พี่จำลองชวนให้ผมชิมลูกชิ้นหมูสับผสมเห็ดตับเต่าแห้งที่แช่น้ำ

จนนุ่มหั่นชิ้นเล็กเคล้าผสมในเนื้อลูกชิ้น มันให้เนื้อสัมผัสกรุบกรอบคล้ายๆ เวลาเรากินลูกชิ้นปลาหมึกนะครับส่วนยำเห็ดตับเต่าแห้งแช่น้ำนั้น มีทั้งแบบน้ำยำซีฟู้ด และแบบน้ำพริกเผา ต้องบอกว่า สำหรับคนชอบกินเห็ดตับเต่าสดแบบผม รสและกลิ่นดินๆ อันเป็นเอกลักษณ์ของเห็ดชนิดนี้ยังคงมีอยู่ครบถ้วนในเห็ดแห้งที่ชาวบ้านทำนะครับ

สำหรับเห็ดตับเต่ายอดนิยม ที่พี่จำลองบอกให้ผมไปชิมในปิ่นโตเถาหนึ่งของชาวบ้าน คือเห็ดตับเต่าผัดพริกใบโหระพา นับเป็นกับข้าวมังสวิรัติที่อร่อยทีเดียว ด้วยความกรุบกรอบและรสชาติหวาน หอม ของเนื้อเห็ด

ใครอยากแวะมาซื้อหาเห็ดตับเต่าไปทำกิน ลองติดต่อสอบถามพี่จำลองโดยตรงได้เลยนะครับ ที่เบอร์โทรศัพท์ (086) 347-7812

พี่สาวผู้เป็นเจ้าหน้าที่ สกว.ท่านหนึ่งบอกว่า เห็ดตับเต่าที่ดูว่ามีมากมายนี้ จะไม่สามารถผุดงอกได้เลย ถ้าพื้นที่และแหล่งน้ำถูกปนเปื้อนด้วยสารเคมีพิษจนเกินค่ามาตรฐาน และนั่นเป็นเหตุหนึ่งที่ทาง สกว. สนับสนุนทุนวิจัยนี้

ผลวิจัยซึ่งหวังกันว่า จะค่อยๆ เบนเข็มจากเป้าหมายแรกๆ คือตัวผลิตภัณฑ์เห็ดตับเต่า พุ่งเป้าต่อไปยังความปรารถนาฟื้นฟูสภาพอันบริบูรณ์ของพื้นที่ลุ่มด้านทิศใต้ของเกาะเมืองพระนครศรีอยุธยา อันเชื่อมต่อกับนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่

เริ่มแรก อาจจะเพื่อรายได้จากการขายเห็ด แต่ต่อไปจะคือคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น จากการหวนคืนกลับมาของสภาวะแวดล้อม ซึ่งเกือบทั้งหมดนี้จำต้องได้รับความร่วมมือจากผู้อยู่อาศัย คือชาวบ้านสามเรือนเอง

นอกจากความช่วยเหลือด้านวิชาการจากมหาวิทยาลัย ซึ่งก็เริ่มเห็นเค้าความเป็นไปได้บ้างแล้ว จากความกระตือรือร้นจัดตั้งกลุ่มอนุรักษ์คลองโพธิ์ขึ้นมาตรวจวัดคุณภาพน้ำตั้งแต่เมื่อสามปีที่แล้ว ส่งผลให้มลภาวะของแหล่งน้ำเริ่มคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น

ในโลกนี้ มีอะไรที่ “เพิ่งเกิด” อยู่ตลอดเวลา ทั้งประเพณีพิธีกรรมที่เพิ่งสร้าง เพื่อผลในการอยู่รอดบางประการ ไหนจะระเบียบวินัยที่เพิ่งกำหนดกันขึ้นมา เพื่อรับมือกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปจากเดิม นับประสาอะไรเล่ากับอาหารที่ “เพิ่งกิน” มาชั่วเพียงแค่ไม่ถึง 50 ปี อย่างเห็ดตับเต่าของชาวบ้านสามเรือน อย่างไรก็ดี ความเก่าแก่สืบเนื่องอาจไม่สำคัญเท่ากับวัฒนธรรมใหม่ที่กำหนดกรอบเกณฑ์และความยืดหยุ่นต่อสิ่งซึ่งเพิ่งอุบัติขึ้น

เพราะเราและลูกหลานของเราจำต้องมีชีวิตอยู่ต่อไปกับสิ่งที่เราต่างกำหนดขึ้นนี้ และมันควรจะเป็นชีวิตที่ดีครับ…‘สมุนไพร-เห็ดฟาง-พืชผักปลอดภัย’ พืชทางเลือกสร้างรายได้ ของเกษตรกรฉะเชิงเทราพืชทางเลือกสร้างรายได้ ของเกษตรกรฉะเชิงเทรา

นายฉันทานนท์ วรรณเขจร รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า สินค้าเกษตรสำคัญที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงสุดของจังหวัดฉะเชิงเทรา (TOP 4) ได้แก่ ข้าวนาปี มะม่วงน้ำดอกไม้ กุ้งขาวแวนนาไม และปลากะพง โดยพบว่า เกษตรกรได้ผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) จากการผลิต ข้าวนาปี ในพื้นที่มีความเหมาะสมมาก (S1) และปานกลาง (S2) เฉลี่ย 1,822 บาท/ไร่ ส่วนพื้นที่มีความเหมาะสมน้อย (S3) และไม่เหมาะสม (N) เกษตรกรได้ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 1,444 บาท/ไร่ มะม่วงน้ำดอกไม้ ให้ผลตอบแทนสุทธิ 13,738 บาท/ไร่ กุ้งขาวแวนนาไม มีผลตอบแทนสุทธิ 17,711 บาท/ไร่ และปลากะพง มีผลตอบแทนสุทธิ 63,519 บาท/ไร่ ทั้งนี้ ในส่วนของมะม่วง น้ำดอกไม้ กุ้งขาวแวนนาไม และปลากะพง ไม่ได้แยกพื้นที่ความเหมาะสม

จากการเปรียบเทียบผลตอบแทนสุทธิการผลิตในพื้นที่เหมาะสม (S1/S2) และพื้นที่ไม่เหมาะสม (S3/N) สำหรับการปลูกข้าว เพื่อนำมาวิเคราะห์เป็นแนวทางเชิงนโยบายและมาตรการในการสนับสนุนการบริหารจัดการสินค้าเกษตรตามแนวทางบริหารจัดการพื้นที่ตามแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก (Agri – Map) ในจังหวัดฉะเชิงเทรา พบว่า พื้นที่มีความเหมาะสม (S1/S2) สำหรับปลูกข้าว มีจำนวน 1,169,706 ไร่ และพื้นที่ไม่เหมาะสม (S3/N) สำหรับปลูกข้าว จำนวน 130,056 ไร่ สำหรับสินค้าทางเลือกเพื่อปรับเปลี่ยนนาข้าวในพื้นที่ไม่เหมาะสม (S3/N) เกษตรกรสามารถเลือกปลูกพืชชนิดอื่นๆ เพื่อเสริมรายได้ในครัวเรือน เป็นพืชที่ใช้น้ำน้อย และมีตลาดรองรับแน่นอน ซึ่งได้แก่

พืชสมุนไพร/เครื่องเทศ อาทิ ข่า ต้นทุนการผลิต 11,949 บาท/ไร่ ผลตอบแทน 46,278 บาท/ไร่ คิดเป็นผลตอบแทนสุทธิ 34,329 บาท/ไร่ ตะไคร้ ต้นทุนการผลิต 9,281 บาท/ไร่ ผลตอบแทน 20,868 บาท/ไร่ คิดเป็นผลตอบแทนสุทธิ 11,586 บาท/ไร่ ซึ่งผลผลิตเป็นที่ต้องการของตลาดอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมเครื่องเทศปรุงรสอาหาร หรือตลาดบริโภคในจังหวัดและนอกจังหวัด จะมีพ่อค้าเข้ารับซื้อถึงในแหล่งผลิต ทำให้ลดต้นทุนการขนส่งอีกด้วย

การเพาะเห็ดฟางในโรงเรือนระบบปิด ต้นทุนการผลิต 266,223 บาท/ไร่/ปี ผลตอบแทน 346,752 บาท/ไร่/ปี คิดเป็นผลตอบแทนสุทธิ 80,528 บาท/ไร่/ปี (1 ไร่ สามารถปลูกโรงเรือนได้ 6-7 โรง) สามารถเก็บขายเมื่ออายุได้ 15 วัน และพ่อค้าเข้ารับซื้อถึงแหล่งผลิต

พืชผักปลอดภัย (กางมุ้ง) อาทิ ผักกวางตุ้ง มีต้นทุนการผลิต 9,246 บาท/ไร่/ปี ผลตอบแทน 27,328 บาท/ไร่/ปี คิดเป็นผลตอบแทนสุทธิ 18,081 บาท/ไร่/ปี ผักคะน้า มีต้นทุนการผลิต 10,225 บาท/ไร่/ปี ผลตอบแทน 29,342 บาท/ไร่/ปี คิดเป็นผลตอบแทนสุทธิ 19,117 บาท/ไร่/ปี โดยเกษตรกรสามารถควบคุมการผลิต ลดปัญหาสินค้าล้นตลาด โดยเฉลี่ยของผักประมาณ 45 วัน/รุ่น สามารถเก็บจำหน่ายได้แล้ว และเป็นที่ต้องการของตลาดโดยเฉพาะกลุ่มคนรักสุขภาพอีกด้วย

ทั้งนี้ หากเกษตรกรต้องการปรับเปลี่ยนการผลิต ควรวางแผนการผลิต ศึกษาต้นทุนและผลตอบแทน ระยะการปลูกหรือเลี้ยง จนกระทั่งเก็บเกี่ยว โดยมีข้อมูลสนับสนุนความต้องการของตลาด โดยเกษตรกร หรือท่านที่สนใจข้อมูลสินค้าทางเลือกในพื้นที่ หรือข้อมูลด้านเศรษฐกิจการเกษตรที่สำคัญ สามารถสอบถามได้ที่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 6 โทร. (038) 351-398 หรือ zone6@oae.go.th

นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงแนวทางบริหารจัดการพื้นที่ตามแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก (Agri – Map) ในพื้นที่จังหวัดสระบุรี พบว่า จังหวัดสระบุรี มีพื้นที่มีความเหมาะสมมาก (S1) และปานกลาง (S2) สำหรับการปลูกข้าว รวม 517,872 ไร่ และมีพื้นที่มีความเหมาะสมน้อย (S3) และไม่เหมาะสม (N) สำหรับการปลูกข้าว รวม 26,904 ไร่ (ร้อยละ 5 ของพื้นที่ปลูกข้าวในจังหวัด) ซึ่งในพื้นที่ไม่เหมาะสม 26,904 ไร่ ดังกล่าว มีความเหมาะสมสำหรับปลูกพืชไร่ประมาณ 12,000 ไร่ โดยส่วนใหญ่อยู่ในเขตอำเภอแก่งคอย อำเภอเมือง อำเภอพระพุทธบาท และอำเภอหนองแค ที่สามารถปลูกได้ทั้ง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง และอ้อยโรงงาน

หากมองสถานการณ์ปัจจุบัน จังหวัดสระบุรี เป็นแหล่งเลี้ยงโคนมอันดับ 1 ของประเทศ พืชอาหารสัตว์จึงมีความจำเป็นอย่างมาก โดยข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นพืชที่มีความโดดเด่น เนื่องจากด้านอุตสาหกรรมอาหารสัตว์มีความต้องการสูง และราคาอยู่ในเกณฑ์ดี อีกทั้งนโยบายรัฐ มีโครงการส่งเสริมและสนับสนุนการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังฤดูกาลทำนา โดยข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มีต้นทุนการผลิตอยู่ระหว่าง 4,400-4,600 บาท/ไร่ ให้ผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) อยู่ระหว่าง 2,000-2,300 บาท/ไร่ แต่หากเกษตรกรปลูกพืชอาหารสัตว์ควบคู่กับการทำฟาร์มปศุสัตว์

เพื่อลดต้นทุนการผลิต พบว่า ข้าวโพดสดพร้อมฝัก ให้ผลตอบแทนสูงกว่าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในรูปเมล็ด จะมีต้นทุนการผลิต 5,636 บาท/ไร่ ให้ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 4,764 บาท/ไร่ ทั้งนี้ เกษตรกรสามารถปลูกได้ 3 รอบ/ปี กรณีมีแหล่งน้ำ ซึ่งคิดแล้วเกษตรกรจะได้ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 14,292 บาท/ไร่/ปี อย่างไรก็ตาม หากมีการรวมกลุ่มปลูก และมีเทคโนโลยีเครื่องจักรเพื่อให้บริการในการเก็บเกี่ยวและจำหน่ายในรูปข้าวโพดหมัก จะช่วยเพิ่มมูลค่าสร้างรายได้ได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งเกษตรกรจะต้องมีการวางแผนการผลิตและการตลาดให้ผลผลิตออกเป็นรุ่นอย่างต่อเนื่องควบคู่ไปด้วย เพื่อให้เพียงพอกับความต้องการของผู้รับซื้ออย่างสม่ำเสมอ

นอกจากนี้ การปรับเปลี่ยนการผลิตและพัฒนาพื้นที่ ยังมีสินค้าทางเลือกและกิจกรรมเสริมที่น่าสนใจ อาทิ กล้วยหอม มีต้นทุนการผลิต 16,773 บาท/ไร่ ผลตอบแทนสุทธิ 19,705 บาท/ไร่ ซึ่งหากผลิตให้ออกตรงความต้องการของตลาดในช่วงเทศกาลต่างๆ เกษตรกรจะได้รับกำไรสูงกว่าช่วงปกติ และยังนำไปแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าได้อีกด้วย เช่น เค้กกล้วยหอม เป็นต้น ผักหวานป่า เป็นผักพื้นบ้านมีชื่อเสียงของจังหวัดเป็นผักที่ปลอดภัยจากสารพิษโดยธรรมชาติ เป็น “ผักสุขภาพ” ที่ผู้บริโภคมีความต้องการ มีต้นทุนการผลิต เฉลี่ย 65,720 บาท/ไร่ ผลตอบแทนสุทธิ เฉลี่ย 84,280 บาท/ไร่ ไก่พื้นเมือง ต้นทุนการผลิต เฉลี่ย 90 บาท/ตัว ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 55 บาท/ตัว เป็นสัตว์เศรษฐกิจสำคัญในชุมชนเลี้ยงไว้เพื่อการบริโภคภายในครัวเรือน และเป็นอาชีพเสริมที่สร้างรายได้ตลอดทั้งปี แถมมีราคาสูงมากขึ้นในช่วงเทศกาล

ด้าน นายชีวิต เม่งเอียด ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 7 (สศท.7) กล่าวเสริมว่า นอกจากสินค้าทางเลือกข้างต้นแล้ว เกษตรกรยังสามารถปรับเปลี่ยนสำหรับปลูกพืชสมุนไพร ซึ่งเป็นพืชใช้น้ำน้อย ตลาดมีแนวโน้มความต้องการเพิ่มมากขึ้น ประกอบกับจังหวัดสระบุรี มีโรงงานผลิตยาสมุนไพรและโรงพยาบาลภาครัฐที่รับซื้อสมุนไพรเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตยา

รวมทั้งยังสามารถปรับเปลี่ยนพื้นที่บางส่วนไปทำเกษตรผสมผสาน เพื่อลดความเสี่ยง สับเปลี่ยนหมุนเวียนการปลูกพืชหลากหลายชนิด เช่น พืชผักสวนครัว พืชสมุนไพร/เครื่องเทศ ไม้ดอก ไม้ผล รวมทั้งการเลี้ยงสัตว์ เป็นอีกแนวทางหนึ่งเพื่อให้เกษตรกร มีรายได้อย่างสม่ำเสมอ รวมถึงการพัฒนาสินค้าเพื่อเพิ่มมูลค่า เช่น น้ำนมโคอินทรีย์ หน่วยงานต้องสนับสนุนเชื่อมโยงหาช่องทางการตลาด

และเน้นการประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างการรับรู้สินค้าอินทรีย์ ทั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ ควรติดตาม สำรวจ และปรับปรุงฐานข้อมูลแผนที่ความเหมาะสมให้เป็นปัจจุบัน และร่วมวางแผนการผลิตและการตลาดสินค้าให้เหมาะสมกับพื้นที่เพื่อเกิดประโยชน์และเกษตรกรได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าการลงทุน สำหรับเกษตรกรและท่านที่สนใจต้องการสอบถามข้อมูลในพื้นที่เพิ่มเติม สามารถสอบถามได้ที่ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 7 โทร. (056) 405-005-8 หรือ zone7@oae.go.th

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดย ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมวัสดุ เล็งเห็นถึงความสำคัญและผลกระทบของปัญหาราคายางพาราตกต่ำ จึงมีแนวคิดนำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (วทน.) มาพัฒนาโดยการแปรรูปยางพาราเป็นผลิตภัณฑ์ที่สร้างมูลค่าเพิ่ม

เครื่องชุบถุงมือผ้าเคลือบยางแบบกึ่งอัตโนมัติ เป็นหนึ่งในนวัตกรรมเพิ่มมูลค่าผลผลิตยางพาราซึ่ง วว. วิจัยและพัฒนาสำเร็จ การทำงานใช้กลไกระบบ Geneva Cross ที่มีการเคลื่อนที่เป็นวงกลมเป็นจังหวะ โดยจังหวะหยุดการเคลื่อนที่ เป็นจังหวะที่ใช้ในการจุ่มสารเคลือบและขั้นตอนการจุ่มน้ำยาง ซึ่งใช้ระยะเวลา 15-20 วินาที ต่อคู่ ระบบควบคุมด้วย (PLC Programmable Logic Control) ที่สามารถเขียนโปรแกรมจากคอมพิวเตอร์

คุณลักษณะของเครื่อง

กำลังการผลิต 300 คู่ ต่อวัน (วันละ 8 ชั่วโมง)
มีขั้นตอนการจุ่มเคลือบและขั้นตอนการจุ่มน้ำยาง ซึ่งใช้ระยะเวลา 15-20 วินาที ต่อคู่
มีขั้นตอนการนำโมลที่ใส่ถุงมือผ้า เข้า-ออก โดยใช้แรงงานจากบุคคล
ความดันลม 4-6 บาร์
ระบบไฟฟ้า 220 โวลต์ 5 แอมป์
ขนาดเครื่อง 2.2×1.5×1.5 เมตร
น้ำหนัก 450 กิโลกรัม
ประโยชน์ที่ได้รับจากเครื่องชุบถุงมือผ้าเคลือบยางแบบกึ่งอัตโนมัติ สร้างมูลค่าเพิ่มน้ำยางพาราด้วยการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์
ช่วยแก้ปัญหาราคายางตกต่ำ
ลดการนำเข้าผลิตภัณฑ์ถุงมือผ้าเคลือบยางและส่งออกเพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจของประเทศ
ช่วยเพิ่มปริมาณการผลิตให้เร็วขึ้น
สอบถามรายละเอียดผลงานวิจัย วว. ได้ที่ ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมวัสดุ โทร

มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ จังหวัดนครศรีธรรมราช ร่วมกับ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ “โครงการฟาร์มสาธิตการเลี้ยงสุกรขุนและไก่ไข่ระบบปิดอัตโนมัติ (Green Farm)” เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ของนักศึกษาจากการปฏิบัติงานที่สอดคล้องกับการประกอบธุรกิจที่แท้จริง

ศาสตราจารย์ ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดี มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เปิดเผยว่า ม.วลัยลักษณ์ ให้ความสำคัญกับการพัฒนางานวิชาการด้านการเกษตร ด้วยการส่งเสริมและพัฒนาระบบการเลี้ยงสัตว์โดยนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้และสร้างประสบการณ์ให้แก่นักศึกษา เกษตรกร และผู้ที่สนใจ และเล็งเห็นว่าซีพีเอฟเป็นผู้นำด้านเกษตรอุตสาหกรรมและอาหาร ที่มุ่งพัฒนาภาคการเกษตรของไทย และมีแนวคิดที่สอดคล้องกับมหาวิทยาลัย ในการยกระดับภาคเกษตรและถ่ายทอดเทคโนโลยีที่ทันสมัย ผ่านกลไกของศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต จึงร่วมกันดำเนินโครงการฟาร์มสาธิตการเลี้ยงสุกรขุนและไก่ไข่มาตรฐานสากลที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและชุมชน ซึ่งถือเป็นความร่วมมือทางวิชาการและกิจการเพื่อสังคมของภาคธุรกิจ

“ขอขอบคุณซีพีเอฟที่สนับสนุนงบประมาณ ร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้ และเป็นตลาดรองรับผลผลิต โดยบุคลากรของมหาวิทยาลัยมีความพร้อมในการดำเนินการและร่วมเรียนรู้กับบริษัท เพื่อให้ฟาร์มสาธิตนี้สามารถต่อยอดงานวิจัยสู่การปฏิบัติจริง ที่สำคัญนักศึกษาและเกษตรกรจะได้เข้าใจระบบการผลิตเกษตรอุตสาหกรรมแบบครบวงจร และสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ เพื่อให้ผลผลิตสัตว์มีคุณภาพ ลดต้นทุน สร้างมูลค่าเพิ่มของผลผลิต สู่ความมั่นคงทางอาชีพ ทั้งยังมีการสร้างความร่วมมือกับเครือข่ายเกษตรกร ซึ่งมีความพร้อมที่จะสร้างเป็นศูนย์เรียนรู้ของภูมิภาคต่อไป” ศ.ดร.สมบัติ กล่าว

ด้าน นายสุขสันต์ เจียมใจสว่างฤกษ์ ประธานคณะผู้บริหาร ธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรม และกรรมการผู้จัดการใหญ่ (ร่วม) ซีพีเอฟ กล่าวว่า บริษัทมุ่งหวังในการร่วมพัฒนาการเรียนการสอนและการวิจัยแก่มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ โดยเฉพาะการผลักดันให้ฟาร์มสาธิตนี้ เป็นแหล่งฝึกงานและแหล่งเรียนรู้เชิงปฏิบัติการด้านการเกษตรอุตสาหกรรมและปศุสัตว์ แก่นักศึกษาสาขานวัตกรรมการเกษตรและการประกอบการ และสาขาอื่นๆ นับเป็นการสร้างการจัดเกษตรนำสมัยด้วยเทคโนโลยี ช่วยขับเคลื่อนการเกษตรด้วยนวัตกรรม สอดคล้องกับนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ของภาครัฐ ที่สามารถพัฒนาไปสู่การเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการเกษตรเพื่ออุตสาหกรรม และยังถือเป็นการสนับสนุนการผลิตอาหารปลอดภัยแก่ชุมชน

“ซีพีเอฟภูมิใจที่ได้มีส่วนสนับสนุนการพัฒนาด้านการศึกษาให้กับประเทศไทย และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าฟาร์มสาธิตจะกลายเป็นแหล่งเรียนรู้กระบวนการจัดการการเลี้ยงสุกรขุนและไก่ไข่ระบบปิดอัตโนมัติ ตั้งแต่การจัดการด้านสถานที่ ผลผลิต และการจัดการของเสียต่างๆ เพื่อให้ความรู้แก่นักศึกษา เกษตรกร และหน่วยงานต่างๆ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่องานวิชาการและการค้นคว้าวิจัยของมหาวิทยาลัย และประโยชน์ต่อชุมชนอย่างแท้จริง” นายสุขสันต์ กล่าว

ทั้งนี้ บริษัทสร้างโรงเรือนสุกรขุน 3 หลัง ความจุรวม 650 ตัว โรงเรือนไก่ไข่ 1 หลัง ความจุแม่ไก่ 5,000 ตัว ติดตั้งอุปกรณ์การเลี้ยงมาตรฐาน สร้างระบบไบโอแก๊สสำหรับบำบัดของเสีย และติดตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเพื่อผลิตไฟฟ้าใช้ในฟาร์ม ถือเป็นฟาร์มเลี้ยงสัตว์ที่ไม่ปล่อยของเสียออกจากฟาร์ม (Zero Waste Agriculture) พร้อมสร้างระบบป้องกันกลิ่นท้ายโรงเรือนตามนโยบายฟาร์มสีเขียว (Green Farm) และสร้างสำนักงานฟาร์ม ห้องประชุม ห้องพ่นน้ำฆ่าเชื้อ และบ้านพักคนงาน

กรมส่งเสริมการเกษตร แนะพี่น้องเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ภายใต้โครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนา หากเจอใบข้าวโพดเปลี่ยนสีม่วง ไม่ต้องตกใจ กรมส่งเสริมการเกษตรพร้อมให้คำแนะนำ

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ในช่วงระยะนี้ ประเทศไทยได้รับผลกระทบจากอุณหภูมิที่เปลี่ยนไป รวมทั้ง พายุโซนร้อน “ปาบึก” (PABUK) บริเวณอ่าวไทยตอนล่าง อากาศหนาวเย็นเป็นระยะเวลานานๆ และอุณหภูมิลดลงอย่างรวดเร็ว อาจส่งผลให้ข้าวโพดที่ปลูกในช่วงฤดูแล้งหลังนา เกิดอาการใบและลำต้นสีม่วง

โดยต้นข้าวโพดจะแสดงอาการในระยะที่ข้าวโพดเริ่มงอกจนถึงอายุประมาณ 15-20 วัน เพราะอากาศหนาวจะทำให้ธาตุฟอสฟอรัสถูกตรึงและปลดปล่อยให้ข้าวโพดนำไปใช้ประโยชน์ได้น้อย ส่งผลให้ข้าวโพดชะงักการเจริญเติบโต แต่หากเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น ข้าวโพดจะค่อยๆ ฟื้นตัว กลับมาเจริญเติบโตได้ตามปกติ

ทั้งนี้ หากเกษตรกรเกิดความกังวลใจแนะนำให้ใช้ปุ๋ยเกล็ด สูตร 15-30-15 อัตราตามคำแนะนำ เพื่อเป็นอาหารเสริม ช่วยลำเลียงธาตุอาหารให้ข้าวโพดได้อีกทางหนึ่ง โดยฉีดพ่นทางใบ ตามช่วงเวลาฉีดพ่นที่เหมาะสมที่ดีที่สุดคือ 16.00-19.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตร ขอให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ภายใต้โครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนา อย่ากังวลใจไป กรมส่งเสริมการเกษตรจะคอยให้คำแนะนำ อยู่เคียงข้าง หรือหากมีข้อสงสัย สามารถสอบถามได้ที่เกษตรอำเภอ/จังหวัด ใกล้บ้านท่าน

กรมส่งเสริมสหกรณ์ชูโครงการ 1 สหกรณ์ 1 อำเภอ ปั้นสหกรณ์การเกษตรให้เป็นองค์กรหลักทางเศรษฐกิจและสังคมระดับอำเภอในทุกจังหวัดทั่วประเทศ คัดสหกรณ์เป้าหมาย 823 แห่ง พัฒนาความเข้มแข็งขององค์กรควบคู่กับการพัฒนาด้านธุรกิจ ใช้กลไกสหกรณ์ดูแลความเป็นอยู่ให้ชาวบ้านมีรายได้ที่มั่นคง สามารถปลดหนี้และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า ในปี 2562 กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ดำเนินโครงการ 1 สหกรณ์ 1 อำเภอ เป็นนโยบายหลักที่จะผลักดันให้สหกรณ์การเกษตรทำหน้าที่เป็นองค์กรหลักทางเศรษฐกิจและสังคมระดับอำเภอในทุกจังหวัดทั่วประเทศ โดยให้สหกรณ์เป็นศูนย์กลางในการรวบรวมผลผลิตทางการเกษตรจากสมาชิกและเกษตรกรในชุมชน รวมถึงทำหน้าที่ในการส่งผ่านความช่วยเหลือและการสนับสนุนจากรัฐบาลไปสู่ประชาชน โดยภาครัฐจะใช้กลไกสหกรณ์เป็นเครื่องมือในการดูแลชีวิตความเป็นอยู่และส่งเสริมรายได้ให้กับชาวบ้านในแต่ละพื้นที่ให้มีอาชีพที่มั่นคง มีรายได้เพียงพอจนสามารถปลดหนี้และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

เบื้องต้นกรมคัดเลือกสหกรณ์การเกษตรที่มีความพร้อมเข้าร่วมโครงการ 823 แห่ง และประเมินศักยภาพของสหกรณ์แต่ละแห่ง ทั้งในด้านการบริหารจัดการองค์กรและการดำเนินธุรกิจ ซึ่งจะต้องพัฒนาควบคู่กัน เนื่องจากทั้งสองเรื่องนี้จะส่งผลต่อความเข้มแข็งของสหกรณ์ โดยแต่ละสหกรณ์จะทำแผนพัฒนาองค์กร เริ่มตั้งแต่การสร้างความเข้าใจในบทบาทและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของสมาชิก การพัฒนากรรมการสหกรณ์และผู้นำกลุ่มสมาชิก การเพิ่มประสิทธิภาพของฝ่ายจัดการและการพัฒนาการให้บริการแก่สมาชิก และการวางระบบการบริหารงานสหกรณ์โดยยึดหลักธรรมาภิบาล ซึ่งจะช่วยยกระดับการดำเนินงานของสหกรณ์ให้เกิดความเข้มแข็งและสร้างความเชื่อมั่นแก่สมาชิกและประชาชนทั่วไปมากยิ่งขึ้น

ส่วนการพัฒนาด้านการดำเนินธุรกิจ กรมได้แบ่งสหกรณ์ออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ สหกรณ์กลุ่มที่ 1 มีศักยภาพในการดำเนินธุรกิจรวบรวมและแปรรูปผลผลิตการเกษตรระดับสูง จำนวน 34 แห่ง กลุ่มที่ 2 สหกรณ์มีศักยภาพในการดำเนินธุรกิจรวบรวมและแปรรูปผลผลิตการเกษตรระดับปานกลาง จำนวน 121 แห่ง กลุ่มที่ 3 สหกรณ์ที่ต้องได้รับการพัฒนาศักยภาพการรวบรวมผลผลิต

จำนวน 328 แห่ง และสหกรณ์ที่ต้องได้รับการผลักดันให้ดำเนินธุรกิจรวบรวมผลผลิต จำนวน 316 แห่ง ซึ่งกรมจะผลักดันให้สหกรณ์เหล่านี้มีบทบาทสำคัญในการจัดการผลผลิตการเกษตรของแต่ละอำเภอ โดยยกระดับทั้งเรื่องคุณภาพและราคาสินค้า พัฒนากระบวนการผลิต การแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า และสร้างอัตลักษณ์ให้กับสินค้าสหกรณ์ในแต่ละพื้นที่ โดยกรมได้ประสานความร่วมมือกับสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) อบรมความรู้เกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีและนำนวัตกรรมใหม่ๆ

มาพัฒนาผลิตภัณฑ์และสินค้าของสหกรณ์ แบ่งเป็นสินค้าหลัก 13 ชนิด อาทิ ข้าว ข้าวโพด ยางพารา มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน อ้อย ผักและผลไม้ โคเนื้อ โคนม ประมง ปศุสัตว์และอื่นๆ ซึ่งทางสหกรณ์จะต้องสำรวจข้อมูลการผลิตสินค้าว่าปัจจุบันนี้สมาชิกส่วนใหญ่ผลิตสินค้าชนิดใด และสินค้าเหล่านั้นช่วยสร้างรายได้มากน้อยเพียงใด โดยสหกรณ์จะต้องมีส่วนเข้ามาดูแลสมาชิกตั้งแต่เริ่มต้นการปลูก

การเก็บเกี่ยวและรวบรวมผลผลิต การแปรรูปไปจนถึงการตลาด สิ่งสำคัญคือต้องเน้นย้ำให้สมาชิกผลิตสินค้าที่มีคุณภาพและตรงกับความต้องการของผู้บริโภค ซึ่งจะทำให้สินค้าสหกรณ์มีตลาดรองรับที่แน่นอนและสามารถขายได้ราคาดี กรมคาดหวังว่า หากสหกรณ์เป้าหมายในโครงการ 1 สหกรณ์ 1 อำเภอ สามารถพัฒนาตัวองค์กรให้เข้มแข็งและดำเนินธุรกิจได้ประสบผลสำเร็จ ก็จะเป็นตัวอย่างให้กับสหกรณ์อื่นๆ ได้ใช้แนวทางนี้มาพัฒนาการดำเนินงานของสหกรณ์ เพื่อให้สามารถดูแลอาชีพและความเป็นอยู่ของสมาชิก และทำหน้าที่เป็นองค์กรหลักในการช่วยพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในแต่ละชุมชนให้เจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้นขึ้นต่อไป

กลิ่นดอกส้มหอมอวลติดอยู่ปลายจมูก และน้ำตาก็ไหลไม่หยุดระหว่างตัวอักษรพาหัวใจเราโบยบินตามมันไป

“ต้นส้มแสนรัก” ของ โจเซ่ วาสคอนเซลอส ทำให้ฉันรู้สึกเช่นนั้น…ไม่ใช่หนังสือทุกเล่มจะทำแบบนี้ได้ อารมณ์สะเทือนใจนั้นสูงส่งเหลือประมาณ ยิ่งอ่าน ยิ่งสะอื้นนั่นคือ พลังวรรณกรรมที่เปลี่ยนแปลงโลกได้

วัยเด็กของพวกเราทุกคนคงไม่มีอะไรต่างไปจากเจ้าหนูน้อย “เซเซ่” เด็กชายแก่แดดจอมซนคนนั้น บางเวลาเขาก็ฉลาดเกินไปจนเป็นปัญหา เพราะแทนที่จะได้รับคำชมเชย เขากลับถูกทุบตีระบายโทสะจากผู้ใหญ่ ที่สำคัญผู้ใหญ่คนนั้นคือ “พ่อ” บุคคลสำคัญที่สุดในชีวิต
ฉันยังจำได้ประโยคที่สุดแสนสะท้านอารมณ์

ตอนที่เขาบอกชายแก่ที่เป็นเพื่อนรักว่า เขาเกลียดชังพ่อที่ทุบตีเขาเหลือเกิน “เขาจะฆ่าพ่อ” เมื่อเพื่อนต่างวัยทำหน้าตกใจ เซเซ่ ก็ขยายความว่า“ผมฆ่าอยู่ในใจ เพียงแต่นายเลิกรักเขาแล้ววันหนึ่งเขาก็จะตาย”
ช่างล้ำลึกอะไรเช่นนั้น!?!?

เพียงแค่เราเลิกรักใครสักคน…วันหนึ่งเขาก็จะตาย และในวันที่เขาตายก็จะไม่เหลือความหมายอะไร เพราะเราหมดรักแล้ว…จริงหรือ?
“ต้นส้มแสนรัก” ยิ่งอ่านซ้ำ ยิ่งได้อะไรใหม่ แม้ความเดิมจะยังอยู่
เด็กชายผู้เปี่ยมล้นด้วยจินตนาการ แต่ไม่มีผู้คนเข้าใจ และเขาช่างไร้มิตรจนต้องเอาตัวไปผูกติดกับเพื่อนวัยชรา และหันไปคบหาต้นไม้เป็นเพื่อนสนิท “มิงกินโย” คือต้นส้มต้นนั้น

โศกนาฏกรรมของเซเซ่คือ การจากพรากของทุกสิ่งที่เขารัก โดยเฉพาะต้นส้ม มิงกินโย ที่ต้องถูกโค่นเพื่อหลีกทางให้กับถนนสายใหญ่และความตายของ โปรตุก้า เพื่อนต่างวัย

ไม่แปลกที่เด็กผู้ชายตัวเล็กๆ ไร้ความหมายคนหนึ่งจะตรอมใจกับความสูญเสียนี้ และนอนรอความตายอย่างช้าๆ กระนั้น เซเซ่ ก็ไม่วายตัดพ้อกับพระเยซูคริสต์ว่า เหตุใดพระเจ้าจึงไม่รักเขาเหมือนเด็กคนอื่น

คำถามของ เซเซ่ ยังกังวานอยู่ในหัวใจคนที่ได้รับความอยุติธรรมในสังคมมาจนบัดนี้

แต่เรื่อง “ส้มจี๊ด” ของฉันไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับ “ต้นส้มแสนรัก” มันแค่บังเอิญเชื่อมโยงความรู้สึกให้หวนนึกไปถึงหนังสือเล่มโปรด
เพราะส้มก็ยังเป็นส้ม ไม่ว่าลูกเล็กหรือลูกใหญ่นับร้อยชนิดล้วนมีสายพันธุ์มาจากพืชใบเลี้ยงคู่ สกุล Citrus ด้วยกันทั้งนั้น

ลักษณะร่วมของ Citrus ทั่วโลกก็คือ จะมีน้ำมันหอมระเหยใน ใบ ดอก ผล และมีกลิ่นฉุน หากเรานำใบส้มขึ้นส่องกับแสงแดดจะเห็นจุดเล็กๆ เต็มไปหมด ตรงนั้นแหละคือ แหล่งน้ำมันที่ทำให้เกิดกลิ่นหอมฉุนอันเป็นเอกลักษณ์