พร้อมกันนี้ทางอมรฟาร์มมีจำหน่ายเมล็ดผักหวานป่า

พันธุ์ยอดเหลืองใบใหญ่ ราคากิโลกรัมละ 400 บาท โดยการันตีให้ด้วย และขายต้นกล้าผักหวานป่า ความยาวต้นประมาณ 15-30 เซนติเมตร ราคาถุงละ 20 บาท ซึ่งข้างในถุงจะมีต้นลำไยให้ด้วย เพื่อใช้เป็นต้นพี่เลี้ยง สามารถนำไปปลูกได้เลย ส่วนกิ่งพันธุ์ต้นหม่อนขาวที่ใช้การเสียบยอด ทาบกิ่ง และกิ่งตอน ขายกิ่งละ 150 บาท

ด้วยความที่สวนมีผักหวานป่าให้ลูกค้าได้ซื้อตลอด และยังมีผลผลิตแปรรูปอื่นๆ ขายด้วย จึงมีนักท่องเที่ยวและผู้สนใจเข้ามาศึกษาดูสวนอยู่ตลอด ซึ่งทางฟาร์มเปิดให้ชมฟรี แต่ขอให้โทร.แจ้งล่วงหน้าก่อน

“ในอนาคต อมรฟาร์ม อยากจะทำเป็นธุรกิจเกษตรในรูปแบบฟาร์ม&แฟคทอรี่ ที่ผลิตและแปรรูปสินค้าเกษตรเพื่อสุขภาพ รวมถึงการท่องเที่ยวเชิงเกษตรแบบฟาร์มสเตย์”

นายนิพัฒน์ เนื้อนิ่ม นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรจังหวัดราชบุรี และอุปนายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ กล่าวถึงกรณีคณะกรรมการด้านการค้าและการลงทุนไทย-สหรัฐอเมริกา (ทิฟา) จะเผยผลการศึกษาและวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ เกี่ยวกับการบริโภคเนื้อหมูและเครื่องในที่มีสารเร่งเนื้อแดงตกค้างตามมาตรฐานของโครงการมาตรฐานอาหารระหว่างประเทศ (โคเดกซ์) ในเดือนมีนาคมนี้ตามกำหนดของคณะกรรมการร่วมสองฝ่าย ว่า กำลังทำให้ผู้เลี้ยงสุกรทั่วประเทศวิตกกังวลหากผลการศึกษาออกมาว่าแล้วพบว่า การกินหมู-เครื่องในที่มีสารเร่งเนื้อแดงตกค้างไม่เป็นอันตราย เท่ากับคนไทยต้องยินยอมให้หมูสหรัฐที่มีสารเร่งเนื้อแดงเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

“สหรัฐมีความพยายามจะส่งออกเนื้อหมูและเครื่องใน ที่ใช้สารเร่งเนื้อแดงแรคโตพามีนในการเลี้ยงมายังไทยอย่างต่อเนื่อง แม้ไทยจะยืนยันหนักแน่นไม่ให้นำเข้าเพราะการเลี้ยงหมูสหรัฐสามารถใช้สารเร่งเนื้อแดงได้อย่างเสรี ซึ่งขัดกับกฎหมายไทยที่ห้ามใช้สารดังกล่าวมา ตั้งแต่ พ.ศ. 2525 และภาครัฐมีการเดินหน้าจับกุมผู้ลักลอบกระทำความผิดมาโดยตลอด ในเมื่อไทยห้ามคนในประเทศใช้ แล้วจะยอมให้สินค้านำเข้ามีสารตกค้างได้อย่างไร ผู้เลี้ยงหมูทั่วประเทศยืนหยัดคัดค้านเรื่องนี้อย่างถึงที่สุด และขอให้รัฐบาลยืนอยู่ข้างเราอย่างเข้มแข็ง เพื่อไม่ให้หมูสหรัฐเข้ามาทำร้ายสุขภาพผู้บริโภคคนไทย และไม่ให้ทำลายอาชีพเกษตรกรได้อย่างเด็ดขาด”

นายนิพัฒน์ กล่าวว่า ผู้เลี้ยงสุกรมีความกังวลอย่างมากเกี่ยวกับสารก่อมะเร็ง ที่อาจตกค้างในเนื้อสุกรและเครื่องในที่นำเข้าจากสหรัฐ ซึ่งเป็นผลมาจากการใช้สารเร่งเนื้อแดงในการเลี้ยง โดยเฉพาะปริมาณการตกค้างสารพิษในเครื่องในสัตว์ ตับ ไต ที่ในทางการแพทย์ถือเป็นอวัยวะส่วนที่ช่วยขับของเสียออกจากร่างกาย จึงมีความเสี่ยงสูงว่าชิ้นส่วนเหล่านี้จะมีการตกค้างของสารพิษมากกว่าส่วนที่เป็นเนื้อแดง ชิ้นส่วนเหล่านี้เป็นส่วนที่ชาวอเมริกันไม่นิยมบริโภค ถือเป็นส่วนที่สหรัฐไม่ต้องการและเป็นขยะที่ต้องสิ้นเปลืองงบประมาณในการขจัดทิ้ง ขณะที่คนไทยชอบรับประทานเครื่องในเหล่านี้

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า อันตรายจากสารเร่งเนื้อแดงทำให้หลายประเทศในยุโรป รวมถึงประเทศจีนยกเลิกการนำเข้า ส่วนไทยมีการคัดค้านการนำเข้าเครื่องในหมูจากสหรัฐอเมริกามา ตั้งแต่ พ.ศ. 2561 หากผลการศึกษาของผู้เชี่ยวชาญที่จะแล้วเสร็จดังกล่าวข้างต้น สรุปให้ไทยต้องนำเข้าเครื่องในหมูจากสหรัฐ คนเลี้ยงหมูอาจจะมีการรวมตัวคัดค้านอีกครั้ง เพราะทุกคนไม่เชื่อว่าหมูที่มีสารเร่งเนื้อแดงนี้จะปลอดภัยต่อผู้บริโภค

นายชาตรี บุญนาค ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 3 จังหวัดระยอง เปิดเผยว่า
จากสถานการณ์การส่งเสริมการเกษตรในพื้นที่ที่มีการเปลี่ยนแปลงจากเทคโนโลยีในการติดต่อสื่อสาร ที่ทำให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงความรู้และเทคโนโลยีทางการเกษตรใหม่ๆ ได้ง่ายมากขึ้น ตลอดถึงการบริหารงานที่เน้นการทำงานแบบบูรณาการทุกภาคส่วน กรมส่งเสริมการเกษตรจึงมีนโยบายการทำงานที่เน้นพื้นที่และการเข้าถึงการมีส่วนร่วม ของเกษตรกรและชุมชนอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยเฉพาะศูนย์ปฏิบัติการจะมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนงานนโยบายลงสู่พื้นที่และเป็นหน่วยงานสำคัญ อีกหน่วยงานหนึ่งที่มีผลต่อความสำเร็จของงานโครงการต่างๆ เนื่องจากเป็นหน่วยงานที่ให้ความรู้ทางวิชาการ และถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับเกษตรกร รวมถึงการสนับสนุนเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่โดยตรง

อีกทั้งยังให้บริการด้านการเกษตรที่เกี่ยวข้องได้อย่างครอบคลุมเป็นแหล่งพัฒนาอาชีพทางการเกษตร ที่สามารถประยุกต์และพัฒนาเทคโนโลยีทางการเกษตรภายใต้ความเหมาะสมของสภาพพื้นที่และภูมิอากาศในแต่ละท้องถิ่นมาปฏิบัติใช้ได้ รวมทั้งการพัฒนานักส่งเสริมการเกษตรและเกษตรกรเครือข่าย ให้สามารถนำความรู้ไปสู่เกษตรกรให้มีการผลิตโดยลดต้นทุน เพิ่มรายได้ เพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ มีความมั่นคงทางอาชีพ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยการส่งเสริมการเกษตรตามแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรกรรมยั่งยืน

สำหรับศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดฉะเชิงเทรานั้น เป็นหน่วยงานในกำกับดูแลของสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 3 จังหวัดระยอง ตั้งอยู่ภายในศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดฉะเชิงเทรา มีพื้นที่รับผิดชอบใน 3 จังหวัด คือ จังหวัดฉะเชิงเทรา จังหวัดปราจีนบุรี และจังหวัดนครนายก มีภารกิจในการถ่ายทอดความรู้ด้านการเกษตรให้กับเกษตรกร หรือผู้สนใจ จำนวน 7 จุดเรียนรู้ ได้แก่ การปลูกมะนาวในวงบ่อซีเมนต์ การปลูกผักไม่ใช้ดิน การจัดการระบบการให้น้ำ (Smart Kit) การปลูกบอนสี การปลูกบัวประดับ แปลงรวบรวมพันธุ์มะม่วง แปลงการปลูกเพกาต้นเตี้ยในที่ดอน เป็นต้น

“ปัจจุบัน ในศูนย์ได้มีการรวบรวมพันธุ์มะนาวหลายสายพันธุ์ เพื่อให้เกษตรกรที่เข้ามาเรียนรู้สามารถเปรียบเทียบได้ว่าแต่ละพันธุ์มีลักษณะและความแตกต่างกันอย่างไรบ้าง โดยในแปลงปลูกต้นมะมาวจะมีคิวอาร์โค้ด (QR code) คุณลักษณะของแต่ละสายพันธุ์ที่เกษตรกรสามารถเรียนรู้ได้เลย ถึงแม้ว่าเวลาเดินทางเข้ามาไม่พบกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องโดยตรงก็ตาม นอกจากนี้ ยังจัดให้เกษตรกรที่เข้ามาเรียนรู้ได้ฝึกปฏิบัติ มีการสาธิตแนะนำถึงขั้นตอนและวิธีการในการเสียบยอดมะนาวโดยใช้ต้นตอจากต้นส้มโอ

ซึ่งจะช่วยให้การหาอาหารและการเจริญเติบโตของมะนาวดีกว่าต้นตอของมะนาวเอง และสามารถนำไปปฏิบัติต่อที่บ้านของตนเองได้เลย ปี 2562 นี้ทางอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร นายสำราญ สาราบรรณ์ ได้มอบหมายให้หน่วยงานในสังกัดขยายผลสำเร็จในการนำเทคโนโลยีที่สนับสนุนการเพาะปลูกสู่เกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งทางสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 3 จังหวัดระยอง ได้นำมาปฏิบัติโดยการนำ คิวอาร์โค้ด (QR code) และนวัตกรรมนาโนซิงค์ออกไซค์มาสนับสนุนงานด้านการส่งเสริมการเกษตรให้กับเกษตรกรในพื้นที่” ผอ. สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 3 จังหวัดระยอง กล่าว

ทางด้าน นายสมชาย ปิยะวาจานุสรณ์ ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดฉะเชิงเทรา กล่าวว่า ทางศูนย์มีเป้าหมายที่จะขยายผลที่ประสบความสำเร็จแล้วไปสู่เกษตรกรให้เพิ่มมากขึ้น ปัจจุบันก็มีไม่น้อยกว่า 100 ราย จาก 43 หมู่บ้าน บริเวณพื้นที่รอบศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดฉะเชิงเทรา

“การเข้ามาเยี่ยมชมกิจกรรมภายในศูนย์เกษตรกรและประชาชนทั่วไปสามารถเดินทางเข้ามาได้ ทั้งแบบหมู่คณะและแบบตัวบุคคล ทางศูนย์จะจัดเจ้าหน้าที่คอยอำนวยความสะดวกด้านข้อมูลและการแนะนำตลอดถึงการฝึกปฏิบัติให้ แม้จะเข้ามาเพียงคนเดียวทางเจ้าหน้าที่ก็ยินดีให้บริการ” นายสมชาย กล่าว

ทั้งนี้ จากการดำเนินการถ่ายทอดความรู้ในปีงบประมาณ 2561 ถึงเดือนมกราคม 2562 ที่ผ่านมา มีผู้เข้ามาศึกษาดูงานภายในศูนย์ จำนวน 8,629 ราย สำหรับการปลูกมะนาวเป็นอีกหนึ่งจุดการเรียนรู้ที่มีผู้ให้ความสนใจมาศึกษาและฝึกปฏิบัติ โดยศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดฉะเชิงเทราได้มีการนำ คิวอาร์โค้ด (QR code) มาใช้ในจุดเรียนรู้นี้ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับเกษตรกรหรือประชาชนทั่วไปที่เข้ามาศึกษาดูงานในจุดเรียนรู้ ให้สามารถนำโทรศัพท์มือถือสแกน คิวอาร์โค้ด (QR code) แล้วอ่านข้อมูลที่ต้นมะนาวได้เลย

นอกจากนั้น ยังได้นำนวัตกรรมนาโนซิงค์ออกไซค์ (Zno) มาใช้เพื่อป้องกันโรคระบาด โดยมีคุณสมบัติสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อราและเชื้อแบคทีเรียต้นเหตุของโรคแคงเกอร์ ซึ่งเป็นโรคที่สำคัญของมะนาวได้เป็นอย่างดี ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตลดลงและมีความปลอดภัยต่อทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค ซึ่งภายในจุดเรียนรู้การปลูกมะนาวจะมีเจ้าหน้าที่จากศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดฉะเชิงเทราคอยให้คำแนะนำถึงวิธีการปลูก การดูแลรักษาอย่างถูกวิธี และการฝึกปฏิบัติในการขยายพันธุ์มะนาวด้วยการเสียบยอด เป็นต้น

สำหรับผู้สนใจต้องการเข้าไปศึกษาดูงานฐานการเรียนรู้ต่างๆ สามารถติดต่อได้ที่ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดฉะเชิงเทรา โทร 082-716-7965 ในวันและเวลาราชการ

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ในปัจจุบันสังคมกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ในทุกกลุ่มสังคมรวมถึงสังคมการเกษตร ที่ปัจจุบันมีเกษตรกรที่สูงอายุมากถึงร้อยละ 70-80 ในส่วนผลิตภาคการเกษตรถ้าไม่สามารถพัฒนาทายาทเกษตรกร หรือเกษตรกรรุ่นใหม่เข้ามาทดแทนได้ภาคการเกษตรก็คงขาดช่วงในการผลิต

ขณะเดียวกันในการผลิตปัจจุบันมีการนำเทคโนโลยีเข้ามาเป็นตัวช่วยในการทำงาน เกษตรกรรุ่นเก่าก็คงจะพัฒนาก้าวตามทันได้ยาก เช่น การนำโดรนมาใช้ในการฉีดสารชีวภัณฑ์ ไปจนถึงการให้น้ำด้วยระบบการกำหนดความชื้นของพื้นที่และความต้องการน้ำของแต่ละชนิดพืชตามช่วงเวลาที่เหมาะสม ที่มีการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาเป็นตัวช่วย เป็นต้น

ฉะนั้น การพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ขึ้นมา และให้เป็น Young Smart Farmer ไปจนถึงระดับผู้จัดการแปลงที่สามารถคิดต้นทุนและเข้าใจในการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ทดแทนแรงงานคนที่กำลังขาดแคลน พร้อมทั้งมีความเข้าใจในเรื่องของการตลาดสมัยใหม่ไปจนถึงการขายแบบออนไลน์ ภายใต้การนำประสบการณ์ด้านการผลิตจากเกษตรกรรุ่นเก่าเข้ามาผสมผสาน ก็จะทำให้เกษตรกรรุ่นใหม่มีพัฒนาการด้านการผลิตภาคการเกษตรได้อย่างรวดเร็ว สามารถรองรับความต้องการของตลาดในสินค้าภาคการเกษตรได้

เหล่านี้คือ เหตุผลที่กรมส่งเสริมการเกษตรพยายามสร้างเกษตรกรรุ่นใหม่ขึ้นมา ซึ่งตอนนี้ทั่วประเทศมีประมาณ 10,000 กว่าราย และมีเป้าหมายจะให้เพิ่มขึ้นปีละ 4,000 ราย ด้วยกรมส่งเสริมการเกษตรเป็นหน่วยงานที่มีภารกิจรับผิดชอบด้านงานนโยบายสำคัญ (Agenda) ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และงานตามภารกิจบทบาทหน้าที่ (Function) ของกรมส่งเสริมการเกษตร เป้าหมายหลักคือ ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรให้เกษตรกรสามารถประกอบอาชีพได้อย่างมั่นคงและอยู่ดีมีสุขอย่างยั่งยืน โดยมุ่งเน้นการผลิตสินค้าเกษตรให้มีคุณภาพได้มาตรฐาน มีการลดต้นทุนการผลิตใช้หลักการตลาดนำการผลิต สามารถจำหน่ายได้ในราคาที่เหมาะสม และสอดคล้องกับความต้องการของตลาด

“การทำงานส่งเสริมการเกษตรในปีงบประมาณ 2562 ซึ่งมุ่งเน้นการดำเนินงานใน 5 เรื่องหลัก ได้แก่ การสนับสนุนและขยายผลโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพิ่มประสิทธิภาพกลไกขับเคลื่อนงานในพื้นที่ มุ่งเน้นการส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรในลักษณะตลาดนำการผลิต สร้างเกษตรกรรุ่นใหม่ พัฒนาเกษตรกรมืออาชีพ และเพิ่มขีดความสามารถในการบริหารจัดการองค์กร รวมทั้งสานพลังทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนงานส่งเสริมการเกษตรให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม” นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าว

ทางด้าน นายชาตรี บุญนาค ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 3 จังหวัดระยอง เปิดเผยว่า “สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 3 จังหวัดระยอง ได้ดำเนินการสร้างและพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ โดยมุ่งเน้นส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรในลักษณะตลาดนำการผลิต และมุ่งสู่การเป็นผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่ ตามนโยบายของกรมส่งเสริมการเกษตรมาอย่างต่อเนื่อง และประสบความสำเร็จอย่างเป็นที่น่าพอใจ”

อย่างกรณีของ นายรังสรรค์ ทนุพงษ์ หรือ เดี่ยว ตัวอย่างเกษตรกรรุ่นใหม่จากจังหวัดตราด ที่ได้เข้าร่วมโครงการพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ ให้เป็น Young Smart Farmer ของกรมส่งเสริมการเกษตร เป็นเกษตรกรที่ทำฟาร์มเมล่อน และปลูกผักสลัด มะเขือเทศ มีการเชื่อมโยงธุรกิจด้านการท่องเที่ยวเชิงเกษตรด้วยการจัดการฟาร์มให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร มีการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากเมล่อนเป็นไอศกรีมเมล่อน สมูทตี้เมล่อน เพื่อต้อนรับลูกค้าและจำหน่ายให้กับนักท่องเที่ยวที่มาท่องเที่ยวในฟาร์ม

มีการผลิตดินอินทรีย์และเมล็ดพันธุ์พร้อมปลูกไว้ใช้เองและจำหน่ายให้แก่ผู้ที่สนใจโดยเฉพาะผู้บริโภคในเมืองที่ไม่มีพื้นที่ปลูก และสนใจปลูกผักอินทรีย์ไว้บริโภคเองสามารถเรียนรู้และนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยไปดำเนินการที่บ้านได้

“เป็นอีกหนึ่งของเกษตรกรรุ่นใหม่ในพื้นที่ภาคตะวันออกที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนากระบวนการผลิตอย่างก้าวตามทันกับสถานการณ์ในปัจจุบัน มีการนำช่องทางการตลาดรูปแบบใหม่ๆ มาประยุกต์ใช้และบริหารจัดการภายในฟาร์มอย่างถูกต้อง ตั้งแต่ขั้นตอนการเพาะเมล็ด การดูแลรักษา จนถึงขั้นตอนการเก็บเกี่ยวและการขนส่ง เพื่อสร้างความสะดวกสบายให้แก่ลูกค้า นับเป็นแม่แบบของเกษตรกรรุ่นใหม่ให้กับเกษตรกรรายอื่นๆ ที่สนใจได้เป็นอย่างดี” นายชาตรี บุญนาค ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 3 จังหวัดระยอง กล่าว

ส่วน นายรังสรรค์ ทนุพงษ์ เกษตรกรดีกรี ปวส. สาขาช่างไฟฟ้า ที่ผันตัวเองมาเป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ (Young Smart Farmer) ปัจจุบัน อายุ 34 ปี เป็น Young Smart Farmer ระดับจังหวัด กล่าวว่า “ตนมีความภาคภูมิใจในการเป็นเกษตรกรอย่างยิ่ง ที่สำคัญจากผลสำเร็จที่เกิดขึ้นได้มีการแบ่งปันให้กับผู้สนใจรายอื่นๆ แบบไม่หวังผลกำไร และตลอดมาได้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเกษตรกรรายอื่นๆ ในจังหวัดอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง”

“การเป็นผู้ให้ทำให้สามารถเชื่อมโยงเครือข่ายกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกเมล่อนในจังหวัดอื่นๆ ได้เป็นอย่างดีทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ ตลอดจนแบ่งปันปัจจัยการผลิตต่างๆ ระหว่างกัน ทำให้กระบวนการผลิตเมล่อนของประเทศไทยมีการพัฒนาตรงตามความต้องการของตลาดมากยิ่งขึ้น” นายรังสรรค์ ทนุพงษ์ กล่าว

กรมส่งเสริมการเกษตร ประกาศความพร้อมรับ พ.ร.บ. ส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน ฉบับใหม่ หลังใช้มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548 โดยสาระสำคัญเน้นสนับสนุนให้เป็นนิติบุคคล สามารถทำนิติกรรม เป็นเจ้าของทรัพย์สิน ลิขสิทธิ์ การลดหย่อนภาษี เข้ารับบริการและได้รับสิทธิประโยชน์จากภาครัฐได้เพิ่มขึ้น เพื่อพัฒนากลุ่มที่มีศักยภาพสู่การเป็นผู้ประกอบกิจการ SMEs สร้างเศรษฐกิจชุมชนเข้มแข็ง พร้อมสั่งการให้เกษตรจังหวัดอำนวยความสะดวกให้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนในการขอจัดตั้งเป็นนิติบุคคลรูปแบบต่างๆ

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยถึงความคืบหน้า ของ ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน (ฉบับที่ …) พ.ศ. …ตามที่ประชุม ครม. เห็นชอบร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าว ซึ่งเป็นกฎหมายที่สำคัญสำหรับชุมชน เพราะเป็นการสนับสนุนให้คนในชุมชนนำความรู้และทรัพยากรในท้องถิ่นมาผลิตเป็นสินค้าและบริการ เพื่อสร้างรายได้ร่วมกันในรูปแบบของวิสาหกิจชุมชน แต่กฎหมายฉบับปัจจุบันที่ใช้มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548 ไม่ได้รับรองวิสาหกิจชุมชนให้มีฐานะเป็นนิติบุคคล

หากต้องการฐานะเป็นนิติบุคคลต้องจดทะเบียนตามกฎหมายอื่นร่วมด้วย หากไม่เป็นนิติบุคคลวิสาหกิจชุมชนจะไม่สามารถเป็นเจ้าของทรัพย์สิน ทรัพย์สินทางปัญญา และเข้าถึงสิทธิประโยชน์ต่างๆ ของรัฐได้โดยสะดวก ขณะนี้ ร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าว ผ่านการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนการประกาศใช้เป็นกฎหมาย หากวิสาหกิจชุมชนประกอบกิจการและมีความก้าวหน้า ควรที่จะพัฒนาไปเป็นกิจการวิสาหกิจขนาดกลางและย่อม หรือ SMEs เพื่อพัฒนาให้มีความเข้มแข็ง พร้อมสำหรับการแข่งขันทางการค้าต่อไป

สำหรับกฎหมายดังกล่าว เป็นการแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ. ส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน พ.ศ. 2548 มีสาระสำคัญ คือ เพื่อสนับสนุนการประกอบกิจการของวิสาหกิจชุมชนให้เกิดความเข้มแข็ง สามารถขึ้นทะเบียนและประกอบกิจการในฐานะนิติบุคคลได้สะดวกขึ้น ข้อดีของการเป็นนิติบุคคลทำให้สามารถทำนิติกรรม ธุรกรรม หรือถือครองทรัพย์สินได้ภายใต้ชื่อของวิสาหกิจชุมชนโดยไม่จำเป็นต้องใช้ชื่อสมาชิกดำเนินการแทน และเปลี่ยนการเสียภาษีของวิสาหกิจชุมชนจากเดิมที่เสียภาษีในรูปแบบบุคคลธรรมดา มาเป็นการเสียภาษีในรูปแบบนิติบุคคลที่ได้รับการลดหย่อนภาษีมากกว่า รวมถึงสามารถเข้าถึงบริการต่างๆ ของรัฐได้เพิ่มขึ้น เนื่องจากปัจจุบันโครงการต่างๆ ของรัฐมักกำหนดให้ผู้รับบริการต้องมีสถานะเป็นนิติบุคคล นอกจากนี้ ยังมีประเด็นที่แก้ไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับการปรับปรุงองค์ประกอบคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน และอำนาจหน้าที่ให้ครอบคลุมการส่งเสริมสนับสนุนวิสาหกิจชุมชน โดยเพิ่มผู้อำนวยการ

สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติเป็นกรรมการในคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน ซึ่งจะช่วยให้การส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนมีการดำเนินงานที่ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น และการกำหนดให้การโอนอสังหาริมทรัพย์ของสมาชิกและวิสาหกิจชุมชนได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมการโอนตามประมวลกฎหมายที่ดิน เป็นต้น

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ในส่วนของกรมส่งเสริมการเกษตรได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมบทบาทในฐานะที่ทำหน้าที่สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน โดยให้กรมและสำนักงานเกษตรจังหวัดทำหน้าที่เป็นศูนย์บริการรับเรื่อง ประสานงาน ติดตามผลการดำเนินการให้แก่วิสาหกิจชุมชนในการขอจัดตั้งเป็นนิติบุคคลในรูปแบบต่างๆ ด้วย ขณะนี้กรมได้เร่งเตรียมการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและจะได้แจ้งให้สำนักงานเกษตรจังหวัดและสำนักงานเกษตรอำเภอเตรียมความพร้อมรองรับการดำเนินงานตาม พ.ร.บ. ส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนที่แก้ไขเพิ่มเติม ปัจจุบัน มีวิสาหกิจชุมชนที่จดทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตร จำนวนกว่า 87,800 แห่ง มีสมาชิกรวมกันกว่า 1,500,000 ราย แต่จากข้อมูลตามทะเบียนวิสาหกิจชุมชน พบว่ามีวิสาหกิจชุมชนที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องน้อยมาก รวมกันประมาณ 500 แห่ง

ฯพณฯ ดั่ง ถิ หง็อก ถิ่ญ รองประธานาธิบดีเวียดนาม เป็นประธานเปิดงานมหกรรมบริจาคโลหิตแห่งชาติ (Lễ hội Xuân Hồng 2019) ครั้งที่ 12 ซึ่งจัดโดยสถาบันโลหิตวิทยาแห่งชาติ ร่วมกับ คณะกรรมการรณรงค์บริจาคโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดเวียดนาม และ ซี.พี. เวียดนาม คอร์ปอเรชั่น เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนชาวเวียดนามเกิดความตระหนักและให้ความสำคัญกับการบริจาคโลหิตเพื่อช่วยชีวิตเพื่อนมนุษย์ ทั้งนี้ ซี.พี. เวียดนาม ให้การสนับสนุนกิจกรรมด้วยการมอบผลิตภัณฑ์ซีพีและค่าใช้จ่ายจัดงาน พร้อมทั้งมอบของขวัญให้แก่ผู้ป่วยเด็กโรคธาลัสซีเมีย ณ สถาบันโลหิตวิทยาแห่งชาติเวียดนาม (NHBIT) กรุงฮานอย

นายนิพัฒน์ เนื้อนิ่ม นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรจังหวัดราชบุรี และอุปนายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ เปิดเผยถึงกรณีที่คณะกรรมการด้านการค้าและการลงทุนไทย-สหรัฐอเมริกา (ทิฟา) จะเผยผลการศึกษาและวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ เกี่ยวกับการบริโภคเนื้อหมูและเครื่องในที่มีสารเร่งเนื้อแดงตกค้างตามมาตรฐานของโครงการมาตรฐานอาหารระหว่างประเทศ (โคเดกซ์) ซึ่งจะแล้วเสร็จในเดือนมีนาคมนี้ตามกำหนดของคณะกรรมการร่วมสองฝ่าย ทำให้ผู้เลี้ยงสุกรทั่วประเทศวิตกกังวลหากผลการศึกษาออกมาว่าแล้วพบว่าการกินหมู-เครื่องในที่มีสารเร่งเนื้อแดงตกค้างไม่เป็นอันตราย เท่ากับคนไทยต้องยินยอมให้หมูสหรัฐที่มีสารเร่งเนื้อแดงเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

“สหรัฐมีความพยายามจะส่งออกเนื้อหมูและเครื่องใน ที่ใช้สารเร่งเนื้อแดงแรคโตพามีนในการเลี้ยงมายังไทยอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าไทยจะยืนยันหนักแน่นไม่ให้นำเข้าเพราะการเลี้ยงหมูสหรัฐสามารถใช้สารเร่งเนื้อแดงได้อย่างเสรี ซึ่งขัดกับกฎหมายไทยที่ห้ามใช้สารดังกล่าวมาตั้งแต่ พ.ศ. 2525 และภาครัฐมีการเดินหน้าจับกุมผู้ลักลอบกระทำความผิดมาโดยตลอด ในเมื่อไทยห้ามคนในประเทศใช้ แล้วจะยอมให้สินค้านำเข้ามีสารตกค้างได้อย่างไร ผู้เลี้ยงหมูทั่วประเทศยืนหยัดคัดค้านเรื่องนี้อย่างถึงที่สุดและขอให้รัฐบาลยืนอยู่ข้างเราอย่างเข้มแข็ง เพื่อไม่ให้หมูสหรัฐเข้ามาทำร้ายสุขภาพผู้บริโภคคนไทย และไม่ให้ทำลายอาชีพเกษตรกรได้อย่างเด็ดขาด” นายนิพัฒน์ กล่าวและว่า

ผู้เลี้ยงสุกรมีความกังวลอย่างมากเกี่ยวกับสารก่อมะเร็ง ที่อาจตกค้างในเนื้อสุกรและเครื่องในที่นำเข้าจากสหรัฐ ซึ่งเป็นผลมาจากการใช้สารเร่งเนื้อแดงในการเลี้ยง โดยเฉพาะปริมาณการตกค้างสารพิษในเครื่องในสัตว์ ตับ ไต ที่ในทางการแพทย์ถือเป็นอวัยวะส่วนที่ช่วยขับของเสียออกจากร่างกาย จึงมีความเสี่ยงสูงว่าชิ้นส่วนเหล่านี้จะมีการตกค้างของสารพิษมากกว่าส่วนที่เป็นเนื้อแดง ชิ้นส่วนเหล่านี้เป็นส่วนที่ชาวอเมริกันไม่นิยมบริโภค ถือเป็นส่วนที่สหรัฐไม่ต้องการและเป็นขยะที่ต้องสิ้นเปลืองงบประมาณในการขจัดทิ้ง ขณะที่คนไทยชอบรับประทานเครื่องในเหล่านี้

“อันตรายจากสารเร่งเนื้อแดงทำให้หลายประเทศในยุโรป รวมถึงประเทศจีนยกเลิกการนำเข้า ส่วนไทยมีการคัดค้านการนำเข้าเครื่องในหมูจากสหรัฐอเมริกามาตั้งแต่ พ.ศ. 2561 หากผลการศึกษาของผู้เชี่ยวชาญที่จะแล้วเสร็จดังกล่าวข้างต้น สรุปให้ไทยต้องนำเข้าเครื่องในหมูจากสหรัฐ คนเลี้ยงหมูอาจจะมีการรวมตัวคัดค้านอีกครั้ง เพราะทุกคนไม่เชื่อว่าหมูที่มีสารเร่งเนื้อแดงนี้จะปลอดภัยต่อผู้บริโภค” นายพิพัฒน์ กล่าวทิ้งท้าย

ชวนชมเป็นไม้ดอกไม้ประดับที่ปลูกง่าย จึงมีคนนิยมปลูกกันเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศเลยก็ว่าได้ ด้วยรูปลักษณะที่แปลกตา ลำต้นแตกอวบออกเป็นพูพอน แตกกิ่งน้อย แต่ออกดอกจำนวนมาก ดอกมีสีสันสวยงาม ทั้งสีชมพู สีแดง สีขาว จึงทำให้เป็นไม้ประดับที่มีราคาดี

ทางเทคโนโลยีชาวบ้านของเราได้รับความกรุณา จาก คุณบุญยืน รติพาณิชย์ เจ้าของสวนชวนชม จากจังหวัดฉะเชิงเทรา มาให้คำแนะนำ ให้ทุกท่านเข้าใจการปลูกการเลี้ยงดูว่าเป็นอย่างไร

คุณบุญยืน อยู่บ้านเลขที่ 25/4 หมู่ที่ 6 ตำบลคลองจุกกระเณอ อำเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรา เรียนจบด้านการตลาด ทำงานบริษัทมากว่า 28 ปี ระหว่างทำงานก็ปลูกชวนชมไปด้วยเพราะว่าเป็นไม้ดอกไม้ประดับที่สวยดูแลง่าย ตอนนี้ปลูกชวนชมมาได้กว่า 15 ปีแล้ว เริ่มแรกมาจากการซื้อมาปลูกทีละต้น ตั้งแต่ต้นละ 100 บาทจนไปถึงหลักแสน แต่ว่าเวลานี้ก็นำเอาออกมาขายแล้ว ราคาขายชวนชมนั้นในช่วงที่บูมๆ บางทีก็ขายได้เกินหลักล้านบาทก็มี หมายถึงครั้งละ ที่สวนใช้พื้นที่ปลูกอยู่ตอนนี้ประมาณ 2 ไร่ครึ่งเห็นจะได้ มีประมาณพันกว่าต้นได้หลักๆ มีอยู่ 3 พันธุ์ ได้แก่ ชวนชมยักษ์ซาอุ บางคล้า และเพชรบ้านนา

ชวนชมยักษ์ซาอุ…ลำต้นสูงแบบไม้ยืนต้น มีลำต้นที่สูงชะลูด ลำต้นจะแตกออกจากฐานโขดหลายลำ ลำต้นชี้ขึ้นตรงมักเจริญเติบโตในแนวสูงมากกว่าการขยายในแนวราบ อาจสูงได้ถึง 4 เมตร ส่วนใหญ่ใบมักมีขนละเอียดนุ่ม ดอกมักมีสีชมพูและมีขนาดเล็ก ออกดอกตามกิ่งก้านหรือลำต้นจะออกปีละ 2 ครั้ง ฝักมีสีแดงเข้ม ฝักและเมล็ดมีขนาดใหญ่ ลักษณะเด่นอยู่ที่ความสูงใหญ่ ราคาขายอยู่ประมาณ 10,000 บาทขึ้นไป แล้วแต่ความใหญ่ของแต่ละต้น

ชวนชมบางคล้า…ลำต้นเตี้ย ลำต้นจะขึ้นเป็นแท่งหลายแท่งจากฐานโขดมักเจริญเติบโตในแนวราบ มากกว่าแนวสูง ฐานโขดมักมีขนาดใหญ่ โขดอาจมีขนาดใหญ่ถึง 1 เมตร สูงประมาณ 2.50 เมตร ดอกมักมีสีชมพูและมีขนาดเล็ก ออกดอกปีละ 2 ครั้ง ลักษณะเด่น ฐานโขดมีขนาดใหญ่กว่าพันธุ์อื่น ราคาจะสูงกว่ายักษ์ซาอุ

ชวนชมเพชรบ้านนา…ลำต้นขึ้นเป็นแท่ง มักแตกเป็นพุ่มอยู่ด้านบนมีกิ่งก้านสาขามาก กิ่งแผ่ขนานเกือบระนาบเดียวกับพื้น ลำต้นและกิ่งก้านมีสีขาวนวล ใบมันวาว และเรียวยาว ใบแผ่ขยาย ใบไม่มีขนทั้งหน้าใบและหลังใบ ให้ดอกดก ออกดอกปีละ 2 ครั้ง ดอกสีชมพูอ่อน ดอกมีขนาดเล็ก ออกดอกมักทิ้งใบ ออกดอกในฤดูหนาวและฤดูร้อน ลักษณะเด่น ลำต้นจะขึ้นเป็นแท่งๆ เดียว ดูคล้ายบอนไซหรือต้นไม้ที่มีรากชี้ฟ้า ส่วนโขดจะมีรากที่ใหญ่บิดงอซับซ้อนสวยงามมาก

เริ่มจากเพาะเมล็ด ต้องใจเย็นถ้าอยากได้โขดใหญ่ ตอนแรกที่เพาะ เน้นรดน้ำให้ชุ่ม แต่ไม่แฉะ และวางไว้ร่มรำไร เลี้ยงไปจนต้นเท่านิ้วชี้ น่าจะราวๆ 2-3 เดือน จึงแยก แล้วย้ายลงกระถาง พร้อมเฝ้าดูการโตตอนนี้เริ่มออกแดดเต็มวัน และเฝ้าดูยอดและการแตกใบ ต่อมาการริดใบหรือเรียกอีกอย่างว่าการตัดใบให้ตัดในตำแหน่งเกือบจะก้านใบเพื่อบังคับให้ทิ้งใบ…ข้อจะได้สั้นๆ การริดให้ทำทุกใบ ยกเว้นใบที่อยู่ยอด จะริดก็ได้แต่ให้เหลือไว้เยอะหน่อย และบำรุงดินใส่ปุ๋ยให้มากหน่อย

วิธีการเลี้ยงดูชวนชม

การเลี้ยงชวนชมให้ดอกดกและสวยงามนั้น ต้องเลี้ยงกลางแจ้งให้ได้รับแสงแดด เพราะชอบแดดจัด รดน้ำวันละครั้ง การเตรียมดินสำหรับปลูกควรใช้ดินผสมใบมะขามหรือใบก้ามปู และกาบมะพร้าวสับอย่างละเท่าๆ กันผสมกันให้ทั่ว ใช้มะพร้าวสับรองก้นกระถางก่อนเพื่อการระบายที่ดี แล้วบำรุงด้วยปุ๋ยคอกผสมมะพร้าวสับ อัตรา 2 ต่อ 1 ใส่หน้าดินเป็นระยะๆ

การตัดแต่งกิ่งทรงพุ่มจะช่วยให้ชวนชมออกดอก เมื่อต้นชวนชมปลูกมาได้สมบูรณ์เต็มที่ กิ่งทุกกิ่งอ้วนสมบูรณ์แข็งแรง ถ้าไม่สมบูรณ์ก็ไม่ควรตัดแต่งกิ่ง การตัดแต่งเพื่อให้ออกดอกให้ตัดแต่งกิ่งไปตามรูปทรงของต้นไม้หรือจะเป็นทรงกลมหรือดอกเห็ดก็ได้

หลังจากตัดแต่งเสร็จก็อดน้ำประมาณ 15-20 วันจะเริ่มเห็นตุ่มดอกโผล่ออกมาจากตากิ่งก็เริ่มให้น้ำปกติเพื่อป้องกันดอกฝ่อและแห้ง แล้วบำรุงด้วยปุ๋ยขี้วัวข้อควรรู้ระวังเชื้อรานั้นเกิดจากการใส่ปุ๋ยขี้ไก่หมัก หรือการได้รับน้ำที่มากเกินไป

หากไม่รีบร้อนและมีเวลาดูแลต้นชวนชมอยู่บ้าง การเลือกดิน การใช้ปุ๋ยคอก และการให้รับแสงแดดรับน้ำอย่างเหมาะสมก็ถือเป็นวิธีที่ดีเช่นกัน ถ้าต้องการให้โตเร็วต้องใส่ปุ๋ยสูตร 16-16-16 และใช้ปุ๋ยน้ำชีวภาพช่วยให้ดินปรับสภาพ การให้ปุ๋ยเคมีแต่ละครั้งจะต้องให้น้อยๆ แต่ให้บ่อยๆ ประมาณ 7 วันครั้ง จะทำให้ต้นไม้โตเร็ว

โรคและแมลงศัตรูพืช นับเป็นสิ่งที่สร้างปัญหาเดือดร้อนให้แก่เกษตรกรแบบเงาตามตัวมาโดยตลอด ส่งผลเสียหายต่องานเกษตรกรรมทั้งคุณภาพและปริมาณผลผลิต แถมยังฉุดราคาขายให้ตกต่ำตามไปด้วย

มาตรการของเกษตรกรชาวไร่ชาวสวนต่อการปราบโรคและแมลงที่ผ่านมา หากรุนแรงเกินเยียวยาก็ต้องหันไปพึ่งสารเคมีที่ส่งผลกระทบทางตรงและทางอ้อมต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม แม้ระยะหลังพบว่ากิจกรรมทางการเกษตรหลายชนิดเปลี่ยนมาใช้สารอินทรีย์กัน เพราะตระหนักถึงโทษภัยที่เกิดขึ้นตามมา แต่คงต้องใช้เวลาพอสมควรเพื่อให้ธรรมชาติปรับสมดุลกลับคืนมาดังเดิม แล้วก็ยังดีกว่าที่ไม่ลงมือทำอะไรก่อนที่จะสายเกินไป

“วิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้ผลิตจุลินทรีย์บ้านดงสัก” จังหวัดกาญจนบุรี เป็นอีกแห่งที่ได้หันมาใส่ใจต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมด้วยการใช้สารอินทรีย์ชนิดต่างๆ ในการทำกิจกรรมทางการเกษตร ไม่ว่าจะเป็นสารสกัดจากสมุนไพร หรือสารจุลินทรีย์ที่ผลิตจากธรรมชาติ

จนพบว่าประสิทธิภาพของสารเหล่านั้นส่งผลดีต่อคุณภาพผลผลิตมีความสมบูรณ์ดีกว่าการใช้สารเคมี และที่สำคัญเป็นมิตรกับผู้ใช้และสิ่งแวดล้อมด้วย ทั้งนี้ผลผลิตจากการเกษตรที่ใช้สารอินทรีย์ได้รับความสนใจจากผู้บริโภคอย่างล้นหลามจนผลิตไม่ทัน แล้วยังขายได้ราคาสูงกว่าทั่วไป เป็นการช่วยให้ผู้ปลูกมีรายได้เพิ่มขึ้น

คุณดำรงค์เดช รักงาม หรือ คุณเปิ้ล คนรุ่นใหม่ที่ต้องการปรับเปลี่ยนวิธีการทำเกษตรกรรมจากการใช้สารเคมีมาเป็นอินทรีย์ เขามองว่าคุณภาพดินที่ผ่านมาสะสมเคมีไว้มากจนเกิดอันตรายต่อคนและพืช ฉะนั้น นับจากนี้ต่อไปคุณเปิ้ลจะใช้สารชีวภัณฑ์เพื่อป้องกันและรักษาพืชที่เป็นโรค จึงเกิดความคิดที่จะใช้ข้าวที่ปลูกอยู่เป็นวัตถุดิบผลิตเชื้อจุลินทรีย์เพื่อใช้เอง

ความสำเร็จจากแนวคิดดังกล่าว ทำให้ข้าวและพืชต่างๆ ที่คุณเปิ้ลปลูกมีคุณภาพสมบูรณ์ดีมาก ไม่พบการเกิดโรคแมลงที่ร้ายแรง อย่างโรคใบลายเม็ดกระถิน ที่ระบาดไปทั่ว แต่นาของคุณเปิ้ลกลับไม่ได้รับผลกระทบ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ชาวบ้านในละแวกนั้นต่างแปลกใจ แล้วมารู้ว่าใช้สารจากจุลินทรีย์ในนาข้าว ดังนั้น คุณเปิ้ลจึงได้แบ่งจุลินทรีย์ให้แก่ชาวบ้านฟรี พร้อมแนะนำ เพื่อต้องการให้ใช้อย่างถูกวิธี เกิดประสิทธิภาพในงานเกษตรต่างๆ

จากนั้นได้ผลิตจุลินทรีย์อีกหลายชนิดเพื่อใช้กับงานเกษตรแต่ละประเภท จนพบว่า การผลิตจุลินทรีย์สดอาจไม่สะดวกต่อการใช้งานบางประเภท แล้วใช้ประสบการณ์และความรู้มาลองผลิตจุลินทรีย์ผง ซึ่งช่วยให้มีความสะดวก รวดเร็วมากขึ้น เพียงผสมน้ำก็ใช้ได้ทันที

ภายหลังการผลิตจุลินทรีย์ผงเพื่อใช้กับงานเกษตรกรรมของตัวเองเป็นผลสำเร็จ คุณเปิ้ลจึงค่อยๆ ขยายผลไปกับกลุ่มโรคพืชและแมลงศัตรูอีกหลายชนิด แล้วมองว่าความสำเร็จเช่นนี้ควรแบ่งปันให้ชาวบ้านที่ร่วมอาชีพเกษตรกรรมในพื้นที่ด้วยการจัดตั้งเป็น “วิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้ผลิตจุลินทรีย์บ้านดงสัก” ขึ้น เมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา แล้วผลิตจุลินทรีย์ทั้งแบบสดและแห้งจำหน่ายเพื่อหารายได้เข้ากลุ่ม