ผู้ใหญ่พิเชษฐ์ เผยว่า ถ้าพูดถึงว่าตอนนี้แผนงานพัฒนาแหล่งน้ำ

ก็ยังไม่สมบูรณ์มากเท่าที่ควร แต่ตอนนี้ก็ดำเนินการเสร็จไปแล้ว 75% ซึ่งคาดว่าน่าจะเสร็จสมบูรณ์ในอนาคตอันใกล้นี้ และต้องบอกว่าทางหมู่บ้านนี้โชคดีมาก เพราะในช่วงที่ผ่านมาได้งบจากหน่วยงานในหลายๆ หน่วยงานคอยช่วยเหลือเรื่องน้ำ บรรเทาภัยแล้งอยู่ในหลายๆ ครั้ง

ในส่วนวิธีการให้น้ำ จะเริ่มจากการดึงน้ำมาจากต้นน้ำให้มาอยู่ส่วนกลาง แล้วจึงปล่อยไปตามแปลงของชาวบ้าน แต่น้ำเหล่านี้มีต้นทุนในการสูบ เนื่องจากต้องใช้กระแสไฟฟ้าในการสูบทุกครั้ง บางคนอาจจะคิดว่ามันอาจเป็นการสิ้นเปลือง แต่ในช่วงหน้าแล้งจะเห็นผลได้ชัดเจนเลยว่าน้ำเหล่านี้มีประโยชน์ต่อสวนพืชผักของเกษตรกรค่อนข้างมาก

แต่ทุกครั้งที่ใช้น้ำเราจะไม่ให้เกษตรกรได้ใช้อย่างสิ้นเปลือง เพราะพื้นที่เป็นที่ปฏิรูปที่ดิน จึงต้องจัดสรรและควบคุมเป็นพิเศษ โดยน้ำที่ได้มาจะถูกส่งไปตามท่อที่ถูกฝังไว้ในดิน

“เราได้แนวความคิดมาจากประเทศอิสราเอล ผมเคยไปดูงานอยู่ที่นั่น แล้วได้มีโอกาสได้เห็นเขาแก้ปัญหาภัยแล้งกันด้วยวิธีประมาณนี้ เราก็จำมาแล้วมาดัดแปลงใช้ที่บ้านของเรา” ผู้ใหญ่พิเชษฐ์ พูดถึงการให้น้ำ

ระบบสหกรณ์ของหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง

ศูนย์การเรียนรู้เกษตรทฤษฎีใหม่

นอกจากนี้ ในหมู่บ้านยังมีอีกหลากหลายโครงการ ที่เห็นได้ชัดตอนนี้คือ สหกรณ์โคนมกาญจนบุรี แล้วก็คลังอาหารสัตว์ ซึ่งมีอยู่ 2 สหกรณ์ ได้แก่ สหกรณ์โคนม และสหกรณ์ในเขตปฏิรูปที่ดินหนองสามพราน

สหกรณ์โคนมมีสมาชิก 36 ราย และมีวัวทั้งหมด 368 ตัว ทั้งฝูงประมาณกว่า 800 ตัว

ซึ่งทางสหกรณ์ปฏิรูปที่ดินก็ได้ให้นโยบายไว้ว่า ให้สหกรณ์ในเขตปฏิรูปที่ดิน ผลิตหญ้าเนเปียร์ขายให้เพื่อรองรับสหกรณ์โคนม ซึ่งสหกรณ์โคนมไม่ต้องปลูกเอง แต่จะให้ทางสมาชิกสหกรณ์ปฏิรูปที่ดินได้ปลูกเอง ซึ่งตอนนี้มีพื้นที่ประมาณ 80 ไร่ ที่ใช้สำหรับปลูกหญ้าเนเปียร์ จากที่ตั้งเป้าหมายไว้ 200 ไร่ ทั้งนี้ มีสมาชิกในพื้นที่เพียง 14 ราย ที่ปลูกหญ้าเนเปียร์เพื่อส่งให้สหกรณ์โคนม แต่ก็ยังไม่เพียงพอสำหรับความต้องการอยู่ดี

“ตอนนี้เรากำลังสนับสนุนให้เกษตรกรในหมู่บ้านของเราหันมาปลูกหญ้าเนเปียร์ เพราะเป็นการปลูกที่ไม่ต้องใช้สารเคมีเลย ใช้เพียงแค่ท่อนพันธุ์ในการปลูก ในรอบแรกที่ปลูกจะใช้เวลาประมาณ 3 เดือน ในการที่จะรอให้หญ้าเนเปียร์โตเต็มที่พร้อมเก็บเกี่ยว ส่วนรอบที่ต่อๆ ไประยะเวลาในการเติบโตของหญ้าจะเหลือเพียง 2 เดือน ซึ่งถ้าเทียบกับอ้อย อ้อยจะปลูกและตัดได้เพียงปีละ 1 ครั้ง แต่สำหรับหญ้าเนเปียร์ สามารถตัดได้มากถึง 5-6 ครั้ง ในปีเดียว ซึ่งจะทำให้เกษตรกรได้มีกำไรโดยหักค่าใช้จ่ายแล้วเหลือประมาณแสนกว่าบาท” ผู้ใหญ่พิเชษฐ์ ให้ข้อมูล

สำหรับพื้นที่ใช้ปลูกหญ้าเนเปียร์ ใช้แปลงที่เคยปลูกอ้อยมาก่อน

ผู้ใหญ่พิเชษฐ์ บอกว่า ในช่วงหลังๆ มานี้พยายามให้เกษตรกรของเรา เปลี่ยนจากพื้นที่ทำอ้อยมาปลูกหญ้าแทน เพราะจะได้กำไรตอบแทนดีกว่า ใช้เวลาปลูก 60 วัน ก็สามารถเก็บเกี่ยว และหักลบรายได้แล้ว ก็จะมีรายได้ประมาณ 20,000 กว่าบาท ต่อครั้ง จากพื้นที่ 8 ไร่ ซึ่งปีหนึ่งสามารถเก็บเกี่ยวได้ถึง 6 ครั้งเลยทีเดียว ส่วนของน้ำนมดิบที่ได้จากโคนม จะเน้นทำนมเกรดพรีเมี่ยมเพื่อส่งบริษัทโดยเฉพาะ

“นอกจากนี้ ผมในฐานะผู้ดูแลโครงการ ผมก็ต้องคอยประดิษฐ์ ศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อเป็นแนวทางตอบสนองให้กับชาวบ้าน ทุกวันนี้ก็เริ่มมีชาวบ้านทำตามบ้างแล้ว เวลาเขามีอะไรที่ขัดข้องหรือสงสัยเราก็จะคอยช่วยเหลือตลอด ยกตัวอย่างเรื่องน้ำ ถ้าเวลาไม่มีน้ำ เราก็สูบเข้าไปที่ไร่ของเขาเลย เพราะอย่างที่บอกว่าคลองเราไม่ได้ขุดไว้ใช้คนเดียว แต่เราทำให้สำหรับทุกๆ คนในหมู่บ้านแห่งนี้” ผู้ใหญ่พิเชษฐ์ กล่าว

ทั้งนี้ ที่ศูนย์เรียนรู้แห่งนี้ยังเปิดรับดูงาน ศึกษาโครงการหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง ศูนย์การเรียนรู้เกษตรทฤษฎีใหม่ และยังมีแนวคิดที่จะสร้างสินค้าโอท็อป ที่ผลิตจากหมู่บ้านของตัวเอง แต่ยังอยู่ในช่วงของการทดลองเท่านั้น

ปัจจุบัน เกษตรกรผู้เลี้ยงหมูต้องปรับรูปแบบการเลี้ยงให้เท่าทันกับกระแสโลกาภิวัตน์ที่มุ่งเน้นให้หมูมีความสะอาด ปลอดโรค และประยุกต์เพิ่มช่องทางการตลาดผ่านการผลิตปุ๋ยหมักจากมูลหมูที่ช่วยลดปัญหากลิ่นรบกวนต่อชุมชนรอบข้าง ถือเป็นรายได้เสริมให้แก่เกษตรกรได้อีกช่องทางหนึ่ง

คุณชลอ เหลือบุญเลิศ เกษตรกรเลี้ยงหมูหลุมแบบชีวภาพ และประธานกลุ่มเกษตรกรทำสวน ชุมชนในง่วม ตำบลบ้านนา อำเภอเมือง จังหวัดชุมพร อดีตพนักงานบริษัทผู้ผันตัวเองมาประกอบอาชีพเพาะเลี้ยงหมูหลุมมานานกว่าทศวรรษ ผ่านการเรียนรู้ร่วมกับสมาชิกภายในชุมชน พร้อมทั้งค้นคว้ารูปแบบการจัดการฟาร์มที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว มุ่งมั่นผลิตสุกรคุณภาพลดปัญหากลิ่นรบกวน จนสามารถสร้างเป็นรายได้หลัก อีกทั้งยังถ่ายทอดความรู้สู่ผู้ที่สนใจ

คุณชลอ เล่าว่า ก่อนที่จะมาประกอบอาชีพเกษตรกรรมนั้นได้เรียนจบการศึกษาจากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ในสาขาวิชาที่มีความเกี่ยวข้องกับการผลิตสัตว์ ก่อนจะมาประกอบอาชีพเป็นพนักงานบริษัทอยู่ที่กรุงเทพมหานคร ปฏิบัติหน้าที่ควบคุมการผลิตอาหารสัตว์ ยารักษาโรคในสัตว์ และอุปกรณ์การเลี้ยงสัตว์ ส่งผลให้มีความคลุกคลีกับองค์ความรู้ในการผลิตสัตว์อยู่โดยตลอด

จนในปี พ.ศ. 2540 เกิดวิกฤติต้มยำกุ้งขึ้น จึงตัดสินใจว่าจะทำงานบริษัทต่อไปหรือไม่ ผนวกกับในช่วงระยะเวลานั้นได้กลับมาเยี่ยมมารดาแล้วพบเจอเข้ากับเพื่อนบ้านในละแวกนี้ที่แม้จะไม่ได้เรียนจบการศึกษาในระดับสูง แต่กลับมีความมั่นคงให้เห็นได้…ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการสร้างแรงบันดาลใจให้นำเงินที่สะสมไว้มาซื้อที่ดินบริเวณบ้านในง่วม พัฒนาสวนผลไม้เป็นหลัก สร้างชีวิตมาจนถึงปัจจุบัน

ในช่วงแรกที่ทำสวน คุณชลอมีความตั้งใจปลูกพืชแบบผสมผสาน จนกระทั่งปี พ.ศ. 2551 ขณะนั้นผลผลิตกาแฟในจังหวัดชุมพรมีปริมาณมากส่งผลให้ราคาตก จึงมีแนวคิดชักชวนเพื่อนเกษตรกรที่ปลูกกาแฟอยู่ด้วยกันมารวมตัวกันได้ประมาณ 30 คน ก่อตั้งกลุ่มเกษตรกรทำสวน ชุมชนในง่วม บ้านนา ขึ้นเพื่อหาแนวทางสร้างรายได้เสริมนอกจากการทำสวน จนทางกลุ่มได้รับคัดเลือกจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ให้เข้าร่วม “โครงการขับเคลื่อนปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในสถาบันเกษตรกร” ทำให้มีความสนใจในการเลี้ยงหมูหลุมจึงได้เริ่มเสาะหาความรู้จากผู้ที่มีประสบการณ์ภายในจังหวัดชุมพร

เมื่อมีความรู้ระดับหนึ่งก็ได้ตระเวนซื้อลูกหมูเพื่อนำมาขุน จนพบเข้ากับลูกสุกรเพศเมียเลือดผสม 2 สาย โดยมีแม่เป็นสุกรสายพันธุ์ลาร์จไวท์ (Large White) และ พ่อสุกรสายพันธุ์แลนด์เรซ (Land Race) จึงได้นำลูกหมูตัวดังกล่าวมาอนุบาลเพื่อเป็นแม่พันธุ์และสามารถให้กำเนิดลูกหมูเพศเมียที่มีความพร้อมเป็นแม่พันธุ์ได้มากถึง 6 แม่พันธุ์ด้วยกัน ซึ่งสามารถสร้างความมั่นใจให้เริ่มลงทุนสร้างคอกเพิ่มและพัฒนากลายมาเป็นการเลี้ยงสุกรแบบหมูหลุมในเวลาต่อมา

สร้างโรงเรือนเลี้ยงหมูหลุม

การสร้างโรงเรือนสำหรับเลี้ยงสุกรอย่างถูกต้องถือเป็นสิ่งสำคัญที่สามารถช่วยให้หมูมีสุขภาพดีเจริญเติบโตได้เร็ว อีกทั้งยังเอื้อให้ผู้เลี้ยงจัดการกับสิ่งปฏิกูลที่เกิดขึ้นจากการเลี้ยงหมูหลุมได้ง่ายดายขึ้นด้วย

คุณชลอ กล่าวว่า “ในส่วนของพื้นคอกในช่วงแรกใช้พื้นดินธรรมชาติเมื่อมีการเลี้ยงได้ 1-2 รอบ ปรากฏว่ามีปัญหาในส่วนของการทำความสะอาดที่ไม่สามารถทำได้จริง เพราะพื้นเป็นดิน ความชื้นรวมถึงสิ่งปฏิกูลไม่สามารถซึมผ่านชั้นดินไปได้มากนัก แต่กลับอยู่บนผิวดินส่งผลให้โรงเรือนมีความสกปรกมากขึ้น

แต่แก้ไขได้ด้วยการเทคอนกรีตรองพื้นภายในคอกทั้งหมด ซึ่งจะช่วยให้ภายหลังจากการเลี้ยงสุกรในคอกขุนเสร็จสิ้นทุกรอบสามารถที่จะทำความสะอาดฆ่าเชื้อได้จริง และเริ่มกระบวนการเลี้ยงใหม่ได้อย่างปลอดภัย เมื่อมองลู่ทางดีแล้วจึงเริ่มขยายโรงเรือนใหม่ในรูปแบบพื้นซีเมนต์เพิ่มอีกเพื่อรองรับการขุนหมูได้มากถึง 400-500 ตัว”

โดยโรงเรือนมีขนาดกว้าง 4.5 เมตร ยาว 5 เมตร และสูง 3.5 เมตร ส่วนหลังคาเป็นแบบเมทัลชีทแทรกด้วยการติดตั้งหลังคาโปร่งแสงไว้ในทุกคอกเพื่อเพิ่มความสว่างภายในโรงเรือนและลดการใช้พลังงาน ส่วนพื้นคอกมีการขุดลึกลงไปต่ำจากระดับพื้นดิน ประมาณ 20 เซนติเมตร ก่อนเททับด้วยคอนกรีต สาเหตุที่ต้องขุดพื้นลึกลงไปเพราะต้องนำวัสดุรองพื้นมาใส่แทนพื้นดินก่อนนำหมูเข้าคอกขุน พร้อมเจาะช่องระบายน้ำเพื่อถ่ายเทของเสียจากการล้างทำความสะอาด

ส่วนตรงกลางของคอก คุณชลอ นำถังใส่อาหารหมูแบบกลมมาติดตั้งบนแผ่นปิดถังซีเมนต์ เบอร์ 100 ยกสูงจากพื้นประมาณ 30 เซนติเมตร เสริมด้วยการติดตั้งระบบให้น้ำหมูบริเวณด้านหลังของคอกแบบหัวก๊อกพร้อมราง ซึ่งหมูสามารถที่จะดูดกินน้ำรวมถึงลงไปแช่ตัวคลายร้อนได้อีกด้วย ทั้งนี้ ใน 1 คอก สามารถเลี้ยงหมูขุนได้ประมาณ 25 ตัว ผ่านวิธีการรวมรุ่นหมูที่มีขนาดใกล้เคียงกันนำมาจัดคละลงในแต่ละคอก นอกจากนี้แล้ว ยังลดปัญหาหมูเบื่ออาหารจากอากาศร้อนจัดด้วยการติดตั้งระบบน้ำบนหลังคาช่วยลดอุณหภูมิภายในโรงเรือนทำให้หมูมีอารมณ์ดีอยู่โดยตลอด

เทคนิคการคัดเลือกแม่พันธุ์หมูหลุม

การคัดเลือกแม่พันธุ์นับเป็นส่วนผสมที่นำไปสู่ความสำเร็จในการทำฟาร์มหมูหลุม คุณชลอเลือกใช้แม่พันธุ์เลือดผสม 2 สาย ซึ่งได้จากแม่พันธุ์ลาร์จไวท์และพ่อพันธุ์แลนด์เรซ หรืออาจใช้พ่อสุกรสายพันธุ์ดูร็อค เปียแตรง (Duroc & Pietrain) ที่มีเลือด 2 สาย มาผสมกับแม่พันธุ์หมูที่มีสายพันธุ์ใกล้เคียงจนได้ลูกหมูมีคุณสมบัติโดดเด่นทนทานต่อสภาพอากาศและให้เปอร์เซ็นต์เนื้อแดงที่สูงกว่าหมูสายพันธุ์อื่น

คุณชลอ บอกว่า “เมื่อนำพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์มาผสมกันจนออกลูกมาแล้วจะเริ่มต้นกระบวนการคัดลูกหมูที่มีความเหมาะสมใช้เป็นแม่พันธุ์ด้วยวิธีการสังเกตลูกหมูเพศเมียที่มีลักษณะครบถ้วนสมบูรณ์แข็งแรง พร้อมทั้งมีอัตราการเจริญเติบโตที่ดี ไม่มีอาการเจ็บป่วยแสดงว่ามีความเหมาะสมกับการเป็นแม่พันธุ์ซึ่งจะเห็นได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้นในช่วงที่ลูกหมูมีการหย่านมแล้ว ทั้งนี้ กระบวนการคัดแม่พันธุ์จะต้องทำให้เสร็จสิ้นในช่วงการอนุบาลเพราะลูกหมูเพศเมียที่ไม่ได้คัดเลือกจะนำไปเข้าสู่กระบวนการขุนต่อไป”

แม่พันธุ์ที่ได้รับการคัดเลือกจะเริ่มนำมาผสมเมื่ออายุได้ประมาณ 7-8 เดือน น้ำหนักตัวประมาณ 100 กิโลกรัม ขึ้นไป กอปรกับการเตรียมตัวแม่พันธุ์จะต้องทำวัคซีนให้ครบ ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่กระบวนการคัดแยกตอนอนุบาล เช่น วัคซีนเซอร์โคไวรัส, วัคซีนอหิวาตกโรค และวัคซีนป้องกันเชื้อไมโคพลาสมาในสุกร ซึ่งวัคซีนทั้ง 3 ชนิดนี้ จะทำเมื่อยังเป็นลูกหมู จนกระทั่งเตรียมตัวเป็นแม่พันธุ์ก็จะฉีดวัคซีนป้องกันปากและเท้าเปื่อยในสุกร, วัคซีนพิษสุนัขบ้าเทียม, วัคซีนป้องกันเชื้อพาร์โวไวรัส รวมถึงฉีดวัคซีนป้องกันอหิวาตกโรคอีกครั้งหนึ่งเพื่อให้สมบูรณ์มากที่สุด

คุณชะลอ กล่าวต่อไปว่า “การผสมพันธุ์หมูยึดวิธีการธรรมชาติ คือใช้พ่อพันธุ์เป็นตัวผสม ไม่ได้มีการพัฒนาไปใช้ระบบการผสมเทียม โดยที่ฟาร์มมีแม่พันธุ์หมูไม่ต่ำกว่า 50 ตัว การใช้พ่อพันธุ์หมูแค่เพียงตัวเดียว กลิ่นเฉพาะตัวของพ่อหมูที่จะไปกระตุ้นแม่หมูให้เป็นสัดก็น้อยลงตามไปด้วย เพราะฉะนั้น จึงยินดีที่จะเลี้ยงพ่อพันธุ์เพิ่มอีก 3-4 ตัว เพื่อเพิ่มแรงกระตุ้นให้แม่หมูเป็นสัดและผสมพันธุ์ได้อย่างง่ายดาย แม้มีค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นจากการดูแลพ่อหมูหลายตัวก็ตาม”

สำหรับขั้นตอนการผสมพันธุ์หมูนั้น เริ่มต้นด้วยการนำแม่หมูมาอยู่ในคอก รอผสมและสังเกตอาการในช่วงที่แม่หมูมีพฤติกรรมเป็นสัดมากที่สุดประมาณในช่วงระยะท้ายๆ ของการเป็นสัดซึ่งแม่หมูจะสงบนิ่งและมีการตกไข่ที่ดี สามารถผสมติดได้ง่าย เมื่อผสมพันธุ์เสร็จจะต้องนำแม่หมูมาเข้าคอกรอสังเกตอาการอีกประมาณ 20 วัน หากผสมติดแล้วก็ต้องย้ายจากคอกรอสังเกตอาการไปอยู่ในส่วนของคอกแม่หมูตั้งท้อง อีกทั้งยังให้อาหารบำรุงแม่หมูในระยะอุ้มท้อง ได้แก่ เพอร์เฟค 902 เข้ามาเป็นตัวเสริมให้แม่หมูอีกด้วย

อนุบาลลูกหมู ลดอัตราเสี่ยงเกิดโรคในช่วงขุน

ลูกหมูแรกเกิดจะต้องอยู่กับแม่ ประมาณ 1 เดือน ในระหว่างนี้นอกจากการดูแลสุขภาพทั่วไปแล้ว เมื่ออายุได้ประมาณ 2 อาทิตย์ คุณชลอมีการฝึกหัดให้ลูกหมูเลียรางกินอาหาร โดยให้อาหารเป็นนมสำหรับสุกรแรกเกิดเมื่อครบ 30 วัน แม่หมูจะเริ่มน้ำนมแห้ง ส่วนลูกหมูก็สามารถที่จะกินอาหารด้วยตนเองได้ ถือเป็นช่วงเวลาที่ประจวบเหมาะสำหรับการนำแม่หมูเข้าสู่กระบวนการบำรุงเพื่อรอผสมพันธุ์ใหม่อีกครั้ง

คุณชลอ กล่าวว่า “เมื่อลูกหมูเริ่มกินอาหารได้แล้วจะ ถูกนำมารวมกันเพื่อสังเกตอาการด้วยวิธีการตรวจสอบว่ามีความสมบูรณ์หรือไม่ สามารถกินอาหารได้ดีหรือยัง เพราะในบางครั้งการนำลูกหมูไปลงคอกขุนเลยนั้นจะส่งผลให้ลูกหมูเกิดความตื่นคอก ในลูกหมูบางตัวยังกินอาหารเม็ดไม่เป็นเ พราะขาดการฝึกหัด อีกทั้งขนาดไซซ์ก็เป็นส่วนสำคัญหากมีความแตกต่างกันมากก็ยังคงต้องรออนุบาลต่อไป ไม่สามารถนำเข้าคอกขุนได้ โดยปกติแล้วการอนุบาลนี้จะอยู่ที่ประมาณ 15 วัน หรือลูกหมูมีน้ำหนักตัว ประมาณ 12-15 กิโลกรัม ในส่วนของหมูที่ตัวเล็กมากก็อาจจะต้องอนุบาลนานกว่านั้น แต่จะมีปัญหาอยู่บ้างในระหว่างการอนุบาลลูกหมูช่วงนี้มักป่วยด้วยโรคท้องเสียหรือพยาธิ หากเป็นพยาธิก็ใช้ยาถ่ายพยาธิ ส่วนถ้าเป็นโรคท้องเสียอาจต้องใช้ยาปฏิชีวนะเข้าช่วย พร้อมทั้งตรวจดูการตอบสนองของหมูที่มีกับตัวยา เมื่อครบ 15 วัน และน้ำหนักตัวได้ตามเกณฑ์แล้วก็จะนำลงคอกขุน ซึ่งจะต้องดูขนาดของหมู รวมถึงจัดจำนวนหมูให้พอดีกับคอกต่อไป”

ทั้งนี้ ผู้เลี้ยงจะต้องมีความพิถีพิถันในขั้นตอนการทำคอกสำหรับขุนหมู จะต้องมีการแบ่งซอยคอกให้มีหลากหลายขนาด เพื่อให้สามารถรองรับจำนวนหมูที่คละไซซ์แตกต่างกันได้ ส่วนใหญ่แล้วจะมีหมูจำนวน 15-25 ตัว ต่อ 1 คอก โดยอัตราเฉลี่ยจะอยู่ที่ 1 ตัว ต่อพื้นที่ 1.4 ตารางเมตร หากใช้อัตราส่วนความหนาแน่นที่น้อยกว่านั้น อาจส่งผลทำให้หมูมีสภาพที่แออัดคับแคบมากขึ้น

อาหารเสริมสำหรับหมูขุน

เมื่อลูกหมูเข้ามาอยู่ในคอกหมูขุน ผู้เลี้ยงก็สามารถลดภาระในการดูแลลงไปได้ระดับหนึ่ง เพราะผ่านการอนุบาลและคัดเลือกขนาดมาอย่างถี่ถ้วน คุณชลอเลือกใช้อาหารเม็ดสำหรับสุกรขุน เพอร์เฟค 916 มาเติมให้หมูขุนกินอาหารได้ตลอดเวลา โดยหมูขุนจะมีการบริโภคอาหารอยู่ที่ วันละ 1-2 กระสอบ ผสานกับการนำเคล็ดลับอาหารเสริมพิเศษที่ได้จากกล้วยหอมทองซึ่งมีให้หมูบริโภคอยู่ทุกวัน

คุณชลอ กล่าวว่า “กล้วยหอมทองที่นำมาให้หมูบริโภคนั้นได้มาจากต้นกล้วยที่ปลูกไว้ภายในสวน กล้วยที่มีคุณภาพดีจะถูกนำไปทำกล้วยห่อส่งร้านสะดวกซื้อ ส่วนกล้วยคัดที่ตกไซซ์ก็จะถูกนำมาบ่มสุกเพื่อใช้เป็นอาหารให้หมู ช่วยลดค่าใช้จ่ายในส่วนของค่าอาหารลงไปได้มากทีเดียว โดยลูกหมู 1 ตัว สามารถกินกล้วยหอมทองได้เฉลี่ย 2 ลูก ต่อวัน ส่วนอายุเฉลี่ยหมูขุนไปจนถึงการชำแหละเพื่อจำหน่าย จะอยู่ที่ประมาณ 4 เดือน มีอัตราการเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อ หรือค่า FCR ประมาณ 2-2.2 นับเป็นอัตราที่น่าพึงพอใจ ทั้งนี้ หมูมีปริมาณเนื้อที่เพิ่มมากขึ้นก็ได้จากกล้วยหอมทองนั่นเอง

ส่วนโรคของหมูเมื่อมาอยู่ในคอกขุนแล้วพบน้อยมาก แต่อาจจะมีอยู่บ้างในส่วนของพยาธิซึ่งสามารถแก้ไขได้ด้วยการนำโปรแกรมการถ่ายพยาธิเข้ามาช่วย โดยใช้วิธีการถ่ายพยาธิในระหว่างขุน 2 ครั้ง ได้แก่ ในช่วงหมูลงคอกขุนเดือนแรก และเมื่อย่างเข้าสู่เดือนที่ 3 หรือหมูมีอายุประมาณ 2 เดือนครึ่ง อีกทั้งยังมีการทำระยะงดเว้นการให้ยาประมาณ 50 วัน ก่อนการจำหน่ายซึ่งจะไม่ใช้ยาปฏิชีวนะรวมถึงยาถ่ายพยาธิกับหมู เพื่อให้มีความปลอดภัยต่อผู้บริโภคมากที่สุด”

สำหรับน้ำหนักหมูขุนก่อนการจำหน่าย คุณชลอ มีการกำหนดให้หมูมีน้ำหนักไม่ต่ำกว่า 100 กิโลกรัม แต่ปัจจุบันอาจมีปัจจัยภาวะตลาดเข้ามาเกี่ยวข้อง ส่งผลให้ในช่วงที่หมูราคาตกจำหน่ายได้ยาก หมูขุนอาจมีน้ำหนักตั้งแต่ 110-120 กิโลกรัม ต่อตัว แต่ในช่วงที่หมูมีราคาสูงเช่นในระยะนี้ น้ำหนักจะอยู่ที่ 80-90 กิโลกรัม ต่อตัว เท่านั้น สาเหตุก็เพราะมีแม่ค้าเข้ามาติดต่อซื้อคราวละมากๆ จนไม่สามารถขุนหมูได้ทัน

ผลิตปุ๋ยหมักจากมูลหมูสร้างรายได้เสริม

นอกจากการจำหน่ายหมูขุนแล้ว คุณชลอ ยังเพิ่มช่องทางการตลาดผ่านการจำหน่ายปุ๋ยหมักจากมูลหมูด้วยกรรมวิธีเติมจุลินทรีย์ลงไปในวัสดุรองพื้นคอกหมูทุกอาทิตย์เพื่อให้เป็นตัวย่อยสลายอินทรียวัตถุจนกระทั่งได้เป็นปุ๋ยหมักคุณภาพดี ถือเป็นการสร้างรายได้เสริม อีกทั้งยังช่วยลดกลิ่นเหม็นจากมูลหมูได้อย่างชะงัด

คุณชลอ กล่าวว่า “ปุ๋ยหมักจะได้มาจากส่วนผสมที่ใช้เป็นวัสดุรองพื้นคอก ซึ่งประกอบไปด้วยขุยมะพร้าว ทะลายปาล์ม และแกลบกาแฟ นำวัสดุรองพื้นทั้ง 3 ชนิด มาวางเรียงซ้อนกันเป็นชั้นคล้ายคลึงกับการทำปุ๋ยหมักแล้วโรยทับด้วยเกลือ คอกละประมาณ 4-5 กิโลกรัม ก่อนราดน้ำหมักชีวภาพและปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 7 วัน ต้องรอให้คอกเลี้ยงมีความชื้นประมาณ 20-30 เปอร์เซ็นต์ เพราะในช่วงแรกที่ผสมวัสดุรองพื้นจะเกิดความร้อนหากนำหมูลงคอกจะทำให้เกิดอาการหอบได้ จึงต้องทยอยนำลูกหมูลงคอกซึ่งหมูที่ลงก็ต้องเป็นหมูเล็ก ไม่ใช่หมูขุนน้ำหนัก 30-40 กิโลกรัม”

พร้อมเผยเคล็ดลับทำน้ำหมักชีวภาพใช้ราดคอกหมูผลิตปุ๋ยหมัก เริ่มต้นด้วยการนำมังคุดทั้งลูก ประมาณ 100 กิโลกรัม มาบีบให้แตกก่อนใส่ลงไปในถังขนาด 120 ลิตร แล้วเติมด้วยน้ำให้พอมิดมังคุดตามด้วยกากน้ำตาลอีก 15 กิโลกรัม และเติมเชื้อ พด. 2 สำหรับผลิตน้ำหมักชีวภาพจากกรมพัฒนาที่ดินคลุกเคล้าส่วนผสมให้เข้ากัน หมักทิ้งไว้ไม่ต่ำกว่า 10 วัน โดยถังหมักนี้ถือเป็นถังแม่แบ่งเติมหัวเชื้อให้กับถังลูก ไม่ได้ใช้ในคราวเดียวทั้งหมด

ส่วนถังลูก (ถังใช้) นำถังขนาด 120 ลิตร มาใส่น้ำสะอาด ประมาณ 100 ลิตร พร้อมกับเติมกากน้ำตาลลงไป 10 กิโลกรัม ก่อนเติมหัวเชื้อน้ำหมักมังคุดจากถังแม่ลงไปประมาณ 5 ลิตร คลุกเคล้าให้เข้ากันแล้วหมักทิ้งไว้ 7-10 วัน ก็สามารถนำมาใช้งานได้ โดยใช้ราดคอกหมูทุก 7 วัน ในอัตราส่วน พื้นที่ 20 ตารางเมตร ใช้น้ำหมักชีวภาพ 20 ลิตร

โดยหมูจะทำหน้าที่เหยียบย่ำคลุกเคล้าดินที่ใช้รองพื้นให้ผสมเข้ากับน้ำหมัก ผู้เลี้ยงไม่ต้องฉีดล้างทำความสะอาดคอกแต่อย่างใด เมื่อครบ 4 เดือน จะมีสภาพกลายเป็นปุ๋ยหมักชั้นเยี่ยม เพียงเก็บมาใส่กระสอบรอจำหน่ายต่อไปเท่านั้น ก่อนจะล้างคอกฆ่าเชื้อเพื่อเตรียมเลี้ยงใหม่ได้อีกครั้ง โดยหมู 1 ตัว สามารถให้ปุ๋ยได้ประมาณ 7 กระสอบ มีราคาจำหน่ายอยู่ที่กระสอบละ 80 บาท เท่านั้น

คุณชลอ ฝากถึงเพื่อนเกษตรกร “ผู้เลี้ยงหมูจะต้องคำนึงถึงผลกระทบที่มีต่อชุมชนโดยเฉพาะปฏิกิริยาตอบกลับในประเด็นของกลิ่นที่นับเป็นสิ่งสำคัญ ถึงแม้ผู้เลี้ยงจะได้กำไรดี แต่ก็ต้องขัดแย้งกับชุมชนจนไม่สามารถที่จะเลี้ยงต่อไปได้ ผู้เลี้ยงจะต้องหลีกเลี่ยงปัญหานี้แล้วปรับปรุงพัฒนารูปแบบการเลี้ยงไม่ให้กระทบต่อผู้อื่นเพื่อเพิ่มความมั่นคงในอาชีพ”

ติดต่อเกษตรกร คุณชลอ เหลือบุญเลิศ (ปุ่น) เลขที่ 72/1 หมู่ที่ 8 ตำบลบ้านนา อำเภอเมือง จังหวัดชุมพรชุมชนที่กำลังได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่งของไทยก็คือ ชุมชนปากน้ำประแส

เป็นชุมชนแห่งหนึ่งของอำเภอแกลง จังหวัดระยอง ชุมชนแห่งนี้เป็นหมู่บ้านชายทะเลที่เคยรุ่งเรืองในอดีต หมายถึงว่า สมัยที่ยังไม่มีถนนบางนา-ตราด นั้น ใครจะเข้ากรุงเทพฯ จะพากันมาลงเรือที่ปากน้ำประแส

ปัจจุบัน ชุมชนปากน้ำประแส ยังรักษาสภาพทั่วไปเหมือนในอดีตที่มีอาชีพประมงเป็นหลัก อาหารทะเลของที่นี่ นอกจากสดแล้วราคายังถูกด้วย นักท่องเที่ยวเกือบทุกคนถ้าได้มาเที่ยวที่นี่ มักจะซื้อปลาแห้ง กุ้งแห้ง และกะปิ เป็นของฝาก

ล่าสุดก็เมื่อไม่นานมานี้มีเพิ่มขึ้นอีกสิ่งหนึ่งที่นักท่องเที่ยวจะต้องซื้อไปกินเองและเป็นของฝาก สิ่งนั้นคือ ชาใบขลู่ที่จริงต้นขลู่ซึ่งเป็นวัชพืชได้ขึ้นงอกงามอยู่ที่ชายทะเลและใกล้ๆ กับป่าชายเลนที่ปากน้ำประแสมานานแล้ว

ชาวบ้านและชาวประมงอย่างดีก็แค่นำใบอ่อนของต้นขลู่มาลวกกินกับน้ำพริก แต่แล้วอยู่ๆ ชาใบขลู่เกิดโด่งดังขึ้นมาเอง จากประจวบคีรีขันธ์และใกล้เคียงที่ได้นำใบขลู่มาทำเป็นชาใบขลู่

ที่ชาใบขลู่โด่งดังเพราะมีสรรพคุณหลายอย่าง เช่น ลดความดันโลหิต แก้โรคเบาหวาน แก้ท้องอืด ขับลม เส้นตึง แต่ที่แน่ๆ ก็คือ หากกินทุเรียนแล้วกินชาใบขลู่ไปด้วยก็จะไม่ร้อนใน ซึ่งเหมาะสำหรับคนที่ชอบกินทุเรียนเป็นอย่างยิ่ง

ทว่าโดยส่วนตัว ผมรู้จักชาใบขลู่มาจากเพื่อนรุ่นพี่คนหนึ่งคือ คุณบรรเจิด นามจิตร ได้นำมาให้เพื่อนๆ กิน โดยยืนยันว่าทำให้กระดูกแข็งแรงขึ้น

เพื่อนๆ ทุกคนเชื่อ เพราะเดิมทีคุณบรรเจิดจะเดินไปไหนมาไหนต้องใช้ไม้เท้า

แต่พอได้กินชาใบขลู่เพียงไม่กี่เดือนสามารถเดินได้โดยไม่ต้องใช้ไม้เท้า ถึงขนาดเพื่อนคนที่ว่านี้เรียกชาใบขลู่เสียใหม่ว่าชาทิ้งไม้เท้า

ถึงแม้ผมเชื่อว่า ชาใบขลู่ต้องดีแน่กับโรคกระดูก แต่เนื่องจากร่างกายของผมไม่มีปัญหาเรื่องกระดูก ถึงแม้เพื่อนให้มากิน ผมก็กินบ้างไม่กินบ้างแต่พอได้ไปพบชาใบขลู่ที่ชุมชนบ้านประแสผมก็อดซื้อมากินไม่ได้ เพราะถ้ากินเป็นประจำเหมือนกับน้ำก็ไม่น่าจะเสียหายอะไร คิดว่าเป็นการกินชาจีนก็แล้วกัน ราคาก็ไม่แพงด้วย

ที่ชุมชนบ้านประแส มีบ้านที่ผลิตชาใบขลู่ส่งขายไปทั่วประเทศ ไม่ได้ส่งเอง แต่จะมีคนมาซื้อไปขายต่อบ้าง สั่งซื้อมาทางไปรษณีย์บ้าง

การผลิตชาใบขลู่ของที่นี่ไม่ได้ทำคนเดียว แต่ตั้งเป็นกลุ่ม รวมแล้ว 30 กว่าคน โดยแบ่งงานกันทำ มีรายได้ก็มาแบ่งกัน ซึ่งทำให้ทุกคนมีรายได้ โดยเฉพาะคนสูงอายุ นอกจากได้เพลิดเพลินกับการได้ทำงานแล้วยังได้เงินใช้อีก

หัวหน้ากลุ่มชื่อ ชะโลม วงศ์ทิม ปัจจุบันอายุ 71 ปี เดิมมีอาชีพประมง

หัวหน้ากลุ่มได้เล่าความเป็นมาและเป็นไปของการทำชาใบขลู่ให้ผมฟังว่า เริ่มทำชาใบขลู่มา 6 ปีแล้ว โดยมีผู้รู้มาสอนให้ กิจการก้าวหน้าดีพอสมควร

ขั้นตอนการผลิตชาใบขลู่จะเริ่มจากใช้คนในกลุ่มไปตัดต้นขลู่ซึ่งขึ้นอยู่ทั่วไป แต่จะเลือกเฉพาะต้นที่ขึ้นอยู่ในป่าไกลจากถนน เพราะจะปลอดภัยจากสารพิษที่พ่นออกมาจากรถยนต์

นำกิ่งใบขลู่มาเด็ดเอาแค่ใบแล้วนำไปทำความสะอาดด้วยน้ำ

จากนั้นเอาใบขลู่ลงหม้อนึ่งเพื่อลดความกร่อย

แล้วนำใบขลู่ไปตากในตู้กระจกที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์เพื่อไล่ความชื้น

เมื่อความชื้นถูกกำจัดจากแสงอาทิตย์หมดแล้ว ก็นำเข้าเตาอบจนแห้งอีกครั้ง เป็นอันเสร็จพิธี

หัวหน้ากลุ่มบอกว่าการทำชาทุกชนิดไม่ว่าจะทำจากอะไร ถ้าทำไม่ดีจะมีเชื้อราซึ่งแทนที่กินแล้วจะได้ประโยชน์ก็จะมีโทษ“ชาใบขลู่ของที่นี่จึงต้องทำอย่างดี ไม่ให้เกิดเชื้อรา ถึงจะเก็บไว้นานเป็นปีก็ไม่เป็นไร” แกยืนยัน เมื่อผมถามว่าถ้าชาใบขลู่ขายดีขึ้นอีกจ ะมีปัญหาเกี่ยวกับวัตถุดิบหรือไม่

หัวหน้ากลุ่มบอกว่า ไม่มี เหตุที่ไม่มีก็เพราะต้นขลู่ขึ้นง่ายขยายพันธุ์เองไปตามธรรมชาติได้อย่างรวดเร็ว ส่วนการขายนั้นมีปัญหาในระยะแรก ปัจจุบัน จากปากต่อปากทำให้ขายดีขึ้นเรื่อยๆ ที่สำคัญชาใบขลู่กินแล้วมีประโยชน์จริงๆ โดยผู้กินรับรองผล จึงสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ซื้อไปดื่ม

วันนั้นผมอุดหนุนด้วยการซื้อติดมือมา 4 ถุง ถุงละ 60 บาท ถุงหนึ่งๆ มีน้ำหนักเพียงขีดเดียวหรือเท่ากับ 100 กรัม แต่เยอะมาก สามารถกินได้หลายวัน เพราะชงแต่ละครั้งใช้แค่ประมาณ 10 ใบเท่านั้น หากจะดื่มน้ำชาใบขลู่เหมือนดื่มน้ำ ซองหนึ่งๆ ดื่มได้เป็นเดือน

ราคาขายจะเหมาะสมหรือเปล่าไม่รู้ แต่ได้รับคำอธิบายจากหัวหน้ากลุ่มว่า

ใบขลู่สดๆ หนัก 25 กิโลกรัม พอนำมาผ่านขั้นตอนทำเป็นชาใบขลู่แล้วจะเหลือเพียง 5 กิโลกรัมเท่านั้น

ราคาขายชาใบขลู่ กิโลกรัมละ 600 บาท ก็จะได้ 3,000 บาท บางวันก็ทำได้มากกว่านี้ บางวันก็ได้น้อย อยู่ที่สมาชิกจะมาร่วมกันทำมากน้อยแค่ไหนแบ่งเงินรายได้กันแล้ว ก็พออยู่กันได้ แต่ละคนแต่ละวันมีค่าใช้จ่ายน้อย เพราะเป็นชุมชนที่มีบ้านเรือนอยู่ใกล้ๆ กัน เดินไปทำงานได้ โดยเฉพาะคนสูงอายุนั้นจะพากันมาช่วยทำกันมากเป็นพิเศษ เพราะอยู่บ้านก็เหงาไม่รู้จะทำอะไร เมื่อยก็พัก ทุกคนได้ทั้งงานได้ทั้งเงิน และได้ทั้งด้านจิตใจ เพราะจะมีความสุขกับการทำงาน และบางคนมาหารายได้เสริมเท่านั้น เพราะมีอาชีพอื่นทำเป็นหลักอยู่แล้ว

‘หญิงหน่อย’ ประกาศลั่น! เพื่อไทยทำได้ ราคา ยาง-ข้าว ดีขึ้นกว่าตอนนี้แน่นอน!
เมื่อวานนี้ (26 พ.ย.) คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย (พท.) เปิดเผยผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ก คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ Sudarat Keyuraphan เล่าบรรยากาศการเดินทาง เปิดศูนย์ประสานงานพรรคเพื่อไทย และพบประชาชนในพื้นที่จังหวัดนครพนม และ สกลนคร ว่า

ได้รับฟังปัญหาของประชาชน ซึ่งพบว่าปัญหาหนักที่สุดยังคงเป็นความทุกข์ของเกษตรกรไทย อย่างทั้งเรื่องยางและข้าวที่ราคาตกต่ำ จึงเป็นปัญหาที่ต้องแก้ด้วยการสร้างโอกาสใหม่และดำเนินการแบบเร่งด่วน ซึ่งพรรคเพื่อไทยได้เตรียมนโยบายไว้จัดการปัญหาเหล่านี้แล้ว

แกนนำพรรคเพื่อไทย ระบุว่า ตนและพรรคเพื่อไทยขอย้ำว่าจะคว้าโอกาสจากโลกยุคใหม่มาใส่มือพี่น้องเกษตรกรไทยให้ได้ ซึ่งทีมนโยบายมองการแก้การปัญหาไว้แล้ว แต่ยังติดตรงที่ยังไม่มีการปลดล็อกให้พรรคการเมืองนำเสนอนโยบาย วันนี้จึงเล่าให้ฟังได้ไม่เต็มที่

แต่ขอให้เกษตรกรมั่นใจว่า พรรคเพื่อไทยจะแก้ปัญหาราคายางและราคาข้าวได้ เพราะในอดีตสมัยที่ได้รับโอกาสจากประชาชนให้เป็นรัฐบาลก็เคยทำได้มาแล้ว รวมถึงการแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรต่างๆ ซึ่งสิ่งนี้จะเป็นจุดพลิกฟื้นเศรษฐกิจของประเทศให้กลับคืนมา

ทั้งนี้ คุณหญิงสุดารัตน์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย ระบุปิดท้ายว่า27 พฤศจิกายน 2561 – นางอุมาพร สุขม่วง อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นประธานเปิดงานสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เรื่อง “การส่งเสริมศักยภาพผู้ประกอบการ OTOP วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม วิสาหกิจชุมชน เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศ” โดยมี นางสาวลดา พันธ์สุขุมธนา ผู้อำนวยการสำนักหอสมุดและศูนย์สารสนเทศวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวรายงานการจัดงาน และ นายสุชาติ ทีคะสุข รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย ให้เกียรติกล่าวต้อนรับ โดยมีผู้ประกอบการ OTOP เข้าสัมมนา จากจังหวัดสุโขทัย แพร่ อุตรดิตถ์ พิษณุโลก ลำปาง กำแพงเพชร และตาก และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประมาณ 450 คน ณ โรงแรมสุโขทัย เทรเชอร์ รีสอร์ท แอนด์ สปา อำเภอเมือง จังหวัดสุโขทัย