พร้อมนี้ ได้เน้นย้ำว่า รัฐบาลไทย มีความมุ่งมั่นในการแก้ไข

ปัญหาความอดอยากหิวโหยและปรับปรุงภาวะโภชนาการมาโดยตลอด โดยมีการดำเนินโครงการต่างๆ เช่น โครงการอาหารกลางวัน โครงการนมโรงเรียน และศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในชุมชนต่างๆ ทั่วประเทศ ซึ่งมีเป้าหมายที่สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (SDGs)

นายระพีภัทร์ กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ ที่ประชุม CFS ได้มีมติรับรองอย่างเป็นเอกฉันท์ให้ นายธนวรรษ เทียนสิน อัครราชทูต (ฝ่ายเกษตร) และผู้แทนถาวรไทย ประจำ FAO/IFD/WFP กรุงโรม ดำรงตำแหน่งประธาน (Chairperson of CFS) ในสมัยต่อไป ต่อจาก Mr. Mario Arvelo (ผู้แทนจากประเทศโดมินิกันรีพับลิก) โดยมีวาระการทำงาน 2 ปี ตั้งแต่วันที่ 18 ตุลาคม 2562 – 18 ตุลาคม 2564

ทั้งนี้ การประชุม CFS นับเป็นเวทีประชุมระหว่างประเทศและระหว่างรัฐบาลของประเทศสมาชิก เพื่อหารือร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วนทั้งจากภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงด้านอาหารและโภชนาการ รวมถึงติดตามสถานการณ์ นโยบาย แลกเปลี่ยนประสบการณ์และแนวปฏิบัติที่ดีของประเทศสมาชิก ตลอดจนจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายแบบสมัครใจ ซึ่งไทยสามารถนำมาปรับใช้ในการกำหนดนโยบายความมั่นคงด้านอาหารและยุทธศาสตร์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องได้ โดยปัจจุบัน สมาชิกของ CFS ประกอบด้วยประเทศสมาชิกของ UN, FAO, IFAD และ WFP รวมถึงภาคประชาสังคม ซึ่งจะมีจัดประชุมเป็นประจำในเดือนตุลาคมของทุกปี

นางสาวปิยดา ธราธิป ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักสื่อสารองค์กร เครือเบทาโกร (ที่ 2 จากซ้าย) ร่วมงานแถลงข่าวการจัดการแข่งขันกอล์ฟสตรี “ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2020 (Honda LPGA Thailand 2020) ซึ่งเป็นรายการแข่งขันระดับโลกของนักกอล์ฟสตรีมืออาชีพ ในฐานะที่เครือเบทาโกรเป็นผู้ร่วมสนับสนุนการแข่งขันมาอย่างต่อเนื่อง ณ โรงแรม แบงค็อก แมริออท มาร์คีส์ ควีนส์ปาร์ค กรุงเทพฯ เมื่อเร็วๆ นี้

การแข่งขันกอล์ฟสตรีรายการ Honda LPGA Thailand 2020 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 20-23 กุมภาพันธ์ 2563 ณ สนามกอล์ฟ สยามคันทรีคลับ พัทยา โอล์ด คอร์ส เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี ซึ่งจะมี โปรโม-โมรียา และ โปรเม-เอรียา จุฑานุกาล เบทาโกร โกลบอล แบรนด์แอม บาสเดอร์ เข้าร่วมการแข่งขันด้วย

กรมวิชาการเกษตร เปิดตัวดาหลา 4 พันธุ์ใหม่ ไม้ดอกพื้นเมืองภาคใต้อนาคตไกล โชว์จุดขายดาหลาพันธุ์ยะลา 1-4 มีช่อดอกและกลีบประดับสีสันหลากหลาย โดดเด่น สะดุดตา ดอกบานคงที่ น้ำหนักช่อดอกน้อย ง่ายต่อการบรรจุหีบห่อ เหมาะสำหรับผลิตเพื่อส่งออกตีตลาดต่างประเทศ

นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า ดาหลา เป็นไม้ดอกพื้นเมืองทางภาคใต้ที่ผลิตเป็นการค้า มีการใช้ประโยชน์กันอย่างแพร่หลายในรูปของไม้ตัดดอกประดับอาคารสถานที่ จึงมีผู้นำดาหลาไปปลูกเป็นการค้าสำหรับตัดดอกในจังหวัดนนทบุรี สมุทรสาคร กาญจนบุรี ระยอง จันทบุรี และกระบี่ โดยจำหน่ายในราคา ดอกละ 5-20 บาท และต้นพันธุ์ (หน่อ) ราคาหน่อละ 50-300 บาท

สำหรับต่างประเทศ ตลาดนำเข้าดอกดาหลาที่สำคัญของไทย ได้แก่ บาห์เรน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และคูเวต ส่วนต้นพันธุ์ส่งไปจำหน่ายที่ แองโกลา สิงคโปร์ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น สเปน ซึ่งตลาดดังกล่าวมีปริมาณความต้องการสูงกว่าปริมาณการนำเข้าดอก อย่างไรก็ตาม เนื่องจากพันธุ์ดาหลาที่ปลูกในปัจจุบันมีช่อดอกและก้านดอกใหญ่ น้ำหนักมาก เมื่อดอกบานกลีบดอกแผ่ใหญ่ การบรรจุหีบห่อทำได้ยาก ช่อดอกช้ำง่าย ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการส่งออก

อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ดังนั้น เพื่อเพิ่มความหลากหลายของพันธุ์ดาหลา ทั้งรูปทรง สีสันที่หลากหลาย และขนาดดอกที่เหมาะสมสำหรับส่งออกเป็นการค้า ศูนย์วิจัยพืชสวนยะลา กรมวิชาการเกษตร ได้วิจัยและปรับปรุงพันธุ์ดาหลาเพื่อให้ได้พันธุ์ใหม่ที่มีลักษณะทรงถ้วย น้ำหนักช่อดอกน้อย กลีบประดับสีสันสวยงาม ช่อดอกมีขนาดแตกต่างจากพันธุ์ที่มีอยู่เดิม และให้ผลผลิตดอกไม่ต่ำกว่า 100 ดอก/กอ/ปี และเหมาะสำหรับผลิตเพื่อส่งออกเป็นการค้า โดยได้ดำเนินการรวบรวมพ่อแม่พันธุ์ การผสมพันธุ์ การคัดเลือกพันธุ์ และการทดสอบพันธุ์ ตามขั้นตอนการปรับปรุงพันธุ์ ตั้งแต่ปี 2549 จนประสบความสำเร็จได้ ดาหลาพันธุ์ใหม่จำนวน 4 พันธุ์ ผ่านการรับรองเป็นพันธุ์แนะนำของกรมวิชาการเกษตร เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2562 ดังนี้

ดาหลาพันธุ์ยะลา 1 มีช่อดอกสีแดงเข้ม กลีบประดับหนาเรียงเป็นระเบียบคล้ายดอกบัว ช่อดอกขนาดปานกลาง ให้ผลผลิตดอก จำนวน 386 ดอก/กอ/ปี อายุปักแจกัน 5 วัน ดาหลาพันธุ์ยะลา 2 มีช่อดอกสีแดงอมส้ม ขอบกลีบมีสีเขียวอ่อนเด่นสะดุดตา เรียงซ้อนหลายชั้น ช่อดอกขนาดเล็ก ให้ผลผลิตดอก 300 ดอก/กอ/ปี อายุปักแจกันนาน 6 วัน

ดาหลาพันธุ์ยะลา 3 มีช่อดอกสีแดงสด ขอบกลีบประดับสีขาว ช่อดอกขนาดใหญ่ ให้ผลผลิตดอก 227 ดอก/กอ/ปี อายุปักแจกัน 5 วันดาหลาพันธุ์ยะลา 4 มีช่อดอกสีชมพูอมแดง กลีบประดับหนา ขอบกลีบมีสีขาว ช่อดอกขนาดปานกลาง ให้ผลผลิตดอก 280 ดอก/กอ/ปี อายุปักแจกันนาน 6 วัน

ดาหลาลูกผสมทั้ง 4 พันธุ์ ให้ผลผลิตได้ดีเกือบตลอดปี ส่วนด้านคุณภาพ ดาหลาพันธุ์ยะลา 1 และพันธุ์ยะลา 2 ช่อดอกมีลักษณะโดดเด่นสะดุดตา ช่อดอกขนาดเล็กเป็นทรงถ้วย ส่วนดาหลาพันธุ์ยะลา 3 และยะลา 4 ช่อดอกขนาดกลางเป็นทรงถ้วย เหมาะสำหรับการนำมาใช้ประดับตกแต่ง กลีบประดับสีสดใสเรียงซ้อนเป็นระเบียบ ความยาวก้านช่อดอกสั้น ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางก้านช่อดอก ขนาดช่อดอก และน้ำหนักช่อดอกไม่ใหญ่มาก ทำให้ง่ายต่อการบรรจุหีบห่อ และขนส่ง

“ดาหลาพันธุ์ใหม่ทั้ง 4 พันธุ์ มีรูปลักษณ์ภายนอกที่แปลกใหม่ กลีบประดับมีสีสันที่สวยงาม โดดเด่นสะดุดตาต่อผู้พบเห็น การบานของดอกคงที่ สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย เหมาะสำหรับผลิตเพื่อส่งออกเป็นการค้า ทำให้เกษตรกรได้รับผลตอบแทนที่สูงขึ้น สามารถกระตุ้นและรักษาส่วนแบ่งตลาดดาหลาของไทยในต่างประเทศได้” อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าว

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับ CPhi South east asia และ PROPAX Asia ขอเชิญผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรม ในหลักสูตร “Brand DNA 2020 ซีซั่น 5” พบกับวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ อาจารย์ยอด-ฉัตรชัย ระเบียบธรรม ผู้เชี่ยวชาญด้านการวางวิสัยทัศน์ธุรกิจผ่านงานออกแบบดีกรีระดับโลก และ อาจารย์ตุ๊ก-พรรณิดา แก้วปทุมทิพย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านวิจัยตลาดและพฤติกรรมผู้บริโภค ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของบริษัทชั้นนำมากมาย ในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2562 และเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2563 เพื่อโค้ชนักธุรกิจให้รู้จักตัวตนและศักยภาพที่แท้จริงของธุรกิจของตนเอง สู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืน

หลักสูตร “Brand DNA 2020 ซีซั่น 5” ประกอบด้วย 3 กิจกรรม ดังนี้1.การอบรมด้าน Brand DNA ในมุมมองการตลาดและการออกแบบ รับจำนวนจำกัดเพียง 100-150 ราย

– วันที่ 15 พฤศจิกายน 2562 ณ โรงแรมดิเอ็มเพรส พรีเมียร์ จังหวัดเชียงใหม่

– วันที่ 20 พฤศจิกายน 2562 ณ โรงแรมสุนีย์ แกรนด์ฯ จังหวัดอุบลราชธานี– วันที่ 15 มกราคม 2563 ณ โรงแรมลีการ์เด้น พลาซ่า จังหวัดสงขลา

– วันที่ 22 มกราคม 2563 ณ โรงแรมโนโวเทล กรุงเทพ เพลินจิต

2.เวิร์กชอปเชิงลึกในการร่วมค้นหา Brand DNA ของแต่ละบริษัท สำหรับผู้ผ่านเข้ารอบ 50 ราย รุ่นแรก วันที่ 17-18 กุมภาพันธ์ 2563, รุ่นสอง วันที่ 19-20 กุมภาพันธ์ 2563 ณ โรงแรมมารวย การ์เด้น กรุงเทพฯ 3.โครงการพัฒนาภาพลักษณ์ตราสินค้าและบรรจุภัณฑ์ สำหรับผู้ประกอบการที่ได้รับการคัดเลือก 50 ราย จะได้รับสิทธิ์ออกแบบบรรจุภัณฑ์ฟรีกับมืออาชีพ ในจำนวนนี้จะมีเพียง 10 คน เท่านั้น ที่จะได้รับสิทธิ์ออกแบบบรรจุภัณฑ์กับอาจารย์ยอด-ฉัตรชัย ระเบียบธรรม ฟรี!!

ผู้ประกอบการที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรม สำรองที่นั่ง ได้ที่ ศูนย์การบรรจุหีบห่อไทย วว. โทร. (086) 546-6114, (02) 579-1121-30 ต่อ 3208, 3209 (ในวันและเวลาราชการ)

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เข้าร่วมงานจัดแสดงสินค้า CIIE 2019 หรือ China International Import Expo 2019 มหกรรมแสดงสินค้านำเข้านานาชาติที่ใหญ่ที่สุดของจีน ณ นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยนำผู้ประกอบการไทย 46 รายเข้าร่วมจัดงานแสดงสินค้าในครั้งนี้ มั่นใจจะผลักดันสินค้าไทยเข้าสู่ตลาดจีนได้เพิ่มขึ้น พร้อมคาดการณ์ไทยจะมียอดการซื้อขายเกิดขึ้นจากงาน CIIE 2019 นี้ถึง 2,000 ล้านบาท โดยนายจุรินทร์ได้เข้าเยี่ยมชมบู๊ธต่างๆ ของผู้ประกอบการไทย อาทิ บู๊ธซีพี ที่มี นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโสเครือเจริญโภคภัณฑ์ พร้อมคณะให้การต้อนรับ

ในโอกาสนี้ คณะของรองนายกรัฐมนตรี ยังได้เข้าร่วมหารือกับผู้บริหารระดับสูง Alibaba โดยความร่วมมือระหว่างกรมและอาลีบาบา เพื่อพัฒนา SME ไทยให้เข้าสู่แพลตฟอร์มการค้าออนไลน์ระดับนานาชาติ เพื่อเปิดโอกาสให้สินค้าไทยอีกทางหนึ่ง ตลอดจนการส่งเสริมการตลาดและส่งออกสินค้าเกษตรของไทยผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ เพื่ออํานวยความสะดวกในการทําธุรกิจและเพิ่มรายได้ให้กับประเทศ

ทั้งนี้ จีนเป็นตลาดที่ใหญ่มาก หากประเทศไทยสามารถขยายตลาดในจีนได้ จะเกิดมูลค่าการค้ามหาศาล เป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยในระยะยาว ขณะเดียวกัน ก็มีความเป็นไปได้สูง เนื่องจากชาวจีนนิยมและชื่นชอบอาหารของประเทศไทย ทั้งยังเชื่อมั่นในมาตรฐานการผลิตระดับโลกที่ประเทศไทยโดดเด่นที่สุดในภูมิภาคด้วย

ดังเช่นที่เมื่อเร็วๆ นี้ ประเทศจีนโดยสำนักงานการศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (General Administration of Customs of People’s Republic of China : GACC) ได้ประกาศรายชื่อและขึ้นทะเบียนโรงงานผลิตและแปรรูปเนื้อสัตว์ปีกและผลพลอยได้ไก่แช่แข็งของไทยที่ได้รับการรับรอง เพิ่มขึ้นอีก 9 แห่ง รวมเป็น 16 แห่ง ทำให้คาดการณ์ได้ว่าในปี 2563 ไทยจะสามารถส่งออกเนื้อไก่สดไปจีนได้ในปริมาณถึง 1 แสนตัน คิดเป็นมูลค่ามากกว่า 12,000 ล้านบาท

สำหรับบู๊ธซีพีเอฟหนึ่งในผู้ประกอบการธุรกิจเกษตรและอาหารของไทยที่เข้าร่วมแสดงสินค้าภายในงานนี้และจัดแสดงได้อย่างยิ่งใหญ่บนพื้นที่ถึง 500 ตารางเมตร สมศักดิ์ศรี “ครัวของโลก” เรียกความสนใจสินค้าของไทยจากผู้ประกอบการและผู้บริโภคชาวจีนได้มากทีเดียว โดยสินค้าที่นำมาจัดแสดงเป็นนวัตกรรมอาหารหลากหลายรูปแบบ อาทิ ไก่เบญจา กุ้ง Alive Shrimp และอาหารสำเร็จรูปต่างๆ

นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงผลพยากรณ์การผลิตกระเทียม ปี 2563 หรือปีเพาะปลูก 2562/63 (ข้อมูลพยากรณ์ ณ 25 กันยายน 2562) คาดว่า มีเนื้อที่เพาะปลูก รวมทั้งประเทศ 80,254 ไร่ เนื้อที่เก็บเกี่ยว 80,183 ไร่ ผลผลิตรวม 85,285 ตัน ผลผลิตต่อเนื้อที่เก็บเกี่ยว 1,064 กิโลกรัม/ไร่ โดยเนื้อที่เพาะปลูกกคาดว่าลดลงจากปีที่ผ่านมา เนื่องจากราคากระเทียมแห้งคละที่เกษตรกรขายได้ที่ไร่นาลดลงจากปี 2561 เกษตรกรในบางพื้นที่จึงปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชอื่นที่ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า เช่น พืชผัก หอมแบ่ง มันแกว อย่างไรก็ตาม จากสภาพภูมิอากาศหนาวเย็น มีน้ำเพียงพอต่อการเจริญเติบโต และไม่มีฝนช่วงใกล้เก็บเกี่ยว จะส่งผลให้ภาพรวมผลผลิตทั้งประเทศเพิ่มขึ้นแต่ไม่มากนัก

สำหรับสถานการณ์ราคากระเทียมในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ราคาที่เกษตรกรขายได้ลดลงอย่างต่อเนื่อง จากสาเหตุพ่อค้ารับซื้อผลผลิตน้อยลงเพราะตลาดปลายทางชะลอตัว ประกอบกับมีการนำเข้ากระเทียมจากต่างประเทศที่มีราคาที่ต่ำกว่าเข้ามาขายแข่งขันเป็นจำนวนมาก โดยราคากระเทียมแห้งคละเฉลี่ย ปี 2562 อยู่ที่ 36.44 บาท/กิโลกรัม และราคากระเทียมสดคละเฉลี่ยปี 2562 อยู่ที่ 8.11 บาท/กิโลกรัม ดังนั้น เกษตรกรส่วนใหญ่จึงแขวนไว้เพื่อรอราคายังไม่นำออกมาจำหน่าย และส่วนหนึ่งเก็บไว้ทำพันธุ์ โดยค่าพันธุ์กระเทียม ปี 2562 ได้ปรับตัวลดลงเฉลี่ยอยู่ที่ 65.03 บาท/กิโลกรัม

ด้าน นางสาวทัศนีย์ เมืองแก้ว รองเลขาธิการ สศก. กล่าวเพิ่มเติมว่า จากสถานการณ์ราคากระเทียมและค่าพันธุ์กระเทียมที่ลดลง ได้ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตกระเทียมลดลงไปด้วย โดยพบว่า ปี 2562 ต้นทุนการผลิตกระเทียม เฉลี่ย 29.84 บาท/กิโลกรัม หรือคิดเป็น 31,422 บาท/ไร่ โดยเป็นค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับค่าจ้างแรงงาน ได้แก่ ค่าเตรียมดิน ค่าปลูก ค่าดูแลรักษา และค่าเก็บเกี่ยว ประมาณ ร้อยละ 40 ค่าวัสดุอื่นๆ ได้แก่ ค่าพันธุ์ ค่าปุ๋ย ค่ายาปราบศัตรูพืชและวัชพืช ร้อยละ 53 ค่าเสียโอกาสของเงินลงทุน ร้อยละ 2 และค่าต้นทุนคงที่ เช่น ค่าเช่าที่ดิน ค่าเสื่อมอุปกรณ์การเกษตร ประมาณ ร้อยละ 5 ทั้งนี้ ผลผลิตกระเทียมในปีเพาะปลูก 2562/63 จะเริ่มออกสู่ตลาดในเดือนธันวาคม 2562 โดยจะออกมากที่สุดในเดือนมีนาคม 2563 ถึงร้อยละ 68 ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ ได้เตรียมแนวทางการบริหารจัดการกระเทียมในปี 2563 เพื่อรองรับในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาทางด้านราคา โดยประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินมาตรการเข้มงวดในการปราบปรามการลักลอบนำเข้ากระเทียมจากต่างประเทศ และมีการปรับราคาประเมินเพื่อเสียภาษีนำเข้าให้สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง รวมทั้งดำเนินการตรวจสอบสต็อกกระเทียมของผู้ประกอบการ ให้มีการนำเข้าอย่างถูกต้อง ป้องกันไม่ให้มีการกักตุนกระเทียมเพื่อเก็งกำไร และดำเนินมาตรการช่วยกระจายผลผลิตกระเทียมออกนอกแหล่งผลิตอย่างต่อเนื่อง

พยากรณ์การผลิตกระเทียม ปีเพาะปลูก 2562/63 (ข้อมูลพยากรณ์ ณ 25 กันยายน 2562) นายวิรัช จันทรา รองผู้ว่าการกลุ่มบริการอุตสาหกรรม สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานเปิดการสัมมนานานาชาติ เรื่อง “The 2nd TISTR and JAIMA Conjoint Conference : Application of Herb for Dietary Supplement and Cosmetics” ซึ่ง วว. ร่วมกับ Japan Analytical Instruments Manufacturers, Association (JAIMA) ทั้งนี้ การสัมมนาดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อการแบ่งปันและแลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับกฎระเบียบของประเทศด้านเครื่องมือวิเคราะห์ล่าสุดและการประยุกต์ใช้ รวมทั้งประเด็นที่เกี่ยวกับสมุนไพรสำหรับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและเครื่องสำอาง วันที่ 7-8 พฤศจิกายน 2562 ณ โรงแรมรามาการ์เด้นส์

“กาแฟ” เป็นหนึ่งในพืชเศรษฐกิจหลักที่สร้างรายได้ก้อนโตให้แก่ชาวเชียงรายมานานกว่า 40 ปี ชาวบ้านเริ่มปลูกกาแฟตั้งแต่ ปี 2516 ภายใต้โครงการปลูกพืชทดแทน และพัฒนาเศรษฐกิจชาวไทยภูเขา ไทย/สหประชาชาติ ที่ส่งเสริมการปลูกกาแฟพันธุ์อาราบิก้า ทดแทนการปลูกฝิ่น ผสมผสานกับไร่ชาอัสสัม ที่ให้ผลผลิตที่ดีและสร้างรายได้ที่มั่นคง ทำให้ปริมาณการผลิตฝิ่นลดลงไปมาก

ต่อมามีการทดลองปลูกชา กาแฟ ไม้ผลเมืองหนาวอีกหลายชนิด ณ พื้นที่มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ดอยตุง สถานีทดลองเกษตรที่สูงจังหวัดเชียงราย หลังจากนั้นมีการแจกจ่ายพันธุ์พืชคุณภาพดีสู่เกษตรกรและชาวไทยภูเขา ทำให้ผลผลิตชาและกาแฟคุณภาพดี กลายเป็นเศรษฐกิจหลักของจังหวัดเชียงรายจนถึงทุกวันนี้

กาแฟ สามารถเจริญเติบโตและให้ผลผลิตที่ดีในพื้นที่สูง เพราะมีอากาศหนาวเย็นเกือบตลอดทั้งปี ทุกวันนี้ จังหวัดเชียงรายมีแหล่งกาแฟ จำนวน 35 หมู่บ้าน ในพื้นที่ 10 ตำบล 7 อำเภอ โดยมีพื้นที่ปลูกกาแฟพันธุ์อาราบิก้ามาเป็น อันดับ 1 ของประเทศไทย พื้นที่ปลูกรวมทั้งสิ้น 42,566 ไร่ ให้ผลผลิตเฉลี่ย ไร่ละ 215 กิโลกรัม เมื่อปี 2557 ให้ผลผลิตสูง 9,328 ตัน มีเกษตรกรปลูกและผู้แปรรูปกาแฟรวม 4,277 ราย โดยมีพื้นที่ปลูกกาแฟมากที่สุดที่อำเภอแม่สรวย 27,034 ไร่ จำนวนเกษตรกร 1,210 ราย และเป็นที่ตั้งของดอยช้าง แหล่งปลูกกาแฟเลื่องชื่อระดับโลก

“มฟล.” ส่งเสริมท่องเที่ยว วิถีชา-กาแฟปัจจุบัน ร้านกาแฟเป็นหนึ่งในธุรกิจที่ได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการตั้งแต่รายเล็กไปจนถึงรายใหญ่ ตลาดร้านกาแฟในประเทศไทยโดยมีมูลค่าสูงถึง 21,220 ล้านบาท ในปี 2560 ท่ามกลางการเติบโตของธุรกิจ ชา กาแฟ ที่สร้างเงินสะพัดไปทั่วประเทศ แต่ชุมชนผู้ปลูกกาแฟกลับไม่ได้รับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจเท่าที่ควร เนื่องจากถูกนายทุนภายนอกมารับซื้อผลผลิตชา กาแฟ ในราคาต่ำ

เนื่องจากกระแสการบริโภคกาแฟในประเทศไทยเริ่มเห็นเด่นชัดใน 10 ปี ที่ผ่านมา คนไทยเริ่มหันมาดื่มกาแฟสดในชีวิตประจำวัน เรียนรู้และลิ้มรสกาแฟที่แตกต่างกันออกไปตามสายพันธุ์และระดับการคั่ว ซึ่งในการพัฒนารูปแบบการดื่มกาแฟที่ผ่านมา เริ่มมีจำนวนผู้สนใจในการดื่มกาแฟอย่างลึกซึ้งจำนวนมาก ไม่เพียงแค่ดื่มกาแฟสดจากร้านกาแฟเท่านั้น นักดื่มกาแฟยังเริ่มมีการเสาะหาแหล่งปลูกคุณภาพดี สนใจเรียนรู้กรรมวิธีการผลิตกาแฟ เพื่อสร้างประสบการณ์ในการดื่มกาแฟมากขึ้น

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. บุษบา สิทธิการ และคณาจารย์สาขาการจัดการการท่องเที่ยว สำนักวิชาการจัดการ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) เล็งเห็นปัญหาที่เกิดขึ้น และมองว่าเป็นโอกาสที่ดีสำหรับพื้นที่ชาติพันธุ์ที่มีอาชีพปลูกชา กาแฟ สำหรับการเพิ่มมูลค่าชา กาแฟ โดยการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเส้นทางชา กาแฟ เพื่อรองรับกระแสนิยมในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม การท่องเที่ยวเส้นทางชา กาแฟ นั้น มีการแข่งขันค่อนข้างสูง ยากที่จะหาจุดต่างทางผลิตภัณฑ์และกระบวนการผลิต จึงจำเป็นต้องการพัฒนาให้คุณค่ากับการสร้างความแตกต่างที่เกิดจากความรู้สึกและอารมณ์หรือที่เรียกว่า “ประสบการณ์” มากขึ้น จึงมีความจำเป็นในการเตรียมความพร้อมชาวบ้านในชุมชน ด้านการบริหารจัดการและพัฒนาการท่องเที่ยวเส้นทางกาแฟ โดยเน้นเป็นรูปแบบเชิงประสบการณ์ที่แตกต่างเสริมไปด้วย เพื่อให้ตอบสนองความต้องการของกลุ่มเป้าหมายอย่างเป็นรูปธรรม สร้างความเข้มแข็งแก่ชุมชน และมีความได้เปรียบทางการแข่งขันต่อไป

ทีมผู้วิจัยมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่กลุ่มชาติพันธุ์ในกลุ่มจังหวัดอารยธรรมล้านนาสู่การเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน และถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการจัดการการท่องเที่ยวโดยชุมชนผ่านกระบวนการปฏิบัติ เพื่อสร้างคุณค่าของทรัพยากรท่องเที่ยวจากฐานภูมิปัญญาท้องถิ่น และรองรับนโยบายการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรมและความเป็นวิถีท้องถิ่นให้เกิดการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ตลอดจนฟื้นฟูอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของวิถีชาติพันธุ์ของชุมชนได้อย่างยั่งยืน

ที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ได้จัดอบรมความรู้ชาวบ้านเพื่อยกระดับการท่องเที่ยวชุมชนอย่างครบวงจร โดยวิทยากรที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านมาอบรมความรู้เกี่ยวกับหลักการการพัฒนาแบรนด์สินค้า โอกาสและอุปสรรคการพัฒนาแบรนด์สินค้า ชา กาแฟ ในจังหวัดเชียงราย การพัฒนาสินค้าประเภทชา กาแฟ บนฐานอัตลักษณ์จากภูมิปัญญาท้องถิ่น การผลิตสินค้าประเภทชา กาแฟ เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจชา กาแฟ ในจังหวัดเชียงราย แผนการตลาดสินค้า ชา กาแฟ ฯลฯ

ผู้เข้ารับการอบรมส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการจากแหล่งท่องเที่ยววิถีชา กาแฟ จากทั่วจังหวัดเชียงราย เช่น หมู่บ้านดอยช้าง หมู่บ้านผาตั้ง หมู่บ้านปางขอน หมู่บ้านแม่จันใต้ หมู่บ้านห้วยน้ำกืน หมู่บ้านร่มฟ้าไทย หมู่บ้านฝางต้นผึ้ง ฯลฯ ทีมนักวิชาการมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงคาดหวังว่า ผู้ประกอบการที่ผ่านการอบรมจะได้พัฒนาความรู้และเปิดโลกทรรศน์เกี่ยวกับการพัฒนาสินค้าประเภทชา กาแฟ บนฐานอัตลักษณ์จากภูมิปัญญาท้องถิ่น ได้รับพัฒนาความรู้เกี่ยวกับการวางแผนการตลาดสำหรับสินค้าประเภทชา กาแฟ ขณะเดียวกันเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมอบรมได้แลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกันในการผลิตสินค้าประเภทชา กาแฟ ที่จะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจ ชา กาแฟ ในจังหวัดเชียงรายต่อไป