินธุรกิจ รวมทั้งสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่จะได้รับจากการลงทุนในประเทศนั้นๆ ดังนั้น หากประเทศไทยต้องการเป็นศูนย์กลางการลงทุนของวิสาหกิจเริ่มต้นในภูมิภาคเอเชีย ภาครัฐจำเป็นต้องส่งเสริมและช่วยเหลือให้การประกอบกิจการวิสาหกิจเริ่มต้นในประเทศนั้น เป็นไปอย่างราบรื่น ไม่ว่าจะเป็นการออกกฎหมาย นโยบาย และมาตรการต่างๆ ที่เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจ และดึงดูดผู้ก่อตั้งรวมถึงนักลงทุนให้เข้ามาลงทุนในประเทศ นอกจากนี้

การดำเนินการเพื่อออกกฎหมาย นโยบาย และมาตรการดังกล่าวควรมีเป็นไปอย่างจริงจัง รวดเร็วและต่อเนื่อง เพื่อให้ทันต่อความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น และเพื่อให้ภาคเอกชนเกิดความเชื่อมั่นในความตั้งใจและการให้ความสำคัญแก่วิสาหกิจเริ่มต้นของภาครัฐ โดยสิ่งที่ภาครัฐสามารถดำเนินการได้ เช่น การจัดตั้งศูนย์บริการ หรือหน่วยงานแบบ One-Stop-Service การแก้กฎหมายที่เอื้อต่อการลงทุน (Investment) และการให้สิทธิประโยชน์ด้านภาษี (Tax Reduction or Exemption) เป็นต้น 3. มีการรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้อง (Ecosystem Facilitation) เพื่อให้สตาร์ทอัพมีความสะดวกในการเข้าถึงข้อมูลและบริการของภาครัฐ (Single Point of Contact)

และควรมีการจัดทำแหล่งความรู้กลาง Common Pool of Knowledge ที่จำเป็นต่อการประกอบธุรกิจวิสาหกิจเริ่มต้น ที่มีอยู่กระจัดกระจายในปัจจุบันไว้ในที่เดียวกัน และ 4. การสนับสนุนและพัฒนาบุคลากรที่มีทักษะสูง (Talent & Workforce Enhancement) อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่ม Developers และ Programmers ซึ่งเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของระบบนิเวศวิสาหกิจเริ่มต้น เนื่องจากบุคลากรเหล่านี้มีส่วนสำคัญในการพัฒนาธุรกิจด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี โดยปัจจุบันแม้ว่าประเทศไทยจะมีบุคลากรในกลุ่มนี้อยู่จำนวนหนึ่ง แต่ก็ยังไม่สามารถเทียบเคียงต่างประเทศได้ในแง่คุณภาพ และประสบการณ์ จึงทำให้บุคลากรเหล่านี้ยังเป็นที่ต้องการของวิสาหกิจเริ่มต้นไทย

ส่วนข้อเสนอแนะการพัฒนาระบบนิเวศวิสาหกิจเริ่มต้นสำหรับภาคเอกชน (Private Sectors) หากวิเคราะห์จากผลสำรวจ ภาคเอกชนควรเข้ามามีบทบาทในแง่ต่างๆ เพิ่มมากขึ้น ตั้งแต่การเชื่อมต่อวิสาหกิจเริ่มต้นกับบุคคลที่เกี่ยวข้อง ทั้งนักลงทุน ผู้ที่มีโอกาสเป็นหุ้นส่วน หรือลูกค้า ผ่านการจัดตั้งเครือข่ายการพบปะกัน (Networking) เพื่อเป็นการดึงดูดความสนใจจากบรรดาผู้ที่เกี่ยวข้องได้อย่างกว้างขวาง และมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ภาคเอกชนควรให้การสนับสนุนคำแนะนำ และคำปรึกษา (Mentorship)

ไม่ว่าจะเป็นด้านกฎหมาย ด้านข้อบังคับ ด้านการดำเนินธุรกิจ ด้านการวางแผน เป็นต้น รวมทั้งภาคเอกชนสามารถสนับสนุน หรือช่วยเหลือสตาร์ทอัพด้านการส่งเสริมภาพลักษณ์ และด้านการตลาด (Branding & Marketing) เนื่องจากภาคเอกชนหลายๆ หน่วยงานมีภาพลักษณ์และการตลาดที่เข้มแข็ง ซึ่งภาคเอกชนสามารถนำเอาจุดแข็งนี้มาเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันและสนับสนุนวิสาหกิจเริ่มต้นให้เป็นที่รู้จักเพื่อกระตุ้นการตระหนักรู้ (Awareness) กับบุคคลที่สนใจวิสาหกิจเริ่มต้นหรือบุคคลทั่วไปให้เข้าถึง และเข้าใจวิสาหกิจเริ่มต้นของประเทศไทยมากยิ่งขึ้น

“ช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา ถือว่าเราประสบความสำเร็จในการสร้างการรับรู้ และดึงดูดคนเข้ามาในระบบนิเวศของสตาร์ทอัพ ต่อจากนี้น่าจะถึงเวลาที่เราจะเริ่มพูดถึงคุณภาพ เช่น การกระจายความรู้ ความเข้าใจ ทักษะ และกระบวนการคิด ที่ไม่ใช่แค่เพียง ไอเดีย กับพิชชิ่ง แต่รวมถึงการทำธุรกิจ สร้างวัฒนธรรม และทัศนคติ ที่เหมาะกับเศรษฐกิจแห่งอนาคตด้วย” ดร.พณชิต กล่าว

บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) จับมือพันธมิตรผู้ผลิตนม ผลิตภัณฑ์จากนม ประกาศความเป็นศูนย์ค้าส่งผลิตภัณฑ์นม มีครบจบที่เดียว ร่วมขานรับนโยบายภาครัฐ จัดเต็มโปรโมชั่นสุดแรงรับวันดื่ม นมโลก จำหน่ายผลิตภัณฑ์นมที่ดีมีคุณภาพ ในราคาขายส่งกว่า 1,000 รายการ ระหว่างวันที่ 29 พฤษภาคม – 1 มิถุนายน พ.ศ.2562 ที่แม็คโครทุกสาขาทั่วประเทศ โดยได้รับเกียรติจาก ดร. อำพล วริทธิธรรม ผู้อำนวยการกองผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ กรมปศุสัตว์ เปิดงาน คาดกระตุ้นการเติบโตของอุตสาหกรรมนมทั้งระบบ ช่วยเกษตรกรรายย่อย ผลักดันคนทุกช่วงวัย เพิ่มปริมาณการดื่มนมมากขึ้น

นางศิริพร เดชสิงห์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานการตลาด บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลา 30 ปี ของการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย แม็คโครให้ความสำคัญอย่างสูงสุดในด้านคุณภาพ ความสด สะอาด และความปลอดภัยตามมาตรฐานของกฎหมายและหลักปฏิบัติสากล ทั้งนี้เพื่อที่จะบรรลุวิสัยทัศน์ “มุ่งเป็นที่หนึ่งเรื่องการจัดหาสินค้าเพื่อธุรกิจอาหารแบบครบวงจรสำหรับผู้ประกอบการมืออาชีพ” เนื่องในวันสำคัญ วันดื่มนมโลก (World Milk Day) แม็คโคร จึงร่วมกับพันธมิตร คู่ค้า ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์นม และผลิตภัณฑ์จากนม จัดงาน ‘แม็คโครศูนย์ค้าส่งผลิตภัณฑ์นม มีครบ จบที่เดียว’ เพื่อส่งเสริมการบริโภค กระตุ้นให้เกิดการเติบโตในอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์นมทั้งระบบ ในวันที่ 29 พฤษภาคม – 1 มิถุนายนนี้ ที่แม็คโคร ทุกสาขาทั่วประเทศ

“การจัดงานในวันนี้ นอกจากเป็นการสานต่อนโยบายของภาครัฐ ในการส่งเสริมให้ประชาชนคนไทยในทุกๆ ช่วงวัย ให้มีสุขภาพที่แข็งแรงด้วยการดื่มนมให้มากขึ้นแล้ว ยังเป็นการตอกย้ำพันธกิจ และเจตนารมณ์ของแม็คโคร ในการเป็น ‘คู่คิด… เพื่อชีวิตที่ดีกว่า’ ด้วยการเดินหน้าส่งเสริม ให้ประชาชนในสังคมมีสุขภาพและพลานามัยที่แข็งแรง เราจึงคัดสรรวัตถุดิบ และสินค้าที่มีคุณภาพ ที่มีความหลากหลายในราคาขายส่ง รวมถึงนมและผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนมกว่า 1,000 รายการ มาให้ลูกค้าผู้ประกอบการ ได้เลือกซื้อได้ตามความต้องการของแต่ละกลุ่มเป้าหมาย สอดคล้องกับการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์สร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรโคนมไทย รวมถึงเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในภาคเกษตรให้มีการเติบโตทั้งระบบด้วย”

ดร. อำพล วริทธิธรรม ผู้อำนวยการกองผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ กล่าวว่า “การส่งเสริมการบริโภคนมในประเทศไทยเป็นหนึ่งในห้ายุทธศาสตร์พัฒนาโคนมและผลิตภัณฑ์นมปี 2560 -2569 โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะต้องเพิ่มการบริโภคนมของคนไทยจากปัจจุบัน 18 กิโลกรัม ต่อคน ต่อปี เป็น 25 กิโลกรัมต่อคนต่อปี ภายในปี 2564 ซึ่งจะดำเนินการผ่านโครงการต่างๆ มากมาย อาทิ โครงการนมอาหารเสริม(นม)โรงเรียน โครงการรณรงค์บริโภคนมในสถาบันการศึกษาทุกระดับ ซึ่งการที่แม็คโคร จัดกิจกรรมดังกล่าวขึ้น จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ที่จะรณรงค์ให้พี่น้องประชาชนคนไทย เด็กและเยาวชนบริโภคนมมากขึ้น ซึ่งการกระจายสินค้าของแม็คโครไปทั่วประเทศจะทำให้ผู้บริโภคเข้าถึงสินค้านม เพื่อต่อยอดอุตสาหกรรมให้เติบโตทั้งระบบ และเป็นการตอกย้ำว่า นมดีทุกวัย ดื่มได้ทุกวัน”

สำหรับวันดื่มนมโลก (World Milk Day) ตรงกับวันที่ 1 มิถุนายน ของทุกปี โดยองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) จัดขึ้นเพื่อสร้างความตระหนักรู้ถึงประโยชน์จากการดื่มนม แม็คโคร ในฐานะผู้นำค้าส่งอาหารครบวงจร อยากเชิญชวนคนไทยทุกคน ดื่มนมมากขึ้น เพื่อสร้างความแข็งแรงไปด้วยกัน ในราคาโปรโมชั่นพิเศษ ที่แม็คโครทุกสาขา ระหว่างวันที่ 29 พฤษภาคม – 1 มิถุนายน 2562 สนใจดูรายการสินค้าและราคาได้ที่

(จ.ฉะเชิงเทรา) บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เชิญชวนชาวฉะเชิงเทรา และจังหวัดใกล้เคียง ร่วมโครงการ “จังหวัดฉะเชิงเทรา ร่วมกับ ซีพีเอฟ ส่งเสริมพัฒนากีฬามวย และคาราวานลดค่าครองชีพ” จับจ่ายสินค้าคุณภาพดีในราคาลดพิเศษจากเครือซีพี-ซีพีเอฟกว่า 200 รายการ ระหว่างวันที่ 29-31 พฤษภาคม 2562 พร้อมเชียร์ วันเฮง ซีพีเอฟ นักชกชาวไทยป้องกันแชมป์โลก ณ ศาลากลางจังหวัดฉะเชิงเทรา

นายอดิศร์ กฤษณวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า บริษัทยังคงตอกย้ำนโยบายที่ต้องการให้คนไทยเข้าถึงอาหาร อร่อย คุณภาพปลอดภัย ด้วยการจัดมหกรรม “คาราวานซีพีเอฟ” ทั่วประเทศต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2551 โดยครั้งนี้ร่วมกับจังหวัดฉะเชิงเทรา จัดกิจกรรมเพื่อลดค่าครองชีพแก่ประชาชน ด้วยการนำคาราวานสินค้าอาหารมาตรฐานสากลจากเครือซีพีและซีพีเอฟ พร้อมด้วยของดีประจำจังหวัดและสินค้า OTOP เพื่อสนับสนุนสินค้าของประชาชนในจังหวัด เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจและมอบความสุขแก่พี่น้องคนไทยตามนโยบายของรัฐบาล

“คาราวานซีพีเอฟได้ส่งมอบผลิตภัณฑ์อาหารคุณภาพมาตรฐานระดับโลกส่งตรงถึงมือประชาชนชาวไทยมาตลอดระยะเวลา 11 ปี ซึ่งที่ผ่านมาได้รับเสียงตอบรับจากประชาชนหลายหมื่นคนมาร่วมงานอย่างคับคั่ง นับจนถึงปัจจุบันได้ส่งมอบผลิตภัณฑ์อาหารปลอดภัย อาหารสด อาหารแช่แข็ง อาหารพร้อมทาน อาหารทานเล่น และอาหารเพื่อสุขภาพ สู่ผู้บริโภคมากกว่าสิบล้านคนทั่วประเทศ” นายอดิศร์ กล่าว

ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนจังหวัดฉะเชิงเทราและจังหวัดใกล้เคียง ร่วมเชียร์ วันเฮง ซีพีเอฟ ป้องกันตำแหน่งแชมป์โลก WBC รุ่นมินิมั่มเวต 105 ปอนด์ ครั้งที่ 11 ของ กับผู้ท้าชิงชาวญี่ปุ่น ทัตสึยะ ฟูกูฮาร่า ในวันศุกร์ที่ 31 พฤษภาคม 2562 เวลา 13.45-15.30 น. ถ่ายทอดสดทางช่อง 7HD พร้อมกิจกรรมความบันเทิงอีกมากมายจัดให้ชมฟรีตลอดงาน

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาคมไทยไอโอที ร่วมพัฒนานวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์เครื่องจักรกลการเกษตร มุ่งส่งเสริมเกษตรกรรุ่นใหม่ ทายาทเกษตรกร ระบุเป้าหมายปรับปรุงพัฒนาการผลิต/การแปรรูป/การตลาด พัฒนาขีดความสามารถการแข่งขันของอุตสาหกรรมการเกษตรของประเทศไทยทั้งระบบ โดยใช้นวัตกรรมเป็นเครื่องมือพัฒนาเพื่อก้าวสู่อุตสาหกรรมการเกษตรในยุค 4.0 เพิ่มปริมาณผลผลิตทางการเกษตรด้วยต้นทุนต่ำที่สุดให้กับเกษรกร ลดการใช้แรงงาน ส่งผลให้ประเทศมีรายได้จากการส่งออกผลผลิตทางการเกษตรเพิ่มขึ้น ก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ

ดร.ชุติมา เอี่ยมโชติชวลิต ผู้ว่าการ วว. กล่าวว่า ความร่วมมือในครั้งนี้มีระยะเวลา 5 ปี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความร่วมมืออย่างบูรณาการของทั้ง 3 ฝ่าย ในการพัฒนาและเสริมสร้างความเข้มแข็งแก่อุตสาหกรรมเครื่องจักรกลการเกษตร ในการร่วมมือสนับสนุนการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์เครื่องจักรกลการเกษตรและครอบคลุมไปถึงความร่วมมือด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับภารกิจของทั้งสามฝ่าย โดยมุ่งเน้นให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ โดยมีขอบเขตความร่วมมือ ดังนี้ 1. ร่วมมือในการส่งเสริมสนับสนุนกิจกรรมของแต่ละฝ่ายในการจัดทำข้อเสนอโครงการวิจัย เพื่อคิดค้นพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมเครื่องจักรกลการเกษตร และปัญญาประดิษฐ์ด้านเทคโนโลยีการเกษตรต่างๆ และจัดให้มีเวทีเพื่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ขยายผลการนำไปใช้ประโยชน์ และต่อยอดสู่การจดทะเบียนสิทธิบัตร

ร่วมมือกันในการถ่ายทอดเทคโนโลยี นวัตกรรมด้านเครื่องจักรการเกษตร และเทคโนโลยีด้านการเกษตร ให้เกษตรกรนำไปใช้สร้างความยั่งยืนในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม โดยร่วมมือกันส่งเสริมให้เกษตรกร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกษตรกรรุ่นใหม่ ทายาทเกษตรกร และผู้มีความประสงค์สืบทอดอาชีพเกษตรกรรม นำผลงานวิจัยและพัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เครื่องจักรกลการเกษตรไปใช้ในการปรับปรุงพัฒนาการผลิต การแปรรูป และการตลาด รวมทั้ง ส่งเสริมให้เกษตรกรใช้ประโยชน์จากงานบริการด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และการรองรับมาตรฐานอุตสาหกรรม

ร่วมมือในการส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเพื่อการปรับปรุงพัฒนากระบวนการผลิตในอุตสาหกรรมเครื่องจักรกลการเกษตร 4. ร่วมมือในการศึกษา การจัดฝึกอบรม การจัดประชุมวิชาการ การเผยแพร่บทความทางวิชาการ และ/หรือการจัดทำโครงการให้คำปรึกษา แนะแนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ให้กับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเครื่องจักรกลการเกษตร โดยมุ่งเน้นการนำความรู้และผลงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ และ 5. ร่วมมือในการส่งเสริมและประชาสัมพันธ์องค์กรของทั้งสามหน่วยงานให้เป็นที่รู้จักและยอมรับทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย

“…วว.มีแนวทางที่จะร่วมดำเนินการกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนเชิงบูรณาการ เพื่อพัฒนาเครือข่ายในการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมอย่างเป็นระบบ เพื่อแก้ไขปัญหาของภาคเศรษฐกิจและสังคมอย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้ วทน. เป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญ โดยในการพัฒนานวัตกรรมของอุตสาหกรรมเกษตร วว. มีศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมหุ่นยนต์และเครื่องจักรกลอัตโนมัติ เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อน มีการพัฒนาเครื่องมือและเครื่องจักรกลการเกษตรด้วยการวิจัยและพัฒนาอย่างเป็นระบบ เพื่อสนับสนุนด้านอุตสาหกรรมการเกษตรให้ก้าวสู่ Industry 4.0 ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม ยกระดับจัดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมเกษตรจองประเทศไทย…” ผู้ว่าการ วว.กล่าวสรุป

นายสุพันธ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ประเทศไทยเป็นประเทศอุตสาหกรรมการเกษตร ดังนั้น การสนับสนุนด้านอุตสาหกรรมการเกษตรให้ก้าวสู่ Industry 4.0 ด้วยการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ ให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ จึงถือเป็นเรื่องที่สมควรได้รับการส่งเสริม ที่ผ่านมา ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมเครื่องจักรกลการเกษตรไทย มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของตนเองเพื่อยกระดับเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับภาคการเกษตร อาทิ เทคโนโลยีการสั่งงานเครื่องจักรกลเกษตรระยะไกล รถแทรกเตอร์ไร้คนขับควบคุมด้วยระบบ GPS

เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของภาคเกษตรกรทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ในการเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร การลดต้นทุน ลดการใช้แรงงาน และความทนทานของผลิตภัณฑ์ ตลอดจนมุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันด้วยสภาวะตลาดเครื่องจักรกลการเกษตรในประเทศไทย เริ่มเข้าสู่สภาวะอิ่มตัว อีกทั้งตลาดต่างประเทศมีแนวโน้มการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้น สภาอุตสาหกรรมฯ จึงพยายามเร่งผลักดันให้เกิดความร่วมมือทั้งภาครัฐและเอกชน ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการร่วมกันพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีรูปแบบนวัตกรรมใหม่ๆ

ให้ตรงตามความต้องการของเกษตรกร และเหมาะสมกับพืชชนิดต่างๆ ไม่กำหนดเฉพาะผลผลิตทางการเกษตรหลัก อย่าง ข้าว อ้อย มันสำปะหลัง และข้าวโพด แต่ต้องรวมไปถึงพืชสวนเพื่อขยายตลาดเครื่องจักรกลการเกษตรด้วย ความร่วมมือกันในครั้งนี้จะก่อให้เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรม เครื่องจักรกลการเกษตรด้วยการวิจัยและนวัตกรรมอย่างเป็นระบบ ตามแนวนโยบายการพัฒนาประเทศ และเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันเศรษฐกิจของประเทศไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน