ฝนถล่มยาวทั้งสัปดาห์! กรมอุตุฯ เตือน 45 จว. ซัดเหนือ-ใต้ อ่วม

กระหน่ำกรุง ร้อยละ60 วันนี้โดนอีก กรมอุตุฯ เตือนฝนถล่ม 45 จว. ซัดภาคเหนือ-ใต้ อ่วม เสี่ยงท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลาก เผยกระหน่ำต่อเนื่องยาวถึงสุดสัปดาห์นี้ คนกรุงไม่รอด ฝนกระหน่ำวันนี้ ร้อยละ 60
กรมอุตุฯ / เมื่อวันที่ 24 ต.ค. กรมอุตุนิยมวิทยา พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้าประเทศไทยยังคงมีฝนตกต่อเนื่อง และมีฝนตกหนักบางแห่งในบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออก และภาคใต้ ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสม ที่อาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลากได้

อนึ่ง หย่อมความกดอากาศต่ำที่ปกคลุมทะเลจีนใต้ตอนล่าง คาดว่าจะเคลื่อนตัวลงสู่อ่าวไทยในช่วงวันที่ 24-26 ตุลาคม 2561 ทำให้บริเวณดังกล่าวมีฝนเพิ่มมากขึ้นและมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางพื้นที่ ขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยระมัดระวังอันตรายจากฝนตกหนัก น้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลาก ในระยะนี้ไว้ด้วย

ลักษณะสำคัญทางอุตุนิยมวิทยา หย่อมความกดอากาศต่ำยังคงปกคลุมประเทศเมียนมา ลักษณะเช่นนี้ทำให้ภาคเหนือ ยังคงมีฝนตกต่อเนื่องกับมีฝนตกหนักบางแห่ง ประกอบกับมีลมตะวันออกเฉียงใต้พัดปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และอ่าวไทย ทำให้บริเวณดังกล่าวยังคงมีฝนตก และมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณภาคตะวันออกและภาคใต้

พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทย ตั้งแต่เวลา 06.00 น. ของวันนี้ ถึงเวลา 06.00 ของ วันที่ 25 ต.ค.นี้ ภาคเหนือ มีเมฆมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง พะเยา แพร่ และน่าน อุณหภูมิต่ำสุด 22-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 29-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-25 กม./ชม.

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 30 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดเลย หนองคาย หนองบัวลำภู อุดรธานี ขอนแก่น ชัยภูมิ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ และศรีสะเกษ อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-35 องศาเซลเซียส
ลมตะวันออก ความเร็ว 10-30 กม./ชม.

ภาคกลาง มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดราชบุรี นครปฐม กาญจนบุรี อุทัยธานี นครสวรรค์ ลพบุรี และสระบุรี อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออก มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด อุณหภูมิต่ำสุด 24-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันออก ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง ประมาณ 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 1 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 80 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดสุราษฏร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส อุณหภูมิต่ำสุด 24-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันออก ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 1 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 31-33 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 1 เมตร

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีเมฆมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-33 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.

กรมส่งเสริมการเกษตร เตรียมวางแผนเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง พร้อมแนะเกษตรกรเลือกปลูกพืชให้ผลตอบแทนสูงกว่าข้าวนาปรัง นางดาเรศร์ กิตติโยภาส รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตร ได้บูรณาการกับหน่วยงานเกี่ยวข้อง โดยได้จัดประชุมคณะทำงานวางแผนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง และร่วมจัดทำข้อมูลแผนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง รวมทั้งนโยบายและมาตรการส่งเสริมการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งในฤดูกาลที่จะถึงนี้ พร้อมกับเชิญชวนให้เกษตรกรหันมาปลูกพืชฤดูแล้งที่ใช้น้ำน้อยที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าข้าวนาปรัง ซึ่งสอดคล้องกับโครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังฤดูทำนา และโครงการส่งเสริมการปลูกพืชหลากหลายฤดูนาปรัง ปี 2562 ที่กรมส่งเสริมการเกษตรกำลังดำเนินการ

ทั้งนี้ จากข้อมูลของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร พบว่า สถิติราคาและผลตอบแทนผลผลิตในช่วงฤดูแล้งปีที่ผ่านมา (ก.พ. – พ.ค.) พบว่า พืชใช้น้ำน้อย ได้แก่ พืชไร่ พืชผัก เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ข้าวโพดหวาน และข้าวโพดฝักอ่อน ให้ผลตอบแทนสูงกว่าข้าวนาปรัง ดังนี้ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ความชื้น 14.5% (มี.ค.-พ.ค.) ราคา 8.42 บาท ต่อกิโลกรัม เกษตรกรมีรายได้ 8,445 บาท ต่อไร่ คิดเป็นกำไร 2,649 บาทต่อไร่ ข้าวโพดหวานทั้งเปลือก (ก.พ. – เม.ย.) ราคา 7.21 รายได้ 15,652 บาท ต่อไร่ คิดเป็นกำไร 8,791 บาท ต่อไร่ ข้าวโพดฝักอ่อน (ก.พ. – เม.ย.) ราคา 17.98 บาท ต่อกิโลกรัม รายได้ 16,464 บาท ต่อไร่ คิดเป็นกำไร 11,080 บาท ต่อไร่ ขณะที่ ข้าวนาปรัง (มี.ค.-พ.ค.) ราคา 7,830 บาท ต่อตัน รายได้ 5,293 บาท ต่อไร่ คิดเป็นกำไร 398 บาท ต่อไร่

จะเห็นได้ว่าพืชไร่ พืชผัก ดังกล่าว ให้ผลตอบแทนสูงกว่าข้าวนาปรังเมื่อเปรียบเทียบในช่วงเวลาเดียวกัน กรมส่งเสริมการเกษตร จึงขอเชิญชวนให้เกษตรกรหันมาปลูกพืชไร่ พืชผัก ใช้น้ำน้อย ทดแทนการปลูกข้าวนาปรัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเข้าร่วมโครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังนา จะมีผู้รับซื้อโดยสหกรณ์ในพื้นที่และสมาคมอาหารสัตว์ และยังมีการประกันราคารับซื้อด้วย พร้อมทั้งแนะนำให้เกษตรกรกลุ่มผู้ใช้น้ำร่วมวางแผนการผลิตในเขตพื้นที่ชลประทานที่ใช้น้ำในคลองส่งน้ำเดียวกัน

โดยการทำแผนร่วมกันปลูกพืชใช้น้ำน้อยให้เป็นพื้นที่ต่อเนื่องกันตลอดแนวคลองส่งน้ำ เพื่อความสะดวกในการบริหารจัดการน้ำให้พืชดังกล่าวได้รับน้ำพอดีกับความต้องการ ซึ่งการปลูกเป็นพื้นที่ผืนเดียวกันตลอดแนวคลองส่งน้ำยังช่วยให้เป็นแหล่งที่มีผลผลิตที่ง่ายต่อการรับซื้อของตลาด สุดท้ายแล้วจะช่วยให้ได้รับผลตอบแทนที่สูงขึ้น ทั้งนี้สามารถขอรับคำปรึกษาจากเจ้าหน้าที่ของกรมส่งเสริมการเกษตรในพื้นที่ใกล้บ้านท่าน

จะเห็นได้ว่าพืชไร่ พืชผัก ดังกล่าว ให้ผลตอบแทนสูงกว่าข้าวนาปรังเมื่อเปรียบเทียบในช่วงเวลาเดียวกัน กรมส่งเสริมการเกษตร จึงขอเชิญชวนให้เกษตรกรหันมาปลูกพืชไร่ พืชผัก ใช้น้ำน้อย ทดแทนการปลูกข้าวนาปรัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเข้าร่วมโครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังนา จะมีผู้รับซื้อโดยสหกรณ์ในพื้นที่และสมาคมอาหารสัตว์ และยังมีการประกันราคารับซื้อด้วย พร้อมทั้งแนะนำให้เกษตรกรกลุ่มผู้ใช้น้ำร่วมวางแผนการผลิตในเขตพื้นที่ชลประทานที่ใช้น้ำในคลองส่งน้ำเดียวกัน โดยการทำแผนร่วมกันปลูกพืชใช้น้ำน้อยให้เป็นพื้นที่ต่อเนื่องกันตลอดแนวคลองส่งน้ำ เพื่อความสะดวกในการบริหารจัดการน้ำให้พืชดังกล่าวได้รับน้ำพอดีกับความต้องการ ซึ่งการปลูกเป็นพื้นที่ผืนเดียวกันตลอดแนวคลองส่งน้ำยังช่วยให้เป็นแหล่งที่มีผลผลิตที่ง่ายต่อการรับซื้อของตลาด สุดท้ายแล้วจะช่วยให้ได้รับผลตอบแทนที่สูงขึ้น ทั้งนี้สามารถขอรับคำปรึกษาจากเจ้าหน้าที่ของกรมส่งเสริมการเกษตรในพื้นที่ใกล้บ้านท่าน

กรีนซีซั่นนี้ ไปสัมผัสธรรมชาติเต็มปอดที่ “เขาค้อ” จังหวัดเพชรบูรณ์ ชมทิวทัศน์ท่ามกลางทะเลหมอก และทุ่งกังหันลมขนาดยักษ์ ที่มีความสูงกว่า 110 เมตร พร้อมสัมผัสวิถีชนเผ่าม้งน่ารักๆ ที่หมู่บ้านเล่าลือ และหมู่บ้านเล่าเน้ง มีวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ อย่าง ผ้าเขียนเทียน ที่ใช้น้ำเทียนเขียนเป็นลายก่อนนำไปย้อม จนเกิดเป็นลวดลายสุดอันซีนชวนหลงใหล พลาดไม่ได้กับขนมพื้นบ้านชื่อไม่คุ้นหู อย่าง “หยัว” ทำจากข้าวลืมผัว นำมานึ่ง ตำจนเหนียว และนำไปปิ้ง ซึ่งเป็นขนมที่หาทานได้ยาก

นิยมทำทานกันในช่วงเทศกาลสำคัญของชาวม้งเท่านั้น นอกจากนี้ ยังมีไฮไลท์เด็ดสุดแอดเวนเจอร์ อย่าง ฟอร์มูล่าม้ง หรือ รถไม้สไลด์สไตล์พื้นบ้าน ที่เกิดจากภูมิปัญญาชาวบ้านทำขึ้นเพื่อความสนุกสนาน วิธีการเล่นคือดิ่งลงจากเนินเขา ความสูงขึ้นอยู่กับทักษะของผู้เล่น สุดท้ายสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการค้างแรม เดอะ บูลสกาย รีสอร์ท เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกสำหรับผู้ที่ชื่นชอบธรรมชาติ ท่ามกลางบรรยากาศสไตล์ยุโรป สัมผัสความสวยงามของสวนดอกไม้นานาพันธุ์ ที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันออกดอกตามฤดูกาลฃสัมผัสอัตลักษณ์ชาวม้งแห่ง “เขาค้อ” กับฝรั่งยิ้มกว้าง “แดเนียล เฟรเซอร์” ในรายการหลงรักยิ้ม วันเสาร์ ที่ 27 ตุลาคม 2561 เวลา 16.30 น. ทางช่อง 28 (3SD) พร้อมรับข่าวสารต่างๆ ของรายการได้ทาง

นายอธิราษฎร์ ดำดี กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ในคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ตามที่กระทรวงพาณิชย์มีนโยบายส่งออกน้ำมันปาล์มดิบไปตลาดต่างประเทศ ประมาณ 3 แสนตัน เพื่อแก้ปัญหาราคาปาล์มน้ำมันตกต่ำในขณะนี้ ไม่ใช่แนวทางการแก้ปัญหา เนื่องจากข้อมูลพบว่า ขณะนี้น้ำมันปาล์มดิบในสต๊อกมีจริงเพียง 2.8 แสนตัน แต่ได้มีการนำน้ำมันปาล์มกลั่นแล้ว เป็นน้ำมันปาล์มขวดเพื่อบริโภคกลับมารวมในสต๊อกด้วย ทำให้มีน้ำมันเกือบ 4 แสนตัน โดยกระทรวงพาณิชย์ต้องใช้งบประมาณกว่า 500 ล้านบาท เพื่อชดเชยค่าดำเนินการให้เอกชนผู้ส่งออก กิโลกรัมละ 1.75 บาท ซึ่งไม่ตรงจุด เพราะเป็นข้อเรียกร้องเมื่อปีที่แล้ว

“ปัจจุบันสถานการณ์เปลี่ยนไป จึงควรที่จะทำตามข้อเรียกร้องของเกษตรกร คือการนำน้ำมันปาล์ม ซึ่งราคาน้ำมันปาล์มดิบขณะนี้อยู่ที่ 17 บาท/กก. น้ำมันเตาอยู่ที่ 21 บาท/กก. ซึ่งสามารถนำไปเผาผลิตกระแสไฟฟ้าได้ โดยไม่ต้องใช้เงินและยังลดต้นทุนได้อีก รวมถึงการประกาศให้ผลปาล์มน้ำมันต้องรับซื้อที่ 4.50 บาท/กก. เพราะขณะนี้ราคาน้ำมันปาล์มขวดอยู่ที่ 42 บาท ราคานี้ชาวสวนต้องได้อยู่ที่ 6 บาท/กก. ขึ้นไปอยู่แล้ว นอกจากนั้น ก็ขอให้นำน้ำมันปาล์มไปผลิตไบโอดีเซล เพียงแค่ B10 ก็จะสามารถดึงราคาปาล์มขึ้นมาได้ และผู้ผลิตก็ได้กำไร เพราะขณะนี้ราคาน้ำมันปาล์มดิบอยู่ที่ 17 บาท/กก. ราคาน้ำมันหน้าปั๊มอยู่ที่ 30 กว่าบาท ผ่านกระบวนการกลั่นแค่ไม่กี่บาท ก็ยิ่งกำไร จึงขอให้รัฐบาลพิจารณาแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจังและตรงประเด็น ไม่ใช่เข้าข้างนายทุน”

ด้าน นายชโยดม สุวรรณวัฒนะ ประธานชมรมคนปลูกปาล์มน้ำมันแห่งประเทศไทย และ พันเอกชัยพิพัฒน์ รันสูงเนิน รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรจังหวัดกระบี่ (กอ.รมน.กระบี่) พร้อมเจ้าหน้าที่ เข้าพบที่บ้านพัก เพื่อหารือและรับทราบถึงปัญหาของราคาปาล์มน้ำมันที่ตกต่ำ ถึงข้อเสนอต่างๆ และหารือถึงการชุมนุมในวันที่ 25 ตุลาคมนี้ ที่ศาลากลางจังหวัดกระบี่ หลังจากได้ไปขออนุญาตชุมนุมจาก สภ.เมืองกระบี่ ไว้แล้ว

นายชโยดม สุวรรณวัฒนะ ประธานชมรมคนปลูกปาล์มน้ำมันแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า เตรียมประสานเกษตรกรชาวสวนปาล์มน้ำมันในภาคพื้นที่ภาคใต้ร่วมชุมนุมใหญ่อีกครั้ง ที่ศาลากลางจังหวัดกระบี่ ในวันที่ 25-27 ตุลาคม 2561

มีโอกาสไปเดินชมงาน “สมาร์ท เอสเอ็มอี เอ็กซ์โป 2018” ช่วงต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่าแรงประชาสัมพันธ์ส่งผลให้คนแห่ชมงานอย่างล้นหลาม โดยมีบรรดาเอสเอ็มอีไทย (SMEs) ตบเท้าร่วมงานกันอย่างคับคั่ง โดยมีผู้สนับสนุนรายใหญ่ร่วมขบวนด้วย อาทิ ซีพี รีเทลลิงค์ ในเครือเจริญโภคภัณฑ์ ซึ่งมาเปิดอบรมหลักสูตรกาแฟฟรี ทั้งทฤษฎีและภาคปฏิบัติ เรียกว่า แม้แต่ผู้เขียนเองไปลงทะเบียนเรียน ก็ปรากฏว่าแพ้จำนวนประชาชนจากต่างจังหวัดที่เดินทางมารอคิวรับอบรมกันจนยาวเหยียด ทำให้พื้นที่อบรมแม้จะกว้างแค่ไหนก็ต้องจัดคิวใหม่เพื่อให้ทุกๆ ท่านที่มาไม่เสียเวลาและไม่เสียความตั้งใจนั่นเอง

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีผู้ประกอบการรายใหญ่ในแวดวงอาหารทะเล อย่างบริษัท ศิริคุณ ซีฟู้ดส์ จำกัด นำ “ปลาทู” ภายใต้แบรนด์ “เดลิช อินสไปเรอร์” (Delish inspirer) มาเปิดตัวในงานนี้เป็นครั้งแรก พร้อมกับให้โอกาสผู้สนใจเป็นตัวแทนจำหน่าย ด้วยเงินเริ่มต้นในการสมัคร 5,000 บาท รับปลาทูขั้นต่ำ 50 แพ็ก ไปจำหน่ายทันที ซึ่งก็เหมาะสำหรับไปขายในกลุ่มลูกค้าที่เป็นแม่บ้านที่ต้องการความสะดวกสบายในการประกอบอาหารและรับประทาน

ที่สำคัญยังได้ความรู้จาก คุณพรรัตน์ ศรีโสภา ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัท เดลิช อินสไปเรอร์ จำกัด บริษัทในเครือศิริคุณฯ ว่าปลาทูที่ใช้รับประทานในไทยนั้นส่วนใหญ่นำเข้ามาจากประเทศอินโดนีเซีย ปากีสถาน มาเลเซีย และอินเดีย ส่วนปลาทูที่ได้มาจากท้องทะเลไทยนั้นจะมีขนาดเล็ก

ส่วนอีกด้านหนึ่งของงานก็มีความน่าสนใจเพราะเอสเอ็มอีไทยหันมาเจาะตลาดออนไลน์มากขึ้นในปี 2561 โดยมีบริษัท ทรี-มินิทส์ ฟู้ดส์ มาพร้อมแบรนด์ใหม่คือ ไอเฟรช (i-Fresh) ภายใต้การดูแลของบริษัท ไอเฟรช โซลูชั่น (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นธุรกิจบริการจัดส่งวัตถุดิบทางการเกษตรครบวงจร ที่เริ่มเปิดตัวไม่นาน ในเดือนเมษายน ปี 2560 แต่ได้รับการตอบรับดีจากลูกค้าเกินเป้าที่บริษัทตั้งไว้ โดยปัจจุบันมีฐานลูกค้าที่เป็นร้านอาหาร 60% และกลุ่มโรงแรม 20% โดยเน้นพื้นที่การจัดส่งสินค้าในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล อาทิ สมุทรปราการ ปทุมธานี และนนทบุรี

ธุรกิจจัดส่งสินค้าเกษตรของไอเฟรช นั้นจะแตกต่างจากเรื่องราวของสตาร์ทอัพที่ชื่อเฟรชเก็ต ซึ่งผู้เขียนเคยเขียนไปเมื่อเดือนกันยายนปี 2559 ในเทคโนโลยีชาวบ้าน เพราะ “เฟรชเก็ต” (Freshket) เน้นจัดส่งสินค้าเกษตรถึงมือผู้บริโภคทั้งรายใหญ่และรายย่อย โดย คุณพงษ์ลดา พะเนียงเวทย์ มีการเปิดตัวและเดินในเส้นทางสตาร์ทอัพอย่างงดงามกับแพลตฟอร์ม “เฟรชเก็ต” จนเป็นหนึ่งในผู้คว้ารางวัลของโครงการ “ดีแทค แอคเซอเลอเรท บาธ 4” ซึ่งสนับสนุนเงินทุนโดยบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค

ระยะเวลาผ่านไปไม่ถึง 2 ปี วันนี้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในอุตสาหกรรมอาหารซึ่งมีผลประกอบการงดงามอยู่แล้วก็แตกไลน์ธุรกิจโดดลงมาเล่นในตลาดขายส่งสินค้าเกษตรออนไลน์เพิ่มอีกหนึ่งราย ก็นับว่าจะมีผลทำให้เกษตรกรไทยมีตลาดเพิ่มขึ้น ไม่ต้องรอพึ่งการขายหน้าร้านในตลาดสดอย่างเดียว เพราะทั้งเฟรชเก็ต และไอเฟรช นั้นทำหน้าที่เป็นผู้จ่ายตลาดให้กับผู้บริโภค โดยที่ลดขั้นตอนการจ่ายตลาดให้กับผู้บริโภคทั้งที่เป็นร้านอาหาร โรงแรม และผู้บริโภครายย่อยๆ ในครัวเรือน

คุณมโนรมย์ จันทร์ถา ผู้จัดการแบรนด์ไอเฟรช ธุรกิจในเครือบริษัท ทรี-มินิทส์ ฟู้ดส์ จำกัด เล่าให้ฟังว่า ความแตกต่างของไอเฟรช คือรับเฉพาะลูกค้าที่สั่งขั้นต่ำ 1,000 บาท เท่านั้น โดยไม่จำกัดปริมาณ ทำให้ไม่ไปทับกับธุรกิจของเฟรชเก็ตในตลาดออนไลน์ โดยที่ผ่านมาลูกค้าซื้อผ่านบริการของไอเฟรช ในปริมาณ 5-10 กิโลกรัม ต่อสินค้า 1 รายการ (หนึ่งรายการ = หนึ่งไอเท็ม) โดยปัจจุบันมีลูกค้าใช้บริการสั่งซื้อผ่านแพลตฟอร์มไอเฟรช 200-300 รายการ ต่อวัน

“ในราคา 1,000 บาท เมื่อนำไปซื้อผักที่มีราคากิโลกรัมละ 10 บาท จะได้ปริมาณถึง 100 กิโลกรัม โดยที่การบริการตรงนี้ ไอเฟรช ถือว่าเป็นความแตกต่างและจุดเด่นที่มีให้กับลูกค้า ซึ่งปัจจุบันมีทีมงานทั้งหมด 20 กว่าคน แบ่งเป็นทีมแพ็ก, ทีมโอเปอเรชั่น, ทีมแอดมิน, ทีมจัดซื้อ และทีมจัดส่งสินค้า โดยการจัดทีมงานในรูปแบบนี้มีฐานจากบริษัทแม่ที่อยู่ในธุรกิจแคทเธอริ่ง, โลจิสติกส์ และไอที มาก่อนแล้ว รวมทั้งมีระบบการจัดการด้านการซื้อของ, แบ่งเมนู และทำคอร์ส นอกจากนี้ บริษัทได้มีการดีไซน์โปรแกรมเองและใช้เงินทุนของตัวเองทั้งหมด” คุณมโนรมย์ เล่าให้ฟังอย่างอารมณ์ดี

เพราะฉะนั้น ในแพลทฟอร์มของเฟรชเก็ตจึงเป็นสตาร์ทอัพเต็มตัว เพราะคิดไอเดียขึ้นมาและทำให้เป็นรูปธรรมเพื่อขายไอเดียให้กับเจ้าของเงินที่เรียกว่า แหล่งทุน หรือ วีซี (Venture Capital) ส่วนแพลทฟอร์มของไอเฟรช นั้นมาจากผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่มีเงินทุนและฐานลูกค้าในตลาดมาพอสมควรแล้ว จึงขยายบริการไปสู่ออนไลน์โดยไม่ต้องง้อแหล่งเงินทุนทั้งในไทยและต่างประเทศ จึงรุกตลาดได้ทันที

ผู้เขียนเข้าไปสำรวจหน้าเว็บของ www.3minutesfood.com จากคำแนะนำของมโนรมย์ ก็พบว่า มีผู้เยี่ยมชมเพจเกือบ 400 ราย ต่อวัน ซึ่งคุณมโนรมย์บอกว่า ธุรกิจหลักของทรี-มินิทส์ ฟู้ดส์ นั้นรับจัดบุฟเฟ่ต์, จัดอาหารไทย, ข้าวกล่อง และโต๊ะจีน มีฐานลูกค้าทั่วประเทศ เฉลี่ย 30 ราย ต่อวัน โดยตั้งเป้าว่าจะเพิ่มฐานลูกค้าให้ได้ 70 ราย ต่อวัน ซึ่งการขยายธุรกิจมารุกตลาดออนไลน์ทำให้ลูกค้าสะดวกสบายขึ้น เพราะจะได้รับการจัดส่งวัตถุดิบแบบเดลิเวอร์รี่

สำหรับใครที่สนใจไอเดียในธุรกิจอาหารแบบครบวงจร และเชื่อมโยงกับตลาดสินค้าเกษตรก็ลองแวะไปชมในเว็บไซต์ www.3minutesfood.com หรือ http://ifreshdelivery.com ซึ่งนับว่าเป็นโอกาสดีของเกษตรกรในยุค 4.0 จะได้เติบโตไปพร้อมๆ กับเทคโนโลยีที่เสิร์ฟมือถือ พร้อมยอดขายจากตลาดออนไลน์โดยไม่ต้องรอให้ลูกค้ามาซื้อที่ไร่ หรือที่หน้าร้านในตลาดสดเท่านั้น เพราะวันนี้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในธุรกิจอาหารเป็นหนึ่งช่องทางการตลาดที่ดีของเกษตรกรไทย ซึ่งในอนาคตทั้งคู่อาจจะได้ขยายตลาดร่วมกันในลักษณะหุ้นส่วนทางธุรกิจ หรือ พาร์ทเนอร์ (partner) ที่กำลังเป็นที่นิยมในการทำธุรกิจในยุคนี้

เพราะฉะนั้น ช่วงเวลาที่โลกดิจิตอลกำลังขยายมาสู่ประเทศไทยในระดับ 4.0 จึงเป็นโอกาสที่ดีของเกษตรกรไทยในการศึกษาตลาดและเปิดคู่ค้ากับผู้ประกอบการในแวดวงอุตสาหกรรมอาหาร ก่อนที่ไทยจะก้าวเข้าสู่เทคโนโลยี 5.0 ในปีต่อไป

อาชีพการเลี้ยงไก่ เป็นอาชีพที่ได้รับความนิยมมาแต่ไหนแต่ไร ที่ผ่านมาบริษัทยักษ์ใหญ่ของประเทศพยายามพัฒนาปรับปรุงพันธุ์ไก่ตลอดเวลาเพื่อให้ได้พันธุ์ตามที่ต้องการ ไม่ว่าจะเป็นไก่เนื้อ ไก่ไข่ หรือไก่พ่อแม่พันธุ์

ไก่ประดู่หางดำเชียงใหม่ 1 ไก่พันธุ์พื้นเมืองที่ถูกพัฒนาโดยความร่วมมือระหว่างกรมปศุสัตว์กับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย ให้เป็นไก่พันธุ์แท้ มีขั้นตอน วิธีการสร้างพันธุ์อย่างเป็นวิทยาศาสตร์ มีลักษณะประจำพันธุ์ทั้งลักษณะทางกายภาพ และทางปริมาณ เหมือนไก่พันธุ์แท้ทั่วโลก

ลักษณะภายนอกประจำพันธุ์ ไก่เพศผู้ จะมีสร้อยคอสีแดงประดู่ ขนหาง ขนลำตัว แข้ง และปากมีสีดำ ใบหน้าแดงอมดำ และหงอนถั่ว

ส่วนเพศเมีย ลักษณะเหมือนเพศผู้ ยกเว้นที่ไม่มีขนสร้อยคอ

ที่เกษตรฟาร์ม ตั้งอยู่อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร นำไก่ประดู่หางดำเชียงใหม่ 1 มาเป็นพ่อพันธุ์ ผสมกับไก่ลูกผสม เพื่อให้ได้ลูกไก่ผสมสามสายเลือด โดยมีลักษะเด่นของพ่อคือเป็นไก่พื้นเมือง ที่มีสีดำต่างจากไก่เนื้อทั่วไป และได้เนื้อไก่ที่อร่อยกว่า

คุณสมนึก พรหมชัยวัฒนา เจ้าของเกษตรฟาร์ม พูดให้ฟังถึงเหตุผลในการเลือกไก่ประดู่หางดำเชียงใหม่ 1 มาเป็นพ่อพันธุ์ เพราะว่าเป็นไก่ที่มีคุณลักษณะพิเศษ คือ ตัวโต พ่อพันธุ์มีน้ำหนัก 3 กิโลกรัม ขึ้นไป และหุ่นของมันเป็นที่ต้องการของตลาด เนื้อหน้าอกเป็นยูเชพ หรือรูปร่างตัวยู U ไม่แหลม เนื้อเต็ม ลูกไก่ที่ออกมา ทำให้เลี้ยงโตไว หน้าอกได้ยูเชพเหมือนกัน และเนื้อจะดี