ผู้เขียนได้ไปเยี่ยมเยียนและติดตามการดำเนินงานร่วมกับคุณพร

เกษตรประจำตำบล ได้พบบรรยากาศการลงมือร่วมกันทำงานที่สนุกสนาน แม้ว่าอุปกรณ์ต่างๆ ยังมีไม่ครบ แต่ก็ได้ปรับใช้สภาพพื้นที่ที่มีอยู่อย่างกลมกลืนในรูปแบบของชนบทที่รอวันปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้น เช่น พื้นนั่งทำงาน เพื่อนๆ เกษตรกรชอบที่จะใช้ภาชนะรองพื้นนั่งล้อมวงมากกว่านั่งบนเก้าอี้ (เหมือนผู้เขียนเลยนั่งห้อยขาแล้วเมื่อย) วางอุปกรณ์พร้อมวัสดุที่จะหั่นซอยให้มีขนาดเล็ก ลงมือปฏิบัติงานอย่างตั้งออกตั้งใจ นานๆ จะพูดคุยสักครั้ง (เพราะส่วนใหญ่จะตอบปัญหาของผู้เขียน) ก่อนที่จะเรียกให้ทีมผู้ที่ทำหน้าที่ปรุงน้ำพริกตามอัตราส่วนที่บันทึกไว้เป็นสูตรน้ำพริกหลากหลายรสประจำกลุ่ม ในฉบับนี้ได้ขอสูตรพริกมาฝากผู้อ่านที่นอกเหนือจากพริกเผ็ดมาก และพริกแกงส้มอีกด้วย สำหรับไปประยุกต์ปรุงทำอาหารรับประทานที่บ้านด้วยครับ

พริกเผา…พริกใหญ่ 1 กิโลกรัม พริกเล็ก 300 กรัม กระเทียม 1 กิโลกรัม มะขามเปียก 4 ปั้น น้ำปลาแท้ 1 ขวด เกลือป่นนิดหน่อย กะปิ 500 กรัม

พริกเผาเผ็ดน้อย…พริกใหญ่ 3 กิโลกรัม กระเทียม 3 กิโลกรัม มะขามเปียก 700 กรัม กะปิ 2 กิโลกรัม น้ำตาลปี๊บ 1 กิโลกรัม และหอมแดง 4 กิโลกรัม

คุณเกษม ไตรพิจารณ์ เกษตรจังหวัดชัยนาท กล่าวฝากถึงผู้อ่านว่า กลุ่มเกษตรกรรายย่อยกลุ่มแม่บ้านคลองห้วยงูพัฒนา ได้ตั้งใจผลิตผลิตภัณฑ์ที่ดีออกสู่ผู้บริโภค ขอเพียงพี่น้องคนไทยทุกท่านได้ช่วยสนับสนุนสินค้าของไทย ไม่เพียงน้ำพริกหลากหลายรสของกลุ่มนี้เท่านั้น แต่ขอได้ช่วยสนับสนุนสินค้าจากกลุ่มสถาบันเกษตรกรอื่นๆ อีกหลายผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพเพราะทุกกลุ่มได้เพียรพยายามสร้างสรรค์ผลงานที่ดีสู่ประชาชน เพียงว่าทุกท่านจะได้ให้โอกาสเท่านั้นแล้วทุกกลุ่มจะได้มีแรงกายแรงใจทุ่มเทพลังผสมผสานภูมิปัญญาชาวบ้านสร้างผลงานต่อไป

อนุกรรมการบริหารจัดการสินค้ามะพร้าว ชงคณะกรรมการพืชน้ำมันและน้ำมันพืชกำหนดสัดส่วนนำเข้า เคาะสูตร ซื้อในประเทศ 1 ส่วน จึงจะได้นำเข้า 2.5 ส่วน ให้นำเข้า 2 ช่วง เพื่อแก้ปัญหาราคาตกต่ำ

รายงานข่าวจาก กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ถึงผลการประชุมของคณะอนุกรรมการบริหารจัดการสินค้ามะพร้าวเพื่อแก้ปัญหาราคามะพร้าวตกต่ำ เมื่อวันที่ 30 มกราคม ที่ผ่านมาว่า คณะอนุกรรมการที่มี นางสาวดุจเดือน ศศะนาวิน รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ เป็นประธาน มีมติกำหนดให้ผู้ประกอบการที่ต้องการนำเข้ามะพร้าว จะต้องซื้อมะพร้าวภายในประเทศ 1 ส่วน เพื่อจะได้นำเข้ามะพร้าวจากต่างประเทศ 2.5 ส่วน ซึ่งผลผลิตมะพร้าวในประเทศ ปี 2562 คาดว่า จะมีประมาณ 8.8 แสนตัน เท่ากับว่าให้นำเข้ามะพร้าวได้ประมาณ 2.2 ล้านตัน/ปี

ทั้งนี้ การนำเข้าให้นำเข้าได้เพียง 2 ช่วง คือ เดือนเมษายน-พฤษภาคมช่วงหนึ่ง และเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคมอีกช่วงหนึ่ง ส่วนการขนมะพร้าวข้ามเขตหรือจังหวัด หากมีการขนย้ายไม่เกิน 4 ตัน/ครั้ง ไม่ต้องขออนุญาตขนย้าย หากเกินต้องได้รับการอนุญาตจากสำนักงานพาณิชย์จังหวัด หรือต้องไปขออนุญาตจากเกษตรอำเภอที่พาณิชย์จังหวัดแต่งตั้ง โดยหลังจากนี้จะเสนอคณะกรรมการพืชน้ำมันและน้ำมันพืช ซึ่งมี นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน พิจารณาให้ความเห็นชอบเร็วๆ นี้

นายวันชัย นิลวงศ์ เกษตรจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดที่มีการปลูกมะพร้าวมากที่สุดของประเทศไทย เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ต้นทุนการผลิตมะพร้าวของเกษตรกร ปัจจุบันอยู่ที่ลูกละ 7-8 บาท แต่จำหน่ายผลผลิตได้เพียงลูกละ 5-6 บาท การกำหนดสัดส่วนของคณะอนุกรรมการบริหารจัดการสินค้ามะพร้าวครั้งนี้ ก่อนเสนอต่อคณะกรรมการพืชน้ำมันและน้ำมันพืช จะทำให้ราคามะพร้าวขยับตัวสูงขึ้นหรือไม่นั้น ยังไม่ขอออกความเห็น แต่ในด้านการผลิตมะพร้าวของประจวบคีรีขันธ์ มีผลผลิตที่พร้อมออกสู่ตลาด ประมาณ 3.4 แสนไร่ และหลังจากกระทรวงเกษตรฯ ลุยกำจัดแมลงศัตรูพืชมะพร้าว ทั้งหนอนหัวดำและแมลงดำหนาม ในปี 2560 และต่อเนื่องถึง ปี 2561 ส่งผลให้มะพร้าวของเกษตรกรสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ผลผลิตเพิ่มประมาณ 10-15% จาก 3-5 ลูกต่อทะลาย เพิ่มเป็น 5-8 ผลต่อทะลาย มีการตัดจำหน่ายทุก 30-45 วัน/ครั้ง

“ส่วนการขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าว จังหวัดประจวบคีรีขันธ์มีการขึ้นทะเบียนแล้ว ประมาณ 80% ที่เหลือยังไม่ขึ้นทะเบียนจะเป็นผู้ปลูกรายใหญ่ บางรายมาขึ้นทะเบียน แต่ยังให้ข้อมูลไม่เต็มที่ ช่วงนี้มีการประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรมาขึ้นทะเบียนอยู่เรื่อย ๆ หรือให้เกษตรกรมาปรับปรุงข้อมูลทุก 1 ปี ยังเป็นการขึ้นทะเบียนโดยสมัครใจ ไม่ได้บังคับ” เกษตรจังหวัดประจวบคีรีขันธ์กล่าว

ประชารัฐรักสามัคคีพัทลุงผนึกมหาวิทยาลัยทักษิณ ดันกลุ่มวิสาหกิจชุมชน แปรรูป “ข้าวสังข์หยด” เป็น “เบียร์และไวน์” เลือกทำเล “บ้านเขาป้าเจ้ อ.ควนขนุน” ตั้งโรงงานผลิต สร้างรายได้ให้ชาวนา-ชุมชน

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ผศ.ดร. นุกูล อินทระสังขา รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มหาวิทยาลัยทักษิณ วิทยาเขตพัทลุง พร้อมด้วย ดร.อุกฤษฎ์ มูสิกพันธุ์ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยทักษิณ วิทยาเขตพัทลุง นายสิทธิชัย ลาภานุพัฒนกุล นายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดพัทลุง นายเงินวสวัตติ์ ลิ่มทวีสกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ประชารัฐรักสามัคคีพัทลุง จำกัด (วิสาหกิจเพื่อสังคม) และเกษตรกรผู้แปรรูปและปลูกข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุงได้ประชุมร่วมกัน ในที่ประชุมได้มีการเสนอความคิดให้ จ.พัทลุง สร้างนวัตกรรมตัวใหม่ โดยนำข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุง ซึ่งเป็นข้าวพันธุ์พื้นเมืองไปผลิตเป็นเบียร์ เพื่อให้เป็นสินค้าที่มีชื่อเสียง และเพื่อการพาณิชย์ จะก่อให้เกิดมูลค่าสูงต่อเกษตรกรผู้ปลูก ซึ่งที่ประชุมต่างเห็นชอบ

นายสิทธิชัย รองประธานกรรมการ บริษัท ประชารัฐรักสามัคคีพัทลุง และนายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดพัทลุง ซึ่งเป็นต้นคิดริเริ่มในการนำข้าวสังข์หยดมาแปรรูปเป็นเบียร์ กล่าวว่าโครงการแปรรูปผลิตข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุงเป็นเบียร์และไวน์ จะให้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุงร่วมกันดำเนินการ เพื่อให้เม็ดเงินเข้าถึงชาวนาฐานรากของประเทศ และจะเป็นการยกฐานะชาวนาให้ดีขึ้น จะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจได้เป็นอย่างดี

ทั้งนี้ ได้เตรียมพื้นที่ดำเนินโครงการบริเวณบ้านเขาป้าเจ้ อ.ควนขนุน จ.พัทลุง เพราะมีแหล่งน้ำที่ดีเหมาะกับการแปรรูปเบียร์ โดยการแปรรูปเบียร์ ปัจจัยสำคัญคือ เรื่องน้ำ จะทำให้เบียร์มีรสชาติดี โดยการผลิตเบียร์วางแผนจะบรรจุในขวดขนาด 630-640 มล. ซึ่งเป็นขนาดมาตรฐานทั่วไป ส่วนไวน์จะบรรจุเป็นขวดขนาดกลาง ประมาณ 275 มิลลิลิตร เป็นต้น ส่วนการทำตลาดจะวางจำหน่ายไปหลายจังหวัด โดยเฉพาะเมืองท่องเที่ยวสำคัญ เช่น จ.ภูเก็ต กระบี่ และสมุย ฯลฯ

“หากนำข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุงมาแปรรูปผลิตเบียร์ได้ จะทำให้ดึงราคาข้าวขึ้นมาได้อีกมาก และจะเป็นแรงจูงใจให้เกษตรกรขยายพื้นที่ทำนาข้าวสังข์หยดในพื้นที่ภาคใต้เพิ่มมากขึ้น เพราะขายได้ราคาดี” นายสิทธิชัย กล่าว

นายสุทธิพร กาฬสุวรรณ นายกกิตติมศักดิ์ สมาคมโรงสีข้าวและกลุ่มชาวนาภาคใต้ และอุปนายกสมาคมโรงสีข้าวไทย เปิดเผยว่า ข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุงสามารถนำไปแปรรูปเป็นสินค้าเกรดพรีเมี่ยมได้ จะส่งผลให้ชาวนาสามารถขายผลผลิตได้ราคาสูงขึ้นอีก จากที่พื้นฐานของข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุงมีราคาสูงอยู่แล้ว เมื่อมีแนวคิดการแปรรูปข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุงเป็นเบียร์ จะก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มขึ้นอีก จะเป็นประโยชน์ต่อชาวนามาก ทั้งนี้ การผลิตเบียร์ข้าวสังข์หยดสามารถดำเนินการได้ทันที เพราะปัจจุบันจังหวัดพัทลุงมีพื้นที่ปลูกประมาณ 20,000 ไร่ ได้ผลผลิตประมาณ 8,000 ตัน/ปี ขณะที่ จ.นครศรีธรรมราช มีพื้นที่ปลูกข้าวสังข์หยดกว่า 10,000 ไร่ ได้ผลผลิตประมาณ 3,000-4,000 ตัน/ปี ส่วน จ.สงขลา มีการปลูกน้อยมาก แต่หากจะทำเป็นโรงงานอุตสาหกรรมเบียร์ข้าวสังข์หยดได้ ต้องใช้ปริมาณนับแสนตัน ผลผลิตไม่เพียงพอ เพราะภาพรวมแล้วยังปลูกปริมาณน้อย

“สำหรับวิสาหกิจชุมชน กลุ่มโอท็อปปัจจุบันปลูกข้าวเอง มีผลผลิตข้าวสังข์หยด ประมาณ 1,000 ตัน ต่อปี จึงพร้อมด้วยศักยภาพมากทางด้านวัตถุดิบที่จะนำมาสร้างมูลค่าเพิ่มเอง และทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น จะทำให้วิสาหกิจชุมชนเข้มแข็งขึ้น”

รายงานข่าวจากฝ่ายนักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ สำนักงานเกษตรจังหวัดพัทลุง เปิดเผยว่า ตั้งแต่ปีการผลิต ปี “57/58-ปี” 61/62 จังหวัดพัทลุงมีพื้นที่ปลูกข้าวสังข์หยดกว่า 19,000 ไร่ ผลผลิตเฉลี่ย 400 กก./ไร่/ปี ผลผลิตรวม 7,000-8,000 ตัน/ปี มีพื้นที่ปลูกมาก 5 อำเภอ ได้แก่ อ.ควนขนุน อ.ปากพะยูน อ.ป่าบอน อ.เมือง อ.เขาชัยสน ที่เหลือปลูกกระจัดกระจายไปทุกอำเภอ เช่น อ.ตะโหมด อ.กงหรา อ.บางแก้ว อ.ศรีนครินทร์ อ.ศรีบรรพต อ.ป่าพะยอม โดยราคาขายต้นฤดูปี 2562 หน้าโรงสีข้าว ประมาณ 13,500 บาท/ตัน โดยเริ่มเก็บเกี่ยวได้ประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ และราคาปลายฤดู 20,000-28,000 บาท/ตัน ทิศทางการขยายตัวพื้นที่ปลูกได้และกำลังหารือกัน แต่จะต้องให้ได้คุณภาพ และจะต้องปลูกแปลงใหญ่เป็นพื้นที่เดียวกัน ไม่ปะปนปลูกกับแปลงสายพันธุ์อื่นๆ

น.สพ.สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยถึงสถานการณ์โรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรว่า ปัจจุบันยังไม่มีการแพร่ระบาดในประเทศไทย ด้วยความร่วมมือของทุกภาคส่วนที่มุ่งป้องกันไม่ให้โรคนี้เข้ามาติดต่อสุกรในประเทศ ที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงด้านอาหาร โดยกรมปศุสัตว์ได้ประสานความร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆ ทั้งกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงการต่างประเทศ ร่วมกันบูรณาการทำงานพร้อมยกระดับการป้องกันโรคให้แน่นหนายิ่งขึ้น เพื่อเตรียมออกประกาศห้ามนักท่องเที่ยวนำเข้าหรือพกพาเนื้อสัตว์ และสินค้าที่มีส่วนประกอบของเนื้อสัตว์โดยเฉพาะจากสุกรที่มาจากจีนซึ่งเป็นประเทศที่มีการระบาดของโรค ไม่ให้เข้ามาในประเทศได้อย่างเด็ดขาด

“ขอย้ำกับประชาชนว่าอย่ากังวล เพราะโรคนี้ไม่ติดต่อคนหรือสัตว์ชนิดอื่น โดยเกิดเฉพาะในสุกรเท่านั้น ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันและวิธีการรักษาที่เฉพาะเจาะจง ที่สำคัญโรคนี้ยังไม่เข้ามาในเมืองไทย อย่างไรก็ตาม ในช่วงตรุษจีนที่จะถึงนี้คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวชาวจีนเข้ามาในไทยมากขึ้น ซึ่งอาจจะนำอาหารที่มีส่วนประกอบของสุกรเข้ามาด้วย เพื่อป้องกันความเสี่ยงดังกล่าวจึงต้องเข้มงวดตรวจสอบยิ่งขึ้น โดยในทุกสนามบินเจ้าหน้าที่ได้เพิ่มจำนวนสุนัขบีเกิล ทำการตรวจสัมภาระของผู้โดยสารให้มีความถี่มากขึ้น ที่สำคัญกรมเตรียมจะเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อยกระดับเรื่องนี้เป็นวาระแห่งชาติในเร็วๆ นี้” อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าว

ที่ผ่านมา กรมปศุสัตว์ได้ออกประกาศห้ามนำเข้าสุกรและผลิตภัณฑ์มา 2 ครั้ง รวมเป็นเวลา 180 วัน นับจากพบการระบาดในจีนเมื่อ 30 สิงหาคม 2561 พร้อมร่วมมือกับฝ่ายทหาร จังหวัดที่มีชายแดนติดกับประเทศเพื่อนบ้าน ด่านกักกันสัตว์ทุกด่าน และสนามบินทุกแห่ง ในการตั้ง 50 ด่านทั่วประเทศ เพื่อตรวจสอบการลักลอบนำเข้าสินค้าปศุสัตว์และเข้มงวดการฆ่าเชื้อที่อาจจะแฝงมากับยานพาหนะของนักท่องเที่ยว จากเดิมที่ใช้คลอรีนผสมน้ำยาฆ่าเชื้อ เปลี่ยนเป็นยาฆ่าเชื้อแบบโฟมที่สามารถฆ่าเชื้อในอากาศได้นานกว่า 30 นาที ขณะเดียวกัน ยังร่วมกับสํานักงานคณะกรรมการอาหารและยา สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ และภาคมหาวิทยาลัยทั้งจุฬาลงกรณ์และมหิดล ในการสกัดกั้นโรคนี้ ควบคู่กับการให้ความรู้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงทั่วประเทศ และยกระดับการเลี้ยงให้มีความปลอดภัยทางชีวภาพ ระบบการปฏิบัติการทางเกษตรที่ดี ทั้ง GAP (Good Agricultural Practice) และ GFM (Good Farm Management) ที่กรมปศุสัตว์ดำเนินการอยู่ เพื่อป้องกันโรคอย่างสูงสุด

พื้นที่ที่ถูกขุดปลูกเป็นไร่อ้อย กว่า 600 ไร่ ในเขตตำบลหนองจาน อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี อยู่ในความดูแลของเกษตรกรวัยกลางคน คุณศรี ปานมา อายุเกือบ 70 ปี ชาวไร่อ้อยแต่กำเนิด

แม้อายุจะเลยวัยเกษียณมาแล้ว แต่คุณศรีก็จัดว่าเป็นเกษตรกรตัวยงคนหนึ่งที่ตรากตรำคร่ำเคร่งกับงานในอาชีพอย่างมั่นคง และมุ่งมั่นศึกษา พัฒนา เพื่อต่อยอด ให้การปลูกอ้อยที่ทำมาตลอดชีวิตมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น

คุณศรี ไม่มีวุฒิการศึกษาใดมาประดับ อ่านและเขียนหนังสือได้ไม่มาก แต่ ณ วันนี้ รางวัลที่เป็นเครื่องการันตีว่าเกษตรกรผู้นี้มีคุณสมบัติน่ายกย่องให้เป็น “สมาร์ท ฟาร์มเมอร์” ตามหลักของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตัวจริง

การปลูกอ้อยที่ดูเหมือนธรรมดา แต่ไม่ธรรมดา ของคุณศรี มีความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด ตั้งแต่การไม่เผาใบอ้อยในไร่เฉกเช่นเกษตรกรผู้ปลูกอ้อยทั่วไป เป็นสิ่งที่คุณศรีทำมาตั้งแต่จำความได้ว่า เริ่มลงมือปลูกอ้อยทุกขั้นตอนด้วยตนเอง เหตุผลถูกอธิบายเพียงสั้นๆ ว่า ดินที่เสื่อมสภาพจากการเพาะปลูกหลายครั้ง ส่วนใหญ่เสื่อมสภาพจากการขาดธาตุไนโตรเจน ใบอ้อยที่ถูกตัดทิ้งหลังเก็บเกี่ยว เป็นใบอ้อยที่มีธาตุไนโตรเจนสูง หากไถกลบไปพร้อมกับการเตรียมดินก่อนการเพาะปลูกรอบต่อไป จะช่วยเพิ่มธาตุไนโตรเจนให้กับดิน เป็นการบำรุงดิน ไม่สูญเสียแร่ธาตุในดิน เหมือนการเผาใบอ้อย ซึ่งการเผาใบอ้อยภายในไร่นั้น นอกจากจะไม่เป็นการเพิ่มธาตุไนโตรเจนให้กับดินแล้ว ยังเป็นการทำลายหน้าดินและแร่ธาตุที่มีอยู่ในดินชนิดอื่นให้หมดไปด้วย

ข้อมูลที่คุณศรีนำมาอธิบาย เขายกตัวอย่างคร่าวๆ จากการวิจัยของนักวิชาการ กรมวิชาการเกษตร ซึ่งทำการวิจัยและเผยแพร่ข้อมูลมายังเกษตรกร แต่เกษตรกรชาวไร่อ้อยจำนวนมาก ก็ยังไม่ปรับวิธีกำจัดใบอ้อย ยังคงใช้การเผาเช่นเดิม

“ในอนาคต ใบอ้อยที่ถูกไถกลบไปพร้อมกับการเตรียมการปลูกครั้งต่อไป ผมตั้งใจเก็บไว้ส่วนหนึ่ง เพื่อนำไปขายให้กับโรงไฟฟ้า ในราคากิโลกรัมละ 1 บาท เพราะใบอ้อยเป็นพลังงานอย่างดี สามารถนำไปเป็นวัตถุดิบสำหรับทำเชื้อเพลิงได้”

แนวคิดที่เป็นเกร็ดเล็กน้อยนี้ ส่งผลให้คุณศรี มีความแตกต่างทางด้านความคิด รู้ศึกษา เพื่อนำมาต่อยอดกับการเกษตรที่ดำเนินอยู่ แม้จะถูกมองว่าแตกต่างจากเพื่อนบ้านในระยะแรก แต่ผลที่ตอบสนองกลับมา ทำให้คุณศรีได้รับการยอมรับว่า เป็นเกษตรกรหัวก้าวหน้าคนหนึ่ง ซึ่งเป็นการสอดคล้องกับหลักที่สำคัญของสมาร์ทฟาร์มเมอร์ ตั้งแต่การมีความรู้ในอาชีพ การมีข้อมูลในการตัดสินใจ ที่สำคัญก็คือการเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

เครื่องจักรกลการเกษตร เป็นเครื่องมือทางการเกษตรที่คุณศรีเห็นว่ามีความจำเป็น เพราะปัจจุบัน แรงงานคนในภาคเกษตรลดน้อยถอยลงไปทุกขณะ ถึงกับมีข่าวแพร่กระจายว่าในหลายพื้นที่ วิกฤตแรงงานภาคเกษตรอย่างหนักถึงขั้นตกเขียวแรงงานก็มี

“แรงงานภาคเกษตรเริ่มหายากมาก ค่าแรงก็สูง บางรายเสียรู้วางเงินมัดจำไปก่อน เมื่อถึงวันเข้าพื้นที่การเกษตรจริง แรงงานกลับไม่มา ตามก็ไม่ได้”คุณศรี เห็นความจำเป็นของเครื่องจักรกลการเกษตรมานานแล้ว ก่อนเกิดวิกฤตแรงงานภาคเกษตร โดยแรกเริ่มในอดีต รถไถเดินตาม เป็นเครื่องจักรกลการเกษตรชิ้นแรก ที่ช่วยผ่อนแรงในไร่อ้อย ต่อมาการใช้แรงงานคนในการใส่ปุ๋ยไม่ครบถ้วน ทำให้ผลผลิตไม่ได้ตามต้องการ จึงคิดหาวิธีสร้างเครื่องใส่ปุ๋ย เพื่อให้อ้อยในไร่ได้รับปุ๋ยที่เท่ากัน ในที่สุด คุณศรีก็สามารถสร้างอุปกรณ์ต่อพ่วงเข้ากับรถไถเดินตาม เป็นเครื่องใส่ปุ๋ยภายในไร่อ้อยได้สำเร็จ

ปุ๋ยที่ใช้สำหรับอ้อย คุณศรี เลือกที่จะใช้เพื่อการกำจัดศัตรูพืชไปพร้อมกัน ไม่ให้ปุ๋ยละลายไปกับวัชพืชที่ไม่ต้องการ

“ผมใช้ปุ๋ยน้ำที่ทำจากกากผงชูรส ปริมาณ 200 ลิตร ผสมกับพาราควอด (ยาฆ่าหญ้า) 1 ลิตร จากนั้นนำไปพ่นในแปลงอ้อย วัชพืชที่ไม่ต้องการ เช่น หญ้า เมื่อถูกพาราควอดก็ตาย ส่วนอ้อย เมื่อได้ปุ๋ยน้ำ ก็เจริญงอกงามดี ต้นทุนการให้ปุ๋ยก็ถูกลง อยู่ที่ไร่ละ 200-300 บาท เท่านั้น เมื่อเทียบกับปุ๋ยเคมีที่ต้องใช้ปริมาณ 1 กระสอบ ต่อไร่ ราคากระสอบละ 600 บาท แพงกว่าถึง 2 เท่า”

ปัญหาที่ตามมา คือ หากใช้ปุ๋ยน้ำผสมพาราควอดต่อเนื่องนาน จะทำให้ดินแข็ง เพราะไนโตรเจนในดินจะหมดไป ควรแก้ปัญหาด้วยการเว้นระยะการให้ปุ๋ยน้ำผสมพาราควอด 2-3 ปี ระหว่างนั้นใส่ปุ๋ยเคมีแทน แต่ควรให้ปุ๋ยที่มีค่าตัวท้าย หรือค่าโพแทสเซียม (K) สูง จะช่วยทดแทนกันได้

การเพิ่มผลผลิตในไร่อ้อยของคุณศรี ไม่ใช่เรื่องยาก การศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติม ทำให้คุณศรีได้เทคนิคการเพิ่มผลผลิตอ้อยจากต่างประเทศ มาทดลองใช้ และได้ผลดี โดยเดินทางไปศึกษาดูงานด้านการเกษตรที่ประเทศออสเตรเลีย พบว่า การให้ปุ๋ยผ่ากลางกออ้อย จะทำให้อ้อยได้รับปุ๋ยทั่วถึงมากขึ้น ผลผลิตก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

การให้ปุ๋ยผ่ากลางกอ เพิ่มผลผลิต ลดวัชพืช

ปกติใส่ปุ๋ยรอบกออ้อย ทำให้ปุ๋ยที่ให้แผ่กระจายออกด้านข้าง ไปยังส่วนที่เป็นดินหรือช่องว่างระหว่างกอ บริเวณดังกล่าวเมื่อมีปุ๋ย จะทำให้วัชพืชขึ้นง่ายให้ใช้เครื่องมือทางการเกษตรแหวกกลางกออ้อย จากนั้นจึงใส่ปุ๋ย ปุ๋ยจะแผ่กระจายออกด้านข้าง ทำให้กออ้อยทั้งสองด้านได้รับปุ๋ยเต็มที่ บริเวณพื้นที่ว่างระหว่างกอ ก็ไม่ได้รับปุ๋ย วัชพืชจึงไม่ขึ้น

อย่างไรก็ตาม การให้ปุ๋ยผ่ากลางกอวิธีนี้ ต้องใช้ลิปเปอร์ระเบิดดินดาน (เครื่องจักรกลการเกษตร) แทงดินลงให้ลึก จากนั้นเมื่อดินแตก ก็ให้ปุ๋ยลงไป จะทำให้ปุ๋ยลงลึกไปใต้กออ้อย อีกทั้งมีพื้นที่กักเก็บน้ำใต้ดินสำหรับอ้อยด้วย

ปริมาณปุ๋ยจากเดิมที่ต้องให้อยู่ที่ 50-70 กิโลกรัม ต่อไร่เมื่อให้ด้วยวิธีผ่ากลางกอ จะลดปริมาณปุ๋ยลงเหลือเพียงไร่ละ 30 กิโลกรัม

ปัจจุบัน คุณศรีใช้แรงงานคนในภาคเกษตรเพียง 10-15 คน เท่านั้น ส่วนใหญ่ใช้เครื่องจักรกลการเกษตรทดแทนแรงงาน เพราะเชื่อมั่นในการทำงานที่ได้มาตรฐาน เช่น เครื่องระเบิดดินดาน เครื่องให้ปุ๋ย เครื่องตัดอ้อย เครื่องพ่นยา เครื่องปลูก เป็นต้น

คุณศรี แนะนำเกษตรกรรายย่อย ที่ไม่มีเครื่องจักรกลการเกษตรเป็นของตนเอง บางขั้นตอนของการทำการเกษตร ควรมีเครื่องจักรกลการเกษตรเข้ามาช่วย จะผ่อนแรงได้มาก และทำให้ผลผลิตได้ตามที่ตั้งเป้าไว้

“ไม่จำเป็นว่าต้องเป็นรายใหญ่ ถ้าไม่มีเครื่องจักรกลการเกษตรเป็นของตนเอง ก็รวมกับเพื่อนเกษตรกรด้วยกัน เมื่อมีปริมาณผลผลิตที่มาก ก็ขอให้โรงงานน้ำตาล ซึ่งมีเครื่องจักรกลการเกษตรขนาดใหญ่ (รถตัดอ้อย) เข้ามาดำเนินการให้ได้เช่นกัน”

สำหรับคุณศรีแล้ว ไม่ใช่เพราะเขามีพื้นที่ปลูกอ้อยมาก แต่เพราะเขามีวิธีคิดที่แตกต่าง คุณศรี เห็นว่า ค่าจ้างตัดอ้อยตันละ 555 บาท รวมเบ็ดเสร็จค่าตัดอ้อยทั้งหมดประมาณ 1.5 ล้านบาท หากต้องจ่ายค่าตัดอ้อยทุกปี ปีละ 1.5 ล้านบาท แต่นำเงินส่วนนี้ไปผ่อนชำระค่างวดรถตัดอ้อย เพียง 5-6 ปี ก็มีรถตัดอ้อยเป็นของตนเองได้เช่นกัน แม้ว่าปัจจุบัน คุณศรี จะมีอายุเกือบ 70 ปีแล้ว แต่คุณศรีก็ยังไม่เลิกศึกษาค้นคว้าการพัฒนางานด้านการเกษตร เพราะมีความภูมิใจในอาชีพ หลักข้อสำคัญอีกข้อของสมาร์ทฟาร์มเมอร์ โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการเกษตร เป็นการพัฒนาและต่อยอดได้อย่างดี

ขอคำแนะนำ “สมาร์ท ฟาร์มเมอร์” เกษตรกรตัวจริงคนนี้ ได้ที่ โทรศัพท์ 081-701-2812 กลุ่มผ้าทอฯ ลำพูน ประยุกต์ใช้งานวิจัย สร้างจุดเด่นให้กับผ้าทอล้านนาตั้งแต่กระบวนการผลิตเส้นฝ้ายสู่ผ้าทอมือพื้นเมืองคุณภาพ ภายหลังจากสถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร (สท.) หน่วยงานในสังกัดสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ถ่ายทอดเทคโนโลยีจากงานวิจัย 3 เทคโนโลยี ได้แก่ เทคโนโลยีเอนไซม์ เทคโนโลยีพิมพ์สกรีนผ้าด้วยสีธรรมชาติ

และเทคโนโลยีสิ่งทอนาโน ช่วยกลุ่มผ้าทอจังหวัดลำพูน ต่อยอดการผลิตผ้าทอล้านนาจากภูมิปัญญาที่มีเอกลักษณ์ลวดลายเฉพาะตัว ให้มีจุดเด่นทั้งในด้านคุณภาพของเส้นใย เนื้อผ้าที่ละเอียด การพิมพ์สกรีนผ้าด้วยสีธรรมชาติ และคุณสมบัติพิเศษด้านนาโนฯ เพื่อดูแลผลิตภัณฑ์ผ้าทอล้านนาให้เหมาะกับการใช้งานได้ตรงตามความต้องการของลูกค้า สร้างรายได้ให้กลุ่มผ้าทอฯ เพิ่มขึ้นเท่าตัว ช่วยส่งเสริมอาชีพในท้องถิ่นให้เข้มแข็งขึ้น ด้าน สำนักงานพาณิชย์จังหวัดลำพูน เล็งหนุนตราสินค้า “ลำพูน แบรนด์” (Lamphun Brand) เพื่อให้ผ้าทอพื้นเมืองลำพูนที่ผสมผสานนวัตกรรมวิจัยสุดล้ำ ด้านหัตถอุตสาหกรรมให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์สู่เชิงพาณิชย์

นางสาววิราภรณ์ มงคลไชยสิทธิ์ รองผู้อำนวยการ สวทช. ในฐานะผู้อำนวยการสถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร (สท.) สวทช. เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ติดตามผลงานผู้ประกอบการกลุ่มผ้าทอ จังหวัดลำพูน ที่ได้รับการถ่ายทอดผลงานวิจัย ภายใต้โครงการ “การจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม สำหรับสิ่งทอพื้นเมือง” เมื่อวันที่ 30-31 มกราคม 2562 ที่ผ่านมา ณ บ้านก้อทุ่ง ตำบลก้อ อำเภอลี้ และบ้านหนองเงือก ตำบลแม่แรง อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน ว่า สท. เป็นหน่วยงานภายใต้สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)

ดำเนินงานให้บริการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตรแบบครบวงจร (One Stop Service) โดยทำงานร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อให้เกิดการปฏิรูปภาคเกษตรด้วยเทคโนโลยีและพัฒนาความเข้มแข็งของชุมชน ลดความเหลื่อมล้ำ เชื่อมโยงสู่เศรษฐกิจสู่ชุมชน โดยนำผลงานวิจัยจาก สวทช. และพันธมิตรสู่การใช้งานจริงในพื้นที่ ผ่านการถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ชุมชนอย่างทั่วถึง พร้อมทั้งพัฒนาบุคลากรด้านการเกษตรและชุมชนให้ก้าวทันเทคโนโลยีตอบโจทย์ความต้องการของเกษตรกรและชุมชน

ผู้อำนวยการสถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร (สท.) สวทช. กล่าวต่อว่า สำหรับการลงพื้นที่ครั้งนี้ สืบเนื่องจากโครงการสร้างผู้นำชุมชน เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ สิ่งทอนาโนภาคเหนือ ด้วยเทคโนโลยีชั้นสูง ซึ่งครอบคลุม 6 จังหวัดในภาคเหนือ ได้แก่ จังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ ลำปาง น่าน พะเยา และลำพูน โดย สวทช. ต้องการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ให้ผู้นำชุมชนเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์สิ่งทอพื้นเมือง ได้มีความรู้ความเข้าใจและสามารถที่จะนำไปถ่ายทอดต่อให้กับชุมชนหรือเครือข่ายของตนเองได้อย่างถูกต้อง

พร้อมทั้งเป็นเครือข่ายแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์ระหว่างกลุ่ม ได้ซึ่งในแต่ละจังหวัดจะมีผู้นำชุมชนที่ได้เข้าร่วมโครงการจำนวน 20-25 คน ต่อจังหวัด สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ยุทธศาสตร์ที่ 8 วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีวิจัยและนวัตกรรม เป้าหมายที่ 2 เพิ่มความสามารถในการประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเพื่อยกระดับความสามารถทางการแข่งขันของภาคการผลิตและบริการและคุณภาพชีวิตของประชาชน ตอบโจทย์เรื่องผลงานวิจัยและเทคโนโลยีพร้อมใช้ที่ถูกนำไปใช้ในการสร้างมูลค่าเชิงพาณิชย์ให้กับภาคการผลิตและบริการ และภาคธุรกิจ