พพ.เป็นต้นเรื่องโครงการดังกล่าวก็ควรจะเดินหน้าต่อไปเพราะได้

แก้ไขในประเด็นที่เป็นอุปสรรคทั้งหมดแล้ว และที่สำคัญโครงการดังกล่าวก็ชะงักมาตั้งแต่เดือน เม.ย.แล้ว ซึ่งตามแนวทางดังกล่าวข้างต้นถือว่าจะเกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศ นั่นคือการลดใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพโดยที่ไม่ต้องใช้งบประมาณมาก และเงินส่วนที่เหลือจากการตั้งงบฯมาดำเนินการ ภาครัฐก็สามารถนำไปพัฒนาโครงการอื่น ๆ

ประเทศไทยเป็นเดสติเนชั่นหนึ่งของนักท่องเที่ยวทั่วโลกที่อยากจะเข้ามาสัมผัส ทั้งอาหารที่ขึ้นชื่อมากมาย และมีความหลากหลายทั้ง 4 ภูมิภาค รวมถึงสินค้าหัตถกรรมท้องถิ่นต่าง ๆ ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว รวมถึงสถานที่ท่องเที่ยว และวัฒนธรรม ประเพณีต่าง ๆ แต่บางส่วนยังขาดการส่งเสริมและพัฒนาเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม เมื่อเร็ว ๆ นี้ หอการค้าไทยได้จัดกิจกรรม “ชวนไทยไปเท่ กับไทยเท่ ทอล์ค” โดยเชิญผู้ประกอบการในด้านต่าง ๆ ที่เป็นต้นแบบมาจุดประกายความเป็นไทยเท่

“กลินท์ สารสิน” ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในฐานะประธานการจัดงานไทยเท่ ทอล์ค ได้กล่าวถึงแนวคิดของไทยเท่ว่า โครงการไทยเท่เกิดขึ้นเมื่อปลายปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นสิ่งที่จะผลักดันประเทศและเป็นยุทธศาสตร์ของประเทศ คือเรื่องโครงสร้างเศรษฐกิจ เป็นการนำเอาวัฒนธรรมไทยที่มีอยู่มาผสมผสานกับเรื่องนวัตกรรม และความคิดสร้างสรรค์ เพื่อทำให้เกิดมูลค่าเพิ่มขึ้นในแต่ละท้องถิ่นนั้น ๆ และมีความเข้มแข็งขึ้น โดยเป็นความร่วมมือระหว่างหอการค้าและการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)

ขณะนี้โครงการไทยเท่มีเยอะ และแนวโน้มในปี 2561 จะเน้นการกระจายรายได้จากการส่งเสริม ที่ต้องดูในระดับท้องถิ่น พัฒนาสร้างมูลค่าเพิ่มขึ้น ไม่ใช่เฉพาะสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงการค้าและบริการด้วย ซึ่งเขาทำอยู่แล้ว เพียงแต่เรามาช่วยหาตลาด เช่น สินค้าที่ระลึกรูปทศกัณฐ์จากแบรนด์โฮเล่น เป็นต้น

ทั้งนี้ภายในงานยังมีการมอบรางวัลการประกวดไทยเท่ทั่วไทย โดยหอการค้าไทยได้จัดประกวดขึ้นเป็นปีแรก ซึ่งมีผู้สมัครเข้าร่วมโครงการกว่า 200 รายจากทั่วทุกภูมิภาค แบ่งการประกวดออกเป็น 4 หมวด ได้แก่ 1.ชม หมายถึงสถานที่ท่องเที่ยว 2.ชิม หมายถึงอาหารและเครื่องดื่ม 3.ช็อป หมายถึงเครื่องใช้และของที่ระลึก และ 4.ช่วย หมายถึงกิจกรรมต่าง ๆ ทั้งนี้มีการพิจารณาตัดสินตามหลักเกณฑ์ ได้ผู้ชนะเลิศและรองชนะเลิศทั้งหมด 5 ราย ได้แก่ 1.รางวัลชนะเลิศ หมวดชิม จากภาคตะวันออก ได้แก่ ซาลาเปาลาวาหมอนทอง ฮ่อเจี๊ยะ จ.ระยอง ที่นำทุเรียนหมอนทอง ผลไม้ขึ้นชื่อของ จ.ระยอง นำมาสร้างสรรค์ให้เป็นซาลาเปาสุดเท่ทรงพูทุเรียนหมอนทอง 2.รางวัลชนะเลิศ

หมวดช็อปจากภาคเหนือ ได้แก่ ลายไทยก็เท่ได้ จานรองแก้วน้ำ King Coaster จ.ลำปาง ที่นำเซรามิกลำปางขึ้นชื่อมาพัฒนาเป็นจานรองแก้วสุดเท่ มีทั้งลายไทยและลายใบไม้ สามารถดูดซับน้ำที่ซึมจากแก้ว และระเหยออกมาได้โดยไม่เป็นเชื้อรา 3.รางวัลชนะเลิศ หมวดช็อป จากภาคกลาง ได้แก่ โคมไฟรังไหม กลุ่มรังไหมประดิษฐ์ จ.สระบุรี เป็นการนำรังไหมมาออกแบบเป็นโคมไฟและพัฒนามูลค่าเพิ่ม
4.รางวัลชนะเลิศ หมวดช็อปจากภาคตะวันออก ได้แก่ สบู่ใบไม้และสบู่ก้อนหิน อุ่นหนาฝาคั่ง จ.ระยอง เป็นสบู่สมุนไพรไทยแท้จากธรรมชาติ ปราศจากสารเคมี ถูกออกแบบให้มีรูปลักษณ์เท่ ทันสมัย น่าใช้ ปัจจุบันได้รับการตอบรับจากต่างประเทศ ทั้งเยอรมนี อเมริกา และญี่ปุ่น และ 5.รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 หมวดช็อป จากภาคเหนือ ได้แก่ ครกหูหิ้วศิลาทิพย์ จ.ตาก นำครกมาออกแบบและดัดแปลง ตอบโจทย์การใช้งาน ทั้งร่องเทน้ำออกจากครกและวางพักสากได้ขณะใช้งาน

ขณะที่รัฐมนตรีที่เป็นต้นแบบไทยเท่ทั้งกายและใจอย่าง “กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้กล่าวเปิดทอล์กครั้งนี้ด้วยคำถามที่ว่า ถ้าเกิดชาติหน้า อยากเกิดมาเป็นคนชาติอะไร ถ้ายังตอบว่าอยากเกิดเป็นคนไทย

ดังนั้นต้องเริ่มจากสิ่งที่มี หันกลับไปมองในสิ่งที่เคยมองข้าม เพราะความเท่ต้องเริ่มที่ใจจึงจะเท่อย่างยั่งยืน ซึ่งเท่ไม่ได้หมายความว่ากรุงเทพฯคือประเทศไทย แต่ทุก ๆ ที่ที่อยู่ คือความเป็นตัวตน ทุกอย่างมีคุณค่า และทั้งหมดประกอบกันเป็นประเทศไทย โดยไทยเท่นั้นจะต้องประกอบด้วยใจและศรัทธา ยืนอยู่บนความเป็นจริง และเท่อย่างยั่งยืน ด้วยการน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของรัชกาลที่ 9 รวมถึงคิดถึงคนรอบข้างและสิ่งแวดล้อมว่าจะมีส่วนร่วมกันได้อย่างไร ให้เติบโตต่อไป

สำหรับ “ธัชญา จวงสันทัด” เจ้าของร้านกาแฟราย็อง จ.ระยอง กลุ่มคนรักษ์ถนนยมจินดา ถนนเศรษฐกิจสายหลักในอดีตของระยอง กล่าวว่า ได้ทำธุรกิจร้านกาแฟแบบลองผิดลองถูกด้วยตัวเอง มาเช่าตึกเก่าซิโนโปรตุกีส บนถนนเศรษฐกิจเก่าที่ปัจจุบันไม่มีความคึกคักเหมือนที่เคยเป็นมา เป็นที่ขบขันของคนละแวกนั้นว่าจะรอดไหม พอมาลองผิดลองถูกเราก็ได้สูตรของเราเอง แล้วเริ่มตกแต่งร้านให้มีความเก๋ไก๋ขึ้น จนลูกค้าตอบรับมากขึ้นด้วยปากต่อปาก จากวันละ 300 คนจนวันนี้ไม่มีที่จะนั่ง คนเริ่มรู้จักย่านนี้มากขึ้น

ขณะเดียวกันต้องตอบโจทย์ลูกค้าให้มากที่สุด และพยายามคิดเมนูใหม่ขึ้นมาเรื่อย ๆ เพื่อไม่ให้ลูกค้ารู้สึกเบื่อ เช่น โรตีทุเรียน บิงซูทุเรียน และโรตีพิซซ่า เป็นต้น เมื่อประสบความสำเร็จก็เริ่มมีคู่แข่ง แต่เรามีความเชื่อว่าคู่แข่งเราคือตัวเอง เพราะถ้าเราไปแข่งกับคนอื่นมันจะไม่ประสบความสำเร็จ ซึ่งในอนาคตวางแผนที่จะพลิกฟื้นถนนเศรษฐกิจเก่าให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง และทำให้คนที่อยู่บริเวณนั้นเริ่มออกมาทำธุรกิจด้วย

ด้าน “กรกฎ เตติรานนท์” ประธานหอการค้าจังหวัดนครศรีธรรมราช เล่าถึงเรื่องราวของถนนคนเดิน “หลาดหน้าพระธาตุ” ว่า เกิดจากการฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังน้ำท่วม เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวกลับมา เป็นการรับงานจากทางจังหวัดมาดำเนินการ โดยร่วมกับกลุ่ม YEC จังหวัด เริ่มทำตลาดขึ้นมาให้เป็นรูปธรรม และมีกำหนดให้สำเร็จภายใน 30 วัน โดยมีเงื่อนไขว่าไม่มีงบประมาณ มีเพียงสถานที่และวัฒนธรรมจากในพื้นที่เท่านั้น

หลังจากตกผลึกคำว่าวัฒนธรรมที่มีแล้ว จึงแบ่งหลาดหน้าพระธาตุออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ โซนอาหาร โซนหัตถกรรมและโอท็อป และโซนศิลปะ ซึ่งจัดบริเวณหน้าวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร ซึ่งเป็นสถานที่สำคัญ โดยจัดทุกเย็นวันเสาร์ จนปัจจุบันดำเนินการมาแล้วกว่า 16 ครั้ง ผลลัพธ์ออกมาน่ามหัศจรรย์มากจากความร่วมมือทุกฝ่าย ซึ่งมองว่าหัวใจของความสำเร็จมาจากความสุขที่เป็นเป้าหมาย และรักทุ่มเทกับวิถีตนเอง

ไทยเท่จะเป็นอีกหนึ่งทางช่วยประเทศไทยได้มากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับคนไทยทุกคน เป็นอีกหนึ่งภูมิปัญญาชาวสวนที่น่านำไปใช้ทดลอง หลังจากมีผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ “เช กูวาร่า” โพสต์คลิปวิดีโอ รถคูโบต้าติดตั้งอุปกรณ์เสริมพิเศษชนิดหนึ่งใช้สางใบอ้อยอย่างรวดเร็ว และได้รับความสนใจจากชาวโซเชียลอย่างมากมาย

ล่าสุดผู้สื่อข่าว “ข่าวสด” ได้รับการเปิดเผยจาก นายรณชัย หรือแมน ศรีตะลา อายุ 27 ปี กล่าวว่า “เครื่องยนต์ติดตั้งชนิดพิเศษที่เห็นตามคลิปคือเครื่องสางใบอ้อย ตนเพิ่งทำเสร็จไม่นานและอยู่ในขั้นตอนการทดลอง โดยใช้เวลาประมาณ 1 เดือนในการประดิษฐ์ มีอุปกรณ์หลักคือ เฟือง และเอ็นตัดหญ้า เป็นกลไกในการทำงาน”

“มีคนสอบถามผมเข้ามาเป็นจำนวนมากถึงเครื่องชนิดนี้ ซึ่งผมไม่ได้เป็นผู้คิดค้นอุปกรณ์ดังกล่าว เท่าที่ทราบเครื่องสางใบอ้อย มีคนคิดค้นมา 2 ปีแล้ว โดยน่าจะเป็นอาจารย์จากทางมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (วิทยาเขตกำแพงแสน) จ.นครปฐม ผมอาศัยศึกษาจากคลิปวิดีโอในยูทูปมาประดิษฐ์ใช้งานในไร่ตัวเองเท่านั้น”

“ประโยชน์ของเครื่องสางใบอ้อยชนิดนี้คือ ทำให้ไม่ต้องใช้วิธีจุดไฟเผาอ้อย เป็นการช่วยลดมลพิษทางอากาศ และยังทำให้มีรายได้มากขึ้น จากที่ปกติเวลานำอ้อยไปส่งโรงงาน หากเป็นอ้อยที่ผ่านการเผาไฟมาโรงงานจะหักเงิน 20 บาท ต่อ 1 ตัน แต่ถ้าเป็นอ้อยสดที่ใช้เครื่องสางเหมือนที่ผมทำ ทางโรงงานจะให้เงินเพิ่มจากเดิมอีกตันละ 70 บาท นอกจากนี้ยังเป็นการประหยัดเวลาในการขนส่งโรงงานด้วย” นายรณชัย กล่าว

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 9 พ.ย. ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่สำรวจราคาผักและผลไม้สดในช่วงฤดูหนาว ที่ตลาดบางลำภู เขตเทศบาลนครขอนแก่น พบว่าราคาจำหน่ายปลีกและส่งผักส่วนใหญ่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ตั้งแต่ต้นเดือน พ.ย. จากการสอบถามพ่อค้า-แม่ค้า ส่วนใหญ่ต่างระบุตรงกันว่าการปรับขึ้นราคามีสาเหตุมาจากสภาพอากาศที่หนาวเย็นลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผักออกผลผลิตช้า อีกทั้งพื้นที่ทางการเกษตรโดยเฉพาะแปลงผักของเกษตรกรในเขตภาคกลาง และหลายจังหวัดของภาคอีสานที่ประสบปัญหาน้ำท่วมทำให้ผลผลิตจมหาย

นางเพ็ญ ศรีภา อายุ 59 ปี กล่าวว่า หลังเกิดปัญหาน้ำท่วมพื้นที่เพาะปลูกผักหลายพื้นที่ในภาคเหนือ และภาคกลาง มีผลผลิตออกมาน้อยกว่าความต้องการบริโภค โดยเฉพาะผักชนิดใบที่ประชาชนนิยมบริโภค เช่น ผักคะน้า ผักบุ้งจีน ผักกวางตุ้ง ผักชี ที่มีการราคาปรับราคาเพิ่มสูงขึ้นกว่า 1 เท่าตัว ที่สำคัญยังทำให้ต้นทุนการขนส่งผักสดปรับเพิ่มขึ้น และส่งผลให้ราคาขายขยับขึ้นตามไปด้วย

“ราคาผักวันนี้ ราคาผักคะน้า จากสัปดาห์ก่อนกิโลกรัมละ 25 บาท เพิ่มเป็น ผักคะน้า กก.ละ 35-40 บาท จากเดิม กก.ละ 30-35 บาท, ผักบุ้งจีน กก.ละ 25-30 บาท จากเดิม กก.ละ 20-30 บาท, ผักกาดขาว กก.ละ 65-70 บาท จากเดิม กก.ละ 55-60 บ ถั่วฝักยาวจากสัปดาห์ก่อนราคาอยู่ที่ 30-35 บาทต่อ กก. ขณะนี้ราคา 40-45 บาทต่อ กก. และเพิ่มจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีราคา 25-30 บาท, กะหล่ำดอกจากสัปดาห์ก่อนราคา 40-45 ขณะนี้ราคา 55-60 บาทต่อก.ก. และเพิ่มจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีราคา 50-55 บาท”

นางเพ็ญ กล่าวต่อว่า เข้าสู่ช่วงฤดูหนาว โดยที่ในหลายจังหวัดมีอุณหภูมิที่ลดลงทุกวัน เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ผักออกผลผลิตล่าช้า อย่างไรก็ดียังคงมีสัญญาณที่ดีจากเกษตรกรผู้ปลูกผัก เนื่องจากในขณะนี้ฝนไม่ตกและสถานการณ์น้ำท่วมเริ่มคลี่คลายลงแล้ว อาจทำให้ผลผลิตออกมามากขึ้น โดยเฉพาะประเภทที่ชอบอากาศเย็นที่จะสามารถผลิตได้ทันต่อความต้องการของบริโภคผักสดอีกด้วย

เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 9 พ.ย.2560 นางเตือนใจ ดีเทศน์ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ในฐานะประธานอนุกรรมการสิทธิชุมชนและฐานทรัพยากร พร้อมคณะลงพื้นที่ ต.ยี่สาร และ ต.แพรกหนามแดง อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงของกรณีชาวบ้านได้รับความเดือดร้อน จากปัญหาปลาหมอสีระบาดหนัก ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตประมงพื้นบ้าน โดยมีเกษตรกรในพื้นที่ตำบลยี่สารและแพรกหนามแดง รวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้องคอยชี้แจงข้อมูลต่างๆที่เกี่ยวข้อง

จากนั้น เมื่อเวลา 14.00 น. นางเตือนใจนำคณะเข้าพบนายคันฉัตร ตันเสถียร ผวจ.สมุทรสงคราม เพื่อร่วมหารือถึงแนวทางการแก้ไขปัญหา เบื้องต้นจังหวัดตั้งธงชัดเจนว่าต้องกำจัดให้หมดไป และฝากเจ้าหน้าที่กรมประมง กำหนดแผนยุทธการณ์ ในการวางแผนขั้นตอน และวิธีการกำจัดให้ชัดเจน ครอบคลุม เนื่องจากอาจจะต้องใช้เครื่องมือต่างๆที่ผิดกฎหมาย มาช่วยด้วย เป็นต้น เพื่อให้กำจัดให้เร็วที่สุด

นายปัญญา โตกทอง เกษตรในตำบลแพรกหนามแดง กล่าวว่า ปลาหมอสีเท่าที่ตนทราบมีนิสัยดุร้าย ปากใหญ่ เนื้อบาง ก้างเยอะ และแข็ง กินไม่อร่อย จึงไม่เป็นที่นิยมนำไปรับประทาน ที่สำคัญปลาหมอสียังเป็นปลากินเนื้อจึงกินลูกปลาชนิดอื่นจนหมด ตนเกรงว่าหากปล่อยไว้จะระบาดไปทั่วทั้งจังหวัดสมุทรสงคราม เนื่องจากเป็นจังหวัดที่มีลำคลองมากกว่า 300 คลอง นอกจากนี้ยังมีลำประโดงซึ่งเป็นร่องน้ำธรรมชาติอีกนับพันลำประโดง จึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รีบลงมาตรวจสอบเรื่องนี้โดยเร็วด้วย ที่ผ่านมา พลเอกประยุทธิ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ก็สั่งให้แก้ไขแต่เรื่องก็เงียบมานาน เกษตรกรจึงจำเป็นต้องร้องเรียนไปยังคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติในครั้งนี้ ซึ่งเกษตรกรไม่ได้โทษว่าใครถูกใครผิด แต่เมื่อเหตุการณ์ระบาดของปลาหมอสีนี้เกิดขึ้นแล้ว ทั้ง 3 ฝ่ายก็ต้องร่วมมือทั้งทั้งผู้นำเข้า, ภาครัฐและเกษตร เพื่อช่วยกันกำจัดโดยเร็วที่สุด

นางเตือนใจ กล่าวว่า ชาวบ้านร้องเรียนถึงความเดือดร้อน ตนจึงนำคณะลงพื้นที่มาตรวจสอบข้อเท็จจริง ก็ทราบข้อมูลจากบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งว่านำเข้าปลาหมอสีจากประเทศกาน่าเมื่อปี 2553 แต่ทั้งหมดกระทบกระเทือนจากการขนส่งทำให้ไม่สามารถเจริญเติบโตได้ บริษัทจึงกำจัดด้วยการโรยปูนขาวและฝังกลบ ซึ่งเป็นความบกพร่องทั้งบริษัท และกรมประมงที่ไม่ได้บันทึกตรวจรับและทำลายซากปลาหมอสีคางดำอย่างเป็นระบบ ต่อมาในปี 2555 ก็พบการแพร่ระบาดของปลาหมอสีเข้ามาในบ่อเลี้ยง ทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์น้ำในจังหวัดเพชรบุรีและสมุทรสงครามได้รับผลกระทบมาก

อันที่จริงก่อนจะมาถึงประโยคนี้ ปรากฏว่าเคยพิพาทกันมาก่อนหน้านี้หลายหนหลายคราวแล้วละ แต่ดูเหมือนยังไม่ใช่ฟางเส้นสุดท้าย เที่ยวนี้ดูเหมือนจะสุดท้ายแล้ว

ลุงป้าน้าอารับฟังประโยคข้างต้น ดังนี้จึงเหลือจะทนทาน คิดในใจแต่ละคน บ้างปรึกษาหารือกันว่า หนอย ไอ้เรารึเคยรักใคร่เอ็นดู อุ้มชูมาแต่อ้อนแต่ออก เห็นว่าไม่มีที่อยู่ที่อาศัยทำกิน ถึงขนาดร่วมกันยกที่ดินให้มันได้อาศัยอยู่คุ้มกะลาหัว

เมื่อได้มีที่ดินแล้ว แทนที่จะสำนึกในบุญคุณ แทนที่จะรำลึกนึกหาหนทางทดแทนพระคุณ ที่ไหนได้กลับมาแสดงอาการน่าชังเอากับลุงป้าน้าอาอย่างนี้จากนี้ไปจะขอข้อมูลจากกรมประมง และขอซากปลาหมอสีคางดำที่กรมประมงดองไว้ เพื่อมาตรวจดีเอ็นเอว่าตรงกับปลาหมอสีที่แพร่ระบาดในแหล่งน้ำว่าเป็นสายพันธุ์เดียวกันหรือไม่ จากนั้นจะรวบรวมข้อมูลทั้งหมดเป็นข้อเสนอเร่งด่วนต้อคณะรัฐมนตรี กรมประมง สำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อมและกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เพื่อให้หน่วยงานภาครัฐ ร่วมมือกับบริษัทเอกชน และเกษตรกร รวมมือกันแก้ไขให้เป็นไปตามหลักการสหประชาชาติ เรื่องธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน ซึ่งพลเอกประยุทธิ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นผู้แสดงปาฐกถา ในงานที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนจัดขึ้นเมื่อวันที่ 31 สิงหาคมที่ผ่านมา

“อีพวกดอกทอง ไม่ต้องมายุ่งเรื่องของกู มึงออกไปเลยเชียว ออกไปจากบ้านของกู”

นั่นฟังมัน ถ้อยคำที่หลานรักมันพูดเอากับลุงป้าน้าอา กะอีเรื่องเดิมนั้นแค่ลุงป้าน้าอาไปออกปากต่อว่าต่อขานกรณีที่พิพาทกัน เรื่องหลักหมุดที่ดินเท่านั้น เจอเข้าอย่างนี้ ลุงป้าน้าอาทั้งหลายจึงตัดสินใจว่า “ต้องเอาคืน”

แต่การจะเอาคืนได้นั้น ต้องทำตามกฎหมายด้วยการยื่นฟ้องเรียกที่ดินคืน หรือฟ้องถอนการให้ ด้วยข้อกล่าวหาว่า หลานรักที่กลายเป็นหลานชังประพฤติเนรคุณผู้ให้ ตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 531 ว่าไว้ว่า

“อันผู้ให้จะเรียกถอนคืนการให้เพราะเหตุผู้รับประพฤติเนรคุณนั้น อาจจะเรียกได้แต่เพียงในกรณีดังจะกล่าวต่อไปนี้ (1) ถ้าผู้รับได้ประทุษร้ายต่อผู้ให้เป็นความผิดอาญาร้ายแรงตามประมวลกฎหมายอาญา หรือ

(2) ถ้าผู้รับได้ทำให้ผู้ให้เสียชื่อเสียง หรือหมิ่นประมาทผู้ให้อย่างร้ายแรง หรือ

(3) ถ้าผู้รับได้บอกปัด ไม่ยอมให้สิ่งของจำเป็นเลี้ยงชีวิตแก่ผู้ให้ ในเวลาที่ผู้ให้ยากไร้และผู้รับยังสามารถจะให้ได้”

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่า ให้ถอนคืนการให้ จึงพิพากษาไปตามที่ขอ อย่างไรก็ตาม ฝ่ายเจ้าหลานไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาจึงสู้ต่อไปในชั้นอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ว่าถอนคืนไม่ได้

ฝ่ายลุงป้าน้าอาที่เป็นโจทก์ยื่นฟ้องจึงยื่นฎีกาว่า ขอให้ศาลพิพากษาให้ถอนคืนการให้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อความ “ดอกทอง” มีความหมายตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 ว่า หญิงใจง่ายในทางประเวณี (ใช้เป็นคำด่า)

โดยวิสัยของบุคคลระดับชาวบ้านเช่นนี้ใช้ด่ากัน แม้จะไม่สุภาพและไม่สมควรที่หลานจะกล่าวต่อผู้ที่เป็นญาติที่เคยยกที่ดินให้ได้อยู่อาศัย แต่ก็ยังไม่อาจรับฟังได้ถึงขั้นว่าหลานมีเจตนาจะหมิ่นประมาทลุงป้าน้าอาอย่างร้ายแรง อันจะเป็นเหตุประพฤติเนรคุณเสียทีเดียว จึงยังไม่เป็นเหตุเพียงพอที่จะเรียกถอนคืนการให้ที่ดินได้

ศาลฎีกาในคดีนี้ พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ว่าให้ยกฟ้องของลุงป้าน้าอาที่มาฟ้องถอนคืนการให้ไป

เป็นอันว่า เที่ยวนี้หลานจึงไม่ต้องคืนที่ดิน

แต่คราวหน้า ถ้าข้อเท็จจริงเป็นอีกแบบ ถ้าคำด่าเป็นอีกแบบ ก็ต้องว่ากันอีกทีนะหลานนะ บ้านม่วงหนองคาย นักท่องเที่ยวแห่จองเต็นท์และที่พักริมแม่น้ำโขง เพื่อสัมผัสบรรยากาศธรรมชาติ ก่อนจะขึ้นชมทะเลหมอกที่ภูห้วยอีสันในช่วงเช้าของวันรุ่งขึ้น

เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน ที่บ้านม่วง ต.บ้านม่วง อ.สังคม จังหวัดหนองคาย นักท่องเที่ยวแห่จองเต็นท์และที่พักริมแม่น้ำโขง เพื่อสัมผัสบรรยากาศธรรมชาติ ก่อนที่จะเดินทางขึ้นไปชมทะเลหมอกที่ภูห้วยอีสันในช่วงเช้าของวันรุ่งขึ้น

สำหรับในปีนี้ชาวบ้านเริ่มมีการเตรียมพื้นที่สำหรับให้นักท่องเที่ยวกางเต็นท์ festivaladventures.com และกางเต็นท์สำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการจะมาพักเพื่อสัมผัสบรรยากาศริมฝั่งแม่น้ำโขงเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาหลังจากพบว่านักท่องเที่ยวนิยมพักตามเต็นท์และที่พักที่อยู่ติดกับริมแม่น้ำโขง ปีนี้มีบริการทั้งหมด 8 จุด สามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้ประมาณ 500 คน สำหรับราคาค่าบริการเช่าเต็นท์อยู่ที่ราคา 350-450 บาท ต่อเต็นท์/คืน แล้วแต่ขนาดของเต็นท์ ส่วนนักท่องเที่ยวที่นำเต็นท์มากางเองคิดค่าบริการพื้นที่และห้องน้ำ 150 บาท ต่อเต็นท์/คืน ในส่วนภาพรวมที่พักของอำเภอสังคมขณะนี้สามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้ประมาณ 1000 คน ต่อวัน

นายนุกูล ปาระชาติ ผู้ช่วยผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ธ.ก.ส. เตรียมเงินกว่า 8 หมื่นล้านบาท เพื่อสนับสนุนสินเชื่อเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร รวมถึงเงินช่วยค่าเก็บรักษาและปรับปรุงคุณภาพข้าวเปลือกเพื่อรอราคา โดยในส่วนของมาตรการสินเชื่อเริ่มอนุมัติสินเชื่อให้เกษตรกร และสถาบันเกษตรกรแล้ว คาดว่าเม็ดเงินกว่า 80% จะทยอยเบิกจ่ายได้ภายในปีนี้ แยกเป็นโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2560/61 เพื่อเก็บรักษาข้าวเปลือกไว้ที่ยุ้งฉางของตนเอง กำหนดวงเงินสินเชื่อต่อตันข้าวเปลือกที่ความชื้นไม่เกิน 15% สิ่งเจือปนไม่เกิน 2% ในอัตรา 90% ของราคาตลาด ตามชนิดข้าวเปลือก

ทั้งนี้ แยกเป็นข้าวเปลือกหอมมะลิ และข้าวเปลือกเหนียวเมล็ดยาว ราคาตันละ 10,800 บาท ข้าวเปลือกเจ้าตันละ 7,200 บาท ข้าวเปลือกปทุมธานี1 ตันละ 8,500 บาท กำหนดวงเงินกู้สำหรับเกษตรกรสูงสุดรายละไม่เกิน 3 แสนบาท สหกรณ์การเกษตรไม่เกิน 300 ล้านบาท กลุ่มเกษตรกร ไม่เกิน 20 ล้านบาท และวิสาหกิจชุมชนไม่เกิน 5 ล้านบาท โดยไม่คิดอัตราดอกเบี้ยจากผู้กู้ เนื่องจากรัฐบาลชดเชยดอกเบี้ยแทนผู้กู้ทั้งหมดคิดเป็นเงินราว 456 ล้านบาท กำหนดชำระคืนเสร็จสิ้นไม่เกิน 5 เดือนนับถัดจากเดือนรับเงินกู้ เริ่มจ่ายสินเชื่อแล้วตั้งแต่วันนี้-28 ก.พ. 2561 ยกเว้นภาคใต้ไม่เกินเดือน ก.ค. 2561 เป้าหมาย 2 ล้านตัน วงเงินสินเชื่อ 2.1 หมื่นล้านบาท

พร้อมกันนี้รัฐบาลได้สนับสนุนเงินช่วยเหลือเป็นค่าฝากเก็บและรักษาคุณภาพข้าวเปลือกก่อนนำขึ้นยุ้งฉางอีกตันละ 1,500 บาท จ่ายพร้อมการจ่ายสินเชื่ออัตราตันละ 1,000 บาท และจ่ายให้อีกตันละ 500 บาท เมื่อเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรนำเงินมาชำระหนี้ คิดเป็นวงเงินราว 3,000 ล้านบาท

นอกจากนี้ ยังมีโครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร ปีการผลิต 2560/61 ในการรับซื้อข้าวเปลือกจากเกษตรกรสมาชิก และรวบรวมข้าวเปลือกเพื่อนำไปจำหน่ายหรือแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่ม รวม 2.5 ล้านตัน วงเงินสินเชื่อ 1.25 หมื่นล้านบาท โดยสถาบันรับภาระดอกเบี้ยในอัตรา 1% และรัฐบาลรับภาระดอกเบี้ยแทนสถาบันเกษตรกรไม่เกิน 3% ต่อปี ระยะเวลาไม่เกิน 12 เดือน เริ่มตั้งแต่ 1 ต.ค. 2560-30 มิ.ย. 2561 ซึ่งปัจจุบันจ่ายสินเชื่อให้สถาบันเกษตรกรไปแล้ว 20 สถาบัน เป็นเงิน 1,314 ล้านบาท สำหรับเงินดกเบี้ยที่รัญจะชดชเยให้สถาบันเกษตรกร เป็นเงินราว 375 ล้านบาท

พร้อมกันนี้ รัฐบาลเห็นชอบในการจ่ายเงินช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพข้าวให้แก่เกษตรกรรายย่อยผู้ปลูกข้าวนาปี ปีการผลิต 2560/61 ที่ขึ้นทะเบียนผู้ปลูกข้าวฯ ปีการผลิต 2560/61 กับกรมส่งเสริมการเกษตร จำนวน 3.9 ล้านราย ไร่ละ 1,200 บาท ตามพื้นที่ที่ปลูกข้าวจริง แต่ไม่เกินรายละ 10 ไร่ ครัวเรือนละไม่เกิน 1.2 หมื่นบาท เตรียมวงเงินไว้จำนวน 4.72 หมื่นล้านบาท

สำหรับภาพรวมเงินช่วยเหลือจากภาครัฐที่เป็นค่าเก็บรักษาและปรับปรุงคุณภาพข้าวเปลือก ซึ่งรัฐจะตั้งงบประมาณชดใช้ ธ.ก.ส. ภายหลัง คิดเป็นวงเงินกว่า 5.02 หมื่นล้านบาท

ขณะที่ผลดำเนินงานในปีที่ผ่านมา มีเกษตรกรเข้าโครงการ 2.6 แสนราย คิดเป็นข้าว 1.58 ล้านตัน ล่าสุดเกษตรกรมาไถ่ถอนเกือบครบหมดแล้ว ส่งให้ในปีนี้คาดว่าจะมีเกษตรกรเข้าโครงการไม่น้อยกว่า 2 แสนราย แม้ราคาข้าวคาดว่าจะปรับตัวสูงขึ้นเนื่องจากมีการลดพื้นที่การปลูกข้าว และผลกระทบจากอุทกภัย ส่วนสถาบันเกษตรในปีที่ผ่านมามีเข้าโครงการ 284 สถาบัน คิดเป็นปริมาณ 1.62 ล้านตัน คิดเป็นวงเงินสินเชื่อ 1.13 หมื่นล้านบาท