พิลึกศึกตลาดกลางข้าวสาร ตลาดไท-เจ้าสัวเข้าวินทั้งคู่

ปิดจ็อบ “พาณิชย์” เคาะเลือก “ตลาดไท-เจ้าสัว” ชนะคู่ทำตลาดกลางข้าวสารฯผ่านหลักเกณฑ์ทีโออาร์ให้รายเดียว ทิ้งทวนโค้งสุดท้ายก่อนปรับ ครม.

นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร อธิบดีกรมการค้าภายใน มีหนังสือ พณ. 0401.4/ว1135 เวียนแจ้งไปยังเอกชนที่ชนะการคัดเลือกผู้ดำเนินการตลาดกลางข้าวสารสู่มาตรฐานสากล ทั้ง 2 รายคือ บริษัท ไทย แอ็กโกร เอ็กซ์เชนต์ จำกัด จ.ปทุมธานี (ตลาดไท) และบริษัท ตะวันนา ไนท์บาซาร์ จำกัด (ตลาดต่อยอด AEC หรือตลาดตะวันนา) จ.พระนครศรีอยุธยาจากผู้ที่เสนอตัวเข้าร่วมโครงการนี้ 3 ราย ส่วนอีก 1 รายที่ไม่ได้รับการพิจารณาคัดเลือก คือ บริษัท บูรณากาญจน์ จำกัด จ.สุพรรณบุรี โดยไม่ได้ระบุเหตุผลในการคัดเลือก ทั้งที่ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการคัดเลือกที่กรมการค้าภายในประกาศออกมาว่าจะเลือกเพียง “รายเดียว” เพื่อจัดทำตลาดกลางข้าวสารแห่งแรกของประเทศไทย ซึ่งเป็นที่น่าแปลกใจที่ผลการคัดเลือกออกมาช่วงโค้งสุดท้ายของช่วงที่มีกระแสการปรับเปลี่ยนคณะรัฐมนตรีประยุทธ์ 5

ผู้สื่อข่าวได้พยายามสอบถามไปยังกรมการค้าภาย กระทรวงพาณิชย์ในถึงหลักเกณฑ์การพิจารณาคัดเลือก แต่ยังไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจน ได้รับแจ้งเพียงว่าเป็นผลการพิจารณาของคณะกรรมการ ซึ่งประกาศเชิญชวนผู้ประกอบการที่มีความรู้และมีความเชี่ยวชาญในการบริหารและจัดการอย่างมืออาชีพ เพื่อคัดเลือกผู้ที่มีคุณสมบัติ

“ประเด็นคือต้องชั่งน้ำหนักจะเลือกผู้ประกอบการที่มีซัพพลายเออร์ในมือจำนวนมาก หรือผู้ประกอบการที่มีคนซื้อในมือจึงจะให้ประโยชน์มากกว่ากัน ไม่ใช่เหตุผลว่าผู้ใหญ่เชียร์ใคร”
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่ได้ระบุ 2 ราย ว่าต้องมาทำสัญญาในช่วงเวลาไหน แต่มีสัญญาณว่าผู้ชนะการคัดเลือกอาจไม่พอใจ อาจขออุทธรณ์ผลการพิจารณาอีกรอบ

แหล่งข่าววงการค้าข้าว ตั้งข้อสังเกตถึงความไม่ปกติของการพิจารณาคัดเลือก และสาเหตุความล่าช้า นับตั้งแต่ประกาศหลักเกณฑ์ทีโออาร์เมื่อปลายเดือนมิถุนายน 2560 และกำหนดให้แต่ละรายแสดงวิสัยทัศน์ต่อคณะทำงานเมื่อเดือนกรกฎาคม 2560 และแจ้งว่าจะประกาศผลการคัดเลือกในวันที่24 กรกฎาคม 2560 แต่ก็เลื่อนออกไป

จากนั้น นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมการค้าภายในแจ้งว่า มอบให้คณะกรรมการคัดเลือกซึ่งมีนางสาวสุทัศนีย์ ราชเรืองระบิน รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เป็นประธาน นัดผู้ที่ผ่านการคัดเลือกรอบแรก 2 รายมาเจรจาต่อรองในรอบ 2 แต่ก็มีการเลื่อนนัดหลายครั้ง กระทั่งวันที่ 4 กันยายน 2560 ได้เชิญตัวแทนทั้ง 2 ตลาดเข้ามาแสดงวิสัยทัศน์ในช่วงตุลาคม ซึ่งมีข่าววงในแจ้งว่าตลาดไทชนะ แต่อีกฝั่งไม่ยอมจึงเดินเกมผลักดันให้พิจารณาใหม่

“วงการข้าวมั่นใจว่ากลุ่มตลาดไทจะต้องชนะหากพิจารณาตามหลักเกณฑ์เรื่องความความเชี่ยวชาญในการทำธุรกิจด้านเกษตร และทางกลุ่มนี้มีสายสัมพันธ์ที่ดีกับกลุ่มโรงสี จึงมีความได้เปรียบในทุกด้าน แต่อีกฝ่ายมีผู้ใหญ่สนับสนุนจึงเป็นเรื่องที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกไม่มีใครอยากตอบคำถาม หากถามว่าผู้ที่ชนะการคัดเลือกจะได้สิทธิประโยชน์มากมายเพียงใด ใน

ทีโออาร์ระบุเพียงว่า เอกชนที่ชนะต้องลงทุนเอง รัฐจะช่วยสนับสนุนเรื่องประชาสัมพันธ์ ซึ่งเป็นเรื่องเล็กน้อยมาก แล้วอะไรเป็นแรงจูงใจในการลงแข่งขันกันอย่างเอาเป็นเอาตาย เพราะธุรกิจใหญ่ต้องการเข้ามาครอบงำธุรกิจข้าวหรือ แต่ก็ไม่มีใครยอมให้คำตอบ”

อนึ่ง โครงการนี้เกิดขึ้นหลังจากนางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ ร่วมคณะนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เดินทางเยือนจีน เมื่อเดือนธันวาคม 2559 และได้เยี่ยมชมตลาดกลางข้าวสารในจีน จึงเห็นควรจัดตั้งตลาดกลางข้าวสาร เพราะไทยเป็นผู้ส่งออกข้าวอันดับ 1 ของโลก

ชาวสวนลำไยจำนวน 400 คน จากพื้นที่อำเภอสอยดาว และอำเภอโป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี ชุมนุมที่หน้าบริษัทหงษ์จิ่ว ไท้จง เม๊ายี่ จำกัด ซึ่งเป็นเจ้าของรับซื้อลำไย เพื่อส่งออกจำหน่ายประเทศจีน(ล้งรับซื้อ)เพื่อติดตามทวงเงิน ค่าซื้อ ขายลำไย ที่ล้งฯ ดังกล่าวจ่ายเชคเด้งมูลค่ารวมประมาณกว่า 200 ล้านบาท

ผู้สื่อข่าวมติชนจันทบุรี รายงานว่า เมื่อเวลา 11.30 น.วันนี้ (19 พย.60) ได้มีชาวชาวลำไย จำนวน 400 คนจากพื้นที่หลายตำบล ในอำเภอสอยดาวและ อำเภอโป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี ซึ่งเดือดร้อนเพราะยังไม่ได้รับเงินค่าขายลำไย จากบริษัทหงษ์จิ่ว ไท้จง เม๊ายี่ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทเข้ามาเปิดกิจการรับซื้อผลผลิตลำไย จากกลุ่มชาวสาน โดยใช้วิธี ให้บริวารออกกว้านซื้อลำไย แล้วทางพนักงาน ของบริษัทฯ จ่ายเช็คล่วงหน้า 3เดือน (ให้มีกำหนดรับเงินได้ภายหลัง)

ชาวสวนลำไยที่ขายลำไยให้แก่บริษัทดังกล่าวไปแล้ว เมื่อถึงกำหนดเบิกเงินจากเช็คดังกล่าวไม่ได้เงิน ก็ได้ติดตามทวงถาม มีการเลื่อนกำหนดตลอดมา รวมมูลค่าเงินค่าซื้อลำไย(จ่ายเช็คล่วงหน้า)ประมาณ 200 ล้านบาท
ล่าสุดกลุ่มชาวสวนลำไย ทราบข่าวว่า นายหยิว จือเฉียง หลบหนีออกต่างประเทศ คือนายหยิว กลับไปประเทศจีนนานแล้ว ทั้งนี้ ชาวสวนลำไย ไม่มีเงินจ่ายแรงงาน ค่าปุ๋ย ค่าครองชีพ เดือดร้อนมาก จึงรวมตัวเดินทางมาที่หน้าบริษัทหงษ์จิ่ว ไท้จง เม๊ายี่ จำกัด

ต่อมานายพีรณัฐ รัตนวรโอภาส นายอำเภอโป่งนํ้าร้อน น.อ.นพดล โยธินธนบูรณ์ หน. ชค.2 ดร. รัฐวิทย์ (อิสิวุฒิ) ตั้งเกียรติพชร นายกสมาคมการค้าชายแดนไทย-กัมพูชาจังหวัดจันทบุรี และน.อ.โยธิน ธนะมูล หน.ชค.ทพ. นย.2 เดินทางมาที่ชุมพร้อมเจรจาให้ชาวสวนลำไย ส่งตัวแทนฝ่ายอำเภอละ 10 คน(คือตัวแทนอ.โป่งน้ำร้อน 10 คนและจากอำเภอสอยดาว 10 คน) เข้าร่วมเจรจา

ต่อมาเวลา 15.00 น.วันเดียวกัน ผลที่ประชุม เจ้าหน้าที่ที่ร่วมประชุมจะติดตามการจ่ายเงินทุกอาทิตย์ เพื่อให้บริษัทจ่ายเงินกับชาวสวน นักวิจัย มทร.ธัญบุรี เจ๋ง คว้ารางวัลเหรียญทองและรางวัลพิเศษ INOVA BEST CIVIL ENGINEERING INVENTION ที่โครเอเชีย…ผลงานเครื่องใส่ปุ๋ยแบบแม่นยำในไร่อ้อย

เครื่องใส่ปุ๋ยแบบแม่นยำในไร่อ้อยโดยเทคนิคประมวลผลภาพ (Design and fabrication of Precision Fertilzer in Sugarcane Field using Image Processing Technique) ผลงานล่าสุดของนักวิจัยไทย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เกียรติศักดิ์ แสงประดิษฐ์ นักวิจัยภาควิชาวิศวกรรมเกษตร คณะวิศวกรรมศาสตร์ โดยนายสุริยา วรวงศ์ นักศึกษาระดับปริญญาโท มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี เป็นผู้ช่วยวิจัย คว้ารางวัลเหรียญทองและรางวัลพิเศษ INOVA BEST CIVIL ENGINEERING INVENTION ในงาน INOVA-BUDI UZOR 2017 42nd International Invention Show ณ เมืองโอซีเยก ประเทศโครเอเชีย

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เกียรติศักดิ์ แสงประดิษฐ์ เปิดเผยว่า ประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกน้ำตาลเป็นอันดับสองของโลก รองจากประเทศบราซิล ทั้งนี้ต้นทุนการผลิตอ้อยและน้ำตาลของประเทศไทยมีแนวโน้มสูงขึ้น โดยอ้อยเป็นสินค้าที่อยู่ภายใต้ภาษีข้อตกลง WTO ส่งผลให้ประเทศไทยต้องเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอ้อยและน้ำตาล โดยในการเพิ่มผลผลิตการใส่ปุ๋ยเป็นสิ่งสำคัญ ในการใส่ปุ๋ยของเกษตรกร จะให้ปุ๋ยแบบโรยข้างต้นอ้อยโดยมีการกำหนดการให้ปุ๋ยแบบคงที่ต่อไร่ ในทุกๆ พื้นที่เท่ากันหมด ไม่สามารถปรับอัตราปุ๋ยได้ โดยในปัจจุบันมีงานวิจัยหลากหลายที่ทำการวิจัยเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว เช่น การออกแบบการให้ปุ๋ยติดกับรถไถเดินตามแบบให้ปุ๋ยได้โดยกำหนดที่เฟืองแบบ 3 จุด และได้มีการศึกษาเพื่อการใส่ปุ๋ยอ้อยแบบมีประสิทธิภาพสูงสุดสำหรับเกษตรกร ในประเทศเยอรมันได้นำทฤษฎีการกำหนดการให้ปุ๋ยมาประยุกต์ใช้ในสวนปาล์ม และประเทศมาเลเซียได้นำการให้ปุ๋ยมาประยุกต์ใช้ RFID-BASED มาใช้เช่นเดียวกัน

คณะผู้วิจัยจึงได้นำหลักการดังกล่าว ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีความแม่นยำทางการเกษตร เพื่อเข้ามาช่วยในระบบการจัดการและการให้ปุ๋ยโดยเป้าหมายหลัก คือ การบริหารจัดการการใส่ปุ๋ยโดยใช้ระบบการประมวลผลภาพ (Image Processing) การนำภาพมาประมวลผลหรือคิดคำนวณด้วยคอมพิวเตอร์ นำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์หาข้อมูลเชิงปริมาณ คือ ค่าเปอร์เซ็นต์ความเขียวของพืช จากนั้นนำข้อมูลเชิงปริมาณมาวิเคราะห์และสร้างเป็นระบบ เพื่อใช้ประโยชน์ในด้านการประมวลผล และกำหนดปริมาณการให้ปุ๋ยอ้อย เพื่อเป็นการลดปริมาณปุ๋ยไม่ให้การสูญเสียและมีการลดต้นทุนในการผลิตอ้อย ผู้วิจัยจึงได้ออกแบบและพัฒนาเครื่องใส่ปุ๋ยแบบแม่นยำในไร่อ้อยโดยเทคนิคประมวลผลภาพ

เครื่องใส่ปุ๋ยแบบแม่นยำในไร่อ้อยโดยเทคนิคประมวลผลภาพ เป็นการประยุกต์ด้วยวิศวกรรมเกษตร วิศวกรรมควบคุม วิศวกรรมไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ วิศวกรรมเครื่องกล และการถ่ายภาพเข้าด้วยกัน ในการออกแบบและสร้างเครื่องใส่ปุ๋ยแบบแม่นยำในไร่อ้อย โดยเทคนิคประมวลผลภาพ ประกอบด้วย ชุดไถสิ่วเปิดหน้าดิน ชุดหยอดปุ๋ย ชุดควบคุมระดับปุ๋ย กล้องถ่ายภาพ ชุดประเมินผล

โดยกล้องถ่ายภาพทรงพุ่มของพืชส่งมายังคอมพิวเตอร์ประมวลผล จากนั้นชุดประเมินผลจะส่งไปยังชุดควบคุมระดับปุ๋ยให้เหมาะต่อความต้องการในแต่ละต้นหรือพื้นที่นั้น ซึ่งกล้องจะติดอยู่ด้านหน้ารถแทรกเตอร์และชุดให้ปุ๋ยและชุดควบคุมระดับปุ๋ยจะติดตั้งกับด้านหลังรถแทรกเตอร์ ส่วนชุดคอมพิวเตอร์ประเมินผลจะอยู่ภายในแทรกเตอร์เพื่อให้คนปฏิบัติงานมองเห็นและใช้งานง่าย

นายสุริยา วรวงศ์ นักศึกษาระดับปริญญาโท กล่าวเพิ่มเติมว่า งานวิจัยนี้มีนวัตกรรมที่มุ่งเน้นความแม่นยำในการให้ปุ๋ยเม็ดโดยใช้เทคนิคจากการถ่ายภาพ ซึ่งนวัตกรรมที่เกิดขึ้นจะให้จำนวนปุ๋ยตามขนาดทรงพุ่มของพืชที่เกิดขึ้นจริง คือ ทรงพุ่มเล็กให้ปุ๋ยมาก ทรงพุ่มใหญ่ให้ปุ๋ยน้อย สรุปง่ายๆ คือ ให้ปริมาณปุ๋ยเท่ากับปริมาณความต้องการของพืชนั้นเอง โดยภาพถ่ายที่ถ่ายจะได้นำมาประมวลผลเพื่อหาขนาดทรงพุ่มของพืชและกำหนดปริมาณปุ๋ยจากการเขียนโปรแกรมควบคุมที่ได้มาจากการทดสอบและการทดลอง

นอกเหนือจากนั้นตัวงานวิจัยออกแบบให้มีตัวควบคุมปริมาณปุ๋ยของปุ๋ยชนิดเม็ด โดยผ่านหัวจ่ายเม็ดปุ๋ยที่ควบคุมด้วยชุดไฮดรอลิกค์ใช้จ่ายเม็ดปุ๋ยตามจำนวนที่ได้จากชุดประมวลผล และที่สำคัญไปกว่านั้นเครื่องใส่ปุ๋ยแบบแม่นยำในไร่อ้อยโดยเทคนิคการประมวลภาพสามารถนำไปติดตั้งกับรถแทรกเตอร์ที่มีอยู่แล้ว เพื่อใช้ประโยชน์ในด้านการประมวลผล และกำหนดปริมาณการใส่ปุ๋ย ที่เหมาะสมกับอ้อยในช่วงระยะเวลาที่เหมาะสม เพื่อเป็นการลดปริมาณปุ๋ยไม่ให้การสูญเสียและเป็นการลดต้นทุนในการผลิตอ้อยสดจึงได้มีการออกแบบและพัฒนาเครื่องใส่ปุ๋ยแบบควบคุมปริมาณให้ปุ๋ยสำหรับอ้อย

การใส่ปุ๋ยเม็ดนั้นมีความจำเป็นและใช้งานเป็นจำนวนมาก แต่ยังมีความสามารถในการทำงานไม่เต็มประสิทธิภาพ หรือให้ปุ๋ยมากหรือน้อยกว่าความต้องการของพืชในพื้นที่นั้นๆ ซึ่งในความเป็นจริงในพื้นที่นั้นมีแร่ธาตุในดินไม่เท่ากันฉะนั้นการให้ปุ๋ยต้องมีความแม่นยำ ดังนั้นการใช้ในเชิงพาณิชย์นั้นมีโอกาสสูงที่จะมีความต้องการจำนวนมาก ซึ่งทางนักวิจัยได้ร่วมกับ บริษัท เอกชน ในไทย เพื่อพัฒนาและผลิตให้เข้าสู่ท้องตลาดต่อไป เกษตรกรท่านใดสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เกียรติศักดิ์ แสงประดิษฐ์

“เจ้าสัวเจริญ” โดดลุย “โดรน”ธุรกิจเครื่องบินอากาศยานไร้คนขับ ใช้ “ทีซีซี เทคโนโลยี”ผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานทางไอทีธุรกิจในเครือเป็นหัวหอก แง้มแผนลงทุนจากธุรกิจการเกษตร-โลจิสติกส์มุ่งบินโดรนเข้าสู่ธุรกิจบริการ

นายอรุณวิชย์ วัฒนาพัฒน์กิตติ community creator สำนักงานดรีมออฟฟิศจาก C ASEAN ในเครือไทยเบฟกล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ในวันที่ 23 พฤศจิกายนนี้จะมีการเปิดตัว โครงการ DATA THON 2 “Drone as a Service”ซึ่งเป็นโครงการพัฒนาเทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับ หรือโดรน (drone) สู่การให้บริการเชิงพาณิชย์ โดยบริษัท ทีซีซี เทคโนโลยี จำกัด ดำเนินการร่วมกับพันธมิตรหลายฝ่าย อาทิ C ASEAN (บริษัท ซี เอ ซี)-เขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย (ซอฟต์แวร์ปาร์ก)-สำนักงานพัฒนานวัตกรรมแห่งชาติ และยังมีพันธมิตรจากกลุ่มสมาชิกประเทศอาเซียน เช่น กระทรวงวิทยาศาสตร์จาก สปป.ลาว เข้าร่วมด้วย

ทั้งนี้ภายในงานครั้งนี้จะมีการจัดสัมมนาในหัวข้อ Moving Forward with Drone หลังจากนั้นระหว่างวันที่ 30 พฤศจิกายน-2 ธันวาคม จะมีการจัดกิจกรรมแคมป์สำหรับนักศึกษาและบุคคลทั่วไป รวม 8 กลุ่ม (40 คน) ขึ้นที่ C ASEAN เพื่อฝึกอบรมและเข้าร่วมการทดสอบการใช้ “ระบบคราวน์” เชื่อมต่อกับ “โดรน” เพื่อประมวลผลข้อมูลและจะมีการประกวดชิ้นงาน โดยผู้ชนะเลิศจะได้รับรางวัลเงินสดสูงสุด 100,000 บาทด้วย

“เทคโนโลยีโดรนเป็นเทคโนโลยีที่กำลังเป็นกระแสมาแรงทั่วโลกขณะนี้ ทางทีซีซี เทคฯ เล็งเห็นถึงศักยภาพและโอกาสในการลงทุน เพราะปัจจุบันไทยได้เริ่มใช้เทคโนโลยีโดรนมากขึ้น แต่ใช้ในการถ่ายภาพเท่านั้น ทั้งที่จริง ๆ แล้วเทคโนโลยีนี้มีการพัฒนาอย่างกว้างขวางและสามารถนำไปใช้ในด้านอื่น ทีซีซี เทคฯ มองถึงก้าวต่อไปของการลงทุนเพิ่มแน่นอน โดยเฉพาะการพัฒนาเพื่อนำไปใช้ในอุตสาหกรรมด้านการเกษตร ด้านการขนส่งและโลจิสติกส์ และด้านการสำรวจพื้นที่ต่าง ๆ ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยด้วย

ซึ่งในการสัมมนาและกิจกรรมเปิดตัวโครงการนี้จะมีการทดสอบการใช้ระบบคราวน์มาใช้ในการประมวลผลเก็บข้อมูลที่ได้จากโดรนแบบออนไลน์ จากปกติที่ประเทศไทยจะใช้ระบบออฟไลน์ถ่ายภาพเก็บข้อมูล หากพัฒนาระบบนี้มาเชื่อมโยงจะทำให้เรามีข้อมูล bigdata ที่จะสามารถนำไปเป็นประโยชน์ต่อยอดด้านอื่น ๆ ด้วย โดยทางทีซีซีฯก็มีบริษัทลูกที่ทำธุรกิจโดรนอยู่แล้วภายใต้ชื่อ บริษัท ยู เอ วี” นายอรุณวิชย์กล่าว

ด้านนางสาวนันทัชพร จิระวิชชาสกุล community creator ผู้รับผิดชอบโครงการ DATA THON 1 ระบุว่า โครงการนี้จะเป็นการเปลี่ยนโจทย์จากเดิม โดยดาต้าตรอน เฟส 1 จะเน้นเรื่องเทคโนโลยีด้านเกษตรและอาหาร แต่ที่ปรับโจทย์มาเป็น “โดรน” ก็เพื่อต่อยอดสู่การบริการ เพราะปัจจุบันตลาดโดรนในไทยปีนี้มีโอกาสจะขยายตัวเป็นมูลค่า 800-1,000 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่มีมูลค่าประมาณ 600 ล้านบาท และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นเป็น 1,200 ล้านบาทในปี 2561 แต่ผู้ประกอบการไทยนิยมใช้เทคโนโลยีนี้ไปเพื่อการถ่ายภาพ คิดเป็นสัดส่วน 40% และอีก 30% ใช้เพื่องานอดิเรก “ทางทีซีซีฯมองว่าเทคโนโลยีโดรนสามารถต่อยอดไปใช้ด้านอื่น ๆ ได้อีกมาก” น.ส.นันทัชพรกล่าว

เบื้องหลังคือ ไทยเบฟ

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” ตรวจสอบพบว่า modernmagazin.com บริษัททีซีซี เทคโนโลยี เป็นบริษัทลูกของกลุ่มไทยเบฟ ทำธุรกิจศูนย์บริการข้อมูล (data center) และระบบคราวน์ ก่อตั้งขึ้นมานับตั้งแต่วันที่ 7 สิงหาคม 2544 มีทุนจดทะเบียน 430 ล้านบาท เพื่อให้บริการข้อมูลสารสนเทศ บริการโครงสร้างพื้นฐานระบบสารสนเทศ โดยมีกรรมการประกอบด้วย นายชัยยุทธ ปิลันธน์โอวาท หรือ นายอัศวิน เตชะเจริญวิกุล หรือนายปณต สิริวัฒนภักดี หรือนายโฆษิต สุขสิงห์ หรือนางนิดดา ธีระวัฒนชัย หรือนายวรดิษฐ์ วิญญรัตน์ ซึ่งถือเป็นคีย์แมนคนสำคัญของบริษัทนี้ ส่วนกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทนี้ประกอบไปด้วย บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) ถือหุ้นในสัดส่วน 51% และบริษัททีซีซี แอสเซ็ทส์ (ประเทศไทย) ถือหุ้น 49%

ส่วน C ASEAN จดทะเบียนในนามบริษัท ซี เอ ซี จำกัด ก่อตั้งเมื่อวันที่ 29 เมษายน 2556 เป็นกิจการขนาดใหญ่ที่มีทุนจดทะเบียน 30 ล้านบาท ประกอบธุรกิจเพื่อบริการอื่น ๆ เพื่อสนับสนุนธุรกิจซึ่งมิได้มีการจัดประเภทไว้ในที่อื่น การบริการที่สนับสนุนการศึกษา โดยมีนายวิเชฐ ตันติวานิช และ ดร.การดี เลียวไพโรจน์ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจ ส่วนรายชื่อกรรมการทั้งหมดประกอบด้วย นายฐาปน สิริวัฒนภักดี, นายพลภัทร สุวรรณศร, นายวิเชฐ ตันติวานิช, นายโฆษิต สุขสิงห์, นายเอกพล ณ สงขลา และ ดร.การดี เลียวไพโรจน์ ผู้ถือหุ้นใหญ่ 99.99% คือ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) รองลงมาคือ บริษัท ทศภาค จำกัด ถือหุ้น 0.0003% และบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด ถือหุ้น 0.0003%

ตลาดโลก 4.54 ล้านล้านบาท

สำหรับมูลค่าตลาดโดรนนั้น บริษัทไพร้ซวอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส คอนซัลติ้ง (PwC Consulting) ได้ประเมินมูลค่าว่า ในปี 2563 มูลค่าตลาดโดรนทั่วโลกจะอยู่ที่ 127,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 4.54 ล้านล้านบาท จากปัจจุบันมูลค่าตลาดอยู่ที่ 2,000 ล้านเหรียญหรือประมาณ 72,000 ล้านบาท พร้อมระบุ “โดรน” จะมีอิทธิพลต่อหลาย ๆ อุตสาหกรรมมากขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากสามารถทำงานแทนแรงงานมนุษย์ได้และมีคุณสมบัติเด่นคือ สามารถรายงานผลกลับได้อย่าง “เรียลไทม์” มีความปลอดภัยสูงและต้นทุนต่ำ

ทั้งนี้ 3 อุตสาหกรรมหลักที่โดรนจะเข้ามามีบทบาทสูง ได้แก่ 1)อุตสาหกรรมโครงสร้างพื้นฐาน (infrastructure) คาดว่าจะมีมูลค่าตลาดโดรนสูงที่สุดถึง 45,200 ล้านเหรียญ หรือราว 1.62 ล้านล้านบาท ภายในปี 2563 โดยจะใช้โดรนเพื่อสำรวจพื้นที่เพื่อข้อมูลเชิงลึกสำหรับการตัดสินใจลงทุน ซ่อมบำรุง หรือแม้แต่สำรวจสินค้าคงคลัง 2)อุตสาหกรรมการเกษตร (agriculture) คาดว่าในปี 2563 จะมีมูลค่าตลาดโดรน 32,400 ล้านเหรียญ หรือ 1.16 ล้านล้านบาท โดยจะใช้เพื่อสำรวจพื้นที่เก็บข้อมูลทำแผนที่ 3 มิติ วิเคราะห์ดินและหว่านเมล็ด และ 3)อุตสาหกรรมคมนาคมขนส่ง (transport) คาดว่าจะมีมูลค่าตลาด 13,000 ล้านเหรียญ หรือ 465,000 ล้านบาท โดยใช้ขนส่งสินค้าให้เข้าถึงพื้นที่ได้คล่องตัวขึ้นและต้นทุนต่ำ

ส่วนการกำกับดูแลการใช้โดรนของประเทศไทยนั้น ทางกระทรวงคมนาคมได้ออกประกาศหลักเกณฑ์การขออนุญาตและเงื่อนไขในการบังคับหรือปล่อยอากาศยานซึ่งไม่มีนักบินประเภทอากาศยานที่ควบคุมการบินจากภายนอก พ.ศ. 2558 ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดูในการจัดระเบียบเพื่อความปลอดภัยที่จะทำให้ตลาดโดรนในเมืองไทยขยายตัวได้อย่างรวดเร็ว

และล่าสุดในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้มีมติ (11 ต.ค. 2560) ให้ผู้ครอบครอง “โดรน” ต้องขึ้นทะเบียนกับ กสทช.ก่อนใช้งาน ฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ “ตั้งแต่มีการประกาศให้ขึ้นทะเบียน ตั้งแต่วันที่ 12 ต.ค.จนถึงวันที่ 14 พ.ย. 2560 มีผู้ขึ้นทะเบียนกับสำนักงาน กสทช.แล้ว 4,703 ลำ แบ่งเป็นขึ้นทะเบียน ณ ส่วนกลาง 1,980 ลำ ส่วนภูมิภาคขึ้นทะเบียน 2,723 ลำ แต่ตัวเลขนี้ยังไม่ได้รวมข้อมูลผู้ที่ไปขึ้นทะเบียนกับสถานีตำรวจทั่วประเทศ ซึ่งกำลังรวบรวมข้อมูลเพื่อส่งกลับมาที่ กสทช.อยู่” นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช.กล่าว (หน้า 1, 13)