ผู้เขียนมีนัดหมายกับหรือปริ้นซ์ หนุ่มชาวกรุงเทพฯเขตลาดพร้าว

ครั้นเดินทางมาถึงบ้านเลขที่ดังกล่าว หากมองจากภายนอกอาจเป็นเหมือนบ้านอยู่อาศัยทั่วไป แต่เมื่อพบคุณนครในอิริยาบถแบบสบาย กับเสื้อยืดสีขาว กางเกงขาสั้นได้ชักชวนให้เข้าไปภายใน แล้วพบว่าบนเนื้อที่ดินส่วนหนึ่งจัดทำเป็นแปลงปลูกพืชผักหลากหลายชนิดคล้ายกับสวนแปลงผักของชาวบ้านในต่างจังหวัด และอีกส่วนเป็นอาคารเก่า 2 ชั้น ไม่มีการใช้งาน โดยด้านล่างจัดทำเป็นสถานที่เพาะกล้าไม้และอุปกรณ์การทำสวน

ระหว่างที่รอคุณนครกำลังใส่ปุ๋ยผักกวางตุ้งฮ่องเต้ อายุ 2 สัปดาห์ ผู้เขียนถือโอกาสเดินสำรวจบริเวณพื้นที่รอบๆ ไปพลาง และพบว่า พื้นที่มีการจัดปลูกไม้พืชผลอย่างเป็นระเบียบ ไม่ว่าจะเป็นผัก พืชสวนครัว ไม้ผล สมุนไพร ไม้ดอก หรือกลุ่มเพาะต้นกล้า ทุกอย่างล้วนวางเป็นกลุ่มแยกประเภทแลดูเป็นสีเขียวไปหมด จนแทบไม่น่าเชื่อว่าตัวเองกำลังยืนอยู่ในบรรยากาศของเมืองกรุง แต่ถ้านึกเล่นๆ ลองหลับตาแล้วตัดภาพบ้านเรือนที่เป็นตึกคอนกรีตรายรอบออกไป คงเหลือไว้แต่เพียงบ้านคุณนคร คงเป็นบรรยากาศในสวนต่างจังหวัดแน่นอน

เมื่อคุณนครเสร็จสิ้นภารกิจ การสนทนาจึงเริ่มต้นขึ้นบนแคร่ไม้ไผ่มุงหลังคาใบจากที่รายล้อมด้วยพันธุ์ไม้หลายชนิดสร้างความกลมกลืนราวกับอยู่กลางไร่สวนต่างจังหวัด

คุณนคร บอกว่า เขาเรียนจบปริญญาตรี สาขาเทคโนฯ การเกษตร และปริญญาโท สาขาเกษตรยั่งยืน ดีกรีทั้งสองได้มาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และที่มีความสนใจเรื่องการเกษตร เพราะสมัยเรียนปริญญาตรี ชั้นปี 2 มีความสนใจแนวคิดเรื่องการเกษตรยั่งยืน รวมไปถึงการเกษตรที่พึ่งพาตัวเองในรูปแบบธรรมชาติซึ่งแนวทางนี้เคยมีการทำมาก่อนหน้านี้ในรูปแบบผสมผสาน ต่อจากนั้นเปลี่ยนเป็นรูปแบบเกษตรอินทรีย์ วรรณะอินทรีย์หรือแม้แต่การเกษตรทฤษฎีใหม่ตามแนวพระราชดำริที่นำมาผสมผสานกัน

เขาบอกว่า แรงบันดาลใจที่แท้จริง มาจากครูบาอาจารย์หลายท่านที่เกษียณอายุราชการไปแล้ว ได้กลับมาสอนหนังสือแล้วถ่ายทอดความรู้ การทำปุ๋ยอินทรีย์ การทำน้ำหมักชีวภาพ จึงมาคิดว่าสิ่งเหล่านี้เป็นแนวทางการทำเกษตรแบบพึ่งพาตัวเองได้อย่างถาวรแท้จริง และแตกต่างจากการเรียนในบางทฤษฎีที่เน้นการใช้สารเคมี ซึ่งถือเป็นความยุ่งยากที่ต้องคอยจดจำว่าตัวใดต้องใช้กับพืชชนิดใดจึงเหมาะสมเกิดประโยชน์ ที่สำคัญสิ่งเหล่านั้นกลับเกิดผลร้ายต่อมนุษย์ที่เป็นผู้บริโภคโดยตรงเสียมากกว่า

กระทั่งนำมาสู่การทำจริงด้วยตัวเอง

จากแรงบันดาลใจคราวนั้น ถูกต่อยอดความรู้เพิ่มจากอาจารย์อีกหลายท่าน จนกระทั่งเขาได้เรียนรู้เกี่ยวกับการทำเกษตร ที่เรียกว่า “ออร์แกนิค” หรือเกษตรอินทรีย์ มีการเรียนรู้การทำน้ำหมักชีวภาพที่มีต้นคิดมาจากเกาหลี เป็นการทำแนวเดียวกับการทำกิมจิ เพราะเป็นการใช้เศษผัก ผลไม้สลับกับน้ำตาล

ภายหลังที่ได้ทดลองทำปรากฏว่าสิ่งที่พบ มีทั้งสารอาหารที่เป็นปุ๋ยที่ดีต่อพืช เป็นฮอร์โมนพืช เป็นสารอินทรีย์ที่ถูกสกัดมาจากธรรมชาติ แล้วจึงลงมือจริงกับแปลงผักที่ปลูกไว้ ผลลัพธ์คือ พืชทุกชนิดมีการเจริญเติบโตงอกงามที่ดีอย่างผิดสังเกต ที่เป็นเช่นนั้นเพราะน้ำหมักอินทรีย์เข้าไปเติมคุณค่าในดินให้มีมากขึ้น เป็นการเอื้อประโยชน์อย่างดีต่อพืช ซึ่งแตกต่างกับการใช้ปุ๋ยเคมีอย่างชัดเจน

ความคิดตกผลึก

ร่วมมือกับหลายองค์กร เผยแพร่ให้กว้างขวาง

คุณนคร สะสมประสบการณ์หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นความรู้จากท่านอาจารย์อาวุโสหลายคน การเรียนรู้โดยตรงจากชาวบ้านที่มีบทบาทเป็นผู้นำทางด้านเกษตรยั่งยืน การฝึกงานจริงในพื้นที่หลายแห่งทั้งในและต่างประเทศและได้สัมผัสความเป็นเกษตรอินทรีย์แท้จริง ถือเป็นการสร้างมุมมองใหม่ที่แตกฉานและกว้างขึ้น

สิ่งเหล่านี้ ทำให้ความคิดของเขาตกผลึกจนนำมาสู่ความคิดภายหลังที่ได้เรียนจบปริญญาโทว่า ขณะที่เราต้องมีชีวิตจริงอยู่ในสังคมเมือง จะทำอย่างไรถึงจะดึงความเป็นธรรมชาติในชนบทอย่างที่เคยได้สัมผัสมาก่อนให้เข้ามาอยู่ในเมืองกรุงอย่างกลมกลืน

จากนั้น คุณนคร ได้ดัดแปลงพื้นที่ขนาดย่อมภายในบ้านเพื่อใช้ปลูกผักปลอดสารไว้บริโภคภายในครอบครัวก่อน ต่อมามีผู้คนในวงการรักสุขภาพนำเรื่องราวการปลูกผักแบบเกษตรอินทรีย์ของเขาไปเผยแพร่ ทำให้มีหลายคนสนใจทำให้ขยายวงออกไป และมีกระแสเรียกร้องให้จัดอบรมความรู้เรื่องการปลูกผักปลอดสารแก่บุคคลทั่วไป

จึงเป็นจุดเริ่มต้นการเปิดคอร์สวิชาเกษตรกรรมแบบยั่งยืน โดยใช้พื้นที่บริเวณรอบบ้านดัดแปลงเป็นห้องเรียนเกษตรทันที คุณนคร บอกว่า ไม่อยากจะเรียนว่าเป็นการสอน แต่คิดว่าเป็นการมาพูดคุยบอกเล่าประสบการณ์ที่เคยพบเห็นและได้ปฏิบัติจริง ในครั้งแรกมีคนมาจำนวน 10 คน และเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อย ใช้เวลาเพียง 1 วัน เท่านั้น

แต่กระนั้นความร้อนแรงยังไม่หยุด ได้มีหน่วยงานราชการและเอกชนสนใจนำไปจัดกิจกรรมเชิญชวนประชาชนหันมาใส่ใจบริโภคผักที่ปลอดภัยกัน จึงมีการจัดเป็นโครงการสวนผักในเมือง ถือเป็นการปลุกให้คนเมืองสนใจการปลูกผักสวนครัวในบ้าน เพื่อให้เกิดความประหยัดและปลอดภัยต่อสุขภาพ

ในเวลาต่อมาครอบครัวได้ซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเพิ่มอีกหนึ่งแห่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับบ้านหลังแรกแต่ยังไม่มีโครงการทำอะไร คุณนคร จึงจัดการขยับขยายปรับปรุงพื้นที่เพื่อสำหรับปลูกผักพืชสมุนไพรและอื่นๆ ที่มีความหลากหลายน่าสนใจเพิ่มขึ้นอีก พร้อมกับชักชวนสมาชิกในบ้านมาทำสวนครัวกันอย่างจริงจัง

พึ่งพาธรรมชาติแนวเกษตรอินทรีย์

สะท้อนกลับ เป็นรางวัลแก่ชีวิต ในระยะยาว

คุณนคร มองว่าวิถีการทำเกษตรกรรมของชาวบ้านโดยทั่วไปมีลักษณะของการพึ่งพาตัวเองเป็นหลัก เป็นการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่เป็นธรรมชาติในพื้นที่อาศัยอยู่อย่างเกิดประสิทธิภาพ ทั้งนี้ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะปัญหาเรื่องหนี้สินหรือเป็นความพยายามลดค่าใช้จ่าย แต่แนวทางของชาวบ้านที่ปฏิบัติกันเป็นวิถีชีวิตปกติกลับเป็นผลดีต่อสุขภาพที่ปลอดภัยและยั่งยืนแก่พวกเขาในระยะยาว

“ฉะนั้น จึงมีการนำวิธีนี้ไปเชื่อมโยงกับอีกยุคหนึ่งที่ผู้บริโภคในเมืองและไม่ได้ทำเกษตร แต่สนใจเฉพาะเรื่องสุขภาพ เป็นการเชื่อมโยงให้เห็นว่าผลผลิตที่มาจากเกษตรที่เป็นธรรมชาติแท้จริงสามารถบำบัดรักษาโรคที่เป็นโรคอารยธรรมหรือโรคแพ้ภัยตัวเอง เช่น มะเร็ง เบาหวาน โรคตับ โรคไต โรคหัวใจ หรือบวกกับอานิสงส์จากกระแสชีวจิต จึงทำให้คนเมืองหันมาใส่ใจเรื่องผักและวิธีการบริโภคที่ปลอดภัยต่อชีวิตกันมากขึ้น อีกประเด็นอาจมาจากเรื่องสิ่งแวดล้อมที่คนใส่ใจกันมาก เพราะมีการระบุว่าหากกลับมาทำการเกษตรแบบที่มีคุณภาพให้คล้อยตามธรรมชาติแล้ว จะนำไปสู่การรักษาสิ่งแวดล้อมที่กำลังเลวร้ายให้กลับมาดีเหมือนเดิม”

สรุปสิ่งที่ได้กลับมาแบบเต็ม เต็ม คือ สุขภาพที่ดีไร้โรคภัย ลดค่าใช้จ่ายในสภาวะเศรษฐกิจฝืดเคือง รักษาสิ่งแวดล้อม และนับเป็นทางเลือกใหม่ของผู้คนที่กำลังเข้าหาความสุข

“ผักประสานใจ” ถือเป็นหลักการเกื้อกูลกันระหว่างสมาชิกในกลุ่มเดียวกันหรือเป็นการทำในลักษณะเป็นระบบชุมชน ซึ่งหลักการนี้เขาอธิบายว่าคนปลูกและคนกินต้องรู้จักกัน ต้องเป็นเพื่อนกัน เป็นการแยกระหว่างคนปลูกกับคนบริโภค แต่ต้องเป็นคนในกลุ่มเดียวกัน คนปลูกก็ปลูกไป แต่คนบริโภคควรสนับสนุนด้านปัจจัยแก่คนปลูก

ขณะเดียวกัน ควรชักชวนคนอื่นมาเป็นสมาชิกเพิ่มขึ้น และค่าใช้จ่ายในด้านการลงทุนปลูกพืชจะมีมูลค่าที่แท้จริงบนพื้นฐานแห่งความช่วยเหลือกัน รวมถึงอาจเป็นการตกลงราคาที่เหมาะสมระหว่างกันและกัน เช่นอาจเก็บค่าสมาชิกเป็นรายปี 12,000 บาท แต่ถ้าเฉลี่ยเป็นรายสัปดาห์ใน 1 ปี จะพบว่าใช้เงินเพียงแค่สัปดาห์ละ 250 บาท อย่างไรก็ตาม เขาบอกว่าวิธีนี้เป็นเพียงแนวคิดที่กำลังจะทดลองทำเท่านั้น

“ดิน” แหล่งสะสมของธาตุอาหาร

หัวใจสำคัญของการทำเกษตรอินทรีย์

ส่วนแนวทางการปลูกพืชแบบอินทรีย์ของคุณนคร จะเน้นในเรื่องดินเป็นหลักเพราะดินที่ใช้เป็นการเลียนแบบดินที่อยู่ในป่าที่เป็นผลมาจากการสะสมของอินทรียวัตถุในปริมาณมาก อย่างเมื่อก่อนเคยทำเป็นปุ๋ยหมัก พอมาระยะหลังทำไม่ทัน เลยเปลี่ยนมาใช้วัสดุอินทรีย์หลายชนิด ทั้งปุ๋ยคอก เศษใบไม้ นำมาคลุกเคล้ากันแล้วบ่มดินไว้เพื่อให้แตกร่วนซุย เพราะดินที่ดีมีคุณภาพต้องจับตัวกันเป็นก้อนหลวมๆ เวลาบีบจะแตกเป็นเม็ดเล็กๆ มีสีคล้ำที่แสดงถึงความมีอินทรีย์สูง ด้วยคุณสมบัติที่ดินมีความโปร่งและร่วนซุยจะทำให้รากพืชสามารถชอนไชไปหากินอาหารได้ง่าย

นอกเหนือจาก ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก และอินทรียวัตถุอื่นที่มีส่วนสำคัญและเป็นหัวใจของการนำมาใช้ประกอบการปลูกพืชแนวนี้แล้ว การดูแลป้องกันโรคและแมลงที่มารบกวนก็มีส่วนสำคัญไม่แพ้กัน คุณนคร เผยว่าควรจะปลูกพืชที่มีความหลากหลายรวมกัน เพื่อต้องการให้มีความเกื้อกูลกัน เช่น การปลูกไม้ดอกที่มีสีสันสวยงามเพื่อใช้ล่อแมลงที่จะมารบกวนพืชที่ปลูก แล้วแมลงเหล่านั้นจะทำลายกันเอง วิธีการเช่นนี้ถือเป็นเครื่องมือทางธรรมชาติในการล่อแมลงโดยไม่ต้องใช้สารเคมีฉีดพ่นแต่อย่างใด เพราะหัวใจของเกษตรอินทรีย์คือ ความเป็นธรรมชาติอย่างแท้จริง

ปัจจุบัน คุณนคร ยังคงจัดอบรมให้ความรู้เรื่องการทำเกษตรอินทรีย์แก่ผู้สนใจทั่วไปที่บ้านของเขา มีการจัดอบรมเดือนละครั้ง ใช้เวลาอบรมเพียง 1 วัน และจะแบ่งเป็น 2 ช่วง โดยช่วงแรกพูดคุยกันก่อนแล้วจึงลงมือปฏิบัติต่อในช่วงที่สอง ในแต่ละครั้งจะอบรมจำนวน 30 คน เก็บคนละ 500 บาท เป็นค่าเอกสาร อาหาร และอุปกรณ์ นอกจากนั้นเขายังเดินสายให้ความรู้และความช่วยเหลือตลอดจนเป็นที่ปรึกษาแก่หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนอีกหลายแห่ง

แนะวิธี…ปลูกสวนครัวง่ายๆ ไว้ในที่พัก

เขาให้คำแนะนำสำหรับผู้ที่ต้องการปลูกพืชแต่มีเนื้อที่จำกัดว่า ควรจัดหาภาชนะมาปลูกแทนการลงดิน และควรให้พืชได้รับแสงแดด แต่หากมีข้อจำกัดในเรื่องแสงแดดอีก ก็อาจต้องหันไปเลือกพืชบางชนิดที่ไม่ต้องการแสง อาทิ การเพาะเห็ด หรือเพาะพวกเมล็ดงอกต่างๆ เช่น ทานตะวัน, หัวไชเท้างอก, ถั่วงอก เพราะพืชเหล่านี้นำมาประยุกต์ใช้ปรุงอาหารได้อย่างสบาย

คุณนคร ยังเพิ่มเติมอีกว่า ในยุคที่เทคโนโลยีมาแรง ผู้บริโภคควรปรับพฤติกรรม ควรใช้วิธีการบริโภคแบบเรียนรู้มากกว่าการรอรับ หรืออย่ารอที่จะรับรู้เพียงอย่างเดียว เพราะข้อมูลข่าวสารในปัจจุบันมีความรวดเร็วและว่องไว อาจทำให้ผู้รับข่าวสารเกิดความสับสนได้ง่าย เพราะสิ่งที่เชื่อถือได้คือ สิ่งที่ต้องรับรู้ได้ด้วยตัวเอง ดังนั้น อยากเน้นอีกครั้งว่าควรหันมาเป็นผู้บริโภคแบบเรียนรู้ดีกว่า

จึงควรเริ่มต้นด้วยการปลูกกินเอง ควรหาข้อพิสูจน์เปรียบเทียบให้ได้ถึงความแตกต่างระหว่างการใช้และไม่ใช้สารเคมี ควรรับรู้ด้วยตัวเองถึงรสชาติ และกลิ่น เพราะหากคุณเคยลิ้มลองรสชาติพืชผักที่เป็นธรรมชาติแท้จริงแล้ว เมื่อคุณไปบริโภคของที่มีรสชาติแปลกกว่า คุณจะรับรู้ทันทีว่ามันเป็นสารเคมี

“ในปัจจุบัน การบริโภคผักแบบปลอดสารอาจมีราคาแพงกว่าสารเคมี แต่ท่านยังมีทางเลือกอื่นที่ทำให้ชีวิตมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ผู้บริโภคทุกคนมีพลังในการเลือก เพราะการบริโภคอาหารแต่ละอย่างถือเป็นการโหวตเพื่อเลือกว่าต้องการให้มีการบริโภคกันแบบใด แนวใดในสังคมนี้”

ฉะนั้น หากต้องการบริโภคแบบสดๆ ที่ไม่ต้องเดินทางไปไกล ไม่ต้องการเลือกผักที่ไม่รู้ว่าเบื้องหลังมีขั้นตอนและวิธีการทำอย่างไร ควรหันมาบริโภคให้ใกล้ตัวด้วยการปลูกพืชผักสวนครัวไว้รับประทานเองกัน อย่างน้อยก็ปลอดภัยทั้งเงินและชีวิต…จะดีกว่าไหม

นางสาวจริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่าสถานการณ์ราคาสินค้าเกษตรในช่วงไตรมาสที่ 3 (เดือนกรกฎาคม – กันยายน) ซึ่งวัดจากดัชนีราคาสินค้าเกษตร ปี 2548 ซึ่งมีค่าเท่ากับ 100 และจากการวิเคราะห์ในช่วง 9 ปีที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2552 – 2561 พบว่า ปี 2552 เป็นปีที่ดัชนีราคาสินค้าเกษตรต่ำสุด ในรอบ 9 ปี คือ อยู่ที่ระดับ 119.77 โดยปี 2557 อยู่ที่ระดับ 142.21 และปี 2561 อยู่ที่ระดับ 126.60

ด้านมูลค่าผลผลิตทางการเกษตรของประเทศมีแนวโน้มลดลง โดยปี 2556 มูลค่าผลผลิตทางการเกษตรอยู่ที่ 1.42 ล้านล้านบาท ซึ่งลดลงในอัตราร้อยละ 2.23 เหลือ 1.14 ล้านล้านบาท ในปี 2560 อันเป็นผลกระทบจากเกิดปรากฏการณ์เอลนิโญในประเทศไทยที่รุนแรงมากในช่วงปลายปี 2557 จนถึงต้นปี 2559 ทำให้ผลผลิตพืชสำคัญ คือ ข้าวนาปรังลดลงอย่างมาก รวมทั้งพืชไร่ ซึ่งภาครัฐได้มีมาตรการช่วยเหลือชดเชยความเสียหายให้กับเกษตรกรในพื้นที่ประสบภัยแล้งดังกล่าวและเป็นกรณีพิเศษด้วยแล้ว รวมทั้งปรับระบบการบริหารจัดการน้ำและการผลิตการเกษตรให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ เช่นปลูกพืชใช้น้ำน้อย ปรับเปลี่ยนการผลิตตาม Agri-Map

สำหรับปี 2561 สศก. คาดว่ามูลค่าผลผลิตสินค้าเกษตรจะเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2560 ซึ่งเป็นผลมาจากผลผลิตสินค้าเกษตรที่สำคัญเพิ่มขึ้น อาทิ ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อ้อยโรงงาน สับปะรด ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และไม้ผล (ลำไย ทุเรียน และมังคุด) จากปัจจัยบวกมาจากสภาพอากาศและปริมาณน้ำที่เอื้ออำนวย ประกอบกับสินค้าสำคัญ เช่น ข้าว มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ผลไม้ ตลาดยังมีความต้องการอย่างต่อเนื่อง

การเลี้ยงกบและการเลี้ยงไก่พื้นเมือง จัดเป็นอีกอาชีพที่นิยมเลี้ยงกันเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นชุมชนหรือหมู่บ้าน จะมีโครงการส่งเสริมให้เลี้ยงกบและไก่พื้นเมืองเพื่อเป็นอาหารในครัวเรือน และเหลือจากการบริโภคสามารถจำหน่ายเพื่อสร้างรายได้ให้กับครอบครัวอีกทาง ซึ่งสุพรรณฟาร์ม ตำบลแม่สา อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ เป็นอีกฟาร์มหนึ่งที่เริ่มต้นจากการเลี้ยงเพื่อนำมาบริโภคในครัวเรือนสู่การเลี้ยงเป็นอาชีพที่สร้างได้ให้กับครอบครัว โดยได้พลิกผันจากชีวิตข้าราชการครูมาประกอบอาชีพเกษตรกรรมอย่างพอเพียง

คุณสุพรรณ คำเถิง เจ้าของสุพรรณฟาร์ม เปิดเผยว่า เริ่มเลี้ยงกบเมื่อปี พ.ศ. 2549 ขณะนั้นยังรับราชการครู โดยจะใช้พื้นที่ภายในบริเวณบ้านสร้างบ่อซีเมนต์ จำนวน 10 บ่อ สูงจากพื้นประมาณ 1 เมตร พื้นเทปูนหนาเพื่อรองรับน้ำ และมีท่อระบายน้ำตรงส่วนที่ลาดที่สุด ก่อนนำกบลงเลี้ยงจะล้างบ่อซีเมนต์ให้สะอาดด้วยการใช้น้ำยาฆ่าเชื้อ ใส่ทิ้งไว้ 2-3 วัน ถ่ายน้ำออกล้างให้สะอาด ตากบ่อทิ้งไว้ให้แห้ง 1-2 วัน นำกบมาลงเลี้ยง โดยในปีแรกกบที่เลี้ยงได้ซื้อลูกกบมาในราคาตัวละ 3 บาท ในปีที่สองสามารถเพาะพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์ เองได้ จึงลดต้นทุนการผลิตลง

หลังจากที่ได้พ่อพันธุ์ แม่พันธุ์กบแล้ว บ่อที่ทำความสะอาดเรียบร้อยแล้วจะนำใบหญ้าหรือพันธุ์ไม้น้ำสำหรับเป็นที่เกาะของไข่ บ่อขยายพันธุ์ต้องอยู่กลางแจ้งได้รับแสงแดดเพียงพอเพื่อช่วยให้ไข่ฟักเป็นตัวเร็วขึ้น ทำหลังคาบางส่วนป้องกันในกรณีที่ฝนตกหนัก ภายหลังจากการเตรียมบ่อเรียบร้อยแล้วนำพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์ลงบ่อ ประมาณ 10 คู่ ระยะ 2-3 คืน กบจะผสมพันธุ์และวางไข่ในช่วงเวลา 04.00-06.00 น. เมื่อเห็นว่ากบออกไข่แล้ว ให้นำพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์ ออกจากบ่อเพื่อป้องกันแพไข่แตก

เมื่อไข่กบฟักออกเป็นตัวอ่อนแล้ว ช่วง 2 วันแรกยังไม่ให้อาหาร เพราะลูกอ๊อดยังใช้ไข่แดงที่ติดมาเลี้ยงตัวเอง หลังจากนั้นจึงเริ่มให้อาหารเม็ดสำหรับลูกกบ วันละ 1 ครั้ง ครั้งละประมาณ 1 กำมือ เมื่อลูกอ๊อดมีอายุ 20-30 วัน จึงเป็นลูกกบเต็มวัย ในช่วงนี้นำไม้ไผ่มาทำเป็นแพเพื่อให้ลูกกบเต็มวัยได้อาศัยอยู่ เพราะลูกอ๊อดจะโตเต็มวัยไม่พร้อมกัน อาจมีการทำร้ายกันจนเกิดแผลทำให้ลูกกบตายได้ จึงคัดลูกกบขนาดตัวยาว 2 เซนติเมตร ไปเลี้ยงในบ่อที่เตรียมไว้ บ่อละ 1,000 ตัว หลังจากคัดลูกกบนำไปเลี้ยงในบ่อแล้ว นำแพไม้ไผ่เพื่อให้กบขึ้นไปอาศัยอยู่ และนำทางมะพร้าวมาคลุมบ่อเพื่อบังแดดในช่วงที่คัดลูกกบลงบ่อซีเมนต์ใหม่ๆ ให้อาหารเม็ดเลี้ยงกบไประยะหนึ่งก่อนเมื่อกบโตขึ้นให้อาหารเม็ดเลี้ยงกบโต วันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น จนกว่าจะจำหน่าย

ส่วนลูกกบจะเริ่มจำหน่ายเมื่อมีอายุตั้งแต่ 1 เดือน ถึง 1 เดือนครึ่ง ราคาตัวละ 2 บาท ลูกกบอายุ 2 เดือน ราคาตัวละ 3 บาท ลูกกบอายุ 3 เดือน ราคาตัวละ 4 บาท ลูกกบอายุ 4 เดือนขึ้นไป จำน่ายกิโลกรัมละ 100 บาท

คุณสุพรรณ กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากเลี้ยงกบแล้ว ยังพอมีพื้นที่จึงมีความสนใจเลี้ยงไก่พันธุ์พื้นเมือง ในปี 2552 โดยเลี้ยงด้วยวิธีการปล่อยหากินตามธรรมชาติในพื้นที่สวนลำไย 2 ไร่ จำนวนพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์ที่เริ่มเลี้ยงครั้งแรก 50 ตัว ภายในสวนลำไยจะทำรั้วกั้นรอบ สร้างกรงอนุบาล กรงไก่่โต และสร้างรังเพื่อให้แม่ไก่มาฟักไข่ เมื่อแม่ไก่มีอายุประมาณ 6-8 เดือน เริ่มผสมพันธุ์ และออกไข่เป็นชุดแรก ประมาณ 8-10 ฟอง

เฉลี่ยต่อปีแม่ไก่แต่ละตัวออกไข่ ประมาณ 4 ชุด ภายหลังที่แม่ไก่ออกไข่แล้ว ใช้เวลาในการฟักไข่จนออกเป็นตัว ประมาณ 21 วัน หลังจากที่ลูกไก่ออกจากไข่หมดแล้ว จะย้ายแม่ไก่และลูกไก่มาเลี้ยงในกรงจนลูกไก่อายุประมาณ 2 สัปดาห์ แล้วแยกลูกไก่มาเลี้ยงในกรงอนุบาล ประมาณ 10 วัน จากนั้นปล่อยให้หากินเองภายในสวนลำไย อาหารที่ใส่ไว้ให้จะมีแกลบ ข้าวโพด และปลายข้าว เมื่อไก่มีอายุประมาณ 3 เดือน สามารถที่จะจำหน่ายได้แล้ว ซึ่งปัจจุบันนี้มีจำนวนไก่ประมาณ 500 ตัว สำหรับราคาจำหน่ายไก่พันธุ์พื้นเมือง ราคากิโลกรัมละ 100 บาท

โดยปกติแล้ว เวลานำเห็ดหอมมาประกอบอาหาร จะนิยมเอาส่วนที่เป็นหมวกของเห็ดมาทำอาหาร โดยตัดส่วนที่เป็นก้านเห็ดออก เพราะไม่เป็นที่นิยมนำมาประกอบอาหารรับประทาน ทำให้มีก้านเห็ดหอมที่ถูกตัดทิ้งอย่างน่าเสียดาย นั่นเพราะก้านเห็ดหอมล้วนอุดมไปด้วยโปรตีนและสารอาหารมากมาย

ด้วยเหตุนี้เองทำให้ นักศึกษาสาขาอาหารและโภชนาการ คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี ได้นำเอาก้านเห็ดหอมที่เหลือทิ้งมาประกอบเป็นอาหารสำหรับเป็นอาหารว่างขบเคี้ยว ที่ทั้งถูกปากและอุดมไปด้วยสารอาหารทางโภชนาการ

เจ้าของผลงานเปิดเผยว่า ในแต่ละวันจะมีก้านเห็ดหอมที่ต้องทิ้งมากมาย จึงคิดว่า ถ้าหากสามารถนำก้านเห็ดหอมเหล่านี้มาทำประโยชน์ได้ก็คงจะดีไม่น้อย จากนั้นเป็นต้นมาจึงได้คิดค้นสูตรอาหารที่จะนำเอาก้านเห็ดหอมมาทำอาหาร จนสุดท้าย สามารถคิดค้นสูตรการทำ ขนมขบเคี้ยว (สแน็ก) ได้เป็นผลสำเร็จ ซึ่งสแน็กจากก้านเห็ดหอมนี้นอกจากจะให้รสชาติที่ถูกปากเหมาะจะเป็นของว่างแล้ว ยังอุดมไปด้วยสาอาหารจากเห็ด ซึ่งเป็นที่ทราบดีว่า เห็ดเป็นแหล่งโปรตีนชั้นดี อีกทั้งยังประกอบไปด้วยเส้นใย คาร์โบไฮเดรต อีกด้วย

หลายคนอาจเคยพบว่า ในท้องตลาดหรือก่อนหน้านี้อาจมีการนำก้านเห็ดหอมมาปรุงอาหารประเภทอื่น อย่างข้าวเกรียบ ซึ่งการที่ไม่ได้นำก้านเห็ดหอมมาทำข้าวเกรียบเพราะต้องการที่จะใช้เห็ดหอมให้เป็นส่วนผสมหลักและให้ผู้รับประทานได้รับสารอาหารจากเห็ดหอมมากที่สุด ซึ่งในการทำข้าวเกรียบนั้นจะต่างกันตรงที่ ข้าวเกรียบจะมีส่วนผสมของแป้งในสัดส่วนที่มาก ทำให้ต้องลดสัดส่วนการใช้ก้านเห็ดหอมน้อยลง ด้วยเหตุนี้จึงเลือกทำสแน็กที่สามารถใช้ก้านเห็ดหอมเป็นส่วนผสมหลัก

ส่วนวิธีการทำ เริ่มจากส่วนผสม ที่ต้องเตรียมคือ 1. ก้านเห็ดหอม 2.แป้งข้าวเหนียว 3. รากผักชี 4.กระเทียม 5. พริกไทย 6.ซีอิ๊ว 7.น้ำตาลทรายวิธีการทำ นำก้านเห็ดหอมไปต้มให้สุก แล้วนำมาปั่นไม่ต้องละเอียดมากนัก จากนั้นโขลกรากผักชี พริกไทย นำไปผสมเข้ากับก้านเห็ดหอมที่ปั่นไว้แล้ว แล้วนำส่วนผสมทั้งหมดมาผสม คลึงให้เข้ากันได้ที่ ส่วนผสมที่ผสมกันจนได้ที่แล้ว ปริมาณ 50 กรัม นำไปคลึงเป็นแผ่นลงในถุงพลาสติก ขนาด 6×9 นิ้ว วัดจากปากถุง 2 เซนติเมตร คลึงให้เต็มกับพื้นที่ถุงจะได้ความหนาที่พอดี จากนั้นนำไปนึ่ง 10 นาที ต่อด้วยอบที่อุณหภูมิ 60-70 องศาเซลเซียส 2 ชั่วโมง แล้วนำออกมาตัดเป็นชิ้นๆ แล้วนำชิ้นสแน็กที่ตัดแล้วนำเข้าไปอบอีก 3 ชั่วโมง ก็สามารถนำออกมาทอดในน้ำมันอ่อนๆ เป็นสแน็กสำหรับเป็นอาการว่างอันแสนอร่อย

สำหรับ โครงการคิดค้นสูตรการทำสแน็ก ตลอดการคิดค้นนั้น มี ผศ. สิวลี ไทยถาวร เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา ตลอดโครงการ ผู้ที่สนใจ สามารถสอบถามรายละเอียดไปได้ที่ 089-817-9175 เจ้าของผลงานยินดีให้ข้อมูลรายละเอียดด้วยความเต็มใจ

คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (มอ.) ประดิษฐ์ ตู้หุงข้าวด้วยไอน้ำ กำลังผลิตสูงที่สามารถใช้หุงข้าวปริมาณมากภายในเวลาจำกัด ด้วยเชื้อเพลิงต้นทุนต่ำ ประหยัดพื้นที่และสะดวกต่อการใช้งานทั้งยังหวังเป็นตู้ต้นแบบให้หน่วยงานในชุมชนสามารถผลิตไว้ใช้หุงข้าว เพื่อแจกจ่ายให้แก่คนในพื้นที่ยามประสบอุทกภัย

คุณสุทธิรักษ์ เพชรรัตน์ นักวิทยาศาสตร์ คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (มอ.) หัวหน้าโครงการผลิตตู้หุงข้าวด้วยไอน้ำ กำลังผลิตสูง บอกว่า จากเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ของประเทศไทยในช่วงเดือนพฤศจิกายนปี 2554 มีหลายพื้นที่ไม่สามารถหุงหาอาหารได้ ทำให้เกิดภาวะขาดแคลนอาหาร โดยเฉพาะข้าวหุงสุกซึ่งเป็นอาหารหลักของคนไทย ที่ส่วนใหญ่มักหุงด้วยหม้อหุงข้าวไฟฟ้า ซึ่งหุงได้ปริมาณน้อยในแต่ละครั้ง และไม่สามารถใช้หุงข้าวได้หากอยู่ในพื้นที่ที่ถูกตัดกระแสไฟฟ้า

จึงเป็นที่มาของการผลิตตู้หุงข้าวด้วยไอน้ำ กำลังผลิตสูง เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการหุงข้าว ให้ได้ปริมาณมากในเวลาที่จำกัด โดยใช้แก๊สหุงต้ม หรือ LPG เป็นแหล่งให้ความร้อน และเป็นต้นแบบให้ชุมชนสามารถสร้างขึ้นไว้ใช้ในยามที่เกิดภัยธรรมชาติ ทั้งยังสามารถใช้เป็นตู้ต้นแบบ สำหรับผลิตข้าวหุงสุกในเชิงอุตสาหกรรมได้อีกด้วย

ตู้หุงข้าวด้วยไอน้ำ กำลังผลิตสูง ที่ออกแบบและสร้างขึ้นนั้น ภายในบรรจุถาดหุงข้าวไว้จำนวน 10 ถาด แต่ละถาดสามารถหุงข้าวได้ 2.5 กิโลกรัม รวมแล้วสามารถหุงข้าวได้ครั้งละ 25 กิโลกรัม ใช้เวลาหุงให้ข้าวสุกทั้งหมดครั้งแรก 55 นาที และเมื่อหุงข้าวครั้งถัดไปในขณะที่ตู้ยังร้อนอยู่ จะลดเวลาหุงข้าวลงเหลือเพียง 42 นาที โดยมีอัตราการสิ้นเปลืองแก๊สหุงต้ม หรือ LPG อยู่ที่ 1.1 กิโลกรัม ต่อชั่วโมง และตู้สามารถเก็บรักษาอุณหภูมิของข้าวหรือทำให้ข้าวอุ่นอยู่ได้นานมากกว่า 12 ชั่วโมง

การสร้างตู้หุงข้าวด้วยไอน้ำ กำลังผลิตสูง ใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์ โดยใช้สแตนเลส ซึ่งมีคุณสมบัติทนความร้อน ต้านการเกิดสนิมและมีความแข็งแรงทนทานเป็นวัสดุหลัก และได้ออกแบบให้ตู้มีประสิทธิภาพในการใช้งานสูงด้วยการใส่แท่งโลหะนำความร้อนไว้ภายในหม้อต้มน้ำเพื่อเพิ่มพื้นที่ผิว ช่วยให้หม้อต้มน้ำได้รับความร้อนจากแก๊สและถ่ายเทความร้อนได้ดีขึ้นและช่วยชะลอความเร็วของเปลวไฟ ส่งผลให้น้ำเดือดเร็วกว่าการใช้หม้อต้มน้ำแบบปกติถึง 20 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ ยังได้ออกแบบให้ตู้มีขนาดที่เหมาะสม ไม่ใหญ่จนเกินไป โดยมีพื้นที่ใช้งานเพียง 1 ตารางเมตร และใส่ล้อไว้ที่ขาตู้ทั้ง 4 ขา ให้สามารถเคลื่อนที่ได้สะดวกต่อการใช้งาน

คุณสุทธิรักษ์ กล่าวอีกว่า การผลิตตู้หุงข้าวด้วยไอน้ำ กำลังผลิตสูง ต้นแบบ ได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ตามโครงการมหาวิทยาลัยช่วยเหลือสังคมที่ประสบอุทกภัย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นตู้ต้นแบบให้หน่วยงานในท้องถิ่น อาทิ เช่น โรงเรียน วัด เทศบาล องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานอื่นๆ นำไปพัฒนาหรือดัดแปลง และสร้างขึ้นไว้ใช้หุงข้าวเพื่อช่วยเหลือคนในชุมชนให้มีอาหารเพียงพอในช่วงที่เกิดอุทกภัย

หากหน่วยงานหรือประชาชนผู้สนใจ สามารถติดต่อขอข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการสร้างตู้หุงข้าวด้วยไอน้ำ กำลังผลิตสูง ได้ที่คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ โทรศัพท์ 0-7428-6314 หรือ 0-7444-6728 ในวันเวลาราชการ

“เมืองแห่งทะเลภูเขา สุดหนาวในสยาม” คำขวัญประจำจังหวัดเลย ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีหลายคนอยากมาเยี่ยมเยือนสัมผัสความหนาวเย็น และธรรมชาติที่สวยงาม ภูกระดึง เมื่อเอ๋ยชื่อต่างรู้จักทั้งชาวไทยและต่างชาติ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่อของจังหวัดเลย ด้วยความที่จังหวัดเลยยังคงมีความสมบูรณ์ทางธรรมชาติอยู่ค่อนข้างมาก ทำให้ผลผลิตทางการเกษตรหลายชนิดได้ผลดี และพร้อมที่จะกลายเป็นของฝากให้กับผู้มาเยือนได้

พืชเศรษฐกิจหลักของจังหวัดเลย ได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ยางพารา มะม่วง ข้าวเปลือกเหนียวนาปี อ้อยโรงงาน มะขามหวาน มันสำปะหลัง ขิง และกล้วยน้ำว้า จึงทำให้ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร จังหวัดเลย เข้ามาพัฒนาพันธุ์พืช ให้มีความแข็งแรง ปราศจากแมลงศัตรูพืช เพื่อเพิ่มผลผลิตให้กับเกษตรกร

ข้าวโพดตักหงาย เป็นข้าวโพดพันธุ์พื้นเมือง เป็นข้าวโพดข้าวเหนียวเมล็ดสีม่วงที่นิยมปลูกกันมากในจังหวัดเลย โดยเฉพาะพื้นที่ที่อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลมากๆ เช่น อำเภอภูเรือ อำเภอด่านซ้าย และอำเภอนาแห้ว และมีปลูกกันบ้างในอำเภอท่าลี่และอำเภอเมือง

ปัจจุบัน มีพื้นที่ปลูกรวมกันมากกว่า 2,000 ไร่ ลักษณะเด่นของข้าวโพดตักหงาย คือจะมีกลิ่นหอม นุ่มเหนียว และเคี้ยวไม่ติดฟัน จึงเป็นที่นิยมรับประทานของคนในพื้นที่และคนต่างถิ่นที่ได้ไปเยี่ยมเยือนจังหวัดเลย นอกจากนี้ยังมีลักษณะเด่นอีกอย่างคือ จะมีจำนวนฝักตั้งแต่ 2-6 ฝัก ต่อต้น ทำให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดพันธุ์นี้มีรายได้เพิ่มมากขึ้น

แม้เกษตรกรจะมีความต้องการปลูกมากขึ้นแต่ก็ทำได้ยาก ทั้งนี้เนื่องจากเป็นพันธุ์ที่อ่อนแอต่อโรคราน้ำค้างมาก บางพื้นที่เกิดการระบาดของโรคราน้ำค้างทำให้ผลผลิตเสียหายถึง 100 เปอร์เซ็นต์ สถานีทดลองพืชไร่เลยซึ่งรับผิดชอบการแก้ไขปัญหาพืชไร่ในท้องถิ่น จึงได้ริเริ่มโครงการปรับปรุงพันธุ์ข้าวโพดตักหงายให้สามารถต้านทานต่อโรคราน้ำค้างให้ผลผลิตสูง และยังคงมีรสชาติเหมือนเดิม ซึ่งทำให้เกษตรกรสามารถปลูกได้ในทุกท้องที่และทุกเวลาที่ต้องการปลูก อันจะทำให้มีผลผลิตข้าวโพดตักหงายออกขายตลอดทั้งปี เป็นการเพิ่มรายได้ของเกษตรกร และสนับสนุนโครงการหนึ่งตำบลหนึ่งหนึ่งผลิตภัณฑ์ของรัฐบาล

ข้าวโพดตักหงาย มีราก เป็นระบบรากแขนง พบอยู่ในความลึกไม่เกิน 75 เซนติเมตร การเจริญเติบโตเป็นไปในทางขนานกับพื้นดิน มีระบบรากอากาศ (เจริญออกมาจากข้อที่อยู่เหนือดิน) ที่ดีมาก ซึ่งรากอากาศนี้จะช่วยพยุงลำต้นไม่ให้ล้ม พบมากในดินที่มีความชื้นสูงหรือแฉะน้ำ ลำต้นตั้งตรงมีข้อและปล้องถี่ ลำต้นมีสีเขียวเป็นส่วนใหญ่ และบางครั้งพบมีลำต้นสีม่วง และไม่ว่าลำต้นจะมีสีอะไรเมล็ดเมื่อแก่จัดจะสีม่วงเข้มทั้งนั้น ใบมีสีเขียวสด ใบเล็กสั้น ตั้งชัน 45 องศา