พร้อมกันนี้ กระทรวงพาณิชย์จะหารือร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรม

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพลังงาน เร่งพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ จากปาล์มน้ำมัน เช่น วิตามินอีจากปาล์ม น้ำมันโอลีนฟิน สารเคมีสกัดจากปาล์มเพื่อใช้ในอุตสาหกรรม เป็นต้น ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีรายใดผลิตได้ หากผลิตได้จะช่วยเพิ่มมูลค่าเพิ่มให้ผลผลิตปาล์มได้มากขึ้น

ด้านนายพงศ์นรินทร์ วนสุวรรณกุล กรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัทท่าฉางอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า นโยบายส่งเสริมให้ผลผลิตปาล์มน้ำมันมีเปอร์เซ็นต์น้ำมันสูงขึ้นเป็น 18% เป็นนโยบายที่ดี ช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น ผู้ประกอบการได้ผลผลิตที่ดีขึ้น แต่ยังอาจจะทำได้ลำบาก เนื่องจากปัจจุบันไทยไม่ได้มีเครื่องวัดเปอร์เซ็นต์น้ำมันปาล์ม

“ผลผลิตที่เกษตรกรตัดมาเป็นแบบคละ เมื่อตัดผลผลิตมาแล้วจำเป็นต้องขายเพื่อจะมีรายได้มาใช้จ่าย ผู้ประกอบการจำเป็นต้องรับซื้อ เนื่องจากมีกฎระเบียบการซื้อ-ขายอยู่แล้ว ดังนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องส่งเสริมและให้ความรู้เกษตรกรให้ผลิตปาล์มที่มีเปอร์เซ็นต์น้ำมันตามเป้าหมายหากผลผลิตมีเปอร์เซ็นต์น้ำมันสูง ผู้ประกอบการพร้อมรับซื้ออยู่แล้ว

ส่วนที่จังหวัดตรัง เสนอให้สร้างแท็งก์เก็บน้ำมันปาล์มเพิ่มมองว่ายังไม่จำเป็นเพราะมีแท็งก์อยู่แล้ว หากสร้างเพิ่มก็ไม่คุ้มค่าการลงทุนหรือการดูแล

พล.ต.ท. ไกรบุญ ทรวดทรง ประธานกรรมการองค์การคลังสินค้า (อคส.) เปิดเผยว่า กรณีที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบให้ อคส.ซื้อสต๊อกปาล์ม 100,000 ตัน จากเกษตรกรเพื่อรักษาเสถียรภาพราคา งบประมาณดำเนินการ 3,000 ล้านบาท ในกรณีที่ราคาผลปาล์มต่ำกว่า กิโลกรัมละ 4.20 บาท

“จากการลงพื้นที่ถามความเห็นจากเกษตรกรมองว่าแม้ราคาผลปาล์มน้ำมัน (เปอร์เซ็นต์น้ำมัน17%) ปัจจุบันจะปรับลดลง เหลือกก.ละ 3.80-3.90 บาท แต่ไม่ต้องการให้มีการเข้าไปรับซื้อต้องการให้ช่วยเหลือผลักดันการส่งออกมากกว่า ซึ่งอคส.อยู่ระหว่างประสานประเทศที่สนใจนำเข้า เช่น จีน อินเดีย เป็นต้น และอยู่ระหว่างพิจารณาระดับราคากลางที่เหมาะสมจะเข้าไปดำเนินการรับซื้อ”

พร้อมกันนี้ อคส.กำลังศึกษาแนวทางพัฒนาและส่งเสริมให้โรงงานปาล์มน้ำมันหีบแบบรวมสกัดแห้ง (โรงเกรด B) พัฒนาให้เป็นโรงงานปาล์มน้ำมันแบบหีบทะลายสกัดเปียกด้วยไอน้ำ (โรง A) โดยการให้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ

น.ส.ชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรละสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากการสำรวจสถานการณ์น้ำท่วมเบื้องต้นทุกพื้นที่ในขณะนี้ ได้รับความเสียหายรวม 35 จังหวัด เกษตรกร 518,770 ราย แยกเป็นด้านพืช 4.14 ล้านไร่ ในจำนวนนี้ส่วนใหญ่เป็นข้าว 3.77 ล้านไร่ พืชไร่ 3.3 แสนไร่ พืชสวนและอื่นๆ 4 หมื่นไร่ ประมง 17 จังหวัด มีพื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำประสบภัย 17,785 ไร่ กระชังเลี้ยงปลา 1,422 ตารางเมตร(ตร.ม.) ด้านปศุสัตว์ 600,634 ตัว เป็นโค-กระบือ 71,949 ตัว สุกร 17,135 ตัว แพะ –แกะ 18,124 ตัว สัตว์ปีก 493,426 ตัวและแปลงหญ้า 452 ไร่

น.ส.ชุติมา กล่าวว่า ทั้งนี้ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ถือเป็นพื้นที่ปลูกข้าวหอมมะลิ กข.15 และ กข. 6 ซึ่งเป็นชนิดข้าวไวแสงที่ต้องมีช่วงแสงช่วยให้การออกดอกติดรวง ใช้ระยะเวลาปลูก 120 วัน และเกษตรกรสามารถปลูกได้ปีละครั้ง ดังนั้นกระทรวงเกษตรฯจึงสั่งให้กรมการข้าวลงไปสำรวจพื้นที่ความเสียหายเพื่อเร่งซ่อมแซม อีกทั้งให้กรมชลประทานรีบระบายน้ำให้ลดลงลงเร็วที่สุดเพื่อสำรวจถึงความเสียหายอย่างสิ้นเชิง และฟื้นฟู ปลูกรอบใหม่ โดยข้าว กข.15 นั้นคาดว่ายังสามารถ ปลูกได้ภายในกลางเดือนสิงหาคมนี้ หากเลยระยะเวลานี้ไปจะเสี่ยงต่อการติดดอกออกรวง

ซึ่งกรมการข้าวได้เตรียมเมล็ดพันธุ์สำรองไว้แล้ว 182 ตัน รวมทั้งเมล็ดถั่วเพื่อปลุกทดแทน 103 ตันซึ่งจะช่วยลดปัญหาของเกษตรกรในเบื้องต้นได้ นอกจากนี้ ในการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) วันที่ 8 สิงหาคมนี้ กระทรวงเกษตรฯจะเสนอมาตรการเยียวยานอกเหนือจากมาตรการทางกระทรวงการคลัง คือชดเชยค่าเสียโอกาสรายได้จากการขายผลผลิตที่เกษตรกรควรจะได้รับ เนื่องจากเกษตรกรไม่สามารถปลูกทดแทนและสร้างรายได้รอบใหม่ได้ทันฤดูกาลผลิตในปีนี้ และเยียวยาเพิ่มเติมโดยช่วยเหลือครัวเรือนละ 3,000 บาท รวมทั้งลดภาระหนี้สิน ให้แก่ สมาชิกสถาบันเกษตรกร และสมาชิกกองทุนหมุนเวียน โดยกองทุนพัฒนาสหกรณ์ (กพส.) สนับสนุนเงินทุนเพื่อช่วยเหลือสมาชิกสถาบันเกษตรกร จำนวน 300 ล้านบาท ในอัตราดอกเบี้ยต่ำ

“เกษตรกรที่ได้รับความเสียหายอย่างสิ้นเชิงกรณีที่เป็นนาข้าวจะได้รับการชดเชยตามมาตรการกระทรวงการคลัง ไร่ละ 1,113 บาท ในกรณีที่เกษตรกรร่วมโครงการประกันภัยพืชผลจะได้รับการชดเชยอีก ไร่ละ 1,260 บาท แต่ทั้งนี้ต้องรอผลการสำรวจว่า เสียหายสิ้นเชิงหรือไม่ หลังน้ำลดอีกครั้ง “น.ส.ชุติมา กล่าว

น.ส.ชุติมา กล่าวว่า จากน้ำท่วมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นพื้นที่ปลูกข้าวหอมมะลิ คาดว่าจะส่งผลกระทบกับแผนข้าวครบวงจร ผลผลิตข้าวไม่เป็นไปตามที่กำหนดไว้คือ 8 ล้านตันข้าวเปลือก จากพื้นที่ปลูก 23 ล้านไร่ ซึ่งจะพิจารณาปรับแผนร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอีกครั้ง

เครือเบทาโกร โดย นายภูกิจ พีระกรกุล ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เบทาโกรเกษตรอุตสาหกรรม จำกัด สำนักงานสกลนคร นำทีมพนักงานเดินทางไปมอบผลิตภัณฑ์เนื้อไก่และไข่ไก่ จำนวน 1 คันรถ ให้กับสำนักงานเหล่ากาดจังหวัดสกลนคร เพื่อเป็นวัตถุดิบในการประกอบอาหารช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในเบื้องต้น ณ ศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม ศาลากลางจังหวัดสกลนคร

การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) นำสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง 22 แห่ง เข้าร่วมจับคู่ธุรกิจกับผู้ซื้อยางและผลิตภัณฑ์ยาง กว่า 100 ราย จาก 25 ประเทศทั่วโลก ซึ่งงานนี้จัดขึ้นโดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ณ โรงแรมแบงค็อก แมริออท มาคีส์ ควีนส์ปาร์ค ทั้งนี้ ความร่วมมือระหว่าง 2 หน่วยงาน มุ่งเน้นขยายลู่ทางการส่งออกยางพาราและผลิตภัณฑ์ยางของไทยสู่ตลาดต่างประเทศ พร้อมทั้งเร่งหาตลาดใหม่ให้แก่ผู้ประกอบกิจการยาง

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เผยว่า การจัดงานครั้งนี้ถือเป็นโอกาสในการพบปะระหว่างผู้นำเข้าและผู้ผลิต ซึ่งเป็นทั้งผู้ผลิตวัตถุดิบยางและผลิตภัณฑ์ยางในประเทศไทย โดยมีผู้นำเข้าจาก 25 ประเทศ 106 ราย จากทั่วโลก ทั้งจากประเทศโซนเอเชีย ได้แก่ ประเทศจีน อินเดีย บังกลาเทศ ประเทศโซนเอเซียตะวันออกกลาง เช่น ประเทศซาอุดิอาระเบีย อิหร่าน และโซนยุโรป ได้แก่ ฮังการี เนเธอร์แลนด์ รวมถึงสหรัฐอเมริกาด้วย นอกจากนั้นยังมีประเทศโซนทวีปแอฟริกา ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ได้นำผู้นำเข้ารายใหญ่ๆ ทั้งหมดมาจับคู่ทางการค้าภายในงาน ทั้งนี้ ได้รับความร่วมมือจากการยางแห่งประเทศไทย นำสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางที่เป็นสมาชิกของการยางแห่งประเทศไทยกว่า 20 ราย มาร่วมจับคู่ธุรกิจ พร้อมนำผลิตภัณฑ์จากยางพาราของสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางมานำเสนอ ซึ่งเป็นเรื่องน่ายินดีมากที่ภายในงานนี้ไม่ได้มีแค่เฉพาะผู้ประกอบการทั่วไป แต่ยังมีสถาบันเกษตรกรและเกษตรกรชาวสวนยางมาร่วมเจรจาธุรกิจด้วย ซึ่งคาดว่าในงานนี้จะสามารถขายยางได้ประมาณ 300,000 ตัน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 15,000 ล้านบาท

ดร.ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ขอขอบคุณกระทรวงพาณิชย์ โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ที่เปิดโอกาสให้กับผู้ประกอบการกิจการยางทั้งสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง และภาคเอกชน ได้ร่วมเจรจาจับคู่ธุรกิจในครั้งนี้ นับว่าเป็นการเพิ่มโอกาสและช่องทางการตลาดใหม่ให้กับผู้ประกอบกิจการยางพารา เพราะส่วนมากมาจากประเทศผู้ซื้อจากทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเทศโซนเอเชียตะวันออกกลางและยุโรป ซึ่ง กยท. ได้นำตัวแทนสถาบันเกษตรกรที่แปรรูปและผลิตยางพาราที่มีมาตรฐานและมีศักยภาพมาพบปะกับผู้ชื้อและนำเข้าจากทั่วโลก

โดยบรรยากาศภายในห้องเจรจาวันนี้มีความคึกคัก ผู้ซื้อให้ความสนใจยางพาราของไทยที่มีคุณภาพ แสดงให้เห็นว่าพื้นฐานความต้องการใช้ยางพาราในตลาดยังคงมีสูงมาก ซึ่งการเจรจาในชั่วโมงแรก สหกรณ์กองทุนสวนยางอำเภอบ่อทอง จำกัด ปิดยอดขายเบื้องต้นไป 200 ตันต่อเดือน สหกรณ์ยางพาราเนินดินแดงตราด จำกัด ปิดยอดขายหมอนเบื้องต้นกับทางประเทศจีนประมาณ 2 แสนใบต่อเดือนและสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางจาก 5 จังหวัดชายแดนใต้ กำลังเจรจาซื้อขายน้ำยางกับประเทศอินเดีย

“พื้นฐานความต้องการใช้ยางพาราในตลาดยังคงมีสูงมาก เห็นได้ชัดว่าการจับคู่ธุรกิจในวันนี้ ผู้ซื้อจากต่างประเทศให้ความสนใจสั่งซื้อยางจากไทยซึ่งเป็นยางที่มีคุณภาพ โดยวันนี้ได้ถือโอกาสเปิดตัวยางที่ได้มาตรฐานซึ่งสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางต่างๆ พยายามเร่งผลักดันเพื่อให้สินค้าและผลิตภัณฑ์ยางพาราของตนเองผ่านมาตรฐาน GMP ที่กำหนดไว้ เพื่อเน้นการแข่งขันกันด้านคุณภาพมากว่าการแข่งขันด้านราคา ถือเป็นการขยายลู่ทางการส่งออกยางพาราและผลิตภัณฑ์ยางของไทยสู่ตลาดต่างประเทศ พร้อมทั้งเร่งหาตลาดใหม่ให้แก่ผู้ประกอบกิจการยาง อย่างไรก็ตาม กยท. จะเข้าร่วมประชุมสภาไตรภาคียางพารา ร่วมกับประเทศมาเลเซียและอินโดนีเซีย ในปลายสัปดาห์นี้ และจะมีการประชุมในระดับรัฐมนตรีต่อไป ในวันที่ 15 กันยายนนี้” ผู้ว่าการ กยท. กล่าว

ด้าน นางสาวรวีพลอย ยุทธเจริญกิจ ผู้จัดการฝ่ายการตลาด สหกรณ์กองทุนสวนยางอำเภอบ่อทอง จำกัดกล่าวว่า สหกรณ์บ่อทองได้เข้าร่วมจับคู่ธุรกิจกับกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศอยู่เป็นประจำ และทุกครั้งจะได้ผลตอบรับที่ดี และได้ลูกค้าใหม่ๆ เสมอ เดิมทีลูกค้าหลักจะเป็นผู้นำเข้าจากประเทศจีน แต่ในครั้งนี้จะเน้นหาลูกค้าในโซนยุโรปเป็นการเปิดตลาดใหม่ ซึ่งได้พูดคุยกับผู้ซื้อจากเยอรมัน และฮังการี ที่ให้ความสนใจในตัวสินค้าของทางสหกรณ์บ่อทอง ซึ่งเมื่อผู้ซื้อทราบว่าเราเป็นชาวสวนยางเอง เกิดความพอใจเนื่องจากมีความต้องการที่จะซื้อจากผู้ผลิตโดยตรงที่เป็นต้นทางจริงๆ ซึ่งมีความต้องการที่ตรงกัน เนื่องจากสหกรณ์บ่อทองเองต้องการขายกับผู้ซื้อโดยตรงเช่นกัน

สินค้าที่ทำการขายได้ในช่วงแรกของวันนี้ ได้แก่ ยางแผ่นรมควันชั้น 1 และชั้น 3 เพื่อนำไปใช้ในอุตสาหกรรมรถยนต์ และส่วนประกอบของรถ ถึงแม้ว่าปริมาณการซื้อของลูกค้าจากโซนยุโรปจะไม่เยอะมากเท่ากับทางประเทศจีน แต่ก็ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดีในการเพิ่มจำนวนคู่ค้ารายใหม่ๆ ซึ่งประเทศเยอรมัน สั่งซื้อสินค้าประมาณ 50 ตันต่อเดือน ส่วนฮังการี สนใจใน STR20 RSS3 น้ำยางข้น STR10 STR5L STR3L ในส่วนของยางแผ่นรมควันขณะนี้มียอดสั่งซื้อประมาณ 200 ตัน และกำลังรอลูกค้ายืนยันการสั่งซื้อซึ่งจะมีเพิ่มเติมมาอีกในการเจรจาช่วงต่อไปในงานนี้

เนื่องในวโรกาสเฉลิมพระชนพรรษาครบรอบ 65 พรรษา สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร วันที่ 28 กรกฎาคม 2560 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงได้ดำเนินโครงการ “เกษตรไทยก้าวหน้า ภายใต้ร่มพระบารมี”อย่างยิ่งใหญ่ เพื่อเทิดพระเกียรติและแสดงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ได้ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจในอันที่จะทำให้เกษตรกรอยู่ดีมีสุข ระหว่างวันที่ 16-20 สิงหาคม 2560 ณ สวนลุมพินี กรุงเทพฯ

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจส่งเสริมการเกษตรอย่างมากมาก ตั้งแต่ครั้งยังทรงดำรงพระราชอิสริยยศ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช โดยทรงยึดแนวทางทรงงานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในการช่วยเหลือราษฎรแก้ไขปัญหาดิน น้ำ และการเกษตรในลักษณะต่างๆ อาทิ โครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ฯ ซึ่งจัดตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2545 เพื่อเป็นหน่วยบริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรแก่ประชาชนในท้องถิ่นทุรกันดารที่ประสบความสำเร็จมาจนถึงปัจจุบันครอบคลุมทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีความปลื้มปีติอย่างยิ่ง ที่ได้เป็นหน่วยงานรับสนองพระราชกรณียกิจต่างๆ ดังกล่าว

“การจัดงานครั้งนี้ ถือเป็นการรวมพลเกษตรกรไทยจากทั่วประเทศ เดินทางมาร่วมกันแสดงพลังเพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 เนื่องจากทุกคนต่างสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงพระราชทานแนวพระราชดำริในการยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้ดีขึ้น ทำให้เกษตรกรมีความภาคภูมิใจในอาชีพเกษตร จึงขอเชิญชวนประชาชนทุกคนมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการแสดงพลังแห่งความจงรักภักดีและเทิดพระเกียรติแก่ในหลวงของปวงชนชาวไทย เพื่อให้ทรงสถิตเป็นมิ่งขวัญแก่อาณาประชาราษฎรชาวไทยและเกษตรกรไทยให้เกิดความรุ่งเรืองตลอดไป”

ด้านนายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กิจกรรมในงานแบ่งเป็น 3 ส่วนสำคัญ ได้แก่ การจัดแสดงนิทรรศการ โดยเป็น“นิทรรศการมีชีวิต” เสมือนจริง ซึ่งจะจัดแสดงเรื่องสำคัญ อาทิ นิทรรศการเทิดพระเกียรติ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 ที่ทรงมีต่อการพัฒนาการเกษตร ตลอดจนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของรัชกาลที่ 9 และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ รวมทั้งยังได้จัดถวายพระพรเนื่องในวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษาของรัชกาลที่ 10 ผลการดำเนินงานของศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร(ศพก.) ผลผลิตจากการส่งเสริมการเกษตรรูปแบบแปลงใหญ่ในตลอดช่วงระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา และผลงานของ Yong Smart Farmer หรือยุวเกษตรกรรุ่นใหม่ของไทย

สำหรับไฮไลท์สำคัญคือ การจัดแสดงนวัตกรรมทางการเกษตร โดยนำนวัตกรรมและผลงานวิจัยต่างๆ ออกเผยแพร่ เช่น การพัฒนาพันธุ์ข้าวระดับพันธุวิศวกรรม การพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพ จุลินทรีย์ดิน รวมทั้งอบรมการเกษตรที่ทุกคนสามารถทำได้ในชีวิตประจำวัน แม้แต่คนในเมือง เช่น การปลูกผักแนวตั้ง การปลูกผักใช้พื้นที่น้อย และการปลูกไม้ดอกไม้ประดับ รวมถึงการฝึกอบรมอาชีพที่หลากหลาย
นายวิวัฒน์ ศรีกระสัง หนึ่งใน Young Smart หรือ “YSF” แห่งอ.เสิงสาง จ.นครราชสีมา วิวัฒน์ถือเป็นเด็กหนุ่มไวแรงที่ผันตัวเองจากอาชีพสื่อสารมวลชนหันมาเป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ที่น่าจับตามอง ด้วยการหันมาปลูก “มันหวานอินทรีย์”สายพันธุ์ต่างประเทศและสายพันธุ์ไทยในพื้นที่ 50ไร่ ภายใต้กระบวนปลูกระบบอินทรีย์ 100% ความพิเศษของมันหวานวิวัฒน์ คือ เนื้อมันสีขาว ไม่เหมาะแก่การปลูกในช่วงฤดูฝน เพราะมีแป้งมาก รสชาติตจะไม่หวาน เช่น พันธุ์ออเรนทอลไวน์

ทั้งนี้ ใครที่อยากรับประทานมันหวานรสชาติอร่อยและมีราคาถูกกว่ามันนำเข้าจากต่างประเทศถึง 10 เท่า โดยนิวัฒน์จะนำมันหวานพันธุ์ฮาวาย ไปโชว์แลจำหน่ายในราคาถูกในงาน พันธ์สายพันธุ์ดังกล่าวมีความพิเศษไม่เหมือนใคร คือ มีหัวสีขาว แต่เนื้อสีม่วง สีสันสวยงาม มีประโยชน์และคุณค่าทางโภชนาการอย่างมาก เนื้อในสีม่วง มีสารช่วยชะลอความแก่ โดยมันหวานพันธุ์ฮาวาย มีเกษตรกรปลูกในไทยน้อยมาก เพียง 10-15 รายเท่านั้น แต่ผลผลิตที่ได้เป็นที่พอใจ 1 ไร่ ได้ 3,000 กิโลกรัม และราคาดี 350 บาท/กก.ในขณะที่หากนำเข้าจากต่างประเทศมีราคากิโลกรัมละประมาณ 2-3 พันบาท

อีกหนึ่งนวัตกรรมโดดเด่นที่อยากให้ไปสัมผัสคือ “หม้อข้าว หม้อแกงลิง” ของประกิต โพธิ์ศรีภายใต้ “rayong smile plant” “YSF” แห่งบ้านค่าย จ.ระยอง ประกิตเป็นเกษตรกรรุ่นใหม่อีกคนหนึ่งที่ริเริ่มปรับปรุงสายพันธุ์หม้อข้าวหม้อแกงลิง โดยนำนวัตกรรมทางพันธุกรรมพืชของไทย ผสมร่วมกับพันธุ์ต่างประเทศ จนได้สายพันธุ์ใหม่ ได้แก่ สยามเรด นิลมังกร แบล็คไดมอน เป็นต้น ทำให้เกิดเป็นเอกลักษณ์ หรือเป็นซิกเนเจอร์ของประเทศไทย ปัจจุบันหม้อข้าวหม้อแกงลิง ที่ได้พัฒนาสายพันธุ์ใหม่ โดยนำพันธุ์ไทยกับต่างประเทศมาผสม

ทำให้เกิดใบด่างสวยงายกลายเป็นต้นไม้ที่มีมูลค่าสูง ราคาแพงถึง 100,000 บาท โดยตลาดค้าส่งหม้อข้าวหม้อแกงลิง ได้แก่ ตลาดบางใหญ่ สวนจตุจักร และหน้าสวน นอกจากนี้ ยังขยายตลาดส่งออกไปยังเวียดนาม อินโดนีเซีย ไต้หวัน ใครที่อยากสัมผัสหม้อข้าว หม้อแกงต้นละ 100,000 บาทจะสวยขนาดไหนตามไปดูได้ในงาน “เกษตรไทยก้าวหน้า ภายใต้ร่มพระบารมี”

เวทีนี้ ประกิตบอกว่า จะแพร่ผลการพัฒนาพันธุ์พืชท้องถิ่น ซึ่งกำลังจะสูญพันธุ์ ให้ทั่วโลกได้เห็นคุณค่า และร่วมอนุรักษ์ พร้อมต่อยอดแนวคิดพัฒนาสู่การเป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ของประเทศ จึงเป็นโอกาสดีที่ผู้สนใจเข้าร่วมงาน จะได้เห็นพันธุ์พืชใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นจากการพัฒนาสายพันธุ์ และยังช่วยสนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงเกษตรอีกทางหนึ่งด้วย

ทั้ง หากเกษตรกร นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป อยากเรียนรู้นวัตกรรมใหม่ๆ ในการพัฒนาด้านการเกษตร สามารถเข้าร่วมเรียนรู้ได้ในงาน “เกษตรไทยก้าวหน้า ภายใต้ร่มพระบารมี” ระหว่างวันที่ 16-20 สิงหาคม 2560 ณ.สวนลุมพินี กรุงเทพฯ พร้อมร่วมแสดงพลังความจงรักภักดีที่มีต่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 อย่างพร้อมเพียงกัน

เมื่อเร็ว ๆ นี้ ในงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ภายใต้ศาสตร์พระราชานำชาวนาสู่ยุกต์ 4.0 ณ ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวเชียงใหม่ ภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้จัดนิทรรศการและแสดงผลงาน “ข้าว ป้องกันโรค” ระบุว่า รำและจมูกข้าวเป็นแหล่งสะสมของวิตามิน เกลือแร่ และสารธรรมชาติที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น สารกลุ่มวิตามินอี สามารถต้านสารอนุมูลอิสระและช่วยชะลอความแก่ก่อนวัย และยังมีสารอื่น ๆ ที่ใช้ชื่อทางวิทยาศาสตร์ ในภาพรวมคือ ช่วยปกป้องผิวช่วยให้ผิวสดใส ลดการอักเสบ ลดระดับคลอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด็ในโลหิต ช่วยลดการตีบตันของเส้นเลือด สร้างและซ่อมแซมเซลล์ผิวและเซลล์ประสาทสมอง บำรุงระบบประสาท ป้องกันเหน็บชา ฯลฯ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ รศ.ดร.สุกัญญา มหาธีรานนท์ sugunya.w@gmail.com ดร.ภูมน สุขวงศ์ phumon@gmail.com

มูลนิธิหนังสือเพื่อเด็ก องค์กรสาธารณกุศลที่จัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์หลักคือการนำหนังสือสู่เด็กและนำเด็กสู่หนังสือ ได้ร่วมมือกับออนไลน์มาร์เก็ตเพลสชั้นนำ อีเลฟเว่นสตรีท ประเทศไทย และสำนักพิมพ์แถวหน้าของประเทศ ในการจัดทำโครงการ “ช้อปสุขใจ ให้น้องได้อ่าน” (Shop to Give) เพื่อเชิญชวนให้คนไทยที่มีจิตสาธารณะร่วมบริจาค “หนังสือดี” ให้แก่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศราว 300 แห่ง เพื่อเป็นการส่งเสริมให้เด็กๆ ได้อ่านหนังสือดี ที่จะช่วยเปิดโลกทัศน์ เสริมสร้างการเรียนรู้ และสร้างวัฒนธรรมการอ่าน

นางสุธาทิพ ธัชยพงษ์ รองประธานมูลนิธิหนังสือเพื่อเด็ก knifelesstechsystems.com “จาการทำงานที่ผ่านมาของทางมูลนิธิฯ เราพบว่าสื่อและกิจกรรมที่เด็กๆ ในศูนย์เด็กเล็กชื่นชอบมาก คือ หนังสือนิทาน และหนังสือต่างๆ แต่กลับพบยังมีโรงเรียน ศูนย์เด็กเล็ก และห้องสมุดว่า 18,000 แห่ง ทั่วประเทศ ที่ยังมีหนังสือไม่เพียงพอ ดังนั้นเด็กๆ จะตื่นเต้นและดีใจมากเมื่อมีหนังสือชุดใหม่ๆ เดินทางไปถึง ยิ่งหากตรงกับความสนใจ ก็จะช่วยให้เกิดการรักการอ่านได้ไม่ยาก การบริจาคหนังสือเป็นกระบวนการที่จะทำให้เด็กๆ หันมาหนังสืออ่านมากขึ้น การมีหนังสือคุณภาพจะช่วยยกระดับการเรียนรู้ และพัฒนาการด้านอื่นๆ

“เนื่องในวโรกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในวันที่ 12 สิงหาคม 2560 ทางมูลนิธิฯ จึงขอเชิญชวนคนไทยให้ร่วมบริจาค เพื่อนำหนังสือดีไปสู่เด็กน้อยด้อยโอกาสทั่วประเทศ โดยมูลนิธิฯ ได้คัดสรร ‘หนังสือดี’ จากสำนักพิมพ์ชั้นนำของประเทศ 12 แห่ง มาจำหน่ายบนอีเลฟเว่นสตรีท ที่จะช่วยเป็นศูนย์กลาง เพื่อให้หนังสือที่บริจาคนั้นเหมาะสมกับความต้องการและพัฒนาการของเด็กๆ อย่างแท้จริง”

ด้านนายฮง โชล จอน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร อีเลฟเว่นสตรีท ประเทศไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า “อีเลฟเว่นสตรีทเองมีความยินดีที่ได้ช่วยสนับสนุนมูลนิธิหนังสือเพื่อเด็ก โดยเราจะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางระหว่างสำนักพิมพ์ ผู้บริจาค และมูลนิธิฯ ในการช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ที่ต้องการช่วยบริจาคหนังสือดีให้กับเด็กไทย เพื่อเป็นการมอบของขวัญให้เด็กๆ เยาวชนไทย โดยผู้ที่สนใจร่วมบริจาคสามารถเลือกซื้อได้ง่ายสะดวกผ่านทางออนไลน์แพลตฟอร์มของเรา ทั้งบนเวบไซต์และโมบายแอพพลิเคชั่น ตั้งแต่วันที่ 8 สิงหาคม เป็นต้นไป โดยทางบริษัทฯ จะสนับสนุนค่าจัดส่งของหนังสือทุกเล่ม และนอกจากนั้นจะช่วยสนับสนุนในด้านการประชาสัมพันธ์ให้เป็นที่รับรู้ในวงกว้าง และหากประชาชนที่มีหนังสือเก่าที่ต้องการบริจาค ก็สามารถบริจาคให้กับมูลนิธิหนังสือเพื่อเด็กโดยตรงได้เช่นกัน เพราะบริษัทฯ เองก็เชื่อมั่นว่า การมอบหนังสือคือการมอบปัญญาให้กับเด็กไทย”

โครงการ “ช้อปสุขใจ ให้น้องได้อ่าน” (Shop to Give) จะเริ่มดำเนินการในระหว่างวันที่ 8 – 31 สิงหาคม 2560 โดยประชาชนที่สนใจ สามารถเลือกซื้อหนังสือผ่านทางเวบไซต์และโมบายแอพพลิเคชั่นของอีเลฟเว่นสตรีท ประเทศไทย และเลือกเพื่อจัดส่งหนังสือตรงสู่มูลนิธิฯ ได้ทันที สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเยี่ยมชมได้ที่ www.11street.co.th หรือ www.thaibby.in.th

โดย 12 สำนักพิมพ์ที่เข้าร่วมในโครงการฯ ได้แก่ แปลน ฟอร์ คิดส์, เนชั่นบุ๊คส์, นานมี, พาส เอ็ดดูเคชั่น, บงกช, นิพนธ์, นานมีบุ๊คส์, ห้องเรียน, แปลนปริทัศน์, สกายบุ๊กส์, เอ็มไอเอส และ ไอดีซี

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ

มูลนิธิหนังสือเพื่อเด็ก: ชาตรี แสงพุฒ โทร: 02-805-0202

อีเลฟเว่นสตรีท ประเทศไทย: สรัณศรี ประวัติพัฒนากูล (มะปราง) และอัญชลี บรรทัดเที่ยง (ต่าย) มหาวิทยาลัยแม่โจ้ เปิดจำหน่าย ข้าวพันธ์ กข-แม่โจ้ 2 ข้าวเหนียวหอม ต้นเตี้ย ไม่ไวต่อช่วงแสง ปลูกได้ทั้งปี พร้อมคุณสมบัติพิเศษ เมล็ดเรียว หอม นุ่ม อร่อยทุกเมล็ด ข้าวอุ่นแล้ว ไม่แฉะและไม่ติดกัน ซึ่งขณะนี้มีพร้อมจำหน่ายแล้ว ทั้งเมล็ดพันธุ์ข้าวเปลือก และข้าวสาร

ข้าวพันธุ์ กข-แม่โจ้2 เป็นข้าวเหนียวมีกลิ่นหอมอ่อน เมล็ดเรียวยาว ต้นเตี้ย และไม่ไวต่อช่วงแสงสามารถปลูกได้ ตลอดทั้งปี ได้รับรางวัลผลงานประดิษฐ์คิดค้น ประจำปี 2555 รางวัลระดับดีเด่น เรื่อง “ข้าวเหนียวหอมต้นเตี้ยไม่ไวต่อช่วงแสงสายพันธุ์แม่โจ้ 2” จากสภาวิจัยแห่งชาติ และได้รับรางวัลผลงานวิจัยดีเด่น การสัมมนาวิชาการ กลุ่มศูนย์วิจัยข้าวภาคเหนือตอนบน และภาคเหนือตอนล่าง จากสำนักวิจัย และพัฒนาข้าว กรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประจำปี 2555 เรื่อง การปรับปรุงพันธุ์ข้าวเหนียวสายพันธุ์ แม่โจ้ 2 จากข้าวเจ้าหอมพันธุ์ปทุมธานี 1 ด้วยวิธีผสมกลับ และใช้เครื่องหมายโมเลกุลช่วยในการคัดเลือก ใช้ระยะเวลาในการปรับปรุงพันธุ์ทั้งสิ้น 11 ปี