พลาสติกอยู่ในบรรจุภัณฑ์เกือบทุกส่วนและยังจำเป็นต่อชีวิต

ประจำวันของคนแต่เราควรลดการใช้พลาสติกประเภทใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง (Single-Use Plastic) ที่ก่อให้เกิดขยะจำนวนมาก ซึ่งที่ผ่านมา เอสซีจีในฐานะผู้ผลิตก็ตระหนักถึงปัญหานี้ จึงได้พยายามคิดค้น วิจัย และพัฒนาเทคโนโลยีร่วมกับหลายหน่วยงานในการนำพลาสติกกลับไปรีไซเคิลให้ได้มากที่สุด เพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์สูงสุด”

“ไม่เพียงเท่านี้ ในการผลิตสินค้าพลาสติกของเอสซีจี ยังได้คิดค้นนวัตกรรมเพื่อให้ผลิตภัณฑ์ต่างๆ มีความแข็งแรงทนทาน มีความบางแต่เหนียว สามารถทดแทนวัสดุธรรมชาติ ทั้งยังสามารถรีไซเคิลได้ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งแนวทางในการลดปัญหาขยะจากต้นกำเนิด แต่สิ่งสำคัญคือทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันอย่างบูรณาการ โดยเฉพาะผู้บริโภคที่ต้องตระหนักและเปลี่ยนพฤติกรรมด้วย”

แนะใช้มาตรการเศรษฐศาสตร์รวมต้นทุนค่าจัดการสิ่งแวดล้อม

ขณะที่ “เพชร” กล่าวว่า แนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียนสอดคล้องกับการจัดการปัญหาขยะ แต่จะทำอย่างไรให้ขยะลดลง เกิดการจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ และไม่กระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งปัจจุบันทั่วโลกมีขยะพลาสติกกว่า 8,000 ล้านตัน แต่สามารถนำมารีไซเคิลหรือใช้ใหม่ได้ไม่ถึง 10% ทำให้มีตกค้างในธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจำนวนมาก โดยเฉพาะในท้องทะเล จากการจัดการขยะที่ไม่มีประสิทธิภาพ เน้นเทกองจนไหลลงทะเล ทำให้สัตว์ทะเลกว่า 700 ชนิด และปะการังได้รับผลกระทบ

“ขณะที่องค์การอนามัยโลกระบุว่า ปัจจุบันร่างกายมนุษย์มีไมโครพลาสติก (Micro Plastic) ที่เกิดจากการแตกตัวของพลาสติกในเสื้อผ้า ใยสังเคราะห์ ยางรถยนต์ หรือพลาสติกอื่นๆ ทำให้ปนเปื้อนในน้ำประปา รวมถึงเกลือสมุทร เบียร์ และน้ำดื่มบรรจุขวดเป็นจำนวนมาก อีกทั้งองค์การสหประชาชาติได้ประกาศให้ปัญหาพลาสติกเป็นวาระของโลก เนื่องจากส่งผลต่อสุขภาพ สังคม และสิ่งแวดล้อม ทั้งยังทำให้สูญเสียมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างน้อยปีละกว่า 13,000 ล้านเหรียญสหรัฐ”

“ดังนั้น การใช้พลาสติกโดยเฉพาะการใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้งจึงต้องมีการลดหรือเลิกใช้ ซึ่งจะต้องมีเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมเข้ามาจัดการ และภาคส่วนต่างๆ ต้องร่วมมือกัน โดยเฉพาะผู้ผลิตต้องมีส่วนรับผิดชอบ และประชาชนทุกคนต้องเปลี่ยนพฤติกรรม ซึ่งอาจจะนำมาตรการทางเศรษฐศาสตร์เข้ามาช่วย โดยเฉพาะการรวมต้นทุนการจัดการสิ่งแวดล้อมไปในผลิตภัณฑ์ เพื่อให้เกิดการลดละตั้งแต่ต้นทาง และจะเป็นโอกาสให้ภาคเอกชน ภาคอุตสาหกรรมได้คิดค้นนวัตกรรมและออกแบบวัสดุใหม่ๆ ในอีกทางหนึ่งด้วย”

การจัดการขยะจึงไม่ใช่หน้าที่ของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเท่านั้น แต่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันอย่างบูรณาการ โดยเฉพาะการจัดการที่ต้นทางและสร้างจิตสำนึกให้ผู้บริโภค เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและมีจิตสาธารณะร่วมกันในการจัดการปัญหาอย่างยั่งยืน ซึ่งจะทำให้เกิดเศรษฐกิจหมุนเวียนที่สมบูรณ์ได้ต่อไป

ปลาร้า อาหารพื้นบ้าน เป็นวิธีการถนอมอาหารทั้งในภาคอีสานและภาคกลาง นิยมกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ ส่วนใหญ่จะใช้ปลาน้ำจืดขนาดเล็ก เช่น ปลาสร้อย ปลากระดี่ ส่วนที่จังหวัดอุทัยธานี การทำปลาร้าที่ไม่เหมือนท้องถิ่นอื่น คือ ใช้ปลาแรด ซึ่งเป็นปลาในแม่น้ำสะแกกรังซึ่งเป็นปลาตัวใหญ่มาทำเป็นปลาร้า

คุณธิรักษ์ โต๊ะทอง เล่าว่า เดิมทานปลาร้าที่ทำจากปลาสร้อย ปลากระดี่ มาตั้งแต่เด็กๆ ทุกครั้งที่รับประทานก็จะถูกกางปลาตำอยู่ตลอด คิดอยู่ตลอดเวลาจะทำอย่างไรดีกับการรับประทานปลาร้าให้อร่อยโดยไม่ถูกกางปลาตำ

“กระทั่งโตเป็นสาวมีความคิดริเริ่มดัดแปลงสิ่งที่อยู่รอบตัว โดยเฉพาะปลาร้าของโปรดของป้า ประกอบกับแม่น้ำสะแกรังที่ผ่านจังหวัดอุทัยธานีมีปลาแรดจำนวนมากและขึ้นชื่อ จึงคิดทำปลาร้าจากปลาแรด ตอนทำครั้งแรกเพื่อนบ้านรู้ต่างแปลกใจว่าเพี้ยนหรือเปล่า เอาปลาแรดมาทำปลาร้า เพราะต้นทุนแพงกว่าปลากระดี่ ปลาสร้อย และลูกปลาต่างๆ แต่ก็ไม่สนใจเพราะมั่นใจว่าปลาแรดมาทำปลาร้าต้องอร่อยกว่าลูกปลา”

คุณธิรักษ์ เล่าว่า ทำครั้งแรกรู้สึกพอใจ เพราะวิธีการทำเหมือนการทำปลาร้าทั่วไป ไม่แตกต่างกันมาก เพียงแต่ว่าใช้ปลาตัวใหญ่ ในตอนนั้นไม่คิดเรื่องภาชนะที่ใส่ปลาตอนหมัก หากใช้ไหธรรมดาที่หมักลูกปลาจะลำบากมากต้องหยิบปลาเข้าออก พอทำรุ่นต่อไปจึงปลี่ยน

มาเป็นโอ่งมังกรและถังพลาสติกใบใหญ่ ปากกว้าง ตัดปัญหาในเรื่องหยิบปลาเข้าออก แต่ข้อดีของการใช้ปลาแรดทำปลาร้า คือ เนื้อปลาจะฟูกว่าใช้ปลาตัวเล็กทำ และเวลากินได้เนื้อปลามากกว่า ที่สำคัญไม่คาว เพราะใช้ปลาแม่น้ำสะแกกรัง มีน้ำไหลเวียนอยู่ตลอดเวลา

“การเลือกปลา จะใช้ปลาแรดอายุประมาณ 7 เดือน-1 ปี คนที่อยู่ในแวดวงทำปลาจะรู้พอดูขนาดปลาจะคำนวณอายุของปลาได้ว่า อายุประมาณเท่าไร ถ้าอายุอ่อนกว่านี้หรือแก่กว่านี้ทำปลาร้าไม่อร่อย”

วิธีการหมักปลา

1.ล้างปลาให้สะอาด ขอดเกล็กให้สะอาด ควักเอาไส้และขี้ปลาออก

2.ใส่ตะแกรงผึ่งให้สะเด็ดน้ำ

3.จากนั้นใส่เกลือเม็ดใหญ่ สูตรใส่เกลือ ปลา 2 กิโลกรัม ต่อเกลือ 1 กิโลกรัม คลุกเคล้าให้ทั่วถึงปลา 4.อัดปลาในภาชนะให้แน่นอย่าให้มีอากาศเข้าไปแทรกได้ ปิดภาชนะให้แน่นอาจใช้ผ้าหรือพลาสติก

5.หมักปลาให้ได้ถึง 15 วัน

หากจะนำมาทำปลาร้า นำปลาที่หมักได้มาคลุกกับข้าวคั่วและหมักต่อไปอีก 15 วัน จะได้ปลาร้าออกมา

“ถ้าต้องการนำปลาร้านั้นมาทอดก็ต้องหมักข้าวคั่วอีก 1 คืน จากนั้นนำมาทอดจะอร่อย เนื้อปลาจะฟู ยุ่ย แต่ถ้าจะทำปลาร้าทรงเครื่อง หมักข้าวคั่วอีก 10 วัน”

แก้ปัญหาก้างปลา ทำปลาร้าทรงเครื่อง

คุณธิรักษ์ กล่าวอีกว่า สำหรับปัญหากางปลานั้น วิธีการแก้ คือ นำข่า ตะไคร้ กระชาย ใบมะกรูด ใส่ลงไปก้นหม้อ จากนั้นให้นำปลาที่หมักได้ที่แล้วใส่ทับลงไปแล้วต้มสักพักพร้อมใช้ตะแกรงช้อนเนื้อปลาออกมา ซึ่งจะไม่มีก้างปลาติดมาเลย คราวนี้จะกินอย่างไรก็อร่อยไม่ต้องระวังก้างปลา

สำหรับปลาร้าทรงเครื่องของคุณธิรักษ์ ต้องใส่หมูสับเข้าไปด้วยจะเพิ่มความอร่อย จุดประกายว่าต้องใส่หมูสับลงในปลาร้าทรงเครื่อง ซึ่งสมัยก่อนการเดินทางลำบากจึงนิยมทำปลาร้าทรงเครื่องรับประทานกันในครอบครัว คุณยายบอกว่าถ้าใส่หมูสับไปด้วยจะอร่อย ทำให้คุณธิรักษ์ใส่ก็อร่อยจริงอย่างที่คุณยายบอก และการทำปลาร้าทรงเครื่องต้องทำแล้วทิ้งไว้ค้างคืน ไม่รับประทานทันที จึงจะอร่อย

โอท็อป ระดับ 3 ดาว เตรียมรวมกลุ่ม

“ทุกวันนี้ป้าทำน้ำพริกต่างๆ ออกขาย เช่น ปลาร้าแรด ปลาร้าทรงเครื่อง จนได้โอท็อป ระดับ 3 ดาว ส่วนปลาแรดป้าจะซื้อจากชาวบ้าน ในราคา 7 ขีด 40 บาท ปลาตัวหนึ่งจะหนักเกือบ 1 กิโล ซื้อกันทีเป็นร้อยๆ กิโล”

คุณธิรักษ์ เผยว่า ทำมาแล้วประมาณ 3 ปี สร้างรายได้พอสมควร แต่จะประสบปัญหาในเรื่องขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานของรัฐในการอุดหนุน เลยเตรียมจัดตั้งกลุ่มกันขึ้นมา ตอนนี้รวมกลุ่มกันได้แล้วประมาณ 10 คน ค่าหุ้น หุ้นละ 200 บาท ในปี 2555 จะจดทะเบียน ซึ่งที่ผ่านมามีผู้สนใจจากต่างประเทศ เช่น ประเทศเนเธอร์แลนด์ เคยสั่งซื้อ แต่ไม่สามารถจัดส่งให้ได้ เพราะมีปัญหาเรื่องบรรจุภัณฑ์ ซึ่งต้องใช้เครื่องสุญญากาศในการบรรจุ

ทุกวันนี้มีกลุ่มและหน่วยงานต่างๆ มาดูงานการทำปลาร้าแรดอยู่เป็นประจำ คุณธิรักษ์ พร้อมที่จะต้อนรับไม่เคยหวงสูตร หรือสนใจเดินทางมาดูด้วยตนเองได้ที่ บ้านเลขที่ 45 หมู่ที่ 1 ตำบลหนองแก อำเภอเมือง จังหวัดอุทัยธานี หรือที่ศูนย์โอท็อปจังหวัดอุทัยธานี โทร. (082) 177-7094

“ไก่ต้มน้ำปลา” หากท่านใดเดินทางไปจังหวัดตราด เส้นทางถนนสุขุมวิท (หมายเลข 3 ผ่านอำเภอขลุงไปประมาณ 2-3 กิโลเมตร สองข้างทางจะมีแผงริมทาง ขึ้นป้ายตัวใหญ่ขาย “ไก่ต้มน้ำปลา” เรียงรายไป ประมาณ 10 กว่าร้าน ระยะทางประมาณ 5-8 กิโลเมตร บางร้านมี ยำกบ หัวหมูไหว้เจ้า แถมด้วย แต่ดั้งเดิมจริงๆ ที่ขายกันมากว่า 10 ปีแล้ว คือร้านไก่ต้มน้ำปลา

คุณนิตยา ฉากเขียน หรือ เจ้พร วัย 58 ปี อยู่บ้านเลขที่ 4/2 หมู่ที่ 6 อำเภอขลุง จังหวัดจันทบุรี เล่าว่า กว่า 10 ปีมาแล้ว ริมทางถนนสุขุมวิท อำเภอขลุง รอยต่อกับจังหวัดตราด มีร้านขายไก่ต้มน้ำปลา ระยะแรกๆ มี 2-3 ร้าน ต่อมา 5-6 ปี มีร้านขยายตัวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งปัจจุบัน มีกว่า 10 ร้าน ทั้งสองข้างทาง ลูกค้าจะเป็นผู้สัญจรผ่านไป-มา จะแวะซื้อกลับบ้าน รวมทั้งนักท่องเที่ยว และในฤดูกาลผลไม้จะมีลูกค้าหนาแน่นเป็นพิเศษ เจ้พรเป็นเจ้าที่ 3 รับแผงขายต่อจากเจ้าของร้านเดิมที่เลิกขายไป ขายมาร่วม 10 ปี แล้วเดิมขายกิโลกรัมละ 60-70 บาท เมื่อไก่สดขึ้นราคาจึงต้องขึ้นราคาตามมาด้วย ขายกันตอนนี้กิโลกรัมละ 200 บาท ทำขายวันละ 20 ตัว มีรายได้วันละ 600-700 บาท

เจ้พร เล่าว่า ไก่ต้มน้ำปลา ใช้ไก่เพศเมีย พันธุ์ไก่ไข่ ที่ฟาร์มปลดระวาง ไม่มีไข่ ซึ่งจะไม่ค่อยมีมัน เลือกขนาดตัวละ 1.5-2 กิโลกรัม จะขายง่าย ตัวโตเกินไปน้ำหนักมากจะขายยาก และถ้าตัวเล็กเกินไปจะไม่มีเนื้อ ทำกันเองในครอบครัว จ้างคนมาช่วยตอนล้าง ถอนขนทำความสะอาดไก่ตอนเช้า 2 คน ทำแค่ วันละ 20 ตัว มากกว่านี้ทำไม่ไหว เพราะต้องตื่นทำตั้งแต่ตี 3 เพื่อเตรียมต้มไก่ เริ่มตั้งแต่ 1. การทำความสะอาด ถอนขน ล้างข้างในแยกเอาเครื่องใน รังไข่ ตับ กึ๋น มาทำขายต่างหาก 2. ใช้หม้อแขก เบอร์ 50 จะใส่ไก่ได้ครั้งละ 15-17 ตัว ใส่น้ำปรุงรสด้วย น้ำปลา มีเครื่องปรุงที่เป็นสูตร (ลับ) ของใครของมัน ตั้งไฟต้มประมาณ 2 ชั่วโมง ให้น้ำต้มเดือดพล่านและคอยช้อนฟองออก เมื่อสุกแล้วลดไฟเคี่ยวให้น้ำข้น จะทำให้น้ำที่เคี่ยวเข้าเนื้อ เนื้อไก่จะเหนียวนุ่ม

เจ้พร บอกว่า มีสูตรน้ำพริกเกลือมาฝาก…ใช้พริกขี้หนูสดตำกับกระเทียม ใช้น้ำส้มจี๊ดหรือส้มมะปี๊ดแทนมะนาว ใส่น้ำตาล น้ำปลาปรุงรสให้ออก 3 รส หวาน เปรี้ยว เค็ม ส้มมะปี๊ดจะทำให้รสเปรี้ยวไม่แหลม มีรสหวาน มีกลิ่นหอม เป็นน้ำจิ้มที่เข้ากับไก่ต้มน้ำปลาอย่างเหมาะเจาะ ลูกค้าบางรายถึงกับขอน้ำพริกเกลือเพิ่ม

“ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นขาประจำซื้อทั้งตัวให้สับเอาคอ หัวออก ราคาตามน้ำหนัก กิโลกรัมละ 200 บาท แยกซื้อเครื่องใน กึ๋น ไข่ต่างหากถุงละ 20 บาท จุดเด่นคือไก่เนื้อเหนียวนุ่มไม่มัน เนื้อแห้ง น้ำจิ้มรสชาติแซ่บ เผ็ดเล็กน้อยแต่ไม่ร้อนแรงเพราะมีรสหวานของส้มจี๊ด ส่วนใหญ่ขายดี 3-4 โมงเย็น หมดแล้ว ถ้าขายไม่ดียาวไปถึง 6 โมงเย็น หรือ 1 ทุ่ม เหมือนกัน เป็นอาชีพที่มีรายได้ที่ดีกว่าอาชีพรับจ้างแรงงาน” เจ้พร กล่าว

ผ่านไป ผ่านมา อย่าลืมแวะ “ชิมไก่ต้มน้ำปลา น้ำพริกเกลือส้มมะปี๊ดของเจ้พร” ของดีอาหารถิ่น รสชาติอร่อยเด็ด สหกรณ์การเกษตรเมืองสุราษฎร์ธานี จำกัด เร่งระบายเงาะโรงเรียนนาสารออกสู่ตลาด หวั่นผลผลิตกระจุกตัวในพื้นที่ ปล่อยคาราวานรถขนเงาะส่งขายให้เครือข่ายสหกรณ์ในเขตกรุงเทพฯ ภาคเหนือและอีสาน 7 แห่ง รวม 28.3 ตัน ขณะที่สิงคโปร์สั่งซื้อเงาะจากสหกรณ์วันละ 6 ตัน มั่นใจเงาะคุณภาพตลาดต้องการ พร้อมติดป้ายสร้างความมั่นใจให้ลูกค้าตรวจสอบย้อนกลับได้หากไม่พอใจสินค้า ไร้กังวลเงาะราคาตกต่ำ ส่งขายเองไม่ผ่านคนกลาง คาดระบายเงาะหมดภายในเดือนกันยายนนี้

นายเชิดชัย พรหมแก้ว รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เป็นประธานปล่อยคาราวานเงาะโรงเรียนนาสารซึ่งเป็นเงาะจากพื้นที่เกษตรแปลงใหญ่ จำนวน 10 คัน ปริมาณ 28.3 ตัน เพื่อส่งไปยังจังหวัดต่างๆ ในภาคอีสานและภาคเหนือ จำนวน 7 สหกรณ์ ได้แก่ 1. สหกรณ์การเกษตรเกษตรวิสัย จำกัด จ.ร้อยเอ็ด 14.8 ตัน 2. สหกรณ์การเกษตรเมืองลับแล จำกัด จ.อุตรดิตถ์ 2.7 ตัน 3. สหกรณ์การเกษตรปราสาท จำกัด จ.สุรินทร์ 2.7 ตัน 4. ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรจังหวัดบุรีรัมย์ จ.บุรีรัมย์ 2.7 ตัน 5. สหกรณ์การเกษตรพิมาย จำกัด จ.นครราชสีมา 4.7 ตัน 6. สหกรณ์การเกษตรประตูป่า จำกัด จ.ลำพูน 2.7 ตัน แลกกับลำไยของจังหวัดลำพูน 3 ตัน 7. ชุมนุมสหกรณ์แห่งประเทศไทย จำกัด 3 ตัน

ซึ่งเป็นการดำเนินโครงการกระจายผลไม้ผ่านขบวนการสหกรณ์ ซึ่งโครงการดังกล่าวเป็นการกระจายผลผลิตเงาะออกสู่ตลาดปลายทาง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรจากปัญหาราคาเงาะตกต่ำ โดยเฉพาะในช่วงเดือน ก.ค. – ก.ย. นี้ เนื่องจากผลผลิตออกพร้อมกันจำนวนมาก ซึ่งสหกรณ์การเกษตรเมืองสุราษฎร์ธานี จำกัด เป็นผู้รวบรวมเงาะคุณภาพจากสหกรณ์ และกลุ่มวิสาหกิจชุมชนพัฒนาไม้ผลเพิ่มพูลทรัพย์ ตำบลลาพูน อำเภอบ้านนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อนำมาจัดส่งกระจายไปยังผู้บริโภคทั่วประเทศ

ด้านนายธวัชชัย เทพเลื่อน ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรเมืองสุราษฎร์ธานี จำกัด กล่าวว่า สหกรณ์ได้ปล่อยเงาะโรงเรียนออกสู่ตลาดและส่งจำหน่ายให้เครือข่ายสหกรณ์จังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศแล้วจำนวน 28.3 ตัน และยังได้รวบรวมเงาะคุณภาพส่งไปยัง กทม. และปริมณฑล โดยส่งผ่านชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด ซึ่งเงาะจะไปถึง กทม. เพื่อกระจายไปยังลูกค้าระดับกลางและระดับพรีเมี่ยม เพราะเงาะโรงเรียนเป็นผลผลิตขึ้นชื่อของจังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งเชื่อว่าตลาดยังมีความต้องการบริโภคจำนวนมาก และชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทยจำกัด จะช่วยกระจายสู่ตลาดภายใน กทม. ได้ทุกวัน วันละ 3 ตัน

สำหรับสถานการณ์ราคาเงาะโรงเรียนตอนนี้ขยับขึ้นอยู่ที่ 20 บาท ต่อกิโลกรัม หลังจากที่ก่อนหน้านั้นราคาเงาะตกต่ำ แต่เมื่อมีการประสานเครือข่ายสหกรณ์ในจังหวัดต่างๆ ทำให้ปริมาณผลผลิตได้ระบายออกนอกพื้นที่ ไม่เกิดการกระจุกตัว ทำให้ราคาเงาะขยับสูงขึ้น ล่าสุดมีคำสั่งซื้อจากประเทศสิงคโปร์ จำนวน 6 ตัน ต่อวัน และยังมีพ่อค้าอีกหลายจังหวัดได้สั่งซื้อมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ สหกรณ์เพิ่งจะรวบรวมผลผลิตเงาะเป็นปีแรก และเพิ่งจะเริ่มกระจายผลผลิตไปยังศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ทั้งหมด 125 ศูนย์ทั่วทุกภูมิภาค ตามนโยบายของกรมส่งเสริมสหกรณ์ ที่ต้องการให้ทุกศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ได้ทำหน้าที่กระจายผลไม้ไปยังผู้บริโภคโดยตรง ซึ่งในปีนี้ผลไม้เกือบทุกชนิดมีปริมาณผลผลิตเพิ่มขึ้น ทั้งมังคุด เงาะ ลำไย โดยสหกรณ์การเกษตรเมืองสุราษฎร์ธานี จำกัด ในฐานะศูนย์กระจายผลผลิต

การเกษตรได้ส่งเงาะนาสารไปยังศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ในแต่ละภาค ได้รับซื้อเงาะคุณภาพจากสวนของเกษตรกรในราคา 21 บาท แต่สมาชิกอยากได้ 23 บาท สหกรณ์ก็จะรับซื้อในราคาที่เพิ่มขึ้นเพื่อให้สมาชิกอยู่ได้ และขายผ่านเครือข่ายสหกรณ์ต่างๆ 28 บาท ต่อกิโลกรัม ซึ่งรวมต้นทุนและค่าขนส่งแล้ว ซึ่งเป็นราคาที่สหกรณ์ไม่ได้กำไรมาก เป็นเพียงการเอาเครือข่ายสหกรณ์มาช่วยกระจายผลผลิตที่มีคุณภาพไปสู่มือผู้บริโภคโดยไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง และสหกรณ์จะต้องเร่งระบายเงาะออกสู่ตลาดให้ทันวันที่ 12 ส.ค.นี้ ไม่เช่นนั้นอาจจะมีปัญหาเพราะจะเป็นช่วงพีค ซึ่งจะทำให้มีผลผลิตเงาะกระจุกตัวส่งผลต่อราคาที่อาจจะตกต่ำได้ ซึ่งจะทำให้เกษตรกรได้รับความเดือดร้อน และประสบภาวะขาดทุนจากการผลิต จึงต้องประสานความร่วมมือกับเครือข่ายสหกรณ์ต่างๆ มาช่วยกันระบายผลผลิตเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกร

“การสั่งเงาะจากสหกรณ์ต้องสั่งล่วงหน้า 1 วัน เพื่อที่ได้จะกระจายตะกร้าให้เกษตรกรไปเก็บเงาะและจะจดรายชื่อไว้ให้ลูกค้าปลายทางสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ว่าเงาะตะกร้านั้นเป็นของเกษตรกรรายใด หากลูกค้าไม่พอใจ และจะได้รู้ว่าเงาะมาจากสวนใด สหกรณ์ก็จะไปแนะนำให้ไปปรับปรุงใหม่ และปีนี้คณะกรรมการสหกรณ์ได้ประชุมร่วมกันและลงความเห็นว่าควรจะหาช่องทางใหม่ๆ เพื่อสหกรณ์จะได้กระจายผลผลิตเองโดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง เพราะมีเครือข่ายสหกรณ์ในจังหวัดต่างๆ จำนวนมากที่พร้อมจะให้ความร่วมมือ ซึ่งเชื่อว่าหากเงาะสามารถระบายออกสู่ผู้บริโภคได้อย่างต่อเนื่องจนหมดฤดูกาลในเดือนกันยายนนี้ ก็ไม่น่ากังวลเรื่องของราคา” ผู้จัดการสหกรณ์ฯ กล่าว

ช่วงปลายเดือนมิถุนายนถึงเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2561 ที่ผ่านมา ผู้เขียนได้รับเชิญจากสำนักงานเกษตรอำเภอลอง ให้ไปเล่าประสบการณ์ ชี้ช่องทางการเพิ่มรายรับ ลดรายจ่ายให้แก่เกษตรกรตามโครงการสร้างทักษะและส่งเสริมอาชีพด้านการเกษตร กิจกรรมสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรรายย่อย ผู้เขียนได้ศึกษาข้อมูลจากโครงการ มีสาระดี ระบุไว้ว่าโครงการนี้เน้นการพัฒนาเกษตรกรรายย่อยให้มีการรวมกลุ่มโดยการเรียนรู้ฐานวิธีคิด การสร้างความเข้าใจร่วมกันในการขับเคลื่อนประเทศ หลักการสำคัญของการรวมกลุ่ม การประกอบธุรกิจ การจัดทำแผนธุรกิจ การลดต้นทุน ทั้งนี้ มีการอบรมบัญชีครัวเรือนอยู่ด้วย และเป็นวิชาบังคับ การจัดโครงการครั้งนี้มีหน่วยงานหลักคือ กรมส่งเสริมการเกษตร สำนักงานเกษตรจังหวัด และสำนักงานเกษตรอำเภอในพื้นที่ เป็นหน่วยงานดำเนินงาน ผู้เขียนเห็นว่าเป็นโครงการดีๆ จึงขอนำมาเล่าสู่กันอ่าน

ผู้เขียนตอบรับและยินดี ด้วยเห็นว่าบัญชีครัวเรือนเป็นเรื่องที่สำคัญต่อการนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการจัดการกับชีวิตและความเป็นอยู่ของเกษตรกร หากเกษตรของประเทศเราพร้อมใจกันจัดทำบัญชีครัวเรือนแล้วนำตัวเลขที่จดบันทึกนั้นมาปรึกษาหารือกันภายในครอบครัว เพื่อแสดงข้อมูลถึงพฤติกรรมของการหารายรับและรายจ่ายของสมาชิกครอบครัวว่าเป็นเช่นไร ปีต่อๆ ไปก็มาร่วมกันกำหนดเป้าหมาย วางแผนการใช้จ่าย ก็จะทำให้การใช้ชีวิตของระบบเศรษฐกิจปัจจุบันในระดับครัวเรือนมีความมั่นคง มีคุณภาพชีวิตที่ดี บั้นปลายชีวิตจะไม่เป็นภาระแก่ลูกหลาน และรัฐบาล ช่วยตนเองและพึ่งพาตนเองได้ เพราะบัญชีครัวเรือนเป็นเข็มทิศนำทางชีวิตให้แก่เกษตรกรได้จริง

หลังการตอบรับคำเชิญ ผู้เขียนได้จัดทำแผนการสอน สร้างสื่อการเรียนรู้ เขียนโจทย์ เขียนตัวอย่างการลงตัวเลขในบัญชีตามโจทย์ จริงๆ แล้ว โจทย์บัญชีครัวเรือนก็มีตัวอย่างให้ศึกษาตามสื่อต่างๆ ทั้งของสถาบันการศึกษา หรือของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ แต่ผู้เขียนเขียนโจทย์ขึ้นมาเอง ก็เพื่อจะใช้โจทย์เป็นตัวสอดแทรกหลักคิดไว้ในรายการรับ รายการจ่ายต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันจริงๆ ของเกษตรกร ให้เขาตระหนักคิดถึงวิธีการหารายรับ การใช้จ่ายเงินระหว่างการจ่ายเงินซื้อสินค้า หรือเพื่อความจำเป็นกับการซื้อเพราะความอยากซื้อ มีความแตกต่างกันอย่างไร และผลที่จะเกิดขึ้นเป็นเช่นไร การหารายรับที่สอดรับกับรายจ่าย รวมทั้งการลงทุน การออมทรัพย์ การบริหารเงิน การทำให้เงินได้งอกเงย เพราะบัญชีกับการเงินเป็นของคู่กัน

การเริ่มต้นการนำเสนอในห้องอบรม ได้นำเข้าสู่บทเรียนด้วยข้อมูล เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกรโดยรวม รวมถึงปัญหาหนี้สิ้น การออมทรัพย์ภาคครัวเรือนในประเทศของเรา จากนั้นก็เริ่มเนื้อหาให้เกษตรกรได้ตระหนักคิดถึงปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคตเพื่อเตรียมความพร้อมในการใช้ชีวิตของตนเองและสมาชิกในครอบครัวที่จะต้องดำรงต่อไปตราบเท่าที่ยังมีชีวิตอยู่และตราบใดที่เรายังต้องใช้เงินเพื่อการดำรงชีพ มีข้อมูลตัวเลขจากกระทรวงสาธารณสุข เผยแพร่ข้อมูลไว้ในแผนยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี เกี่ยวกับอายุเฉลี่ยของคนไทยว่า ปี 2559 คนไทยมีอายุเฉลี่ยที่ 74 ปี

ในครั้งนี้ เกษตรกรที่เข้าอบรม มีอายุเฉลี่ยที่ 48 ปี ซึ่งเขาจะต้องดำรงชีวิตอยู่อีกอย่างน้อย 26 ปีขึ้นไป ก็ให้เกษตรกรตั้งเป้าหมายว่านับแต่บัดนี้จนถึงตัวเลขตามอายุเฉลี่ย เขาจะต้องเตรียมความพร้อม “เงิน” ที่จะนำมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวันโดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาลูกหลานหรือรัฐบาล จะต้องมีเงินเท่าไรจึงจะเพียงพอ และถ้าไม่พอจะหารายรับมาเพิ่มอีกเท่าไร ได้ตัวเลขที่ 560,000 บาท ก็เพียงพอแล้ว

ตัวเลขนี้ได้จากการเสนอว่าเขาจะใช้จ่ายเงินเดือนละ 5,000 บาท หรือวันละ 167 บาท สำหรับไว้ใช้จ่ายเงินในอีก 26 ปีข้างหน้า ให้เกษตรกรตรวจสอบและทบทวนว่า ณ วันนี้เขามีเงิน หรือทรัพย์สินเพียงพอหรือไม่ ขาดเหลืออีกกี่มากน้อย คิดคำนวณออกมาเป็นตัวเลข ทั้งจากเงินสด เงินฝากธนาคาร เงินค่าหุ้นในสหกรณ์ เงินที่นำไปลงทุน ฯลฯ หักด้วย หนี้สิน ถ้ามีเพียงพอแสดงว่ามีภูมิคุ้มกันในระดับหนึ่ง แต่หากมีไม่เพียงพอจะต้องหารายรับจากการประกอบอาชีพอีกเท่าไร ซึ่งวิธีการที่ก่อให้เกิดการตระหนักรู้ก็คือ จะต้องทำบัญชีครัวเรือน จะได้รู้ยอดเงินที่จะนำมาใช้จ่าย รู้รายรับ-รายจ่ายโดยรวม ตัด/ลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น รู้จักคิดก่อนจ่าย เกิดการประหยัดและการออมทรัพย์ สามารถแก้ปัญหาทางการเงินได้อย่างยั่งยืน

แต่ก่อนเริ่มการลงมือบันทึกบัญชีครัวเรือน ได้ให้เกษตรกรแต่ละคนกำหนดเป้าหมาย ใน 4 ประเด็น คือ ตลอดทั้งปี จะมีรายรับจากอะไร จำนวนเท่าไร (ประมาณการจากปีก่อน)
จะมีรายจ่ายทั้งปีอะไรบ้าง จำนวนเท่าไร
จะลงทุน (อาชีพ) ทำอะไร
จะออมทรัพย์เท่าไร (คิดเป็นร้อยละของรายรับ)
จากนั้น…ให้เกษตรกรกำหนดรายการรายรับ-รายจ่ายให้เป็นหมวดหมู่ ได้แก่ หมวดรายรับหลัก และรายรับรอง

หมวดรายจ่าย ให้เริ่มจากรายการจ่ายที่เกี่ยวข้องกับปัจจัย 4 ได้แก่ หมวดอาหาร หมวดเครื่องนุ่งห่ม หมวดที่อยู่อาศัย หมวดยารักษาโรค นอกนั้นก็จะเป็นรายการจ่ายสิ่งอำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวัน ซึ่งแต่ละครอบครัวจะแตกต่างกันไป อาทิ หมวดค่าพาหนะ ของใช้ส่วนตัว ของใช้ในครัวเรือน หนังสือ ทำบุญ การศึกษา ดอกเบี้ยเงินกู้ ฯลฯ แล้วให้ตีความจากโจทย์ที่ให้ว่าแต่ละรายการจะจัดอยู่ในหมวดใด เพราะหากไม่กำหนดรายรับ-รายจ่าย เป็นหมวดหมู่ในแต่ละวันจะต้องมีรายการเกิดขึ้นมากมาย ซึ่งย่อยเกินไป และเป็นภาระต่อการบันทึกบัญชี

ให้เกษตรกรฝึกการบันทึกตัวเลขลงในแบบบัญชีครัวเรือน จากรายการจากโจทย์ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันแต่ละวัน แล้วให้สรุปยอดรวม รายรับ-รายจ่าย เป็นรายวัน ยอดเงินคงเหลือทุกเดือนและสิ้นปี จากนั้นฝึกให้คิดคำนวณตัวเลขทั้งรายรับ-รายจ่าย เทียบเป็นร้อยละของแต่ละรายการว่ารายรับแต่ละรายการเป็นร้อยละเท่าไรของยอดรวมรายรับทั้งหมด และรายจ่ายแต่ละรายการ เป็นร้อยละเท่าไรของยอดรวมรายจ่ายทั้งหมด