พาณิชย์ชุบชีวิต 2 หมื่นโชห่วย เจ้าตลาดค้าปลีกชุมชน

“บัตรคนจน” ชุบชีวิตโชห่วย 20,000 ร้าน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจรากหญ้า ปล่อยฟรีขายสินค้าชุมชน “สนธิรัตน์” เผยสเต็ป 2 ธงฟ้าฯ ผนึกตลาดกลางสร้างเครือข่ายค้าปลีกเข้มแข็งติดอาวุธออนไลน์ พร้อมผุดโปรเจ็กต์สร้างงานคนจน 11.4 ล้านคนเข้าสู่ธุรกิจแฟรนไชส์ มั่นใจปีཹเศรษฐกิจรากหญ้าฟื้น ยอดขายตจว.คึกคัก

หลังจากรัฐบาลได้จัดทำโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรคนจน) เปิดให้ลงทะเบียนประชาชนที่มีรายได้น้อยทั่วประเทศรวม 11.4 ล้านคน ซึ่งกำหนดเงื่อนไขให้ประชาชนกลุ่มนี้สามารถนำบัตรไปรูดซื้อสินค้าผ่านเครื่องรูดบัตร (EDC) จากร้านค้าธงฟ้าประชารัฐได้ 200 บาทต่อเดือน สำหรับผู้มีรายได้เกิน 30,000 บาท และ 300 บาทต่อเดือน สำหรับผู้มีรายได้น้อยกว่า 20,000 บาท นับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2560 ที่ผ่านมานั้น

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ภายในสิ้นเดือนพฤศจิกายน 2560 จะติดตั้งได้ 18,000- 20,000 แห่ง ซึ่งเป็นร้านที่เข้าร่วม

ทั้งนี้ หากคำนวณจากยอดขายตามวงเงินที่รัฐบาลกำหนดไว้รายละ 300 บาทต่อเดือน ของประชาชน 11.4 ล้านคน เท่ากับว่า 1 เดือนจะมียอดซื้อขายกว่า 3,000 ล้านบาท ที่จะเข้าไปกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นหรือระดับรากหญ้า เมื่อลงพื้นที่ต่างจังหวัดพบว่า ร้านธงฟ้าประชารัฐบางแห่งสามารถทำยอดขายได้ถึงวันละ 300,000 บาท จึงทำให้มีร้านค้าปลีกอื่นที่เริ่มเห็นประโยชน์และอยากจะเข้าร่วมมากขึ้น

เพิ่มสินค้าชุมชน-สินค้าเกษตร นายสนธิรัตน์กล่าวว่า เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2560 ได้เรียกประชุมพาณิชย์จังหวัดและสั่งการให้คัดเลือกสินค้าชุมชนที่มีมาตรฐาน เป็นสินค้าเกษตร/เกษตรแปรรูปจากชุมชนต่างๆ ที่มีปัญหาปริมาณซัพพลายส่วนเกินในแต่ละพื้นที่ เช่น กล้วย ข้าวถุง ไข่ไก่ ให้นำมาจำหน่ายในร้านธงฟ้าฯแต่ละพื้นที่โดยไม่จำกัดจำนวนสินค้า และไม่เรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการวางขายสินค้า โดยหวังว่าโครงการนี้จะเป็นการบ่มเพาะธุรกิจเอสเอ็มอีระดับชุมชนด้วย ถือเป็นครั้งแรกที่สินค้าชุมชนมีช่องทางการจำหน่ายผ่านเอาต์เลตร้านธงฟ้าประชารัฐ 20,000 ร้าน ส่วนการยกระดับมาตรฐานสินค้าที่นำเข้ามาขาย กระทรวงพาณิชย์จะประสานกับกระทรวงอุตสาหกรรมช่วยพัฒนามาตรฐานให้กับสินค้าที่ผ่านการคัดเลือก

ติดอาวุธออนไลน์

นายสนธิรัตน์กล่าวอีกว่า สำหรับร้านธงฟ้าประชารัฐที่เข้าร่วมโครงการและมีความพร้อม จะส่งเสริมให้เข้าสู่ระบบออนไลน์ เป็นการ “ติดอาวุธ” ให้ร้านโชห่วย โดยประสานกับกระทรวงดีอี และไปรษณีย์ไทย ช่วยยกระดับให้เป็น e-Commerce หรือที่เรียกว่า “โชห่วยไฮบริด” เริ่มจาก 500 ร้านค้า แล้วค่อย ๆ เพิ่มเป็น 10,000-20,000 ร้าน ในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า

“เดิมทีร้านค้าโชห่วยมีแต่ตายกับตาย นี่ถือเป็นครั้งแรกที่โชห่วยได้รับการเหลียวแลจากรัฐบาลสร้างความเข้มแข็งให้ วันนี้เป็นการปลดล็อกโชห่วย โดยใช้เงินสวัสดิการแห่งรัฐ 3,000 ล้านบาทต่อเดือน เข้าไปช่วยต่อยอด ทำให้โชห่วยเติบโตอย่างยั่งยืน” นายสนธิรัตน์กล่าวและว่า เมื่อถึงวันที่มีการเลือกตั้งเสร็จ ถึงแม้ตนไม่อยู่แล้ว แต่โครงการนี้ต้องไม่ล้ม เชื่อว่าใน 1 ปีหลังจากดำเนินโครงการธงฟ้าประชารัฐ จะเห็นผลการทำงานอย่างเป็นรูปธรรมในปี 2561 แน่นอน เรียกได้ว่าปีหน้า (2561) จะเป็นปีแห่งการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากอย่างแท้จริง

เชื่อมโยงเครือข่ายค้าปลีก

สำหรับสเต็ปในปี 2561 มีแผนจะเชื่อมโยงร้านค้าธงฟ้าประชารัฐ 20,000 ร้าน กับตลาดสินค้าเกษตรเฉพาะ 100 ตลาดที่กระทรวงพาณิชย์ดูแลอยู่ โยงไปถึงตลาดสินค้าเกษตรขนาดใหญ่ของภาคเอกชน ประมาณ 10 ตลาด เพื่อสร้างเครือข่ายค้าปลีก ช่วยต่อยอดทำให้สินค้าเกษตรและสินค้าชุมชนมีตลาดกว้างมากขึ้น

โดยในเร็ว ๆ นี้จะเชิญยักษ์ใหญ่กลุ่มผู้ประกอบการตลาดกลางสินค้าเกษตรขนาดใหญ่ในประเทศ เช่น ตลาดไท ตลาดศรีเมือง ตลาดเมืองทอง ตลาดอุบลเจริญศรี ฯลฯ เป็นต้น มาหารือแนวทางการสร้างความเชื่อมโยง โดยต่อไปร้านธงฟ้าฯไม่ใช่เพียงร้านที่ขายสินค้าตามบัตรสวัสดิการเท่านั้น แต่จะทำหน้าที่เป็นผู้รวบรวมสินค้า (collector) ที่มีศักยภาพแต่ละชุมชน ส่งต่อไปให้ตลาดกลางสินค้าเกษตรกระจายสู่ทั่วประเทศ และต่อยอดไปถึงการส่งออกในตลาดอาเซียนด้วย

ทั้งนี้ การเชื่อมโยงตลาดเข้ากับร้านธงฟ้าฯ ไม่เพียงแต่จะช่วยโชห่วย แต่ยังช่วยแก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ และกระตุ้นให้เกิดเศรษฐกิจฐานรากอย่างแท้จริง ซึ่งเป็นโจทย์การทำงานที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี มอบให้

สร้างงานคนจน 11.4 ล้านคน

ในอีกด้านหนึ่ง รัฐบาลมีโจทย์ว่าจะทำอย่างไรให้คนจน 11.4 ล้านคน พ้นความยากจน ขณะนี้ได้สั่งการให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้าส่งเสริมให้ประชาชนที่ลงทะเบียนคนจน 11.4 ล้านคน ที่สนใจประกอบธุรกิจได้มีโอกาสเข้าสู่ธุรกิจแฟรนไชส์ โดยกระทรวงพาณิชย์ต้องคัดเลือกแฟรนไชส์ที่ดีมาช่วยอบรม และจะทำหน้าที่เชื่อมโยงกับสถาบันการเงินภาครัฐให้ เช่น ออมสิน เอสเอ็มอีแบงก์ ให้ช่วยด้านสินเชื่อรายย่อย 20,000-30,000 บาท สามารถทำได้โดยไม่ต้องมีหลักค้ำประกัน เหตุที่ต้องกำหนดให้ส่งเสริมในระบบแฟรนไชส์ เพราะแฟรนไชส์เป็นมืออาชีพในการบริหารจัดการธุรกิจที่ประสบความสำเร็จมาแล้ว นี่จึงเหมือนโครงการพี่จูงน้องอย่างแท้จริง

“เป้าหมายคือ ถ้าปีแรกลดคนจนลงในจำนวน 11.4 ล้านคน ลดลงไปสัก 500,000-1 ล้านคน โดยอาจจะใช้วิธีให้ทำแฟรนไชส์ยกหมู่บ้าน เป็นโมเดลแต่ละหมู่บ้านไปเลย ซึ่งคาดหวังว่าถ้าทำได้สัก 3% ช่วยให้เศรษฐกิจฐานรากหมุนเวียนดีขึ้น ราคาสินค้าเกษตรก็ดีขึ้นด้วย อีกทั้งจำนวนคนจนก็ลดลง”

รายได้ค้าปลีกสะดุด

รายงานข่าวระบุว่า จำนวนร้านค้าธงฟ้าประชารัฐขณะนี้มี 20,000 ร้านค้า มากกว่าจำนวนร้านสะดวกซื้อบางแบรนด์ถึง 2 เท่า หากประชาชน 11.4 ล้านคน ใช้บัตร 300 บาทต่อเดือน เป็นเงิน 3,400 ล้านบาท อาจส่งผลให้ยอดขายค้าปลีกของร้านโมเดิร์นเทรดบางแบรนด์มียอดลดลง เพราะขายสินค้ากลุ่มเดียวกัน และการเชื่อมโยงเครือข่ายกับตลาด มีโอกาสที่ร้านธงฟ้าฯจะสามารถทำยอดได้มากกว่า และจำหน่ายสินค้าได้ราคาต่ำกว่าโมเดิร์นเทรด เพราะอยู่ในพื้นที่ และลดต้นทุนค่าจีพีต่ำกว่า ถึงต้นทุนรับมาจะแพงกว่า แต่การลดมาร์จิ้นลงอาจทำให้ขายราคาได้ถูกกว่าโมเดิร์นเทรด และทุนบริหารจัดการ ต้นทุนของโชห่วยต่ำกว่าโมเดิร์นเทรด

อุดรบัตรคนจนคึกคัก

นายมิลินทร์ วีระรัตนโรจน์ รองประธานกรรมการผู้จัดการ บริษัท ตั้งงี่สุน ซูเปอร์สโตร์ จำกัด ผู้บริหารร้านค้าปลีก-ค้าส่งรายใหญ่ จ.อุดรธานี กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า โครงการบัตรสวัสดิการของรัฐช่วยกระตุ้นบรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยให้คึกคักยิ่งขึ้น และช่วยแบ่งเบาค่าครองชีพของคนจนได้ระดับหนึ่ง หลัก ๆ ใช้จ่ายในการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค เช่น ข้าวสาร กะปิ น้ำปลา ฯลฯ และเป็นผลดีต่อร้านค้าปลีกที่เข้าร่วมโครงการ อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีผลทำให้เศรษฐกิจในภาพรวมดีขึ้นมากนัก เพราะกำลังซื้อในต่างจังหวัดยังไม่ฟื้น จากราคาพืชผลการเกษตรตกต่ำ ชาวบ้านยังหาเงินได้ยาก

ตอนนี้ที่เป็นปัญหาคือจำนวนร้านค้า และเครื่องรูดบัตรยังมีไม่เพียงพอกับความต้องการ และไม่ครอบคลุมพื้นที่ด้านนายสมชาย พรรัตนเจริญ นายกสมาคมการค้าส่ง-ปลีกไทย กล่าวว่า หากร้านค้าโชห่วยที่เข้าร่วมโครงการเป็นร้านค้าขนาดใหญ่ที่มีของรองรับผู้มีบัตรได้เป็นจำนวนมาก จะทำให้การขายค่อนข้างได้เปรียบร้านโชห่วยบริเวณใกล้เคียงที่ไม่ได้เข้าร่วม รวมทั้งร้านสะดวกซื้อต่าง ๆ อย่างไรก็ตาม อุปสรรคในเวลานี้คือการกระจายเครื่องรูดบัตรยังมีไม่มากนัก รวมทั้งสัญญาณของเครื่องค่อนข้างช้า ทำให้ลูกค้ารอนาน ตนเห็นว่าการที่มีลูกค้าไปซื้อสินค้าร้านธงฟ้าฯจำนวนมาก อีกด้านหนึ่งอาจเสียโอกาสการขายให้กับลูกค้าทั่วไปที่มาซื้อด้วยเงินสด ร้านค้าก็ต้องบริหารจัดการให้ดี

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในปี 2561 กระทรวงพาณิชย์จะเดินหน้าผลักดันธุรกิจบริการไทยในต่างประเทศทั้งที่เป็นธุรกิจบริการใหม่ๆ รวมทั้งการต่อยอดธุรกิจบริการเดิมที่มีอยู่แล้วในตลาด โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ได้จัดกลุ่มธุรกิจบริการไว้ 4 กลุ่ม คือ 1. กลุ่มสุขภาพความงาม จะเน้นเจาะกลุ่มกิจกรรมเพื่อสุขภาพ เช่น มวยไทย นวดไทย รำไทย การบำบัดความเครียดและการรักษาสุขภาพ โดยวิธีทำสมาธิ (Meditation) ธุรกิจ nursing care หรือการ จัดตั้งสถานพยาบาล สำหรับกลุ่มสูงวัย โดยเน้นตลาดที่มีความต้องการสูง เช่น จีน แอฟริกา และตะวันออกกลาง นอกจากนี้ ยังมีธุรกิจประเภทอาหารเพื่อสุขภาพ

นางอภิรดี กล่าวว่า สำหรับกลุ่มที่ 2 คือ ธุรกิจบันเทิง (Digital Content) เน้นการเป็นศูนย์กลาง digital content ในอาเซียน โดยร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัด pitching documentary film ในเดือนมกราคม 2561 นี้ จัด Bangkok International Digital Content ธุรกิจ animation, game and characters และ elearning ในช่วงกลางปี เน้นเจาะกลุ่มญี่ปุ่น เกาหลี

กลุ่มที่ 3 ธุรกิจบริการจัดงานไปประเทศเพื่อนบ้าน กลุ่มนี้ผู้ประกอบการไทยมีศักยภาพในการแข่งขันสูง และปัจจุบันมีบางบริษัทเข้าไปรับงานแล้วในประเทศเพื่อนบ้าน และกลุ่มที่ 4 ธุรกิจเกี่ยวกับโรงแรม การจัดการด้านต่างๆ ธุรกิจบริการจัดเลี้ยง โดยจะเน้นการขยายธุรกิจไปประเทศเพื่อนบ้าน เอเชียใต้ ตะวันออกกลาง

“ปัจจุบันในหลายๆ ประเทศที่เข้าสู่ยุคสูงวัยได้หันมาให้ความสำคัญเรื่องสุขภาพ ความเป็นอยู่มากขึ้น มีการทำกิจกรรมหลายๆ รูปแบบที่สามารถเชื่อมต่อกับศิลปวัฒนธรรมได้ ยกตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ ธุรกิจมวยไทยที่ได้รับความนิยมมากโดยเฉพาะในกลุ่มประเทศยุโรป เช่น เนเธอร์แลนด์ รัสเซีย เยอรมนี ฝรั่งเศส นอกจากนี้ รำไทย ซึ่งเป็นวัฒนธรรมไทยก็สามารถนำมาประยุกต์ ท่ารำใช้รักษาผู้ป่วยอัลไซเมอร์ ฝึกกล้ามเนื้อ กระดูก และการทรงตัวได้ด้วย” นางอภิรดี กล่าว

ขอนแก่น – นายสุชัย บุตรสาระ รองผู้ว่าฯ ขอนแก่น เผยถึงการร่วมจัดงาน “นัดพบตลาดงาน (JOB FAIR KHONKAEN @ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา ขอนแก่น เพื่อสนองตามนโยบายประชารัฐ 4.0 ที่ต้องการผลักดันให้จังหวัดขอนแก่นเป็นตลาดแรงงาน ด้านคมนาคม ด้านเศรษฐกิจ และด้านกีฬา ในภูมิภารอีสานตอนบน มุ่งประโยชน์การมีงานทำของประชาชน มีสัญญาณการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นจากอุตสาหกรรมแปรรูปสินค้าเกษตร โรงงานน้ำตาล และโรงไฟฟ้า และจังหวัดขอนแก่น เป็น 1 ในจังหวัดโครงการส่งเสริมพื้นที่พิเศษสำหรับเศรษฐกิจดิจิตอล หรือ Smart City ของรัฐบาล ทำให้โครงสร้างพื้นฐานของประเทศเกิดการเชื่อมต่อ มีการพัฒนาโครงข่ายอินเตอร์เน็ตไร้สายความเร็วสูง

เป็นการทำงานผสานความร่วมมือในรูปของพลังประชารัฐ ระหว่างหน่วยงานรัฐและเอกชน ล้วนเป็นปัจจัยก่อให้เกิดการขยายการลงทุน และจ้างงานในพื้นที่ และจังหวัดใกล้เคียงเพิ่มขึ้น

ด้าน นายอนันต์ กลั่นขยัน จัดหางานจังหวัดขอนแก่น กล่าวว่า จังหวัดขอนแก่นเป็นจังหวัดที่มีเติบโตทางด้านเศรษฐกิจ ด้านคมนาคม ด้านการศึกษา อย่างต่อเนื่องรับความร่วมมือกับทุกภาคส่วน ในการผลักดัน ส่งเสริม และสนับสนุนให้ผู้ว่างงานมีงานทำ อาทิ โครงการ 3 ม. (มีงาน, มีเงิน, มีวุฒิการศึกษาเพิ่ม) โครงการ 1 อำเภอ 1 ภูมิปัญญา เป็นต้น

ไม่ใช่เพียงคนกลางในการนัดพบแรงงานเท่านั้น แต่ภายในงานจะมีการให้ความรู้ มีการจัดทำฐานข้อมูลแรงงาน เพื่อสร้างแหล่งงานที่ดี ลงทะเบียนเข้างานล่วงหน้า ได้ที่ : https://jobbkk.com/go/zruy6 ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เพื่อความรวดเร็วในการกรอกใบสมัครงาน 17 พฤศจิกายน นี้ พบกันที่@ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา ขอนแก่น เวลา 10.00-17.00 น.

ผอ.กพท.คาดภายในมกราคม 61 สามารถออกใบรีเอโอซีให้อีก 9 รายที่เหลือได้ทั้งหมด พร้อมเผยหลังปลดธงแดงมีสายการบินน้องใหม่ 2 สายขอเปิดเส้นทางบินภายในประเทศแล้ว

นายจุฬา สุขมานพ ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) เปิดเผยความคืบหน้าถึงการทบทวนและออกใบรับรองผู้ดำเนินการเดินอากาศใหม่ (รีเอโอซี) ตามมาตรฐานองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ไอเคโอ) ว่า ขณะนี้ กพท. ออกใบรับรองผู้ดำเนินการเดินอากาศ (เอโอซี) ให้กับสายการบินที่ทำการบินระหว่างประเทศไปแล้ว 12 ราย จากทั้งหมด 21 ราย ส่วนที่เหลืออีก 9 รายนั้น คาดว่าภายในสัปดาห์หน้าจะสามารถออกเอโอซีให้กับสายการบินโอเรียนท์ไทยได้เป็นรายที่ 13 และจะทยอยออกเอโอซีให้กับสายการบินที่เหลือได้ครบทั้งหมดตามเป้าหมายที่วางไว้ภายในเดือนมกราคม 2561

นายจุฬา กล่าวว่า หลังจากที่ไอเคโอปลดธงแดงให้กับประเทศไทย ทำให้สามารถเพิ่มจำนวนผู้ประกอบการธุรกิจสายการบินได้ อีกทั้งแนวโน้มการเติบโตของธุรกิจการบินก็เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งขณะนี้มีผู้ประกอบการ 2 รายใหม่ที่สนใจเปิดทำธุรกิจสายการบินเส้นทางบินในประเทศ และยื่นคำขอใบอนุญาตให้ประกอบกิจการค้าขายในการเดินอากาศ (เอโอแอล) มาแล้ว อยู่ระหว่างการประเมินความพร้อม โดยภายในเดือนพฤศจิกายนนี้ จะประชุมคณะกรรมการกลั่นกรอง และเสนอให้นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พิจารณาออกเอโอแอลให้กับผู้ประกอบการ 2 รายนี้ คาดว่าจะใช้เวลาในการพิจารณาออกเอโอแอล ประมาณ 3 เดือน ซึ่งเมื่อได้รับเอโอแอลแล้วจะเข้าสู่กระบวนการของการยื่นคำขอเอโอซีจาก กพท.ต่อไป ดังนั้นเวลานี้ กพท.จะพยายามเร่งออกเอโอซีให้กับสายการบินรายเก่าให้แล้วเสร็จโดยเร็ว

นายจุฬา กล่าวว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคมเป็นต้นไป กพท.จะเปิดให้สายการบินที่ทำการบินเส้นทางภายในประเทศ ยื่นคำขอเพื่อเข้าสู่กระบวนการรีเอโอซี และการออกเอโอซีใหม่ ซึ่งแบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ 1. สายการบินที่ได้รับเอโอแอล และเอโอซีแล้ว และต้องเข้าสู่กระบวนการรีเอโอซีใหม่ จำนวน 10 ราย 2. สายการบินที่ได้รับเอโอแอล แต่ยังไม่เคยได้รับเอโอซี จำนวน 5 ราย และ 3. สายการบินที่ยังไม่ได้รับเอโอแอล และเอโอซี จำนวน 2 ราย โดยกลุ่มนี้จะสามารถยื่นขอเอโอซีได้ก็ต่อเมื่อได้รับเอโอแอลแล้วเท่านั้น ส่วนการพิจารณาว่าจะดำเนินการออกเอโอซีให้กับสายการบินใดก่อนนั้น จะใช้วิธีดูว่าสายการบินใดมีความพร้อม และยื่นคำขอเข้ามาก่อนก็จะดำเนินการให้ก่อน ส่วนระยะเวลาดำเนินการคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 6-8 เดือน

แพร่ – นายพงศ์รัตน์ ภิรมย์รัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ เผยว่า น้อมนำหลักแนวคิดของในหลวงรัชกาลที่ 9 ในเรื่องของการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรให้เกิดคุณค่าสูงสุด จึงมีแนวคิดในการนำต้นดาวเรืองที่ใช้ในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพและประดับตามสถานที่ต่างๆ มารวบรวมและจัดทำปุ๋ยดาวเรืองมหามงคลตามรอยพ่อขึ้น เมื่อเร็วๆ นี้ ประชาชนจิตอาสาของจังหวัดแพร่ร่วมกันเก็บรวบรวมดอกดาวเรืองตามสถานที่ต่างๆ เพื่อนำต้นและดอกดาวเรืองมาบดสับให้ละเอียดและเข้าสู่กระบวนการทำปุ๋ยหมัก ภายใต้ชื่อว่า ปุ๋ยดาวเรืองมหามงคลตามรอยพ่อ หลังจากนี้จะดำเนินการแจกจ่ายปุ๋ยดาวเรืองให้กับประชาชนและเกษตรกรในจังหวัดแพร่ เพื่อเป็นสิริมงคลและนำไปใช้ในการทำการเกษตร

คาดว่าจะสามารถแจกจ่ายแก่ประชาชนในช่วงของวันขึ้นปีใหม่ 2561 นี้ พร้อมกันนี้ทางประชาชนจิตอาสายังได้ร่วมด้วยช่วยกันทำความสะอาดถนน บริเวณโดยรอบศาลากลาง และบริเวณสนามหลวง สวนสุขภาพเฉลิมพระเกียรติ ร.9 อีกด้วย

วันที่ 10 พฤศจิกายน 2560 ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจากแม่ค้าขายผัก-ผลไม้ วัย 60 ปี ถูกมิจฉาชีพใช้ธนบัตรปลอมมูลค่า 100 บาท หลอกซื้อของบริเวณตลาดทรัพย์สิน เขตเทศบาลเมือง อ.เมือง จ.อ่างทอง

น.ส.นกเล็ก แจ้งอำพันธ์ อายุ 60 ปี อาชีพแม่ค้าขายผัก-ผลไม้ บ้านเลขที่ 18 หมู่ 5 ต.บางระกำ อ.โพธิ์ทอง จ.อ่างทอง ผู้เสียหาย เผยว่า ตนมีอาชีพขายผัก-ผลไม้มากว่า 10 ปี บริเวณตลาดทรัพย์สิน ขายตั้งแต่ช่วงเช้ามืด และในวันนี้ถูกมิจฉาชีพใช้ธนบัตรปลอมมูลค่า 100 บาทหลอกซื้อของ โดยฉวยโอกาสใช้ช่วงที่ตนมีลูกค้าเยอะและเป็นช่วงเช้ามืด ตนมารู้ว่าถูกหลอกตอนช่วงสาย หลังจากนำเงินมาตรวจนับ จึงสังเกตเห็นว่า ธนบัตรใบดังกล่าวมีลักษณะแปลกๆ และเมื่อเทียบดูกับใบอื่นจึงแน่ใจว่าเป็นของปลอม เพราะมีน้ำหนักเบา และเนื้อธนบัตรค่อนข้างฟู ไม่เรียบมัน สีจืด และเมื่อนำมาประกบกับของจริง มีขนาดเล็กกว่าของจริงเล็กน้อย ไม่มีลายน้ำ ธนบัตรปลอมที่ตนได้มามูลค่า 100 บาท มีเลขธนบัตร 1ฉ 1137084 จึงอยากฝากเตือนประชาชนให้ระวัง จะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อ โชคดีที่ตนโดนหลอกแค่ใบเดียว ถือว่าฟาดเคราะห์

เบื้องต้นทางด้านผู้เสียหายไม่ได้เข้าแจ้งความ mobiltarca.com ได้เพียงแต่แจ้งให้ผู้สื่อข่าวเป็นกระบอกเสียงช่วยแจ้งเตือนและประชาสัมพันธ์ว่ามีมิจฉาชีพใช้ธนบัตรปลอมในเขต อ.เมืองอ่างทอง ลือหึ่งผู้ผลิตอาหารสัตว์เล่นเกมซื้อขาย “ใบรับรองโควตารับซื้อข้าวโพด 3 ส่วน นำเข้าข้าวสาลี 1 ส่วน (มาตรการ3 : 1) ต้นเหตุยอดนำเข้าข้าวสาลียังพุ่ง เดือนละ 2.4 แสนตัน “พาณิชย์” ยืนกรานไม่เลิกมาตรการ 3 : 1 ด้านโรงสีชี้ราคารำ-ปลายดิ่งเหลือตันละ 600 บาท ต่ำสุดในรอบ 3 ปี

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า หลังจากกรมการค้าภายในเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คือ กระทรวงการคลัง และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มาให้ความเห็นประกอบการพิจารณาจะยกเลิกมาตรการบังคับให้ซื้อข้าวโพด3 ส่วน เพื่อนำเข้าข้าวสาลี 1 ส่วน หรือ (มาตรการ 3 ต่อ 1) และปรับขึ้นภาษีนำเข้าข้าวสาลี 27% แทน แต่ที่ประชุมยังไม่ได้ข้อสรุป และมีแนวโน้มคงการใช้มาตรการ 3 : 1 ต่อไป เพราะเกรงว่าการขึ้นภาษีจะกระทบต้นทุนการผลิตอาหารสัตว์และการผลิตอาหาร

นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ยืนยันว่าไม่มีแนวคิดจะยกเลิกมาตรการดังกล่าวอย่างแน่นอน ขอให้ผู้รับซื้อ และเกษตรกรอย่าวิตกกังวล

“นายกรัฐมนตรีมีความเป็นห่วงเกษตรกรอย่างมากจึงเร่งรัดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปหาวิธีอื่นเข้ามาดูแลชาวไร่ข้าวโพดเพิ่มเติม กรมการค้าภายใน ในฐานะฝ่ายเลขาฯคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (นบขพ.) เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อประชุมกำหนดมาตรการรักษาเสถียรภาพราคารองรับผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในฤดูการผลิต 2560/2561 ที่กำลังจะออกสู่ตลาดเพิ่มเติมจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้เห็นชอบไปก่อนหน้านี้”

พร้อมกันนี้ กรมมอบหมายให้เจ้าหน้าที่ติดตามสถานการณ์รับซื้อ ให้ได้ระดับราคาที่เหมาะสมตามระดับความชื้น เพื่อไม่ให้เกษตรกรถูกเอารัดเอาเปรียบ และดูแลมาตรฐานเครื่องชั่งถูกต้อง ทั้งนี้ หากพบพฤติกรรมไม่ถูกต้อง สามารถแจ้งที่สายด่วน 1569 ได้

ด้านแหล่งข่าวจากวงการพืชไร่ตั้งข้อสังเกตว่า ในปี 2557 ไทยนำเข้าสาลี 1.5 ล้านตัน แต่ในปี 2558 และ 2559 มีการนำเข้าปีละกว่า 4.5 ล้านตัน สูงกว่าปกติ ปี 2554-2557 ถึง 300% และแม้ว่าในปี 2560 จะมีมาตรการกำหนดสัดส่วน 3 ต่อ 1 ยังมีการนำเข้าในช่วง 9 เดือนสูงเฉลี่ยเดือนละ 2.4 แสนตัน หากรัฐบาลปล่อยต่อไป คาดว่าทั้งปี 2560 จะมีการนำเข้า 3 ล้านตัน โดยล่าสุดทางสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทยแจ้งนำเข้าในเดือนพฤศจิกายนอีก 2 ลอต ปริมาณรวม 139,000 ตัน

“มีกระแสข่าวในวงการว่าเหตุที่มียอดนำเข้าข้าวสาลีเพิ่มมากขึ้น เพราะมีการซื้อขายใบรับรองโควตารับซื้อข้าวโพด 3 : 1 โดยผู้ประกอบการอาหารสัตว์บางราย เพื่อจะนำเอกสารนี้ไปใช้แสดงการขอนำเข้าข้าวสาลี ทำให้เกษตรกรไม่สามารถจำหน่ายข้าวโพดได้ในราคาที่รัฐตั้งไว้ กก.ละ 8 บาท ในส่วนของเกษตรกรที่จะได้ราคานี้เฉพาะข้าวโพด เกรด A+ ที่ผู้ซื้อล็อกสเป็กไว้ ซึ่งมีสัดส่วนน้อยมาก”

ด้านแหล่งข่าวกลุ่มโรงสี กล่าวว่า การให้นำเข้าข้าวสาลีส่งผลกระทบต่อราคารำข้าวและปลายข้าว ลดลงเหลือตันละ 600-700 บาท ต่ำสุดในรอบ3 ปี หรือ กก.ละ 6-7 บาทจากที่เคยสูงกก.ละ 9-11 บาท โดยปกติข้าวเปลือก 1,000 กิโลกรัมจะสีได้รำข้าว 90 กิโลกรัม หากขึ้นภาษีนำเข้าข้าวสาลีจะช่วยทำให้ราคารำและปลายข้าวปรับเพิ่มขึ้น หากราคารำและปลายขึ้นอีก กก.ละ 1 บาท จะช่วยยกระดับราคาข้าวเปลือกสูงขึ้นตันละ 300 บาทขึ้นไป อีกด้านหนึ่งการนำเข้าข้าวสาลีทำให้ราคาเบเกอรี่ถูกลง คนรุ่นใหม่จะยิ่งหันไปบริโภคเบเกอรี่มากขึ้นลดการบริโภคข้าวลง จะกระทบต่อราคาข้าวสารด้วย