พญ.อัมพร กล่าวต่อไปว่า การกินคาร์โบไฮเดรตประเภทของหวาน

และน้ำตาลสูง เช่น เครื่องดื่มรสหวาน น้ำอัดลม เค้ก คุกกี้ แต่กินผักผลไม้และธัญพืชน้อยจะทำให้เกิดความไม่สมดุลของระดับน้ำตาลในเลือดมีความรู้สึกอ่อนเพลีย กระวนกระวาย ควรหลีกเลี่ยงอาหารย่อยยาก กะหล่ำปลีดิบ ดอกกะหล่ำ ถั่ว บรอคโคลี หอมใหญ่ หน่อไม้ฝรั่ง มันฝรั่ง ถั่วเปลือกแข็ง และเครื่องดื่มที่มีฟอง เช่น โซดา มีผลทำให้ท้องอืดเฟ้อและง่วงนอน ไม่กินอาหารเร็วเกินไปหรือกินอาหารในปริมาณมากเกินไป เลี่ยงกินอาหารมัน แกงกะทิหรือกินอาหารที่มีรสเผ็ดไม่ควรดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนหรือน้ำอัดลมมากเกินไป

ควรเลือกกินอาหารให้ตรงเวลากินอาหารที่รักษาระดับน้ำตาลในเลือดได้สม่ำเสมอในปริมาณเหมาะสม เช่น ข้าวกล้อง ขนมปังธัญพืช (โฮลวีต) ธัญพืชและเลือกกินแหล่งอาหารโปรตีนที่ย่อยง่าย ในปริมาณที่เหมาะสม พอดี พออิ่ม เน้นผลไม้ ดื่มน้ำให้เพียงพอ ที่สำคัญงดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หากแวะพักดื่มกาแฟคลายง่วงระหว่างทางขอให้เลือกสูตรหวานน้อย

“ทั้งนี้ ก่อนขับรถทางไกลทุกครั้ง ผู้ขับควรพักผ่อนให้เพียงพออย่างน้อย 6-8 ชั่วโมง เตรียมผ้าเย็นเวลาง่วงและสวมแว่นตากันแดดขณะขับรถ ที่สำคัญควรตรวจสภาพของรถยนต์ให้พร้อมใช้งานปรับการนั่งขับรถให้ถูกต้อง โดยเลื่อนเบาะที่นั่งให้อยู่ในระดับเหมาะสมกับตนเอง หลังพิงพนักพอดี ไม่นั่งห่างหรือชิดพวงมาลัยมากเกินไปเพราะจะทำให้หลังโค้ง พิงพนักไม่ได้ หรือพิงได้แต่เวลาขับต้องเหยียดแขนและเข่ามากขึ้น เป็นสาเหตุทำให้เกิดอาการปวดหลัง ซึ่งหากปวดหลังเป็นเวลานานและไม่มีการดูแลอย่างถูกวิธี อาจทำให้เสี่ยงปวดหลังถาวรได้ ส่วนผู้ที่ขับรถทางไกลก็ควรหยุดพักทุก 2 ชั่วโมง ยืดเหยียดร่างกาย เพื่อลดความเมื่อยล้า ก่อนเดินทางต่อไป” รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าว

เปิดแผนปฏิรูปพลังงาน 6 ด้าน สะเทือนรัฐวิสาหกิจ-เอกชน ดึง กฟน.-กฟภ.สังกัดกระทรวงพลังงาน 1 ปีต้องเสร็จ เปิดเสรีก๊าซดันไทยเป็นฮับ LNG ใช้ภาคใต้พัฒนาปิโตรเคมี พลังงานทดแทนเน้นโรงไฟฟ้าชีวมวล ส่งเสริมโซลาร์รูฟท็อปเสรี

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานเข้ามาหลังจากแผนปฏิรูปประเทศด้านต่าง ๆ จำนวน 11 ด้าน ได้ถูกประกาศอย่างเป็นทางการไปเมื่อเร็ว ๆ นี้ ปรากฏ “แผนปฏิรูปด้านพลังงาน” ได้ถูก

“รื้อใหญ่” เนื่องจากเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปจากการพัฒนาของเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว รวมถึงกระแส climate change ที่ทำให้ประเทศไทยต้องไปสู่เศรษฐกิจและสังคมสีเขียว ส่งผลให้ภาคพลังงานได้รับผลกระทบ จึงควรมีการปฏิรูปด้านพลังงาน 6 ด้าน17 ประเด็น ได้แก่

1) ด้านบริหารจัดการพลังงาน จะต้องปรับปรุงกลไก โครงสร้างตลาด และราคาพลังงาน ส่งเสริมให้เกิดการแข่งขัน 2) ด้านไฟฟ้า ปรับปรุงโครงสร้างของแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าให้สอดคล้องเทคโนโลยีและทรัพยากรที่มีอยู่ ปรับปรุงการกำหนดสัดส่วนเชื้อเพลิงและปฏิรูปการจัดหาพลังงาน จัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (Power Development Plan หรือ PDP) แบบรายภาค เพื่อใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานและที่ตั้งของโรงไฟฟ้าให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
3) ด้านปิโตรเลียมและปิโตรเคมี จะต้องสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจให้กับประเทศจากปิโตรเลียม ควบคู่กับการสร้างความมั่นคงทางพลังงานจากการจัดหาก๊าซธรรมชาติ สร้างโอกาสให้ไทยเป็นศูนย์กลางการค้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ของภูมิภาค เสริมสร้างความเข้มแข็งของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีในฐานการผลิตปัจจุบันในพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออก รวมถึงการกำหนดพื้นที่ใหม่ที่มีศักยภาพในการพัฒนาอุตสาหกรรมปิโตรเคมีในระยะยาว เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

4) ด้านการสนับสนุนพลังงานทดแทน ส่งเสริมให้เกิดการแข่งขัน สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ เตรียมพร้อมด้านกฎหมาย ระเบียบและโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการผลิตพลังงานใช้เอง

5) ด้านการอนุรักษ์และใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และ 6) ด้านเทคโนโลยี นวัตกรรมและโครงสร้างพื้นฐานเฉพาะการปฏิรูปด้านไฟฟ้า ตามแผนได้ระบุให้มีการปฏิรูปโครงสร้างการบริหารกิจการไฟฟ้าในเชิงนโยบายคือ การเสนอ “ให้ย้าย” การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.)-การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) จากเดิมที่อยู่ภายใต้กระทรวงมหาดไทยให้มาอยู่ภายใต้กระทรวงพลังงานแทน และให้มีการออกกฎหมายปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องภายในระยะเวลา 1 ปี เนื่องจากที่ผ่านมาหน่วยงานด้านไฟฟ้ากระจายอยู่ในหลายกระทรวง ส่งผลให้การดำเนินงานต่าง ๆ ค่อนข้างล่าช้า นอกจากนี้ ในแผนปฏิรูปได้กำหนดให้จัดทำระเบียบสำหรับ Third Party Access (TPA) ของระบบส่งและระบบจำหน่าย เพื่อส่งเสริมการแข่งขันธุรกิจไฟฟ้าในอนาคต

ในส่วนของการส่งเสริมพลังงานทดแทนนั้น ยังคงใช้แผนพัฒนาพลังงานทางเลือกและพลังงานทดแทน(Alternative Energy Development Plan หรือ AEDP) ฉบับที่ใช้ในปัจจุบันเป็นฐาน แต่จะมีสัดส่วนของพลังงานทางเลือกกับพลังงานทดแทนตลอดทั้งแผนระยะเวลา 20 ปีกำหนดไว้ที่ร้อยละ 30 โดยให้น้ำหนักไปที่การผลิตไฟฟ้าจากชีวมวลที่ใช้ไม้โตเร็วเป็นเชื้อเพลิง การผลิตไฟฟ้าจากขยะ รวมทั้งให้มีการส่งเสริมโซลาร์รูฟท็อปอย่างเสรีให้ได้ภายใน 4 ปีอีกด้วย

นอกจากนี้ แผนปฏิรูปพลังงานดังกล่าวยังได้ระบุว่า ต้องการให้มีการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการซื้อขายก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ในภูมิภาคเอเชีย เนื่องจากในอนาคตคาดว่าจะมีความต้องการใช้ก๊าซ LNG มากขึ้น โดยเฉพาะในประเทศไทยที่ต้องนำเข้ามาเพื่อรองรับความต้องการใช้เพื่อเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าด้วยเช่นกัน ยิ่งไปกว่านั้น จากความกังวลถึงปริมาณก๊าซธรรมชาติที่ผลิตได้จากพื้นที่อ่าวไทยนอกเหนือจากแหล่งบงกช-เอราวัณ ที่จะครบอายุสัญญาแล้ว ยังมีแหล่งปิโตรเลียมอื่น ๆ ที่จะทยอยหมดอายุ เช่น แหล่งไพลิน, แหล่งพื้นที่ทับซ้อนไทย-มาเลเซีย (JDA), แหล่งทานตะวัน, แหล่งเบญจมาศ และแหล่งอาทิตย์ จึงควรดำเนินการ”ล่วงหน้า” อย่างเหมาะสม

ส่วนการพัฒนาอุตสาหกรรมปิโตรเคมีในระยะที่ 4 ในพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออก เสนอให้มีการลงทุนอุตสาหกรรมปิโตรเคมีขั้นต้นน้ำ โดยลงทุนสร้างโรงงานปิโตรเคมีขั้นต้นที่ใช้แนฟทา หรือ LPG เป็นวัตถุดิบ มีกำลังผลิตเอทิลีนที่ 1-1.5 ล้านตัน/ปี และให้สิทธิประโยชน์การลงทุนในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีระยะที่ 4 อุตสาหกรรมโรงกลั่นที่จะผลิตวัตถุดิบปิโตรเคมีและอุตสาหกรรมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง “เทียบเท่า” กับสิทธิประโยชน์ในพื้นที่พัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) โดยในแผนระบุถึงพื้นที่เหมาะสมจะขยายอุตสาหกรรมปิโตรเคมีไว้คือ พื้นที่ภาคใต้

ดร.วิโรจน์ กุศลมโนมัย ประธานบริหารบริษัท ซูโมต้า มอเตอร์ จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายรถ 3 ล้ออเนกประสงค์ ซูโมต้า 3 ล้อจอมพลัง นวัตกรรมจากญี่ปุ่น คุณภาพระดับมาตรฐานโลก จัดงานเปิดตัวรถ 3 ล้อ บรรทุกซูโมต้า G2 รุ่น E-CAB กระบะบรรทุกขนาด 1 ตัน สีขาว 200 ซีซี และ I-JUMBO กระบะบรรทุก 2 ตัน สีส้ม 250 ซีซี ด้วยการทำวิจัยและพัฒนา R&D อย่างจริงจังและต่อเนื่องร่วมกับ วิศวกรชาวญี่ปุ่นมาตลอด 7 ปี ตั้งแต่ ปี 2554 ด้วยทุนจดทะเบียน 50 ล้านบาท ซูโมต้า จึงมีประสบการณ์และความรู้ในการต่อยอดเทคโนโลยีการผลิตรถ 3 ล้อ ด้วยมาตรฐานระดับโลก

ซูโมต้า ได้ปรับปรุงพัฒนา ซูโมต้า G2 ให้เป็นรุ่นที่ดีที่สุดที่ซูโมต้าเคยทำมา (TOP) ด้วยกระบะใหม่ เป็นกระบะปั้ม ภายในพื้นเรียบ ส่วนภายนอก เพิ่มแกนโครงเป็น 8 ช่อง ถี่และ หนากว่ารุ่นปีที่แล้ว ใช้วิธีเชื่อม ปั้ม ชุบ และพ่นสีด้วยหุ่นยนต์ตลอดกระบวนการผลิต เปลี่ยนโฉมเคเบิ้ลใหม่ ด้วยหน้ากากแพนด้า กระจกทรงโค้ง กระจกมองข้างขนาดใหญ่ เพื่อปกป้องไฟหน้าไม่ให้น้ำซึมเข้า และทำให้ทัศนวิสัยในการขับขี่ปลอดภัย และสะดวกสบายมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีการใช้แผงมิเตอร์ที่แสดงเกียร์ดิจิตอล อัตราเร่ง อัตราความเร็ว อุณหภูมิเครื่องยนต์ และปริมาณน้ำมันคงเหลือจากถังน้ำมันแอโร่ไดนามิคขนาดยักษ์ จุได้ถึง 22 ลิตร หรือขับได้ครั้งละ 500 กม. ต่อการเติมน้ำมัน 1 ครั้ง แผงคอนโซล ABS ครอบมิเตอร์ และภายในห้องโดยสาร จะไม่เห็นสายไฟหรือโครงหลังคาด้านใน แป้นเหยียบเบรก 3 ล้อพร้อมกันขนาดใหญ่ ระบบเครื่องเล่น MP3 ที่จุดบุหรี่ ที่ปัดน้ำฝน ไฟฉุกเฉิน รวมถึงอุปกรณ์ตกแต่งอื่นๆ ครบครันในด้านคุณภาพและเทคโนโลยี นอกจากนี้ทางซูโมต้ายังมีรถไฟฟ้า 3 ล้อกระบะบรรทุกขนาด 100, 200 และ 500 กก. อีกด้วย

โดย ดร.วิโรจน์ มีความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าว่า การเป็นผู้นำในด้านคุณภาพ และความแตกต่างจะนำพาซูโมต้าให้ประสบผลสำเร็จในการทำธุรกิจในระยะยาวมากกว่า การทำตลาดด้วยสินค้าคุณภาพต่ำ ราคาถูก ด้วยการตลาด ลดแลกแจกแถม ซึ่งแบรนด์จะไม่ได้รับการยอมรับและไม่ยั่งยืน เพราะถ้าลูกค้าได้มีโอกาสใช้รถที่มีคุณภาพแล้ว ใช้ดีก็จะใช้เพิ่ม เป็นแฟนพันธ์แท้ของซูโมต้าและจะโฆษณาให้เราเอง นอกจากนี้ซูโมต้า ยังมีบริการ SUMOTA EXPRESS คือจำหน่ายอะไหล่และเครื่องยนต์ อีกทั้งรับซ่อม รับเทิร์นรถ 3 ล้อเก่าทุกยี่ห้อทั่วราชอาณาจักรอีกด้วย

สำหรับลูกค้ากลุ่ม เอสเอ็มอี เกษตรกร อุตสาหกรรม โลจิสติกส์ วัด รีสอร์ท หรือเทศบาลที่สนใจใช้รถ 3 ล้อคุณภาพ ลดต้นทุนในการซื้อรถขนส่ง ประหยัดค่าใช้จ่าย ให้กิจการของเศรษฐกิจพอเพียง มีกำไรมากขึ้น ติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่ 02-4165700 หรือ www.sumota.co.th หรือชมสินค้าจริงได้ที่โชว์รูมซูโมต้า ซอยท่าข้าม 19 บางขุนเทียน กรุงเทพฯ นอกจากนี้ทางซูโมต้ายังเปิดรับสมัครดีลเลอร์ประจำอำเภอทั่วประเทศ ด้วยเงื่อนไขง่ายๆ สุดพิเศษสามารถโทรติดต่อได้ทางโทรศัพท์ และทางไอดีไลน์ 097 972 2335

เวลาเราได้ไปกินอาหารในที่ที่ไม่เคยไป หรือแม้กระทั่งที่ที่เมื่อก่อนเคยกินแล้วรู้สึกว่ารสชาติถูกปาก แต่อยู่ๆ ก็เปลี่ยนรสไปจากเดิม เรามักมีความเห็นไปในทำนองเดียวกันว่า กับข้าวเดี๋ยวนี้มันไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว

แต่ “เดี๋ยวนี้” ที่ว่านี้มันเมื่อไหร่กันแน่? หรือที่จริงอาหารก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ มาตลอด เราเองต่างหากที่กินมาน้อย จนพลอยทึกทักเอาว่า รสที่ตัวเองชอบ เป็นรสชาติมาตรฐาน ซึ่งมาถูกแปลงเปลี่ยนไปเพราะโลกสมัยนี้ไม่ดีเท่าสมัยของตัว ฯลฯ

เรื่องแบบนี้พูดไปก็จะยาว ผมอยากเล่าให้ฟังแค่ว่า แม่ผมนั้นแกงส้มปักษ์ใต้ (แกงเหลือง) กินมาตั้งแต่ผมยังเด็กๆ รสชาติน่ะหรือครับ ก็มีทั้งเปรี้ยว เค็ม เผ็ดจัด รสหวานแทบไม่มี จะหวานจากเนื้อปลา กุ้ง หรือของทะเลที่ใส่มากกว่า แต่เมื่อหน้าร้อนของ พ.ศ.2531 ผมลงไปเที่ยวปักษ์ใต้กับเพื่อนๆ ในที่ทำงานแห่งแรกของผม ตอนเราแวะกินข้าวกันที่ชุมพร แกงเหลืองปลากะพงใส่หน่อไม้ดองหม้อนั้นหวานเจี๊ยบเสียจนผมตกตะลึง

เรื่องมันก็ 30 ปีมาแล้วนะครับ จะบอกว่าแกงพวกนี้เพิ่งมาหวานจึงไม่จริงแน่ๆ

รสชาติอาหารนั้นขึ้นกับอะไรหลายๆ อย่าง ยิ่งเป็นของทำขาย ยิ่งต้องเดาใจคนกิน คำนวณต้นทุนกำไรสารพัด ดังนั้น ถ้าอยากกินอะไรแบบไหนมากๆ ท้ายที่สุดแล้วก็ควรลงมือทำกินเองเถอะครับ

แกงส้มปักษ์ใต้ที่คนภาคอื่นรับรู้กันมาก น่าจะเป็นแกงปลาใส่หน่อไม้ดองเปรี้ยว สกุลแบบนครศรีธรรมราชนะครับ น้ำจะข้นๆ หน่อย ใส่กะปิมากจน“นัวกะปิ” ผมก็ชอบแกงนี้ แต่ผมมักแกงให้น้ำค่อนข้างใส รสไม่หนักมาก จะออกโปร่งๆ หน่อยครับ

เราเริ่มกันที่พริกแกงก่อน พริกแกงส้มใต้มีเครื่องปรุงหลัก คือ พริกขี้หนูสด กระเทียม ขมิ้นสด เกลือ และกะปินะครับ ส่วนถ้าบางสูตรจะเพิ่มหอมแดง พริกแห้ง ตะไคร้ ข่า เข้ามาบ้างก็ย่อมได้ แต่ไม่ควรมากเกิน เดี๋ยวมันจะกลายเป็นพริกแกงเผ็ดไปตำเครื่องปรุงให้ละเอียดโดยขยักกะปิไว้ใส่หลังสุดจะทำให้ตำง่าย แหลกเร็วกว่าครับ

ถ้าได้หน่อไม้ดองแบบที่เนื้อหน่อไม้เปรี้ยวพอดีๆ กลิ่นหอม น้ำดองสะอาดใสและมีรสเปรี้ยวจัดเจือเค็มอ่อน ก็จะวิเศษมาก เพราะเราย่อมใช้ความเปรี้ยวนั้นปรุงรสแกงได้เลย แต่ถ้าหาไม่ได้แบบที่ว่า ก็เตรียม “ของเปรี้ยว” อื่นๆ ไว้เสริม ครั้งนี้ผมใช้ “น้ำส้มโหนด” คือน้ำส้มหมักจากน้ำตาลโตนด มีขายแถวร้านขายเครื่องปรุงแบบปักษ์ใต้ รสเปรี้ยวหอม มีกลิ่นหมักที่มีเสน่ห์มากครับ ถ้าเกิดไม่มี ก็ใช้น้ำคั้นมะขามเปียกแทนได้ อยากให้เลือกเอามะขามเปียกใหม่ๆสีน้ำแกงจะได้สวย ไม่ดำข้นจนดูไม่ชวนกิน

หม้อนี้ผมขอจัดเต็มครับ เลยซื้อเนื้อปลากะพงทะเลมาหั่นชิ้นใหญ่ๆ เนื้อกะพงทะเลนิ่ม แต่ไม่เละ มีความมันพอดีๆ จึงแกงส้มได้อร่อยมากๆ หาใบมะกรูดอ่อนมาเตรียมไว้สักหน่อย

และถึงแม้เราไม่อยากกินแกงหวานเจี๊ยบจนต้องตกตะลึงอีก แต่ก็ต้องเตรียมน้ำตาลอ้อยหรือน้ำตาลโตนด ที่รสไม่หวานแหลมมากอย่างน้ำตาลทรายขาว ไว้เติมตัดรสเปรี้ยวเค็มเผ็ดสักนิดหนึ่งนะครับ เพราะเนื้อปลานั้นรสไม่หวานเท่าเนื้อกุ้ง

เมื่อเตรียมของจนครบแล้ว เราจะใช้เวลาปรุงแค่ชั่วครู่เดียว โดยละลายพริกแกงกับน้ำในหม้อ ตั้งไฟจนเดือด ใส่เกลือสักนิด แล้วใส่หน่อไม้ดองหั่นลงไป ถ้าคุณภาพน้ำดองหน่อไม้ดีอย่างที่ว่า ก็ลองใส่และชิมดูทีละน้อย แต่ถ้าใช้ไม่ได้ ก็ทยอยเติมน้ำส้มโหนดหรือน้ำมะขามเปียกให้เปรี้ยว เดาะน้ำตาลสักหน่อย แล้วก็น้ำปลายี่ห้อที่ชอบ ให้ได้รสจัดกว่าที่อยากกินนิดหนึ่ง เผื่อการดูดรสของเนื้อปลาไงครับ

ทีนี้ก็ใส่เนื้อปลาลงไปเลย กดเบาๆ ให้ชิ้นปลาจมน้ำแกงทั่วกัน ปล่อยไปจนสุกเลยนะครับ ชิมอีกครั้งให้ได้รสอย่างที่ต้องการ แต่ให้อ่อนเปรี้ยวเล็กน้อย ใส่ใบมะกรูดฉีก ดับไฟ

ที่บอกให้อ่อนเปรี้ยวไว้หน่อย เพราะเคล็ดลับสุดท้ายของหลายบ้าน ก็คือบีบมะนาวใส่สักหนึ่งซีกหลังดับไฟ เพื่อเพิ่มรสเปรี้ยวให้แหลมขึ้น

เสร็จแล้วครับ

แกงส้มปักษ์ใต้ที่เราแกงเองอย่างถูกรสถูกใจหม้อนี้ ราดข้าวสวยร้อนๆ กินกับไข่เจียว ปลาเค็มทอด กุ้งหวาน และผักสดกรอบๆ ได้เข้ากันสุดสุด ครับ เมื่อเอ่ยถึง “ปลาส้ม” เรานึกถึงอะไรกันบ้างครับ?

ถ้าเป็นคนชอบกินกับข้าวอีสาน ภาพจำที่วาบขึ้นมาคงเป็นปลาตะเพียนทั้งตัว บั้งข้าง ควักไส้ออก ยัดข้าวสวยหรือข้าวนึ่งเข้าไปแทน หมักกับกระเทียม เกลือ จน “ส้ม” คือมีรสเปรี้ยว กลิ่นหอม จากปฏิกิริยาการบ่มตัวของแป้งข้าวกับเนื้อปลาสด เวลากินก็ทอดน้ำมัน หรือห่อใบตองกล้วยย่างเตาถ่าน ไม่ก็นึ่งในลังถึง แนมด้วยกระเทียมสด หอมเจียว ตะไคร้ซอย พริกขี้หนูสดหรือพริกแห้งเจียว ใบมะกรูดทอด ขิงอ่อนหั่นชิ้นลูกเต๋า ใบผักชีต้นหอม ฯลฯ

บางคนชอบเอาไปหลนกะทิสด จะใส่หมูสับหรือไม่ใส่ก็ได้ ก้างปลานั้นก็กรองทิ้งไป ได้อารมณ์ของสำรับหลน ซึ่งแต่เดิมคือเครื่องจิ้มที่มีข้าวหมากเป็นส่วนประกอบอย่างสำคัญ

เดี๋ยวนี้ดูเหมือนจะลืมๆ กันไปแล้วกระมังครับ ว่าหลนนั้นส่วนใหญ่ต้องมีข้าวหมากเป็นเครื่องปรุงอยู่ด้วย

นอกจากปลาส้มสายอีสาน ยังมีสำรับมุสลิมภาคใต้ ที่เรียกเนื้อปลาชิ้นใหญ่ทอดเคล้าน้ำปรุงพริกตำเคี่ยวในน้ำตาล เกลือ น้ำส้มสายชูว่า “ปลาส้ม” ด้วย คือเป็นปลาทอดที่ปรุงรสเปรี้ยวนำนั่นเอง

ทีนี้มีอยู่วันหนึ่ง ผมไปได้ปลาอินทรีสดชิ้นย่อมๆ จากร้านปลาที่ตลาดเช้ามาสองสามชิ้น ปกติปลาอินทรีสดเขามักทอดจิ้มน้ำปลาพริกขี้หนูใส่หอมแดงซอย บีบมะนาวให้ออกเปรี้ยวหน่อยก็พอควรแก่การแล้ว ผมเคยลองเอามาแกงส้มดูก็พบว่าเนื้อจะติดแข็งไปนิด หรือถ้าจะกินแบบต้มบีบมะนาว แบบที่เคยกินอย่างอร่อยที่ร้านป้าจิ๋ว บ้านเพ ระยอง ก็ต้องแล่เนื้อให้บางเลยทีเดียวนะครับ ต้มปลา 1 ชาม บีบมะนาว 1 ลูกย่อมๆ ทุบพริกขี้หนู โรยใบกะเพราฉุนๆ ลองนึกภาพตามดูก็แล้วกัน

แต่ช่วงนี้พอดีผมเพิ่งค้นพบสูตรทำหมูอบแบบที่ออกรสเปรี้ยวคล้ายแหนมซี่โครงมาสดๆ ร้อนๆ ยังอยากจะลองของอยู่ เลยตัดสินใจว่า ครั้งนี้ขอทำ “ปลาส้มเทียม” เลยทีเดียว

หลักการก็คือ เราจะย่นย่อกระบวนการหมักบ่มนั้นโดยทดแทนรสเปรี้ยวด้วยน้ำส้มหมักข้าวเจ้าดีๆ ทดแทนกลิ่นหมักด้วยสาโทรสเยี่ยมฝีมือชาวบ้านทำ ซึ่งความจริงแล้วเราจะใช้เหล้ากลั่น หรือเหล้าแดงแบบจีนก็ได้ หรือไม่มีจริงๆ ใช้วิสกี้บรั่นดีก็พอกล้อมแกล้มครับ

ในชามอ่าง เราวางชิ้นปลาอินทรีสดลงไป ทุบๆ นวดๆ พอให้เนื้อนิ่ม แล้วเทสาโทลงไปในสัดส่วนเท่าๆ กับน้ำส้ม ตามด้วยเกลือนิดหน่อย น้ำปลาดี กระเทียมพริกไทยรากผักชีตำละเอียด เคล้าให้เข้าเนื้อปลานะครับ คราวนี้ก็อาจหมักไว้ในตู้เย็นสักคืนหนึ่ง ตากแดดสัก 1 ชั่วโมง หรือวางไว้เฉยๆ ให้เครื่องปรุงทำงานเงียบๆ กับเนื้อปลาสัก 2 ชั่วโมง ก็ได้ ซึ่งถ้าหากเราลองทำครบทุกวิธี ก็จะรู้ว่าแต่ละวิธีนั้นจะส่งผลให้รสชาติและเนื้อปลาส้มเทียมของเราเป็นอย่างไรบ้าง

พอจะกิน เราก็ตั้งกระทะน้ำมันบนไฟกลาง เอาปลาส้มเทียมๆ ของเรานี้ลงทอดให้สุกทั้งสองด้านเท่านั้นเองครับ

แน่นอนว่า ความนุ่มซุยของเนื้อปลาส้มเทียมนี้ไม่อาจเทียบเท่าของจริงได้ เพราะมันไม่ได้ผ่านกระบวนการหมักตามธรรมชาติ ซึ่งจะทำให้เนื้อปลานิ่มและนุ่ม ก็เหมือนเวลาเราทำปลาเค็มนั่นแหละครับ ปลาเค็มที่ไม่ได้ถูกทิ้งให้ “ขึ้น” ก่อนบ้าง ย่อมมีเนื้อแข็งจนรู้สึกได้

แต่ถ้าเราเป็นคนที่อยากลองกินปลาส้มเนื้อแข็งๆ ดูบ้าง ก็ต้องสมใจแน่ครับกับสูตรนี้

กินด้วยเครื่องเคียงแบบอีสาน อย่างที่สาธยายมาแต่แรกก็อร่อยแล้วล่ะครับ และถ้าคิดว่าพริกขี้หนูนั้นออกจะเผ็ดเกินไป หาพริกชี้ฟ้าเขียวแดงมาหั่นเป็นแว่นๆ ก็ไม่เลว กินแล้วจะรู้สึกว่าสดชื่นมาก

นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ ได้เดินทางไปศึกษาดูงานตลาดกลางสินค้าเกษตร ประเทศออสเตรเลีย ณ ตลาดเกษตร Flemington ซึ่งเป็นตลาดขายส่งและขายปลีกผลิตผลทางการเกษตรที่สำคัญของรัฐนิวเซาท์เวลส์ ประเทศออสเตรเลีย โดยเป็นสินค้าที่เกษตรกรนำมาขายเองโดยตรง โดยมีสินค้าเกษตรที่สำคัญ ได้แก่ ส้ม ลูกพลับ ลูกแพร์ แอปเปิ้ล องุ่น อโวคาโด และพืชผักสวนครัว

สำหรับ ไข่ไก่มีหลายขนาดและหลายราคา โดยไข่ไก่เบอร์ศูนย์ ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ราคาฟองละ 10-11 บาท (เปรียบเทียบกับของไทยอยู่ที่ราคา 4- 4.5 บาทต่อฟอง) ส่วนไข่ไก่ขนาดเล็กสุด เทียบเท่าเบอร์ 5 ของไทยอยู่ที่ราคา 3 บาท ต่อฟอง ซึ่งฟาร์มไก่ไข่ของออสเตรเลียเป็นรูปแบบเกษตรพันธสัญญา (Contract Farming)

นอกจากนี้ ยังมีผลไม้เขตร้อน (Tropical fruits) อาทิ มะม่วง ส้ม สับปะรด แตงโม กล้วย ลำไย ส่วนพืชผักสำคัญที่วางขาย ได้แก่ ขิง กระเทียม หอมใหญ่ ผักชี เป็นต้น
สำหรับผลไม้ไทยที่มีโอกาสนำเข้าและทำตลาดในออสเตรเลีย ได้แก่ มะม่วงน้ำดอกไม้ มะม่วงมหาชนก เนื่องจากมีความต้องการสูง และฤดูกาลผลิตของออสเตรเลียไม่ตรงกันกับฤดูการผลิตของประเทศไทย

พร้อมทั้ง รมว.เกษตรและสหกรณ์ได้แจ้งให้เอกอัครราชทูตออสเตรเลีย ประจำประเทศไทย และอัครราชทูตที่ปรึกษาฝ่ายการเกษตร ประจำประเทศออสเตรเลีย เร่งรัดการเปิดตลาดมะม่วง ตามที่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ยื่นคำขออนุญาตและข้อมูลทางเทคนิคไปแล้ว โดยคาดว่า ประเทศไทยจะสามารถส่งออกมะม่วงไทยสู่ประเทศออสเตรเลียได้ภายในปี 2561 นี้

กรมอุตุนิยมวิทยา ประกาศ”พายุฤดูร้อนบริเวณประเทศไทยตอนบน(มีผลกระทบตั้งแต่วันที่ 16-18 เมษายน 2561)” ฉบับที่ 13 ลงวันที่ 16 เมษายน 2561 ระบุว่า

บริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก ภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จะเกิดพายุฤดูร้อนขึ้น โดยมีลักษณะของพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง กับมีฟ้าผ่าและลูกเห็บตกบางพื้นที่ จึงขอให้ประชาชนในบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากพายุฤดูร้อนที่จะเกิดขึ้น โดยหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้ง ใต้ต้นไม้ใหญ่ และป้ายโฆษณาที่ไม่แข็งแรง รวมถึงระวังอันตรายจากฟ้าผ่า สำหรับเกษตรกรควรเตรียมการป้องกันและระวังความเสียหายที่จะเกิดต่อผลผลิตทางการเกษตรไว้ด้วย โดยมีผลกระทบดังนี้

ในวันที่ 16 เมษายน 2561
ภาคเหนือ : จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง พะเยา แพร่ น่าน อุตรดิตถ์ พิษณุโลก เพชรบูรณ์ พิจิตร สุโขทัย และกำแพงเพชร

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ : จังหวัดเลย หนองบัวลำภู ขอนแก่น มหาสารคาม ร้อยเอ็ด สุรินทร์ บุรีรัมย์ นครราชสีมาและชัยภูมิ

ภาคกลาง : จังหวัดนครสวรรค์ ลพบุรี สระบุรี สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา สุพรรณบุรี ชัยนาท อุทัยธานี รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล