พาณิชย์ผุด IP Mart ตลาดสินค้าทรัพย์สินทางปัญญา

น.ส.ชุติมา บุณยประภัศร รมช.พาณิชย์ กล่าวในการเปิดตัวตลาดกลางทรัพย์สินทางปัญญา หรือ IP Mart ว่า สินค้าโดยในเบื้องต้นมีสินค้า กว่า 600 รายการ ในตลาดดังกล่าวและในภายใน 1 ปีจะมีเพิ่มขึ้นเป็น 1,000 รายการ และมูลค่าการซื้อขายประมาณ 50 ล้านบาท ซึ่งเป็นสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา ได้แก่ สิทธิบัตร อนุสิทธิบัตร ออกแบบผลิตภัณฑ์ เครื่องหมายการค้า และลิขสิทธิ์ ที่ตอบโจทย์ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายของรัฐบาล รวมถึงสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ที่มีตราสัญลักษณ์ GI และผลงานนวัตกรรมที่ใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นเครื่องมือสำคัญในการทำธุรกิจสินค้า ทุกตัวผ่านการกลั่นกรอง และตรวจสอบหลักฐานเบื้องต้นโดยคณะทำงานของกรมทรัพย์สินทางปัญญา ก่อนนำมาเสนอขาย เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ซื้อ

“IP Mart จะเป็นศูนย์กลางของการซื้อขายสินค้าทรัพย์สินทางปัญญาต่อให้กับผู้ค้นคิดสิ่งประดิษฐ์ต่างๆและผู้ที่สนใจจะซื้อสินค้า ความคิดให้พบปะกัน โดยตรงโดยมี IP Mart เป็นตัวกลาง ซึ่งในหลายประเทศก็ทำตลาดในลักษณะดังกล่าวมาแล้ว และไทยโดยกระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญกับการผลักดันนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรม หรือไทยแลนด์ 4.0 ให้เกิดผลรูปธรรม กรมทรัพย์สินทางปัญญาจึงพัฒนา IP Mart ขึ้นมาเพื่อเป็นตลาดกลางให้ผู้ประกอกบอการขนาดกลางและขนาดเล็ก (เอสเอ็มอี) และวิสาหกิจชุมชน ใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญา รวมทั้งนวัตกรรมเพื่อนำไปสร้างผลิตภัณฑ์หรือขยายธุรกิจ ซึ่งจะช่วยลดการนำเข้าเทคโนโลยีจากต่างประเทศ” น.ส.ชุติมา กล่าว

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถเข้าถึง IPMart โดยง่ายผ่านเว็บไซต์ www.thaiipmart.com หรือแอพพลิเคชั่นมือถือบนระบบปฏิบัติการ Android และ iOS โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น IP Mart รองรับการใช้งาน 2 ภาษา ไทยและอังกฤษ การเจรจาธุรกิจแบบ real time ที่ผู้ซื้อ-ผู้ขายสามารถติดตามผลได้ตลอดเวลา พร้อมทั้งมีระบบแจ้งเตือนเมื่อได้รับอนุมัติจากกรมทรัพย์สินทางปัญญาให้ประกาศขายสินค้า หรือเมื่อมีผู้สั่งสินค้า เป็นต้น

นอกจากนี้ รมช.พาณิชย์ยังได้เป็นสักขีพยานการลงนามในข้อตกลงความร่วมมือหรือ MOU ระหว่างหน่วยงานภาครัฐด้านนวัตกรรมและทรัพย์สินทางปัญญาระหว่างกรมทรัพย์สินทางปัญญากับหน่วยงานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ของไทย 2 หน่วยงานด้วยกัน คือ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับห่วงโซ่มูลค่านวัตกรรมของประเทศ ตั้งแต่การทำวิจัยและพัฒนาการเพิ่มประสิทธิภาพการจดทะเบียนคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา และการนำผลงานวิจัยและสิ่งประดิษฐ์มาพัฒนาเป็นนวัตกรรมออกสู่ตลาด ซึ่ง IP Mart เป็นส่วนหนึ่งของแผนปฏิบัติการภายใต้ MOU ทั้ง 2 ฉบับดังกล่าวด้วย

ยอดส่งออกข้าวปี”60 ทะลุ 11.2 ล้านตัน สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ดันราคาข้าวเปลือกมะลิพุ่งตันละ 16,000 บาท เท่าโครงการจำนำ จับตาปัจจัยเสี่ยงบาทแข็ง-อากาศเปลี่ยน กระทบส่งออกปี”61 หดเหลือ 9.5 ล้านตัน พาณิชย์เตรียมประชุมข้าวครบวงจร 14 ม.ค.นี้ ถกปมขึ้น “บัญชีควบคุมข้าว” ไล่บี้ตรวจสต๊อกข้าวปูพรมทั้งประเทศ โรงสีหวั่นกระทบราคาตลาดดิ่ง

ร.ต.ท.เจริญ เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าว กล่าวว่า การส่งออกข้าวเดือนธันวาคม 2560 มีปริมาณ 8-9 แสนตัน ส่งผลให้ยอดส่งออกทั้งปี 2560 มีปริมาณ 11.2-11.3 ล้านตัน สูงสุดเป็นประวัติการณ์ และที่สำคัญเป็นปีที่ราคาข้าวปรับตัวสูงขึ้นมาก โดยเฉพาะราคาข้าวเปลือกหอมมะลิ ตันละ 16,000 บาท เพิ่มจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีราคาตันละ 9,500-11,000 บาท ถือเป็นราคาที่สูงเทียบเท่ากับช่วงที่ทำโครงการรับจำนำ หรือคิดเป็นราคาส่งออกตันละ 1,000 เหรียญสหรัฐ

ส่วนคาดการณ์ส่งออกข้าวปี 2561 มีปริมาณ 9.5 ล้านตัน ลดลงจากปีก่อน เนื่องจากปัจจัยเสี่ยงหลายด้าน โดยเฉพาะอัตราแลกเปลี่ยนแข็งค่ากว่าคู่แข่ง ทำให้ราคาข้าวไทยแข่งขันลำบาก และปัจจัยซัพพลายเป็นตัวแปรสำคัญ เพราะปีนี้ซัพพลายข้าวเก่าจากสต๊อกของรัฐบาลหมดแล้ว อาจจะกระทบกับตลาดที่นิยมข้าวเก่า เช่น สิงคโปร์ ส่วนข้าวใหม่มีปริมาณน้อยกว่าที่คาดจากภาวะอากาศแปรปรวน มีฝนตกช่วงผสมเกสรทำให้ดอกร่วง เมล็ดข้าวลีบ อาจทำให้ราคาสูงขึ้น เสี่ยงจะเสียส่วนแบ่งตลาดในบางตลาด เช่น ฮ่องกง

อย่างไรก็ตาม ต้องติดตามภาวะตลาดข้าวในปีนี้ว่าจะกระเตื้องมากขึ้นเพียงใด โดยเฉพาะตลาดจีน ซึ่งยังรอเจรจาขายข้าวแบบรัฐบาลต่อรัฐบาลกับรัฐวิสาหกิจจีน เพราะปัจจุบันส่งไปแล้ว 4 แสนตัน เหลือค้างอีก 6 แสนตัน และไทยพยายามผลักดันให้จีนซื้อเพิ่มอีก 1 ล้านตัน แต่ก็ขึ้นอยู่กับการหารือระดับการเมืองว่าจะเป็นอย่างไร

พร้อมกันนี้ ไทยเร่งรัดให้ AQSIQ มาตรวจสอบรับรองผู้ส่งออกไทยตามกฎหมายใหม่ของจีน เพราะในปีที่ผ่านมาจีนได้ตรวจสอบรับรองผู้ส่งออกที่ผ่านเกณฑ์ไปเพียง 1 รอบ มีผู้ผ่านเกณฑ์ 49 ราย คาดว่าจะมีการหารือกันอีกครั้งในช่วงที่รองนายกรัฐมนตรีเดินทางมาเยือนไทยในช่วงกลางเดือนนี้

และที่น่าห่วงคือปีนี้ จีนให้โควตานำเข้าข้าวพิเศษกับกัมพูชาเพิ่มอีก 100,000 ตัน จากเดิม 200,000 ตัน รวมเป็น 300,000 ตัน ทำให้ไม่ต้องเสียภาษีนำเข้าทำให้ข้าวกัมพูชาถูกกว่าไทยมากขึ้น จากตันละ 200 เป็น 300 เหรียญสหรัฐ ต้องแข่งขันราคารุนแรงขึ้น

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า ในวันที่ 14 มกราคมนี้ นางสาวชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ จะจัดประชุมเชิงปฏิบัติการข้าวครบวงจร เพื่อประเมินทิศทางและกำหนดมาตรการผลักดันการดูแลข้าวแบบครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ภายหลังจากที่คาดการณ์ว่าสต๊อกข้าวสารเก่าจากโครงการรับจำนำจะระบายหมดในปีนี้ กระทรวงพาณิชย์มุ่งผลักดันการส่งออกข้าวคุณภาพสูง หรือข้าวพรีเมี่ยม เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าข้าวไทย และอาจมีการหารือถึงแนวทางดูแลราคาสินค้าเกษตรตามนโยบายของนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งมอบหมายให้กรมการค้าภายในศึกษาความเป็นไปได้ในการขึ้นบัญชีสินค้าเกษตรให้เป็นสินค้าควบคุม และใช้มาตรการตรวจสอบสต๊อกสินค้า โดยโฟกัสเฉพาะสินค้าเกษตรบางรายการที่มีปัญหาราคาผันผวน

ประเด็นดังกล่าวสร้างความกังวลให้กับผู้ประกอบการโรงสีข้าวหลายรายที่มองว่า วงการข้าวกำลังจะปั่นป่วนเพราะมีผู้ที่พยายามใช้เครื่องมือรัฐ “ตรวจเช็กสต๊อกข้าว” เพื่อหวังผลทางจิตวิทยาในการกดราคารับซื้อข้าว หลังจากราคาข้าวหอมมะลิขยับขึ้นไปสูงมาก เป็นผลดีจากรัฐใช้มาตรการรัฐชะลอการขายข้าวในยุ้งฉาง และการชดเชยดอกเบี้ยให้โรงสี

“ข้าวเป็นสินค้าที่มีความอ่อนไหวมาก ถ้าตลาดรู้ว่ามีของเยอะ กดราคาลงแน่นอน สินค้าเกษตรไม่ใช่สินค้าอุตสาหกรรมที่จะรายงานตรง ๆ ได้ และสต๊อกข้าวที่มีเป็นการสต๊อกเพื่อการบริโภคในประเทศมีสัดส่วนพอ ๆ กับที่ส่งออกจะตรวจอย่างไร ข้าวมีอยู่ในประเทศก็ย่อมมีปริมาณมาก หากคนซื้อเห็นข้าวในสต๊อกมากจะส่งผลทางจิตวิทยา ชะลอสั่งซื้อกระทบราคาทันที ซึ่งในช่วงนี้ยังเป็นช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิตข้าวเปลือกนาปี ปี 2560/2561 แต่ด้วยเหตุที่รัฐบาลประกาศใช้มาตรการให้ชาวนาเก็บข้าวเปลือกไว้ในยุ้งฉางและให้โรงสีช่วยซื้อรัฐชดเชยดอกเบี้ยจึงทำให้ข้าวไม่ออกมาสู่ตลาด แต่หากรัฐมาตรวจสอบสต๊อกและเปิดเผยผลการตรวจ คนซื้อเห็นตอนนี้ถือว่าเป็นเรื่องน่าคิดอย่างมาก”

ส่วนประเด็นที่ห่วงในด้านซัพพลายข้าวไทยว่าจะมีเพียงพอหรือไม่ ทางโรงสีมองว่าเพียงพอทั้งการส่งออกและบริโภค แต่การปล่อยข่าวว่าราคาแพงไม่มีคำสั่งซื้อ อาจจะทำให้การส่งออกลดลง

ด้าน ร.ต.ท.เจริญมองว่า การตรวจสอบสต๊อกไม่ได้เป็นปัญหากับผู้ส่งออก เพราะปัจจุบันผู้ส่งออกข้าวและผู้ประกอบการโรงสีจะต้องแจ้งปริมาณการถือครองสต๊อกข้าวให้กับกรมการค้าภายในทุกเดือนอยู่แล้ว ส่วนการเปิดเผยตัวเลขสต็อกก็ไม่น่าจะกระทบต่อตลาดข้าวมากนัก และในทางตรงกันข้ามจะส่งผลดีกับการวางแผนการทำตลาด

“เชียร์ให้ตรวจ เพราะจะได้รู้ข้อมูลที่ชัดเจนว่ามีข้าวเปลือกเท่าไร ข้าวสารเท่าไร จากปกติใช้วิธีการคาดการณ์ ซึ่งมักจะไม่ถูกต้อง ส่วนตัวเลขสต๊อกที่เปิดเผยออกมาคงจะกระทบไม่นาน เพราะการทำตลาดหรือการกำหนดราคาเป็นเรื่องของผู้ประกอบการแต่ละคน บางครั้งต้องยอมรับความเสี่ยงนั้น”

ด้วยความร่วมมือของชาวบ้าน วัด และโรงเรียน ในตำบลตะปอนใหญ่ อ.ขลุง จ.จันทบุรี ที่ได้เปิดตลาดประชารัฐ ตลาดวัฒนธรรม “ชุมชนคุณธรรมวัดตะปอนใหญ่” เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2560 โดยมุ่งขยายพื้นที่ตลาดเดิมที่ตั้งอยู่ในบริเวณวัดตะปอนใหญ่ ซึ่งเป็นตลาดโบราณ 270 ปี ของดีบ้านตะปอนใหญ่ ที่เพิ่งเปิดตลาดไปเมื่อเดือนสิงหาคม 2560 ให้ใหญ่ขึ้น จากมีร้านค้า 38 ร้าน เป็น 128 ร้าน ซึ่งจัดเป็นตลาดฮิตติดดาวแห่งหนึ่งสำหรับผู้คนในท้องถิ่นและนักท่องเที่ยวผู้มาเยือน

“นิรุต บำรุงสรวง” กำนันตำบลตะปอน เล่าถึงที่มาของตลาดว่า เกิดจากความคิดท่านพ่อพระครูสาราภินันท์ เจ้าอาวาสวัดตะปอนใหญ่ และเจ้าคณะตำบล รวมทั้งผู้นำหมู่บ้าน 3 หมู่บ้าน ไม่ว่าจะเป็นกำนัน อบต.รวมถึงโรงเรียนวัดตะปอนใหญ่ (เศวตวิทยาคาร) เห็นว่าชุมชนวัดตะปอนใหญ่มีอายุมากกว่า 270 ปี มีมรดกวัฒนธรรมภูมิปัญญาและมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ เคยเป็นเส้นทางเดินทัพพระเจ้าตากไปยังเมืองตราด ควรจัดตั้งเป็นตลาดโบราณ 270 ปี ของดีบ้านตะปอนใหญ่ โดยน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ ทำให้ตลาดชุมชนแห่งนี้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว มีลานวัฒนธรรมที่ส่งเสริม อนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม มีภูมิปัญญาพื้นบ้าน และเป็นตลาดที่เต็มไปด้วยบรรยากาศของมิตรภาพความเอื้อเฟื้อต่อกัน

ด้านการออกแบบตลาดแบ่งเป็นส่วน ๆ เหมาะกับทุกเพศทุกวัย และขยายออกไปบริเวณริมรั้วของวัด สามารถเดินเลือกดูสินค้าได้อย่างต่อเนื่องด้วยระยะทาง 200-300 เมตร มีบริเวณลานวัดให้จอดรถได้อย่างกว้างขวางและปลอดภัย เหมาะกับการจับจ่ายซื้อของ มีการจัดบริเวณที่นั่งพักรับประทานอาหาร หรือพูดคุยกันใต้ร่มไม้ใหญ่บริเวณวัด ซึ่งเหมาะสำหรับผู้สูงอายุ ทางเข้าบริเวณตลาดมีแลนด์มาร์กให้ถ่ายภาพเป็นที่ระลึก บรรยากาศงานครึกครื้นด้วยเสียงประชาสัมพันธ์แนะนำอาหารขนมที่มาจำหน่ายเป็นระยะ ๆ

สำหรับตลาดเปิดทุกวันเสาร์ตั้งแต่เวลา 14.00-18.00 น. และกำหนดให้ร้านค้าขายของซ้ำกันได้ไม่เกิน 2 ร้าน และไม่หยุดติดต่อกันเกิน 2 ครั้ง ไม่เช่นนั้นจะถูกตัดสิทธิ์ โดยทางวัดจะสนับสนุนค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เช่น การสร้างร้านค้า ทำป้ายชื่อ มีอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน (อปพร.) ช่วยจัดระบบจราจรและค่าไฟฟ้า แต่ทุกร้านต้องช่วยกันกำจัดขยะและดูแลความสะอาด มีการบริจาคเงินให้ตามกำลังเดือนละ 30-100 บาท โดยมีค่าใช้จ่ายการบริหารจัดการเดือนละร่วม 10,000 บาท ที่ผ่านมาได้ยืมเงินวัดมาสำรองก่อน ดังนั้นในปี 2561

คณะกรรมการตลาดมีแผนที่จะขยายตลาดออกไปที่ตำบลเกวียนหักที่อยู่พื้นที่ติดกันอีก 10 หมู่บ้าน และอาจจะเริ่มเก็บเงิน 120 บาท/เดือน เพื่อมาเป็นค่าใช้จ่ายและคืนทางวัด

สำหรับ “สมบัติ ประทุม” ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 2 ต.ตะปอน อ.กุมภวาปี จ.จันทบุรี ผู้นำหมู่บ้านที่ร่วมก่อตั้งตลาดโบราณ 270 ปี เล่าว่า การหาพ่อค้าแม่ค้ามาขายขนมอาหาร นอกจากความสมัครใจของชาวบ้านที่ต้องการหารายได้เพิ่มแล้ว ต้องช่วยสร้างสีสันด้วยการเสาะหาขนมสูตรโบราณที่อร่อยขึ้นชื่อของหมู่บ้านมาจำหน่ายด้วย เช่น ขนมถ้วยฟู ขนมตาล ขนมตะไล สูตรคุณยายอายุ 80-105 ปี ซึ่งได้ถ่ายทอดสูตรให้ลูกหลานทำมาขาย และเป็นที่เลื่องลือมาก เพราะรสชาติขนมอร่อย แป้งนุ่ม ไม่เหมือนขนมตามตลาดทั่วไป ขนมเบื้องญวนก็ยังเป็นของโบราณ เจ้าของสูตรมาทำเอง นอกจากนั้นมีของพื้นบ้านที่หายไป เพราะหายากไม่มีคนปลูกและไม่มีคนทำมาขาย เช่น บอนเผาจิ้มน้ำพริกเกลือ แกงส้มบอน แกงส้มใบสันดาน

“ขนมสูตรโบราณที่ลูกหลานทำไม่ได้มุ่งหวังเพื่อจะมาขาย แต่ต้องการให้ตลาดมีสีสัน มีของดี แต่เมื่อมาทำแล้วเขาสนุกชวนกันมาทำในวันหยุด ทำให้ครอบครัวอบอุ่น ไฮไลต์อย่างผักที่นำมาขายก็ขึ้นอยู่ในทุ่งนา ผักเหล่านี้สด ปลอดสารพิษ และมีคุณค่าทางโภชนาการ ช่วยรักษา ป้องกันโรคต่าง ๆ เช่น ดอกไก่เตี้ย กระดอม ใบขลู่ ปรง ผักหนาม ใบตับเกียด ใบสันดาน ชาวบ้านเก็บมาขายได้วันละ 1,000-1,200 บาท หรืออย่างน้อยวันละ 500-600 บาท เป็นรายได้ที่ไม่ต้องหักต้นทุน”

ปัจจุบันตลาดได้รับความนิยมมาก มีอาหาร พืชผักของหายากมาขายราคาไม่แพง และเมื่อจังหวัดเลือกให้เป็นตลาดประชารัฐ ตลาดวัฒนธรรม มีการประชาสัมพันธ์ทางสื่อต่าง ๆ โดยเฉพาะสื่อโซเชียลมีเดียทำให้ตลาดเป็นที่รู้จักมากขึ้น มีนักท่องเที่ยวต่างจังหวัดมาเที่ยว คาดว่าฤดูกาลผลไม้คราวหน้าตลาดน่าจะคึกคักมากขึ้น ชาวบ้านสามารถนำผลไม้ที่มีคุณภาพซึ่งเป็นของสดจากสวนมาขายได้ ลูกค้าจะสามารถซื้อได้ในราคาถูกกว่าตลาดทั่วไป

เปิดตลาดโบราณนอกจากรายได้แล้ว คือความรัก ความสามัคคี การสืบสานอนุรักษ์ของคนในหมู่บ้าน และไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะได้เห็นภาพคนเฒ่าคนแก่วัย 70-80 ปี มาเดินคุยและเลือกซื้อของกัน ดังนั้นการเติบโตอย่างยั่งยืนของตลาดแห่งนี้จึงเป็นเรื่องไม่ไกลนัก

มีคนจำนวนมากที่เริ่มต้นทำธุรกิจโดยอยู่ในรูปของบุคคลคือ ไม่ได้ตั้งเป็นบริษัท พอทำมาหาได้เท่าไรก็เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ก็ดูเป็นสุขสบายดี ทำไมจึงมีคนชอบบอกว่าให้เปลี่ยนไปทำในรูปบริษัทแทน

หากธุรกิจที่ทำนั้นมีรายได้เพิ่มมากขึ้นต่อเนื่องมาตลอดและมีแนวโน้มจะดีขึ้นอีกในอนาคต การทำธุรกิจผ่านบุคคลธรรมดา อาจจะไม่ค่อยตอบโจทย์ ทั้งในแง่ทีมงานที่ต้องขยับขยาย ความน่าเชื่อถือต่อกลุ่มลูกค้า ที่สำคัญคือ อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดานั้นจะสูงขึ้นตามลำดับขั้นของเงินได้ที่เพิ่มสูงขึ้น และอัตราภาษีสูงสุดมีอัตราสูงกว่าอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล นอกจากนี้ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หักค่าใช้จ่ายในลักษณะอัตราเหมาคือ มีเพดานค่าใช้จ่าย หรือหักลดหย่อนได้ในวงเงินที่จำกัด ในขณะที่ ภาษีเงินได้นิติบุคคล หักค่าใช้จ่ายตามจริง (โดยต้องเก็บเอกสารหลักฐานและจัดทำบัญชี) นอกจากนี้ ยังมีเหตุผลในแง่ของการไม่มีระบบบัญชีรองรับการทำธุรกิจของบุคคลธรรมดา ทำให้ขาดข้อมูลเพื่อใช้ในการบริหารจัดการและดำเนินธุรกิจ

ความแตกต่างของการทำธุรกิจโดยอยู่ในรูปบุคคลธรรมดา และบริษัทนั้น มีโดยสังเขปดังต่อไปนี้

บริษัทมีผู้ถือหุ้นอย่างน้อย 3 คน (มีแนวคิดว่าจะแก้กฎหมายให้บริษัทสามารถจัดตั้งได้ โดยเหลือผู้ถือหุ้นเพียง 1 คน ในอนาคต) เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้ทำธุรกิจซึ่งมีจำนวนมากที่ตั้งบริษัทโดยไม่มีผู้ถือหุ้นอื่น นัยว่าเป็นกิจการเจ้าของคนเดียวแต่อยากจัดตั้งในรูปบริษัทจำกัด
อัตราภาษี บุคคลธรรมดา อยู่ในช่วง 5-35% ในขณะที่บริษัท (หากมีทุนไม่เกิน 5 ล้านบาท รายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาท) อัตราภาษี 15-20 % และบริษัทที่ทุนมากกว่า 5 ล้านบาท เสียภาษี 20% (ดูตารางอัตราภาษีประกอบ)

บุคคลธรรมดา หักค่าใช้จ่ายได้ 2 วิธี คือ (1) ตามความจำเป็นและสมควร (ตามจริง) ซึ่งต้องเป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงและเกี่ยวข้องกับการหารายได้ และมีหลักฐานหรือเอกสารค่าใช้จ่ายประกอบ แต่จำกัดเฉพาะเงินได้บางประเภทที่สามารถเลือกหักแบบนี้ได้ และ (2) หักรายจ่ายเป็นการเหมา (ไม่ต้องมีหลักฐานหรือเอกสารค่าใช้จ่ายประกอบ) ส่วนบริษัทหักรายจ่ายตามที่จ่ายไปจริงโดยมีหลักฐานและเอกสารประกอบ มีการบันทึกบัญชีตามระบบบัญชี
หากบุคคลธรรมดาดำเนินธุรกิจขาดทุนยังคงต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา แต่บริษัทเสียภาษีจากกำไรสุทธิจึงไม่ต้องเสียภาษีในปีที่ขาดทุน และนำผลขาดทุนยกไปหักในปีที่มีกำไรได้ไม่เกิน 5 รอบบัญชี

บุคคลไม่ต้องจัดทำบัญชีตามมาตรฐานการบัญชี และไม่ต้องนำส่งงบการเงิน ส่วนบริษัทต้องจัดทำบัญชีและนำส่งงบการเงิน
มีกฎหมายให้สิทธิประโยชน์แก่กิจการที่แปรสภาพจากบุคคลไปเป็นนิติบุคคล โดยยกเว้นภาษีเงินได้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์ที่เกิดจากการโอนทรัพย์สินจากบุคคลไปให้บริษัทที่จัดตั้งขึ้นมารองรับ เช่น โอนอาคาร สิ่งปลูกสร้าง โดยต้องเป็นการโอนทรัพย์สินในช่วงวันที่ 10 สิงหาคม 2560 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2560 เพื่อใช้เป็นทุนจดทะเบียนของบริษัทนั้น และลงรายจ่ายได้ 2 เท่า ในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล โดยนำค่าจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท ค่าทำบัญชี และค่าสอบบัญชี ได้ 5 รอบระยะเวลาบัญชีต่อเนื่องกัน

มีการปรับอัตราค่าใช้จ่ายที่หักเป็นการเหมาสำหรับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับเงินได้ 2 ประเภท คือ เงินได้จากการรับเหมา (เดิมหักได้ 70% เหลือหักได้ 60%) และเงินได้จากการทำธุรกิจ (เดิมหักได้ 65-85% เหลือหักได้ 60%)
การดำเนินธุรกิจในรูปแบบบริษัทจำกัด เป็นการจำกัดความรับผิดของผู้ถือหุ้นตามจำนวนเงินที่ลงหุ้นไว้ ในขณะที่การดำเนินธุรกิจโดยบุคคลธรรมดานั้น ความรับผิดชอบไม่จำกัด และหากมีภาระหนี้สินเกิดขึ้นกับบุคคลธรรมดา จะกระทบต่อทรัพย์สินส่วนบุคคลของผู้นั้นด้วย

การดำเนินธุรกิจในรูปบริษัทนั้น แน่นอนว่าจะต้องมีภาระเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับการดำเนินธุรกิจในรูปแบบบุคคลธรรมดาหรือคนๆ เดียว ได้แก่ การมีภาระความรับผิดชอบเกี่ยวกับพนักงาน การนำส่งเงินภาษีจากเงินเดือน การนำส่งเงินประกันสังคมของพนักงานและส่วนที่บริษัทสมทบ การมีหน้าที่จัดทำบัญชีและนำส่งงบการเงิน เป็นสิ่งที่ตามมาจากการเป็นบริษัท

อย่างไรก็ตาม จะต้องพิจารณาโดยเปรียบเทียบต้นทุนและภาระที่เกิดขึ้นกับประโยชน์ที่ได้รับจากการใช้รูปแบบธุรกิจเป็นบริษัท ไม่ว่าจะเป็นการเสียภาษีในอัตราที่ต่ำลง การเสียภาษีโดยสามารถนำค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงมาหักออกจากรายได้ (เนื่องจากบริษัทเสียภาษีจากฐานกำไรสุทธิ แต่บุคคลธรรมดาเสียภาษีจากฐานเงินได้พึงประเมิน ซึ่งเท่ากับรายได้ – ค่าใช้จ่ายเป็นการเหมา)

และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประโยชน์ที่ผมคิดว่าเป็นข้อแตกต่างที่สำคัญที่ไม่ค่อยมีการพูดถึง คือ การที่เราสามารถจำกัดความรับผิดชอบในหนี้สินที่เกิดขึ้นหากดำเนินธุรกิจในรูปบริษัท ซึ่งผมถือว่าเป็นการกันทรัพย์สินส่วนบุคคลออกจากบริษัท หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งว่า “เป็นการใช้รูปแบบบริษัทเป็นเครื่องมือในการแบ่งขอบเขตความรับผิดชอบและหน้าที่ของธุรกิจ กับหน้าที่ส่วนบุคคล ออกจากกันได้อย่างชัดเจน”

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 13 ม.ค. ที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) พล.ต.ต.ไมตรี ฉิมเฉิด ผบก.ป. สั่งการให้ พ.ต.อ.ภูมินทร์ พุ่มพันธุ์ม่วง ผกก.5 บก.ป, พ.ต.ท.สิทธิเกียรติ ศรีจันทร์ สว.กก.5 บก.ป. และเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการ กก.5 บก.ป. จับกุมตัว นายนัด กตัญญู อายุ 33 ปี อยู่บ้านเลขที่ 67 หมู่ 15 ต.กระโพ อ.ท่าตูม จ.สุรินทร์ ตามหมายจับของศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ที่ จ.48/2558 ลงวันที่ 5 มีนาคม 2558 ข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกง” และน.ส.กาญจนา แก้วยาว อายุ 30 ปี อยู่บ้านเลขที่ 83/9 หมู่ 2 ต.ครน อ.สวี จ.ชุมพร ตามหมายจับศาลจังหวัดไชยา ที่ จ.9/2552 ลงวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2552 ข้อหา “ยักยอกทรัพย์” โดยสามารถจับกุมตัว ผู้ต้องหาทั้งสองรายได้ที่บริเวณหน้าบ้านพักไม่มีเลขที่ สวนปาล์มเค เอส มารีน ม.2 ต.กรูด อ.พุนพิน จ.สุราษฏร์ธานี

สำหรับการจับกุมตัวครั้งนี้สืบเนื่องจากนายนัดและน.ส.กาญจนา ผู้ต้องหาทั้ง 2 รายนี้ ซึ่งเป็นสามีภรรยากันนั้นมีพฤติการณ์ออกตระเวนก่อเหตุฉ้อโกงหลอกลวงชาวบ้านและเกษตรกร ตามพื้นที่ต่างจังหวัด โดยจะอ้างว่ารู้จักกับเจ้าของบริษัทขายปุ๋ย สามารถชื้อปุ๋ยในราคาถูก เมื่อชาวบ้านหลงชื่อก็รวบรวมเงินให้น.ส.กาญจนาเพื่อไปดำเนินการสั่งซื้อ แต่เมื่อได้รับเงินจากชาวบ้านแล้วผู้ต้องหาทั้ง 2 กลับเอาเงินหลบหนีออกนอกพื้นที่ไปและขาดการติดต่อในที่สุด

นอกเหนือจากชาวบ้านและเกษตรกรตามต่างจังหวัดแล้ว 2 สามีภรรยาคู่นี้ ยังมักมีพฤติกรรมหลอกลวงกลุ่มผู้ค้าขายพืชผลทางการเกษตร อีกด้วย โดยอ้างว่ามีพืชผลทางการเกษตรจำนวนมาก สามารถจะนำไปส่งให้พ่อค้าได้ แต่เมื่อผู้ต้องหาได้รับเงินแล้วนั้น กลับไม่นำพืชผลทางการเกษตรมาส่งมอบให้กับผู้เสียหายแต่อย่างใด รวมมูลค่าความเสียหายที่เกิดจากผู้ต้องหาทั้ง 2 รายนี้ประมาณ 4-5 แสนบาท เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงนำกำลังลงพื้นที่สืบหาเบาะแส กระทั่งทราบว่าผู้ต้องหาทั้ง 2 กบดานซ่อนตัวอยู่ในพื้นที่จ.สุราษฏร์ จึงนำกำลังติดตามจับกุมตัวได้ดังกล่าว