พี่จี๊ด บอกว่าพันธุ์มะนาวส่วนมากที่นิยม จะเป็นพันธุ์บ้านแพ้ว

ซึ่งมีหลายพันธุ์ เช่น แป้นรำไพ หรือพันธุ์ตาโพ้ง ซึ่งชื่อบางพันธุ์จะถูกเรียกต่างกันตามที่มีคนเพาะ แต่ความจริงเป็นพันธุ์เดียวกัน “หรืออย่างพันธุ์ที่ปลูกก็ไปซื้อมาจากคุณป้าที่นำมาจากดำเนินสะดวก เป็นพันธุ์ที่ตั้งชื่อตามคนเพาะ มีชื่อว่าพันธุ์ “เอี่ยมเซ้ง” แต่ที่คลองจินดาปลูกพันธุ์นี้กันมาหลายปีเพราะมีข้อดีคือแก่เร็ว ซึ่งก็เป็นจริงตามนั้นคือแก่เร็ว เปลือกบาง น้ำมาก เพียงแต่ลูกไม่ค่อยแป้นเท่าไร” เจ้าของสวนอธิบาย

คราวนี้มาถึงความสงสัยว่า ทำไม พี่จี๊ดจึงหันมาปลูกมะนาวแทนฝรั่ง ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ฝรั่งแป้นสีทองยังครองตลาดผู้บริโภคอยู่ ต้นทุนฝรั่งสูง หันมาลุยปลูกมะนาวแทนต้นทุนต่ำ รายได้ดีกว่า

เจ้าของสวนเผยว่า ถึงแม้ตลาดฝรั่งยังสามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้ แต่ที่ผ่านมา โดยเฉพาะหลายปีมานี้ ต้นทุนการปลูกฝรั่งสูงมาก เขาบอกว่าเคยทำฝรั่งตั้งแต่ถุงพลาสติกที่ใช้ห่อ ลูกละ 500 บาท เดี๋ยวนี้ลูกละกว่า 1,000 บาท ยังมีค่ากระดาษห่อที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ค่าแรงคนงาน ค่าปุ๋ย ค่ายา และอื่นๆ ล้วนแต่เป็นเงินทั้งสิ้น ขณะที่ราคาฝรั่งยังทรง และมีแนวโน้มเริ่มทรุดบ้างแล้ว

ส่วนค่าใช้จ่ายการลงทุนมะนาว น้อยกว่าฝรั่งมาก และราคาดีกว่าด้วย มะนาวไม่มีค่าแรง กระดาษไม่ต้องใช้ เพียงแต่ข้อจำกัด คือ ใช้เวลานาน ดังนั้น คนปลูกจึงต้องใช้ความอดทน ที่สำคัญคนปลูกต้องเอาใจใส่อย่างเต็มที่ อย่ารอแต่หวังผลอย่างเดียว หากยิ่งปลูกในเนื้อที่มาก จะได้เงินทุกเดือน เพราะต้นทุนต่ำ

“ปลูกมะนาวไม่ค่อยเรื่องมาก เพียงฉีดยา ใส่ปุ๋ย แล้วรอเก็บ แต่ฝรั่งมีค่าแรงทุกวัน ตัวอย่างที่ปลูกฝรั่งอยู่มี 15 ไร่ จ่ายค่าแรง วันละ 2,000 บาท จ่ายทุกวัน ซึ่งหากคิดเฉพาะค่าแรงต้องเตรียมไว้แล้วเดือนละ 60,000 บาท ถ้าคิดกลับกันเงินก้อนเดียวกันนี้หากนำมาลงทุนทำมะนาวสัก 60 ไร่ สบายๆ แต่อาจมีจ่ายค่าแรงบ้างถ้าเก็บผลผลิตไม่ทัน” พี่จี๊ด กล่าว

การให้น้ำในช่วงหน้าแล้ง ต้องรดทุก 3 วัน หากเป็นช่วงอื่นพอปล่อยได้บ้าง พอถึงช่วงเข้าพรรษามีหลายคนแนะว่าควรสกัดน้ำในช่วงนี้ เป็นการสกัดด้วยการสูบน้ำออกให้หมดให้แห้งสนิท เพื่อปล่อยให้ดอกออก เหมือนเป็นการอั้นไว้ ครั้นพอฝนตกลงมาดอกจะออกเต็มไปหมด แล้วจะทำให้ได้ลูกดก แต่ผมยังไม่เคยทำ เพียงแต่ปล่อยให้น้ำแห้งแล้วใส่ปุ๋ย ใช้ฮอร์โมนเท่านั้น ซึ่งที่ผ่านมาก็ได้ผลดีเหมือนกัน

ปลูกกล้วย สร้างรายได้เพิ่มแถมให้ร่มเงามะนาวได้อย่างดี

ในพื้นที่ทั้งหมด 65 ไร่ พี่จี๊ดจัดแบ่งที่ดินออกเป็น 4 ส่วน เวลาจะปลูกไม้ผลชนิดใดก็จะปลูกเป็นส่วนสลับกัน เขาย้อนให้ฟังว่าเมื่อก่อนเคยปลูกพุทราจัมโบ้ เนื้อที่ 30 ไร่ ใช้เงินทุนสูงมาก ทำเพียง 2 ปีเลิก นอกจากนั้น ยังปลูกกล้วยหอม กล้วยไข่ จำนวนเนื้อที่ 18 ไร่ เพราะทำให้มีรายได้แทรกเข้ามาก่อนที่จะได้เงินจากมะนาว ที่สำคัญทำให้เกิดร่มเงา ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากต่อมะนาว เพราะชอบเย็น ไม่ชอบร้อน

ทำกิ่งพันธุ์ไว้ขายด้วย

การปลูกมะนาวของพี่จี๊ดนอกจากเพื่อหวังผลแล้ว ยังมีการทำกิ่งพันธุ์ไว้จำหน่ายด้วย และบอกว่าการทำกิ่งพันธุ์จะทำไว้ช่วงที่ฝนเริ่มจะมา ใช้เวลาเดือนเดียวรากโผล่แล้ว โดยกิ่งพันธุ์ขายในราคา กิ่งละ 30 บาท หากต้องการจะต้องสั่งจองล่วงหน้าประมาณ 45 วัน

เจ้าของสวนเผยว่า มีแผนการปรับปรุงเกี่ยวกับการปลูกไม้ผลในอนาคตว่า ภายหลังจากที่มีการทดลองปลูกมะนาวมาแล้วปรากฏทุกอย่างลงตัว ดังนั้นต่อจากนี้จะเป็นการดันมะนาวให้เต็มตัว แต่รอให้ฝรั่งรุ่นที่ปลูกอยู่แล้วตายก่อน และได้เริ่มปลูกมะนาวแซมไปกับฝรั่งแล้ว ดังนั้นพอฝรั่งยืนต้นตาย ก็สามารถใช้มะนาวแทนที่ได้ทันที ไม่เพียงนั้นจะลงกล้วย และพืชชนิดอื่นแทรกเสริมเข้าไปด้วย

เรียนรู้ด้วยประสบการณ์สร้างความชำนาญด้วยตัวเองพี่จี๊ด คุยให้ฟังว่า ความที่ไม่เคยปลูกมะนาวมาก่อน ทำให้ไม่มีความรู้ด้านนี้มากนัก แต่จะใช้ประสบการณ์เป็นครู ต้องอาศัยลองทำหลายอย่างด้วยตัวเอง และที่ผ่านมาพบว่า สามารถประสบความสำเร็จได้อย่างดีด้วยวิธีการที่เราคิด อย่างที่เห็น คือลองปลูกต้นมะนาวบนโคกดิน เจริญเติบโตดี และให้ผลผลิตได้ทั้งที่ยังมีอายุประมาณ 11 เดือน เท่านั้น

“หรือแม้แต่มีเทคนิคการทำให้มะนาวมีทรงต้นพุ่มใหญ่ด้วยการตัดต้นแม่ทิ้ง เมื่อมีกระโดงที่แข็งแรงแล้ว เทคนิคและวิธีการเหล่านี้ล้วนแต่ต้องลองผิดลองถูกมาก่อนทั้งนั้น การไปขอความรู้จากคนอื่นดูเหมือนเป็นเรื่องยากสักหน่อย” เจ้าของสวน กล่าวทิ้งท้าย

จริงครับ เพราะได้มาเห็นด้วยตัวเอง จึงพบว่าชายคนนี้ไม่ธรรมดาเลยทีเดียว ไม่ว่าเขาจะจับอะไรไปปลูก ดูเหมือนประสบความสำเร็จไปเสียทุกอย่าง คุ้มไม่คุ้มก็เป็นอีกเรื่อง และไม่ใช่แค่ได้ปลูกนะ แต่ปลูกได้ชนิดถ้าให้คะแนนต้องเต็มสิบเท่านั้น อย่างที่เขาได้ตอนต้นสะเดามัน ใช้เวลาเพียงแค่ 20 วัน รากโผล่แล้ว

หากใครสนใจอยากมาเที่ยวชมสวนไม้ผลหลายอย่าง ที่พี่จี๊ดปลูกไว้ หรือมาขอความรู้เกี่ยวกับการปลูกไม้ผล เจ้าของสวนยินดีต้อนรับครั้นพอมาถึงแล้วอยากได้ต้นพันธุ์ไปปลูกสักหน่อย ก็ต้องเจรจากับเจ้าของสวนเอง เพราะเขาบอกมาว่าใครต้องการต้นพันธุ์มะนาวต้องสั่งจองล่วงหน้า จึงแนะว่าควรโทรศัพท์ไปก่อนเพื่อป้องกันความผิดหวัง

กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ เตรียมพลิกแผ่นดินอีสานสู่ 4.0 คลอด 5 ยุทธศาสตร์ แก้ปัญหาสะสมเริ่มตั้งแต่บริหารจัดการน้ำ แก้จนลดเหลื่อมล้ำ สร้างความเข้มแข็งของฐานเศรษฐกิจภายในเชื่อมโครงข่ายคมนาคมกับพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) พัฒนาความร่วมมือและใช้ประโยชน์จากข้อตกลงกับประเทศเพื่อนบ้าน ขณะที่ สอว. แจกไก่ไม่เก๊าต์ – โดรนทางการเกษตร – เนื้อเยื่อกล้วยพันธุ์ตักศิลา 101 – น้ำเชื้อโคพันธุ์ “โคราชวากิว” สร้างอาชีพเกษตรกร

ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นประธานการประชุมการดำเนิน “โครงการอีสาน 4.0 พลิกโฉมประเทศไทยด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม” โดยมีแกนนำเครือข่ายบริหารจัดการน้ำภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แกนนำกลุ่มเกษตรกร แกนนำกลุ่มอาชีพ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนและกลุ่มผู้ประกอบการเข้าร่วม

ทั้งนี้ ดร.สุวิทย์ กล่าวปาฐกถาหัวข้อ “อีสาน 4.0 พลิกโฉมประเทศไทยด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม” ว่า โครงการอีสาน 4.0 เป็นการดำเนินงานร่วมกันระหว่างกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) ร่วมกับ 4 มหาวิทยาลัย ประกอบด้วย มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส.) และมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี (มอบ.) ภายใต้สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการส่งเสริมกิจการอุทยานวิทยาศาสตร์ (สอว.) ที่ดูแลอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค

เพื่อพัฒนาภาคตะวันออกเฉียงเหนือสู่มิติใหม่ของการเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง โดยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีปัญหาและประเด็นท้าทาย อาทิ การขาดแคลนน้ำทั่วทั้งภาค มีคนจนมากที่สุด ส่วนใหญ่อยู่ในภาคเกษตร จึงไม่สามารถหลุดพ้นความยากจนได้ ภาคเกษตรเป็นแบบดั้งเดิม พึ่งธรรมชาติ มีผลิตผลต่ำและมีการใช้สารเคมีสูง อุตสาหกรรมส่วนใหญ่เป็นการแปรรูปเกษตรขั้นต้น มูลค่าเพิ่มต่ำ การลงทุนใหม่ๆ มีน้อย ขณะที่เศรษฐกิจของภาคมีขนาดเล็ก มีอัตราการขยายตัวต่ำ ส่วนการค้าชายแดน สินค้าส่งออกผลิตจากนอกภาคไม่สร้างมูลค่าเพิ่มและรายได้ให้กับภาค ทรัพยากรการท่องเที่ยวยังไม่ได้รับการพัฒนา ขาดสิ่งอำนวยความสะดวก เป็นต้น

ดังนั้น เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) และ 4 มหาวิทยาลัย จึงได้วางยุทธศาสตร์การพัฒนาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ไว้ 5 ด้าน คือ

บริหารจัดการน้ำให้เพียงพอต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน
แก้ปัญหาความยากจนและพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้มีรายได้น้อยเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม
สร้างความเข้มแข็งของฐานเศรษฐกิจภายในควบคู่กับการแก้ปัญหาด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ใช้โอกาสจากการพัฒนาโครงข่ายคมนาคมที่เชื่อมโยงพื้นที่เศรษฐกิจหลักภาคกลางและพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) เพื่อพัฒนาเมืองและพื้นที่เศรษฐกิจใหม่ๆ ของภาค และ
พัฒนาความร่วมมือและใช้ประโยชน์จากข้อตกลงกับประเทศเพื่อนบ้านในการสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจตามแนวชายแดนและแนวระเบียงเศรษฐกิจ

“การพลิกโฉมอีสาน 4.0 กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ และ 4 มหาวิทยาลัย จะดำเนินการอย่างเป็นกระบวนการตั้งแต่การบริหารจัดการน้ำให้เพียงพอต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน การแก้ปัญหาความยากจนและพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้มีรายได้น้อยเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม พัฒนาอาชีพและรายได้ของคนยากจน ผู้สูงอายุ ผู้พิการและผู้ด้อยโอกาส พัฒนาความรู้ ทักษะอาชีพและการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยสำนักงานเลขานุการคณะกรรมการส่งเสริมกิจการอุทยานวิทยาศาสตร์ (สอว.)

ที่ดูแลอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาคทั่วประเทศ จะนำโดรนทางการเกษตรไปมอบให้กับกลุ่มเกษตรกรกลุ่มเกษตรผู้ปลูกพริกใน อ.สำโรง จ.อุบลราชธานี ซึ่งเป็นแหล่งผลิตพริกสดแหล่งใหญ่แหล่งหนึ่งของประเทศ ไว้ใช้เป็นอุปกรณ์ในการ พ่นยา สารเคมี และปุ๋ยน้ำ ได้โดยไม่ต้องสัมผัสกับสารเคมีโดยตรง โดรนดังกล่าว สามารถบรรทุกสารเคมีได้ 3 ลิตร และพ่นสารเคมีได้คราวละ 1.5 ไร่ ในเวลาประมาณ 2-3 นาทีเท่านั้น แจกไก่ 3 โลว์ (LOW) ซึ่งเป็นไก่ที่มียูริคต่ำ ไขมันต่ำ และคอเลสเตอรอลต่ำ หรือเรียกสั้นๆ ว่า ไก่ไม่เก๊าต์

ที่ได้รับการพัฒนาพันธุ์มา จำนวน 200 ตัว มาแจกเกษตรกรเพื่อนำไปประกอบอาชีพ ถ้าเกษตรกรเลี้ยงไก่ 3 โลว์ ให้ได้ 1 แสนตัว ต่อปี ไก่ดังกล่าวราคา ตัวละ 100 บาท ถ้าชุมชนใด ผลิตได้ 1 แสนตัว ต่อปี จะสามารถสร้างรายได้ให้เกษตรกร และชุมชนปีละ 10 ล้านบาท ถือเป็นเศรษฐกิจหมุนเวียนในชุมชนทำควบคู่ไปกับการปลูกพืชทางการเกษตร” ดร.สุวิทย์ กล่าวและว่า

นอกจากนี้ จะแจกเนื้อเยื่อกล้วยพันธุ์ตักศิลา 101 กล้วยน้ำว้าอินทรีย์ จำนวน 100 ต้น และแจกน้ำเชื้อโคพันธุ์ “โคราชวากิว” จำนวน 100 โด๊ส เป็นต้น ทั้งหลายทั้งปวง สิ่งที่กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ดำเนินการคือ ต้องการพลิกแผ่นดินอีสาน แผ่นดินที่มีตำนานเล่าขานกันมายาวนานให้เป็นแผ่นดินอีสาน 4.0 ที่มีการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรม มีการสร้างเศรษฐกิจให้กระจายตัว เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียน เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่ไทยแลนด์ 4.0

นางสาวศิริพร บุญชู รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร รักษาราชการแทนอธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวว่า จากประกาศของกรมอุตุนิยมวิทยา เรื่องการเข้าสู่ฤดูหนาวของประเทศไทย พ.ศ. 2561 นับตั้งแต่ วันที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2561 นั้น แม้ช่วงปลายฤดูฝนต้นฤดูหนาว (ตุลาคม-พฤศจิกายน) จะเป็นช่วงที่มีความเหมาะสมในการเลี้ยงหนอนไหมมาก เนื่องจากใบหม่อนมีความอุดมสมบูรณ์ ใบไม่อวบน้ำ อุณหภูมิและความชื้นก็ไม่สูงหรือต่ำเกินไป โดยอุณหภูมิที่ไหมจะเจริญเติบโตได้ดีอยู่ที่ประมาณ 25 องศาเซลเซียส อย่างไรก็ตาม ช่วงเข้าสู่ฤดูหนาว อากาศเปลี่ยนแปลงและอาจมีอุณหภูมิลดต่ำลงบางช่วงในเวลากลางคืน ซึ่งอากาศที่หนาวเกินไปอาจทำให้หนอนไหมกินใบหม่อนน้อยลง เจริญเติบโตช้า ส่งผลทำให้ต้องใช้เวลาเลี้ยงนานกว่าปกติ

ดังนั้น การเลี้ยงไหมในช่วงฤดูหนาวนั้น เกษตรกรควรเฝ้าระวังเรื่องความชื้น และอุณหภูมิภายในโรงเลี้ยง ไม่ให้ต่ำกว่า 20 องศาเซลเซียส โดยวิธีการต่างๆ เช่น การตั้งเตาไฟที่ปราศจากควันไว้ในห้องเลี้ยงไหมและวางกะละมังหรือถังบรรจุน้ำบนเตา เพื่อเพิ่มอุณหภูมิและความชื้น การปิดหน้าต่างและประตูโรงเลี้ยงไหมเพื่อเพิ่มอุณหภูมิภายใน การพ่นละอองน้ำลงบนใบหม่อนหรือใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำปิดตะกร้าใบหม่อนที่เก็บไว้เพื่อเลี้ยงไหม เพื่อไม่ให้ใบหม่อนเหี่ยวเฉาเร็วเกินไป หรือปรับสภาพรอบด้านให้มีความชื้นสูงขึ้น

นอกจากนี้ การให้ใบหม่อนใช้เลี้ยงไหมในแต่ละครั้ง ควรมีปริมาณพอดีหรือใกล้เคียงกับความต้องการของหนอนไหม และควรดูแลห้องเก็บใบหม่อนให้มีอากาศถ่ายเท ไม่อับชื้น ดูแลใบหม่อนให้สะอาดปราศจากฝุ่นละอองและสารเคมี ทั้งนี้ หากเกษตรกรดูแลอุณหภูมิในโรงเลี้ยงให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของหนอนไหม ก็จะไม่ส่งผลกระทบต่อผลผลิตรังไหมในช่วงฤดูหนาวอย่างแน่นอน

“การเลี้ยงไหมในแต่ละฤดูจะมีวิธีการดูแลที่แตกต่างกันไป เกษตรกรควรศึกษาข้อมูล วิธีการเลี้ยงในแต่ละฤดูกาล สภาพภูมิอากาศ และสภาพพื้นที่ โดยสามารถศึกษาข้อมูลการดูแลแปลงหม่อน หนอนไหม รวมถึงการป้องกันแมลงและโรคต่างๆ ได้ทางเว็บไซต์ของกรมหม่อนไหม www.qsds.go.th หรือติดต่อสอบถามข้อมูลได้ที่ โทร. 02-558-7924 หรือ Call Center 1275 และที่ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ ทั้ง 21 ศูนย์ ทั่วประเทศ” รักษาราชการแทนอธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าว

กรมส่งเสริมการเกษตร แนะสังเกตอาการพืชขาดธาตุอาหาร ใช้ปุ๋ยให้ตรงความต้องการของพืช ลดต้นทุนที่ไม่จำเป็นนายสำราญ สาราบรรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตรแนะนำ เกษตรกรสังเกตอาการพืชขาดธาตุอาหาร โดยมีธาตุอาหารหลักที่สำคัญคือ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม และธาตุอาหารรองคือ แคลเซียม แมกนีเซียม กำมะถัน ซึ่งธาตุอาหารที่กล่าวมานี้ จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืช

การสังเกตให้ดูลักษณะที่ใบ หากมีลักษณะผิดไปจากใบเขียวปกติ ในลักษณะต่างๆ กัน จำเป็นต้องให้ธาตุอาหารที่แตกต่างกัน เพื่อให้พืชกลับมาเจริญเติบโตได้เป็นปกติ ดังนี้

ใบขาว/เหลือง ให้เติมธาตุ N (ไนโตรเจน) 2. ใบใหม่บิดเบี้ยว ให้เติมธาตุ Ca (แคลเซียม) หรือให้ลดธาตุ K (โพแทสเซียม) และ Mg (แมกนีเซียม) 3. ใบซีดขาว ให้เติมธาตุ Fe (เหล็ก) 4. ใบแก่เปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีม่วงปนน้ำตาล ให้เติมธาตุ P (ฟอสฟอรัส)

5. ใบซีดขาวแต่เส้นใบเขียว ให้เติมธาตุ Mg (แมกนีเซียม) 6. อาการเป็นที่ใบแก่มีอาการสีเหลืองและตาย ให้เติมธาตุ N (ไนโตรเจน) 7. ใบมีจุดสีเข้มที่เนื้อใบตาย กระจายเป็นจุด ให้เติมธาตุ K (โพแทสเซียม) หากพืชขาดธาตุใดธาตุหนึ่งหรือได้รับธาตุใดธาตุหนึ่งมากเกินไป จะทำให้ผลผลิตของพืชลดลง

การลงทุนใส่ธาตุอาหารให้แก่พืช จึงต้องวิเคราะห์ถึงความต้องการของพืช เนื่องจากหากลงทุนในธาตุใดธาตุหนึ่งเกินความจำเป็นของพืช นอกจากจะสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายในการลงทุนปลูกพืชแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อผลผลิตของพืชด้วย

กรมส่งเสริมการเกษตร จึงแนะนำให้สังเกต และให้ธาตุอาหารที่เหมาะสมกับความต้องการของพืช โดยเกษตรกรสามารถเข้ามารวมกลุ่มเป็นสมาชิกของศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน และศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน เพื่อเรียนรู้การใช้ค่าวิเคราะห์ดิน การกำจัดศัตรูพืช ตลอดจนเทคนิคต่างๆ ในการปลูกพืชอย่างเหมาะสม

เป็นที่ทราบกันดีว่า ความต้องการในการบริโภค “มะละกอ” ของคนไทยยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มมะละกอดิบ เพื่อนำมาใช้ทำส้มตำ ส้มตำเป็นอาหารยอดนิยมของคนไทยทุกภาค ในส่วนของมะละกอเพื่อการบริโภคสุกเมื่อมองจากสภาพความจริงคนไทยยังนิยมไม่มากนัก ทั้งๆ ที่เป็นผลไม้ที่ทรงคุณค่าชนิดหนึ่ง และมีราคาไม่แพงนัก อาจจะเป็นเพราะประเทศไทยมีผลไม้ให้ได้เลือกบริโภคตลอดทั้งปี

อย่างไรก็ตาม มะละกอ จัดเป็นไม้ผลที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจของไทย แต่ก่อนการเริ่มต้นของการปลูกมะละกอนั้น ก็จะต้องเริ่มจากการเพาะกล้ามะละกอเสียก่อน ดังนั้น ผู้เขียนจึงนำประสบการณ์ ที่นักวิชาการแนะนำหรือจากที่นำไปปฏิบัติเองในการเพาะเมล็ดมะละกอมานำเสนอให้ผู้ที่สนใจนำไปใช้เป็นแนวทางในเรื่องของการเพาะกล้า เนื่องจากมะละกอทุกสายพันธุ์ใช้วิธีการเพาะกล้าเหมือนกัน

สำหรับเคล็ดลับการเพาะเมล็ดมะละกอให้งอกดีและสม่ำเสมอ รศ.ดร. กวิศร์ วานิชกุล ได้ให้ข้อมูลไว้ว่า “การเพาะเมล็ดมะละกอให้งอกดีสม่ำเสมอนั้น ให้นำเมล็ดมะละกอแช่น้ำ 1-2 วัน โดยในช่วงวันแรกให้เปลี่ยนน้ำอย่างน้อย วันละ 1 ครั้ง หลังจากนั้นให้เปลี่ยนน้ำถี่ขึ้น เนื่องจากเมล็ดมะละกอมีการหายใจมากขึ้น ทำให้ออกซิเจนในน้ำเหลือน้อยลง หากแช่น้ำแล้วไม่เปลี่ยนน้ำเลย ก็จะเหลือออกซิเจนในน้ำน้อย เมล็ดมะละกอนั้นก็จะเกิดการหมักจนเน่าได้ และวันที่ 3 อาจนำเมล็ดมะละกอนั้นห่อด้วยผ้าเปียกน้ำและมีการพรมน้ำอยู่เรื่อยๆ ก็ได้ หากแช่เมล็ดมะละกอในน้ำดังกล่าวแล้ว จะทำให้ได้ต้นกล้ามะละกอที่งอกได้ดีและโตสม่ำเสมอกัน”

หรือหากจะลดความยุ่งยากและยังไม่มีความชำนาญในการเพาะกล้า บางท่านก็อาจจะเลือกใช้วิธีของศูนย์พันธุ์พืชเพาะเลี้ยง จังหวัดสุพรรณบุรี แนะนำว่า ให้แช่เมล็ดพันธุ์มะละกอในน้ำอุ่น (น้ำเย็น 1 ส่วน ผสมกับ น้ำร้อน 1 ส่วน = น้ำอุ่น) ทิ้งไว้ 1 คืน เช้าขึ้นมานำเมล็ดมะละกอ หยอดลงถุงดำขนาดเล็กที่เตรียมไว้ โดยอาจจะใช้วัสดุ เช่น ขี้เถ้าแกลบดำ 1 ส่วน ผสมกับปุ๋ยหมัก หรือ ดิน 1 ส่วน หยอดเมล็ดมะละกอ ถุงละ 3-5 เมล็ด

จากนั้นรดน้ำที่ผสมยาป้องกันกำจัดเชื้อรา เช่น เมทาแลคซิล รดให้เพื่อช่วยป้องกันกำจัดโรครากเน่าโคนเน่า วางถุงดำไว้ใต้ซาแรนพรางแสง 60% รดน้ำทุกเช้า วันละ 1 ครั้ง จากนั้น 7-10 วัน เมล็ดมะละกอจะเริ่มงอก เมื่อมีใบจริงได้ 2 ใบ ให้เอาซาแรนออก ให้ต้นกล้าได้รับแสงแดดเต็มที่ เพื่อเป็นการปรับตัว จากนั้นประมาณ 2 สัปดาห์ ต้นกล้ามะละกอก็สามารถย้ายปลูกลงแปลงไว้ได้

เฝ้าระวังสวนมะพร้าวในช่วงอากาศชื้น และมีฝนตก กรมวิชาการเกษตร แนะเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวเฝ้าระวังด้วงแรดมะพร้าว สามารถพบได้ทั้งในระยะที่ต้นมะพร้าวยังไม่ให้ผลผลิตและให้ผลผลิตแล้ว ให้สังเกตการเข้าทำลายของด้วงแรดมะพร้าว จะพบตัวเต็มวัยบินขึ้นไปกัดเจาะโคนทางใบหรือยอดอ่อนของมะพร้าว โดยเจาะทำลายยอดอ่อนที่ใบยังไม่คลี่ ทำให้ใบใหม่ไม่สมบูรณ์ มีรอยขาดแหว่งเป็นริ้วๆ คล้ายหางปลาหรือรูปพัด

กรณีถูกทำลายมาก ใบใหม่แคระแกร็น รอยแผลตรงบริเวณเนื้อเยื่ออ่อนที่ถูกด้วงแรดมะพร้าวกัดเป็นช่องทางให้ด้วงงวงมะพร้าวเข้ามาวางไข่ หรือเกิดยอดเน่าจนถึงต้นตายได้ในที่สุด สำหรับด้วงแรดมะพร้าวในระยะตัวหนอน จะพบตามพื้นดินบริเวณกองปุ๋ยหมักและปุ๋ยคอก ซึ่งตัวหนอนจะเจาะชอนไชกัดกินและทำลายระบบรากของมะพร้าวปลูกใหม่ ทำให้ยอดเหี่ยวและแห้งเป็นสีน้ำตาล ต้นแคระแกร็นไม่เจริญเติบโต

หากพบการเข้าทำลายของด้วงแรดมะพร้าว เกษตรกรควรใช้วิธีป้องกันกำจัดแบบผสมผสาน คือวิธีเขตกรรม ชีววิธี และการใช้สารเคมี สำหรับวิธีเขตกรรม ให้เกษตรกรหมั่นรักษาความสะอาดและกำจัดเศษวัสดุต้นมะพร้าวบริเวณสวนอย่างสม่ำเสมอ เพื่อกำจัดแหล่งขยายพันธุ์ กรณีมีกองปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก กองขยะ กองขี้เลื่อย กองแกลบ ควรกำจัดออกไปจากสวนมะพร้าว หรือกองให้เป็นที่แล้วหมั่นกลับกองเพื่อตรวจดูหนอนด้วงแรดมะพร้าว

หากพบหนอนให้จับมาทำลายหรือเผากองนั้นทิ้งทันที ส่วนลำต้นและตอมะพร้าวที่โค่นทิ้งไว้ หรือมะพร้าวที่ยืนต้นตายควรโค่นลงมาเผาทำลาย กรณีต้นมะพร้าวที่ถูกตัดแล้วยังสดอยู่ ให้นำมาทำกับดักล่อให้ด้วงแรดมะพร้าวมาวางไข่ โดยให้ตัดทอนออกเป็นท่อนสั้นๆ นำมาวางเรียงรวมกันไว้ให้เปลือกมะพร้าวติดกับพื้นดิน เพราะด้วงแรดมะพร้าวจะวางไข่บริเวณที่ชุ่มชื้นสูงและผุเร็ว จากนั้น ให้เกษตรกรเผาทำลายท่อนกับดักเพื่อกำจัดทั้งไข่ หนอน และดักแด้ของด้วงแรดมะพร้าว สำหรับตอมะพร้าวที่เหลือให้ใช้น้ำมันเครื่องที่ใช้แล้วราดให้ทั่วตอ เพื่อป้องกันการวางไข่ได้

การใช้ชีววิธีในการกำจัด ให้เกษตรกรใช้เชื้อราเขียวเมตาไรเซียมใส่ตามกองขยะ กองปุ๋ยคอก หรือกับดักท่อนมะพร้าวที่มีหนอนด้วงแรดมะพร้าวอาศัยอยู่ และเกลี่ยเชื้อให้กระจายทั่วกอง เพื่อให้เชื้อมีโอกาสสัมผัสกับตัวหนอนให้มากที่สุด จากนั้นรดน้ำให้ความชื้นและหาวัสดุใบมะพร้าวมาคลุมกองไว้ เพื่อรักษาความชื้นและป้องกันแสงแดด ซึ่งเชื้อราเขียวเมตาไรเซียมจะเข้าทำลายในทุกระยะการเจริญเติบโตของด้วงแรดมะพร้าว

ส่วนการใช้สารเคมีในต้นมะพร้าวอายุ 3-5 ปี ที่ยังไม่สูงมากนัก ให้ใช้ลูกเหม็นใส่บริเวณคอมะพร้าวที่โคนทางใบรอบๆ ยอดอ่อน ทางละ 2 ลูก ต้นละ 6-8 ลูก กลิ่นของลูกเหม็นจะไล่ไม่ให้ด้วงแรดมะพร้าวบินเข้าไปทำลายคอมะพร้าว กรณีระบาดมาก ให้ใช้สารฆ่าแมลงคลอร์ไพริฟอส 40% อีซี หรือสารไดอะซินอน 60% อีซี หรือสารคาร์โบซัลแฟน 20% อีซี ชนิดใดชนิดหนึ่ง อัตรา 80 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร ราดบริเวณคอมะพร้าวให้เปียกตั้งแต่โคนยอดอ่อนลงมา โดยใช้ปริมาณ 1-1.5 ลิตร ต่อต้น ทุก 15-20 วัน และควรใช้ 1-2 ครั้ง ในช่วงระบาด

จากสภาพดินเค็ม เสื่อมโทรม และขาดความอุดมสมบูรณ์มีอินทรียวัตถุต่ำ การขาดแคลนน้ำต้องอาศัยพึ่งพาเพียงน้ำฝนในการเพาะปลูกปีละครั้ง นับเป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการประกอบอาชีพของเกษตรกรในพื้นที่ภาคอีสาน ทำให้เกิดผลกระทบตามมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งวิถีชีวิตและสภาพความเป็นอยู่ เกษตรกรเป็นจำนวนมากจำต้องละทิ้งผืนนาและบ้านเกิดเข้ามาขายแรงงานในเมืองหลวง เนื่องจากรายได้จากการเพาะปลูกพืชผลในผืนดินที่แห้งแล้งและขาดความอุดมสมบูรณ์ไม่เพียงพอต่อการเลี้ยงชีพและครอบครัว

ปี 2537 เกษตรกรที่บ้านหนองว้า อำเภอหนองกุงศรี จังหวัดกาฬสินธุ์ ได้รับผลกระทบจากสภาพปัญหาดังกล่าว นาข้าวให้ผลผลิตต่ำ ทำให้มีฐานะยากจน แต่ในวันนี้ แตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง เมื่อเกษตรกรปรับเปลี่ยนวิถีการประกอบอาชีพ ด้วยการปลูกถั่วเหลืองหลังการเก็บเกี่ยวข้าว กลายเป็นอาชีพเสริมที่ช่วยสร้างรายได้ และช่วยพลิกผืนนาให้คืนสู่ความอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง

ทั้งนี้ ถั่วเหลือง ถือเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีความสำคัญ และเป็นที่ต้องการของตลาดเป็นอย่างมาก เนื่องจากสามารถนำไปแปรรูปอาหารได้หลากหลายชนิด เช่น น้ำมันถั่วเหลือง นมถั่วเหลือง เต้าเจี้ยว เต้าหู้ นอกจากนี้ กากถั่วเหลืองยังใช้เป็นส่วนผสมที่สำคัญในการทำอาหารสัตว์ ประเทศไทยนั้นมีพื้นที่ปลูกถั่วเหลืองไม่เพียงพอกับความต้องการใช้ในประเทศ ทำให้ต้องนำเข้าเมล็ดและกากถั่วเหลืองจากต่างประเทศทุกปี จึงนับได้ว่าถั่วเหลืองเป็นพืชที่มีอนาคตสำหรับเกษตรกร และที่สำคัญถั่วเหลืองยังมีไนโตรเจนสูง ช่วยเพิ่มแร่ธาตุในดินได้ดี จึงเหมาะเป็นปุ๋ยพืชสดในการช่วยปรับปรุงบำรุงดิน

ท้องนามีสภาพดินทรายแห้งแข็งขาดความอุดสมบูรณ์ ใช้ปลูกข้าวเหนียว พันธุ์ กข 6 ได้ผลผลิตแต่ละปีน้อยมาก เพียง 20-30 ถัง ต่อไร่ ทำให้เกษตรกรดำรงชีพด้วยความยากลำบาก แต่หลังจากสำนักงานเกษตรจังหวัดกาฬสินธุ์ เข้ามาส่งเสริมให้เกษตรกรในหมู่บ้านหนองหว้าได้ปลูกถั่วเหลืองหลังนา ตั้งแต่ ปี 2537 เป็นต้นมา ทำให้วิถีชีวิตของเกษตรกรในท้องถิ่นแห่งนี้ปรับเปลี่ยนไปแบบหน้ามือเป็นหลังมือ ผืนนาที่เคยแห้งแล้ง กลับมาเป็นดินที่อุดมสมบูรณ์ ข้าวและถั่วเหลืองเติบโตและให้ผลผลิตที่ดี