‘พายุลูกเห็บ’ กระหน่ำเชียงใหม่เมื่อวันที่ 17 เมษายน ผู้สื่อข่าว

เกิดพายุลมแรงก่อนที่จะมีฝนตกหนัก พร้อมพายุลูกเห็บตกในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะ ต.แม่เหียะ อ.เมือง พื้นที่ อ.หางดง และ อ.สารภี ที่ได้รับรายงานว่ามีลูกเห็บตกเป็นบริเวณกว้าง ซึ่งเจ้าหน้าที่กำลังเร่งออกสำรวจความเสียหายเป็นการด่วนแล้ว

สำหรับพื้นที่ที่พายุลูกเห็บตกหนักมาก ได้แก่ บริเวณตลาดแม่เหียะ และในอุทยานหลวงราชพฤกษ์ อ.เมือง ที่เจ้าหน้าที่สามารถถ่ายภาพได้ในขณะเกิดเหตุ
และในเวลาเพียง 20 นาทีพายุลมแรงและพายุลูกเห็บ พร้อมฝนก็หยุดลง เหลือไว้เพีงร่องรอยเท่านั้น

สัตวแพทย์ชี้ ประชากรเหี้ยพุ่งพรวด ศัตรูธรรมชาติน้อยส่วนใหญ่แก่ตาย

วันที่ 17 เมษายน นายสัตวแพทย์(น.สพ.) อลงกรณ์ มหรรณพ นายสัตวแพทย์อาวุโส กรรมการวิชาการราชบัณฑิตยสภา ให้สัมภาษณ์เรื่องสถานการณ์ตัวเหี้ย ในประเทศไทยว่า คาดว่าเวลานี้ประชากรจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆทั้งในพื้นที่กรุงเทพ และต่างจังหวัดสาเหตุหนึ่งคือ มีอาหาร ซึ่งก็คือ ซากสัตว์ และของเน่าเสียมีปริมาณมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่กรุงเทพ ที่เป็นเขตเมืองแต่มีหลายจุดที่เป็นแหล่งที่อาศัยเดิมของสัตว์ชนิดนี้ เช่น เขตดุสิต สวนสัตว์เขาดิน ทำเนียบรัฐบาล สวนลุมพินี ไม่ค่อยมีเหตุทำอันตรายแก่ตัวเหี้ย เช่น คนล่าไปกิน มีศัตรูโดยธรรมชาติน้อยมาก รวมไปถึงพื้นที่ชานเมือง เช่น บางขุนเทียน และ จังหวัดปริมณฑล คือ สมุทรปราการ สมุทรสาคร และสมุทรสงคราม มีบ่อเลี้ยงปลาจำนวนมาก ตัวเหี้ยมักจะลักลอบเข้าไปกินปลาในบ่อเลี้ยง มีอาหารค่อนข้างอุดมสมบูรณ์

“สาเหตุที่จะทำให้ตัวเหี้ยตายมากที่สุดคือการกัดกันเอง ซึ่งเทียบกับปริมาณที่มีอยู่แล้ว และอัตราการเกิด ซึ่งเหี้ย 1 ตัวจะวางไข่ครั้งละ 20-30 ฟอง ปีละ 1 ครั้ง มีอัตราการรอดตายประมาณ 5 ตัว ถือว่าอัตราการตายน้อยมากเมื่อเทียบกับการเกิด ส่วนใหญ่จะแก่ตายไปเอง ซึ่งเหี้ยจะมีอายุขัยอยู่ที่ 15-20 ปีโดยเฉลี่ย โดยเหี้ยแก่ใกล้ตายนั้นจะไม่ทำอะไรเลย นอนซึม ไม่หาอาหาร ผอมแห้งลงไปเรื่อยๆ แต่เนื่องจากการสะสมไขมันไว้ปริมาณมาก ร่างกายจะดึงไขมันออกมาใช้ที่ละน้อยจนกว่าจะหมด ซึ่งใช้เวลานานนับเดือน”น.สพ.อลงกรณ์ กล่าว

น.สพ.อลงกรณ์ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ที่เคยมีการร้องเรียนกันว่า ประชากรตัวเหี้ยในพื้นที่สวนลุมมีจำนวนมากเกินไป อาจจะทำอันตรายกับประชาชนที่เข้าไปพักผ่อนออกกำลังกายได้ จนทำให้กรุงเทพมหานคร(กทม.)ร่วมกับกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ต้องเข้าไปจับออกมาส่วนหนึ่งแล้วเอาไปปล่อยในป่าแห่งหนึ่งนั้น เข้าใจว่า เวลาผ่านไปจนกระทั่งวันนี้ จำนวนประชากรตัวเหี้ยในสวนลุม กลับมาเหมือนเดิมแล้ว เพราะ 1.มีการขยายพันธุ์อย่างรวดเร็ว 2.ตัวเหี้ยที่อาศัยอยู่พื้นที่ข้างๆสวนลุมเมื่อเห็นว่า ตัวที่อาศัยอยู่เดิมไม่อยู่แล้ว ก็จะเข้ามาอยู่แทน ทำให้ประชากรเหี้ยในสวนลุมตอนนี้ กลับมาเหมือนเดิม

” ตัวเหี้ยแค่มีรูปร่างหน้าตา น่ากลัว และคนก็มักจะจินตนาการไปเองว่ามันจะทำร้าย แต่ความจริงแล้วสัตว์ชนิดนี้ ไม่เคยทำร้ายใครก่อน เมื่อเห็นคนมันพยายามจะหนีด้วยซ้ำ ยกเว้นว่า ใครที่ไปยั่วแหย่มันก่อน อาจจะโดนกัด หรือเอาหางฟาดเอาได้ หากถูกเหี้ยกัดหรือฟาดหางใส่ ต้องรีบล้างแผล ใส่ยาฆ่าเชื้อ และรีบไปหาหมอโดยเร็ว อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาสถิติของคนที่ถูหเหี้ยทำร้ายมีน้อยมาก”น.สพ.อลงกรณ์ กล่าว

จู่ๆ ก็ได้ยินว่า เพื่อนร่วมงานเกิดอาการตัวชาไปครึ่งซีก แขนขาอ่อนแรง ญาติต้องพาไปส่งโรงพยาบาลเป็นการด่วน

นี่เป็นสัญญาณเริ่มต้นของ “โรคหลอดเลือดสมอง” “โรคหลอดเลือดสมอง” เป็นโรคที่เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตของผู้คนทั่วโลกในแต่ละปีสูงเป็น อันดับ 2 ในประชากรที่อายุมากกว่า 60 ปี และเป็น อันดับ 5 ในประชากรที่อายุมากกว่า 15-59 ปี ถือเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญ เนื่องจากมีแนวโน้มผู้ป่วยเพิ่มขึ้นและเสียชีวิตเพิ่มมากขึ้น

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเทศไทยและทั่วโลกกำลังเข้าสู่ภาวะสังคมผู้สูงอายุ จึงต้องตระหนักถึงผลกระทบของโรคนี้ต่อประชากรในประเทศมากยิ่งขึ้น

พญ.ทวีรักษ์ นิธิยานนทกิจ อายุรแพทย์ด้านอายุรกรรมสมองและประสาทวิทยา โรงพยาบาลพระรามเก้า กล่าวว่า โรคหลอดเลือดสมองชนิดสมองขาดเลือด (Ischemic Stroke) เป็นชนิดของหลอดเลือดสมองที่พบได้กว่า 85% ของโรคหลอดเลือดสมองทั้งหมด เกิดจากการอุดตันของหลอดเลือดจนทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ ส่วนใหญ่แล้วมักเกิดร่วมกับภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง

ซึ่งมีสาเหตุมาจากไขมันที่เกาะตามผนังหลอดเลือด จนทำให้เกิดเส้นเลือดตีบแข็ง โดยในปัจจุบันหากผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองแบบขาดเลือดมารับการรักษาภายในเวลา 4 ชั่วโมงครึ่ง สามารถให้ยาละลายลิ่มเลือด เพื่อช่วยให้สมองในบริเวณที่ขาดเลือดกลับมาทำงานได้ตามปกติ

ดังนั้น อาการที่เป็นทันทีทันใดและสังเกตง่ายๆ ในเบื้องต้นตามหลัก FAST ได้แก่ F (Face) ผู้ป่วยจะมีอาการหน้าเบี้ยว หรือปากเบี้ยวด้านใดด้านหนึ่ง หรือผู้ป่วยบางท่านอาจมีอาการระหว่างรับประทานอาหาร เช่น อาหารไหลออกจากปาก หรือน้ำลายไหลออกจากมุมปากด้านใดด้านหนึ่ง ทดสอบง่ายๆ ได้โดยให้ผู้ป่วยลองยิ้ม หรือยิงฟัน

A (Arms) อาการแขนขาอ่อนแรง ผู้ป่วยจะขยับแขนขาด้านใดด้านหนึ่งไม่ได้ โดยอาจจะเป็นเฉพาะขา หรือเป็นทั้งแขนขาซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นด้านเดียวกัน ทดสอบง่ายๆ โดยการให้ผู้ป่วยลองยกแขนขาทั้งสองข้าง ถ้าตกด้านใดด้านหนึ่ง แสดงว่ามีความผิดปกติ

S (Speech) ผู้ป่วยจะมีอาการพูดไม่ชัด พูดอ้อแอ้ เหมือนลิ้นคับปาก หรือบางคนมีอาการพูดไม่ออก หรือฟังคำสั่งไม่รู้เรื่อง ญาติบางคนคิดว่าผู้ป่วยสับสน ทดสอบได้ง่ายๆ ด้วยการให้ผู้ป่วยพูดตามในคำง่ายๆ เช่น กรุงเทพมหานคร หรือชี้ให้ดูปากกา นาฬิกา แล้วถามว่าของสิ่งนั้นเรียกว่าอะไร หรือให้ทำตามคำสั่งง่ายๆ เช่น ชูสองนิ้ว เป็นต้น

และ T (Time) เพราะเวลาเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง รีบนำผู้ป่วยที่สงสัยว่ามีภาวะโรคหลอดเลือดสมองจากการสังเกตหลัก FAST ไปโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดโดยเร็วที่สุด เพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับสมองตามระยะเวลาที่มากขึ้น

ทุกคนสามารถป้องกันโรคหลอดเลือดสมองได้โดยหมั่นตรวจวัดความดันโลหิตอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง หากพบว่ามีความดันโลหิตที่มากกว่า 140/80 mmHg ควรพบแพทย์และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหาร โดยลดอาหารที่มีรสเค็มลง และรับประทานยาลดความดันโลหิตอย่างสม่ำเสมอ ไม่ควรหยุดรับประทานยาลดความดันโลหิตเองโดยที่แพทย์ไม่ได้สั่งให้งด เนื่องจากโรคความดันโลหิตสูงเป็นโรคที่เป็นแล้วมักจะเป็นตลอดชีวิต และไม่ค่อยแสดงอาการ

ควรเข้ารับการตรวจหัวใจด้วยว่ามีความผิดปกติของการเต้นหัวใจหรือไม่ หยุดสูบบุหรี่ งดการดื่มสุรา ในกรณีที่มีน้ำหนักเกินควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อย สัปดาห์ละ 3 ครั้ง ควรเป็นการออกกำลังกายในรูปแบบที่ทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้นกว่าปกติอย่างน้อย 10-20 ครั้ง ต่อนาที ครั้งละครึ่งชั่วโมง

ที่สำคัญคือ ควรตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี เพื่อตรวจวัดระดับน้ำตาลและไขมันในเลือด ถ้าปฏิบัติได้ตามนี้ก็จะสามารถลดความเสี่ยงของการเกิดโรค สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 10 ชวนเกษตรกรที่สนใจ หันมาปลูกโกโก้ หนึ่งในพืชทางเลือกปลูกแซมสวนปาล์มและมะพร้าว ปลูกง่าย โตเร็ว ให้ผลผลิตตั้งแต่อายุ 3 ปี แถมตลาดมีความต้องการสูง ช่วยสร้างรายได้งาม ปีละ 62,000 บาท

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ปัจจุบัน โกโก้ เป็นพืชทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจของเกษตรกรในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งจากการติดตามของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 10 (สศท.10) พบว่า เกษตรกรหันมาปลูกต้นโกโก้เป็นพืชเสริมในสวนปาล์มน้ำมันและสวนมะพร้าว เนื่องจากโกโก้เป็นพืชที่ต้องการร่มเงา นับเป็นการเพิ่มรายได้อีกทางหนึ่งแก่เกษตรกร โดยโกโก้ปลูกได้ทั้งเชิงเดี่ยวและแซมในพืชอื่น หากปลูกในสวนมะพร้าว 1 ไร่ สามารถแซมโกโก้ได้ประมาณ 84 ต้น และในสวนปาล์ม 1 ไร่ สามารถปลูกแซมโกโก้ได้ประมาณ 54 ต้น

สำหรับ โกโก้ เป็นไม้ผลที่เจริญเติบโตเร็ว สามารถให้ผลผลิตได้ตั้งแต่อายุ 3 ปี เมื่อต้นยิ่งมีอายุมาก ยิ่งให้ผลผลิตสูง อีกทั้งเป็นพืชที่ให้ผลผลิตทั้งปี ตลาดมีความต้องการสูง เพราะสามารถป้อนเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมได้มากมาย ทั้งบริโภคเป็นอาหาร ใช้เป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและเครื่องสำอาง ซึ่งนอกจากการปลูกโกโก้เป็นพืชเสริมเพื่อเพิ่มรายได้แล้ว ยังสามารถช่วยเรื่องความสมบูรณ์ของดิน เนื่องจากโกโก้ที่ปลูกมานาน จะมีเศษใบไม้ทับถมเน่าเปื่อยผุพังตามธรรมชาติกลายเป็นอินทรียวัตถุอย่างดี ประกอบกับโกโก้เป็นไม้ใบใหญ่มีใบมากและร่มเงาทึบ บริเวณใต้ต้นจึงไม่มีวัชพืช จึงมีส่วนช่วยให้ไม่ต้องคอยกำจัดวัชพืชในสวนปาล์มและสวนมะพร้าวนั่นเอง

ด้าน นายฉกาจ ฉันทะจิรวัฒน์ ผู้อำนวยการ สศท.10 กล่าวเสริมว่า จากการลงพื้นที่สัมภาษณ์เกษตรกร (คุณนิตย์ ตั่นอนุพันธ์) หนึ่งในเกษตรกรผู้ปลูกโกโก้ ตำบลทองมงคล อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พบว่า คุณนิตย์ได้ปลูกโกโก้แซมในสวนปาล์มน้ำมัน และมะพร้าว รวมกว่า 3,000 ต้น ในเนื้อที่ 55 ไร่ โดยเป็นโกโก้พันธุ์ชุมพร 1 และชุมพร 2 ซึ่งโกโก้จะให้ผลผลิตเร็ว และให้ผลผลิตเต็มที่ในช่วงปีที่ 6

ปัจจุบัน มีเกษตรกรเข้ารวมกลุ่มกับคุณนิตย์ รวม 6 ราย ซึ่งมีโกโก้ที่ให้ผลผลิตแล้วกว่า 6,000 ตัน โดยจะมีบริษัทเอกชนรับซื้อเมล็ดตากแห้ง เพื่อส่งออกในราคา กิโลกรัมละประมาณ 40-50 บาท และขณะนี้กำลังขยายเนื้อที่ปลูกโกโก้เชิงเดี่ยวอีกประมาณ 104 ไร่ โดย 1 ไร่ จะสามารถปลูกโกโก้ได้ 155 ต้น ให้ผลผลิตเมล็ดแห้งเฉลี่ย 7 กิโลกรัม/ต้น/ปี

ทั้งนี้ โกโก้ 1 ไร่ (เชิงเดี่ยว) จะทำรายได้ประมาณ 62,000 บาท ต่อปี มีต้นทุนการปลูกรวมตลอดการเก็บเกี่ยว ควักเมล็ด ใส่ถุงหมัก เฉลี่ยประมาณ 15,500 บาท ให้กำไรเฉลี่ยไร่ละ 46,500 บาท ซึ่งเกษตรกรผู้สนใจสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 10 จังหวัดราชบุรี โทร. 032 337 951 หรือสอบถามได้ที่คุณนิตย์ ตั่นอนุพันธ์ โทร. 061 674 3317 ซึ่งยินดีให้คำปรึกษาแก่เกษตรกรที่สนใจปลูกโกโก้

ดร.ลักษมี ปลั่งแสงมาศ ผู้ว่าการ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และ นางสาววรนัน ภัทรธุวานัน กรรมการบริหารเอเดนฟาร์มและบริษัท เอเดน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ “โครงการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการผลิตผลิตภัณฑ์เวชสำอางชะลอวัยจากเมือกหอยทากอาช่า ผสมสารสกัดสมุนไพรเพื่อการใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์” โดยมี นางสาวปราณี นาคะนาท รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก เป็นสักขีพยาน และ นายสายันต์ ตันพานิช รองผู้ว่าการกลุ่มวิจัยและพัฒนาด้านอุตสาหกรรมชีวภาพ วว. ผู้บริหารและนักวิจัย วว. ร่วมเป็นเกียรติ ในวันอังคารที่ 17 เมษายน 2561 ณ เอเดนฟาร์ม จังหวัดนครนายก

ความร่วมมือของ วว. และ บริษัท เอเดนฯ ดังกล่าว มีระยะเวลาดำเนินงาน 1 ปี โดยมีเป้าหมายของโครงการ ดังนี้ 1.นวัตกรรมการผลิตผลิตภัณฑ์เวชสำอางชะลอวัยจากเมือกหอยทากอาช่าผสมสารสกัดสมุนไพรเพื่อการใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ 2.สามารถเพิ่มมูลค่าการใช้ประโยชน์ของสารธรรมชาติ ได้แก่ เมือกหอยทากและสารสกัดสมุนไพรของประเทศไทย สำหรับต่อยอดอุตสาหกรรมเครื่องสำอางไทยให้ทัดเทียมกับผลิตภัณฑ์ของต่างประเทศ และ 3.เป็นการเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรในการเพาะเลี้ยงหอยทากสายพันธุ์อาช่าในการจำหน่ายทดแทนการทำลายสิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้ จากความอุดมสมบูรณ์ป่าไม้และสภาพอากาศของจังหวัดนครนายก ทำให้มีหอยทากยักษ์สายพันธุ์ Achatina fulica หรือ อาช่า เป็นจำนวนมาก โดยหอยทากได้เกิดการแพร่พันธุ์อย่างรวดเร็ว ตลอดจนกัดกินพืชผลทางการเกษตร สร้างความเสียหายในวงกว้าง (กว่าปีละ 1,000 ล้านบาท ทั่วประเทศ) ดังนั้นเพื่อควบคุมจำนวนหอยทากและเป็นการส่งเสริมอาชีพชุมชน พัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทย เพื่อให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยดำเนินชีวิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 จังหวัดนครนายกจึงได้จัดตั้งวิสาหกิจชุมชนเกษตรยั่งยืนหอยทากอาช่าจังหวัดนครนายก เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาเลี้ยงหอยทากอาช่า เพื่อควบคุมจำนวนหอยทากและนำเมือกหอยทาก ซึ่งมีคุณสมบัติบำรุงผิวพรรณ ชะลอวัย มาใช้ประโยชน์ โดยสารสำคัญในเมือกหอยทากประกอบไปด้วย แอลลันโทอิน ทำหน้าที่สนับสนุนและเร่งการแบ่งเซลล์ และช่วยสมานแผลได้ดี คอลลาเจน อีลาสติน และสารปฏิชีวนะธรรมชาติ ซึ่งมีส่วนช่วยต้านเชื้อจุลินทรีย์ทุกชนิด นอกจากนี้ ยังพบสารไกลโคลิคแอซิดเป็นสารสำคัญในเมือกหอยทาก ซึ่งสามารถแทรกซึมเข้าชั้นผิวหนังได้ดี ตลอดจนเร่งการสังเคราะห์คอลลาเจนในชั้นผิวหนัง

ดังนั้น บริษัท เอเดน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด จึงได้ร่วมวิจัยกับศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมผลิตภัณฑ์สมุนไพร วว. ในการวิจัยและพัฒนาสูตรผลิตภัณฑ์เวชสำอางชะลอวัยจากเมือกหอยทากสายพันธุ์อาช่า โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มรายได้และใช้ประโยชน์จากหอยทากที่มีมากในเขตจังหวัดนครนายก สำหรับการใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์และส่งออกต่างประเทศ ซึ่งจากการทดสอบฤทธิ์ทางชีวภาพของผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้าจากเมือกหอยทากสายพันธุ์อาช่า พบว่ามีฤทธิ์กระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวหนังมนุษย์ได้มากกว่า 96%

และฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนสโดยให้ค่าความเข้มข้นต่ำสุดที่สามารถยับยั้งเอนไซม์ได้ 50% เท่ากับ 0.52 มก/มล. อย่างไรก็ตาม สมุนไพรเป็นที่นิยมในสังคมปัจจุบันเนื่องจากเป็นสารที่มาจากธรรมชาติ อาทิ สารสกัดบัวบก สารสกัดชะเอมเทศ สารสกัดเมล็ดองุ่น ซึ่งสารเหล่านี้มีสรรพคุณในด้านการเพิ่มความกระจ่างใสและชะลอวัยได้เป็นอย่างดี ดังนั้น เพื่อเป็นการต่อยอดผลงานวิจัยดังกล่าว บริษัท เอเดน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด จึงได้ทำการวิจัยต่อยอดในด้านการพัฒนานวัตกรรมการผลิตผลิตภัณฑ์เวชสำอางเพิ่มความกระจ่างใสและชะลอวัยจากเมือกหอยทากอาช่าผสมสารสกัดสมุนไพรเพื่อการใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ดังกล่าว

กรมส่งเสริมสหกรณ์ คัดสหกรณ์การเกษตร เกรด 1-2 รองรับนโยบายปฏิรูปภาคการเกษตรของรัฐบาล พร้อมขับเคลื่อนนโยบายการตลาดนำการผลิต หวังสร้างมูลค่าเพิ่มผลผลิตการเกษตรและสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร ชูสหกรณ์มีศักยภาพเข้มแข็ง 1,573 แห่ง รวบรวมผลผลิตการเกษตร 11 สินค้าหลัก ปริมาณรวม 5.32 ล้านตัน ต่อปี

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ดำเนินการจัดระดับความเข้มแข็งของสหกรณ์เพื่อเป็นกลไกขับเคลื่อนนโยบายปฏิรูปภาคการเกษตรของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ใช้การตลาดมานำการผลิต ซึ่งสหกรณ์ภาคการเกษตรทั่วประเทศ มีจำนวน 4,403 แห่ง เป็นสหกรณ์ที่มีการบริหารจัดการที่ดี มีศักยภาพและมีความเข้มแข็งในการดำเนินธุรกิจ อยู่ในระดับชั้น 1 และ ชั้น 2 จำนวน 3,200 แห่ง แบ่งเป็นสหกรณ์ ชั้น 1 จำนวน 629 แห่ง และสหกรณ์ ชั้น 2 จำนวน 2,648 แห่ง ซึ่งกรมฯ จะดึงศักยภาพสหกรณ์การเกษตร ชั้นที่ 1 และ 2 มาทำหน้าที่รวบรวมผลผลิตการเกษตรและแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มผลผลิตการเกษตรของสมาชิก รวมถึงรวบรวมผลผลิตการเกษตรจากพื้นที่เกษตรแปลงใหญ่ เกษตรปลอดสารพิษ เกษตรผสมผสาน และเกษตรอินทรีย์ ที่หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เข้าไปส่งเสริมให้เกษตรกรดำเนินการด้วย

ปัจจุบัน ศักยภาพของสหกรณ์ในการรวบรวมผลผลิตทางการเกษตรนับว่ามีความพร้อมทั้งในด้านบุคลากร อุปกรณ์และเครื่องมือการตลาด และประสบการณ์ในการดำเนินธุรกิจ โดยจะเน้นสินค้าการเกษตรสำคัญ 11 ชนิด ปริมาณการรวบรวมผลผลิตการเกษตรทั้งหมด 5.32 ล้านตัน ต่อปี ได้แก่

1.ข้าว มีสหกรณ์ 618 แห่ง รวบรวมผลผลิต 1,610,000 ตัน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มีสหกรณ์ 97 แห่ง รวบรวมผลผลิต 1,087,000 ตัน คิดเป็นสัดส่วน 1 ใน 4 ของปริมาณผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทั้งประเทศ

มันสำปะหลัง มีสหกรณ์ 96 แห่ง รวบรวมผลผลิต 576,000 ตัน
ยางพารา มีสหกรณ์ 430 แห่ง รวบรวมผลผลิต 416,000 ตัน
ปาล์มน้ำมัน มีสหกรณ์ 72 แห่ง รวบรวมผลผลิต 968,000 ตัน
ผลไม้ มีสหกรณ์ 55 แห่ง รวบรวมผลผลิต 32,000 ตัน
7.ผัก มีสหกรณ์ 44 แห่ง รวบรวมผลผลิต 3,800 ตัน

8.กาแฟ มีสหกรณ์ 20 แห่ง สามารถเก็บรวบรวมผลผลิต 4,300 ตัน

9.โคเนื้อ มีสหกรณ์ 37 แห่ง รวบรวมผลผลิต 4,000 ตัน 10.โคนม 86 สหกรณ์ รวบรวมผลผลิต 613,200 ตัน

11.สินค้าประมง มีสหกรณ์ 18 แห่ง รวบรวมผลผลิต 10,000 ตัน

นอกจากนี้ ยังมีสหกรณ์ที่มีศักยภาพในการแปรรูปผลผลิตการเกษตรเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มอีก จำนวน 718 แห่ง ปริมาณรวม 1.102 ตัน ต่อปี ได้แก่ 1.สหกรณ์ที่มีโรงสีเพื่อแปรรูปข้าว 133 แห่ง แปรรูปข้าวสาร 120,000 ตัน

2.สหกรณ์แปรรูปโคนมและน้ำนมดิบ 36 แห่ง สามารถแปรรูปนมพร้อมดื่มในรูปนมพาสเจอไรซ์และนม UHT 157,000 ตัน 3.สหกรณ์แปรรูปโคเนื้อและโคขุน 7 แห่ง สามารถแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์โคขุน 4,000 ตัน

สหกรณ์ผลิตน้ำมันปาล์ม 4 แห่ง สามารถแปรรูปปาล์มน้ำมัน 690,000 ตัน
สหกรณ์ยางพารา 430 แห่ง สามารถแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางพารา เป็นยางแผ่นรมควัน ยางอัดก้อนยางแผ่นดิบ ยางคอมปาวด์และยางแท่ง ปริมาณ 100,000 ตัน
6.สหกรณ์กาแฟ 5 แห่ง แปรรูปกาแฟ 4,300 ตัน

7.สหกรณ์แปรรูปผัก ผลไม้ 100 แห่ง ทำหน้าที่คัดเกรดและรักษาคุณภาพผลผลิตผักและผลไม้ ปริมาณ 27,000 ตัน ต่อปี “สหกรณ์ที่มีศักยภาพสามารถแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เพื่อจำหน่ายให้กับผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศจนเป็นที่ยอมรับมีอยู่หลายชนิดสินค้า เช่น ข้าวสารบรรจุถุง ผลิตภัณฑ์นมพร้อมดื่ม เนื้อโคขุน ผลิตภัณฑ์ยางพารา กาแฟสำเร็จรูป 3in1 กล้วยหอมทองปลอดสารเคมี มะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง สินค้าผักปลอดภัย ซึ่งตลาดที่สำคัญในประเทศ ได้แก่ ศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ในจังหวัดต่างๆ ร้านค้าสหกรณ์ ร้านอาหาร โรงแรม 5 ดาว โรงพยาบาล ห้างสรรพสินค้า และห้างโมเดิร์นเทรด เช่น แม็คโคร โลตัส บิ๊กซี และเซ็นทรัล

ซึ่งเป็นคู่ค้าหลักของสหกรณ์การเกษตร สำหรับตลาดต่างประเทศ เช่น อเมริกา จีน ญี่ปุ่น และประเทศในภูมิภาคเอเชีย และในอนาคตจะสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานภายในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อาทิ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมประมง กรมปศุสัตว์ ในการเข้ามาสนับสนุนดูแลเรื่องการผลิตสินค้าการเกษตรของสหกรณ์ให้มีคุณภาพ และเชื่อมโยงกับกระทรวงพาณิชย์ในการจัดหาตลาดมารองรับและเป็นช่องทางในการกระจายผลผลิตการเกษตรของสหกรณ์ไปสู่ผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศได้อย่างทั่วถึงมากยิ่งขึ้น” อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าว

นางทองม้วน ศรีทัดยศ ประธานกกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านหนองล่าม ต.เหล่าบัวบาน อ.เชียงยืน จ.มหาสารคาม กล่าวว่า ภายหลังประกาศราชกิจจานุเบกษาออกมา ถึงมาตรฐานปลาร้า ในเรื่องกลิ่น เรื่องความสะอาด ตรงนี้ทางกลุ่มก็ไม่ได้กังวลอะไร เนื่องจากทางกลุ่มมีการผลิตปลาร้าที่เป็นมาตรฐานอยู่แล้ว อีกทั้งทางกลุ่มฯ ได้มาตรฐาน อย. ทั้ง ปลาร้าหมักตัว ปลาร้าผง ปลาร้าต้มสุก และปลาร้าบอง หรือปลาร้าทรงเครื่องเป็นที่เรียบร้อย เพราะฉะนั้นในเรื่องความสะอาด ลูกค้าไม่ต้องเป็นกังวล ส่วนกรรมวิธีในการผลิต ทางกลุ่มฯ จะใช้ปลาที่นำมาหมักเป็นปลาร้าเป็นปลาน้ำจืดทั่วไป เช่น ปลาขาว ปลาสร้อย ปลากระดี่ ปลานิล เป็นต้น แต่ละเดือนจะใช้ปลาประมาณ 1 ตัน ซึ่งกระบวนการผลิตนั้น รับรองได้ว่าสะอาด ปลอดภัย ไม่มีหนอน ไม่มีพยาธิ อย่างแน่นอน