พี่ฤทธิ์ บอกว่า ความสำเร็จขั้นที่ 2 คือ เมื่อลดปริมาณการ

หยอดเมล็ดข้าวลงได้แล้ว สิ่งที่ตามมาคือ การทดลองตรวจวิเคราะห์ดิน เพื่อลดการใช้ปุ๋ยและยาลง จากที่เคยใส่ปุ๋ย 60 กิโลกรัม ต่อไร่ หลังจากที่ได้ตรวจวิเคราะห์ดิน ประกอบกับการใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวที่น้อยลง ตนจึงลดปุ๋ยเคมีลงทันที เหลือแค่ 25 กิโลกรัม ต่อไร่ ผลตอบรับก็ดีเกินคาด ผมได้ผลผลิตข้าวในปริมาณเท่าเดิม คือ 800-900 กิโลกรัม ต่อไร่ ตามมาตรฐานของข้าวปทุมธานีของที่นี่ แต่กลับมีรายได้เพิ่มในส่วนของค่าปุ๋ย ค่ายา จากเดิมใช้สารเคมี 300-400 บาท ต่อไร่ เมื่อปลูกข้าวได้เป็นแถวเป็นแนวทำให้ดูแลและกำจัดวัชพืชในแปลงได้มากขึ้น ก็สามารถลดค่าสารเคมีเหลือเพียงไร่ละ 100 บาท

ความสำเร็จขั้นที่ 3 คือ การประหยัดแรงงาน การลดต้นทุนพี่น้องเกษตรกร สามารถทำได้ในหลายวิธี อย่างการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ผสมเข้ากับจิตวิณญาณการปลูกข้าวของพี่ฤทธิ์ ซึ่งก็เป็นไปได้ดี ผมลดการใช้แรงงานจากเมื่อก่อนทำนา 1 ไร่ ต้องใช้แรงงาน 4 คน เมื่อมีรถหยอดข้าว สามารถลดแรงงานเหลือเพียงคนเดียว อย่างเครื่องหยอดข้าว สามารถทำให้ 4 ขั้นตอน ที่ต้องใช้คน 4 คน เหลือแค่ 1 คน

ทำขั้นตอนเดียวจบ ยกตัวอย่าง 10 ไร่ เมื่อก่อนต้องใช้เวลา2-3 วัน พอมีรถหยอดข้าวเข้ามาช่วย สามารถย่นระยะเวลาทำเสร็จใน 3 ชั่วโมง ทั้ง 10 ไร่ อันนี้ถือเป็นเทคโนโลยีหนึ่งที่สามารถส่งเสริมให้ลดทั้งน้ำมัน ทั้งแรงงาน ลดค่าใช้จ่ายอื่นๆ ได้ทั้งหมด และตอนนี้ผมพยายามผลักดันเกษตรกรในพื้นที่ให้หันมาใช้เทคโนยีนำการผลิต ผมจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ทุกคนต้องเดินไปด้วยกัน แต่ถ้าพาใครไปไม่ได้ทั้งหมด 100 คน ขอเอาไปสัก 70-80 คน ก็ยังดี

ใช้เทคโนโลยีนำการผลิต วิถีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น

ตั้งแต่ได้ทดลองปลูกข้าวโดยใช้รถหยอด วิถีชีวิตของพี่ฤทธิ์ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เมื่อก่อนขายข้าวไม่มีเงินเหลือให้ใคร ซ้ำยังติดหนี้ แต่ทุกวันนี้มีเงินใช้ มีเงินเก็บ แล้วยังมีเงินเหลือส่งให้ลูก 2 คน ไปโรงเรียนได้อย่างไม่ขัดสน และในการทำงานแต่ละครั้งพี่ฤทธิ์ไม่มีปัญหากู้หนี้ยืมสิน จากเมื่อก่อนติดหนี้เยอะ และต้องเก็บเกี่ยวผลผลิตไปขายและใช้หนี้วนเวียนอยู่อย่างนี้ พอจะทำรอบใหม่ ไม่มีเงินลงทุนก็ต้องไปกู้ แต่พอเปิดใจรับกับเทคโนโลยีใหม่ๆ รู้สึกว่ารายจ่ายเราน้อยลง แต่รายได้เราเพิ่มขึ้น เมื่อก่อนทำนา 1 ไร่ ต้องใช้เงินลงทุน 5,000 บาท ต่อไร่ แต่ปัจจุบัน ทำนา 1 ไร่ ลงทุนแค่ 2,500 บาท เห็นได้ชัดว่าเหลือกำไรจากการทำนากว่าครึ่งหนึ่ง

กระทรวงเกษตรฯ “ส่งความสุขปีใหม่ มอบให้เกษตรกรปี 2562” มอบของขวัญแก่เกษตรกร และประชาชนผ่านโครงการสำคัญ จำหน่ายสินค้าเกษตรคุณภาพราคาพิเศษ พร้อมตั้งจุดบริการประชาชนอีก 159 จุด ทั่วประเทศ

นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรฯ เตรียมมอบของขวัญปีใหม่แก่ประชาชน ผ่านโครงการ “ส่งความสุขปีใหม่ มอบให้เกษตรกร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปี พ.ศ. 2562” ตลอดเดือน ธ.ค.2561 – ม.ค.2562 มอบของขวัญแก่เกษตรกรโดยการบริการประชาชนอีก 159 จุดทั่วประเทศ เพื่อสร้างรายได้เพิ่มลดรายจ่ายครัวเรือน และเป็นการมอบความสุขจากการเยี่ยมชมสถานที่ท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์เกษตรที่สวยงาม ซึ่งประชาชนและเกษตรกรได้รับประโยชน์ จำนวน 757,374 ราย

ประกอบไปด้วย 3 กิจกรรมหลัก ดังนี้ 1.มอบของขวัญเกษตรกรไทย มีกิน มีใช้ มีรายได้พอเพียง ผ่านโครงการสำคัญของกระทรวงเกษตรฯ เช่น โครงการชลประทานขนาดเล็ก ที่ก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2561 ให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จำนวน 6 โครงการส่งมอบแหล่งน้ำในไร่นานอกเขตชลประทานที่ก่อสร้างแล้วเสร็จให้กับเกษตรกร จำนวน 15,321 บ่อ

สร้างความเข้มแข็งให้ความช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยาง และคนกรีดยาง ตามพื้นที่เปิดกรีดจริง 1,800 บาท/ไร่ (ไม่เกิน 15 ไร่/ราย) และสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรชาวสวนปาล์มน้ำมัน ตามพื้นที่ปลูกจริง ไร่ละ 1,500 บาท/ไร่ ไม่เกิน 15 ไร่/ราย เป็นต้น ซึ่งประชาชนและเกษตรกรได้รับประโยชน์ จำนวน 470,274 คน

2.เพิ่มพลังปีใหม่ จำหน่ายสินค้าราคาพิเศษ สินค้าเกษตรคุณภาพ อาทิ ไข่ไก่ นม ยู เอช ที ไทย-เดนมาร์ค จำหน่ายกระเช้าของขวัญ จากสินค้าเกษตรและอาหารปลอดภัยที่ได้เครื่องหมาย Q สินค้า และผลิตภัณฑ์ของวิสาหกิจ กลุ่ม และสหกรณ์ อาทิ ข้าวสาร สมุนไพร อาหารทะเลแปรรูป และผลิตภัณฑ์ยางพารา เป็นต้น ณ จุดจำหน่ายของหน่วยงาน (ในพื้นที่ส่วนกลาง และภูมิภาค) และตลาดออนไลน์ ประชาชนและเกษตรกรได้รับประโยชน์ จำนวน 14,000 คน

3.ปีใหม่เที่ยวทั่วไทยสุขใจไปกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประกอบด้วย 1) การเปิดสถานที่ราชการ ปรับภูมิทัศน์รองรับนักท่องเที่ยว เช่น สถานีเรดาร์ฝนหลวงอมก๋อย จ.เชียงใหม่ ศูนย์วิจัยข้าวราชบุรี แหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศด้านปศุสัตว์ จำนวน 7 แห่ง แหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ด้านการเกษตร จำนวน 16 จุด อาทิ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรที่สูงเชียงราย (วาวี) จ.เชียงราย ศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ (แม่จอนหลวง และขุนวาง) จ.เชียงใหม่ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาประมงอ่าวคุ้งกระเบน จ.จันทบุรี

ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เชียงใหม่ และศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพาน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.สกลนคร และเปิดศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ จำนวน 21 ศูนย์ โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษากิ่วลม – กิ่วคอหมา จ.ลำปาง โครงการชลประทานสมุทรปราการ (ประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.สมุทรปราการ) โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษากระเสียว (อ่างเก็บน้ำกระเสียว จ.สุพรรณบุรี) เป็นต้น

สำหรับผลิตภัณฑ์อาหารจากถั่วเหลืองนั้นมีมากมาย ไม่เฉพาะในแถบเอเชียบ้านเราเท่านั้น แต่ยังแพร่หลายไปยังอเมริกา และยุโรป แต่ว่าเขาเริ่มหันมานิยมกันทีหลังเราเท่านั้นเอง และผู้นำในด้านการใช้ถั่วเหลืองจริงๆ คือ ประเทศจีน เพราะอาณาจักรนี้มีการปลูกถั่วเหลืองตั้งแต่ศตวรรษที่ 11 ก่อนคริสตกาล อาจจะเป็นพืชชนิดแรกๆ ที่คนเริ่มปลูกกัน ต่อจากนั้นอีกหลายๆ ศตวรรษจึงได้แพร่หลายไปญี่ปุ่น ในศตวรรษหลังๆ ต่อมา

ประเทศญี่ปุ่น ได้รับเอาวัฒนธรรมการกินและประเพณีมาจากจีนเยอะมากแต่ค่อยๆ นำมาดัดแปลง สำหรับประเทศอเมริกานั้นเพิ่งรู้จักถั่วเหลืองเมื่อ 100 กว่าปีนี่เอง ราวปี ค.ศ. 1804 แต่ไปๆ มาๆ กลายเป็นผู้ผลิตถั่วเหลืองรายใหญ่ที่สุดของโลก ตามมาด้วยบราซิล จีน อิตาลี อาร์เจนตินา ปารากวัย อินโดนีเซีย แคนาดา รัสเซีย และประเทศไทยเราเองก็มีการปลูกถั่วเหลืองส่งออกเหมือนกัน

ในประเทศอเมริกาจะเน้นหนักการใช้โปรตีนจากถั่วเหลืองมาเพิ่มโปรตีนในผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ และอาหารจากแป้งต่างๆ ไม่ได้นำมาผลิตเป็นถั่วเน่าเหมือนทางแถบเอเชีย แต่ก่อนเคยมีการจัดประกวดซอสปรุงรสถั่วเหลืองจากทั่วโลก และญี่ปุ่นก็เป็นประเทศที่ส่งเข้าประกวดมากที่สุด ผลปรากฏว่ามีม้านอกสายตา คือ ประเทศไทย ซึ่งส่งเข้าประกวดแค่ 2 ยี่ห้อ และมียี่ห้อหนึ่งชนะเลิศการประกวด ซึ่งฝรั่งบอกว่า รสชาติกลมกล่อม เค็ม หวาน หอมกำลังเหมาะ

ที่อเมริกาชอบถั่วเหลืองเอามากๆ ด้วยเพราะถั่วเหลืองจัดเป็นพืชที่ให้โปรตีนสูงมากๆ มีกรดอะมิโนจำเป็นเกือบครบ และสามารถนำไปแปรรูปเป็นอาหารต่างๆ ได้ง่าย ที่สำคัญราคาถูกกว่าเนื้อสัตว์ เผลอๆ บางคนอาจจะเคยกินโดยไม่รู้ตัวก็ได้ เช่น ส่วนผสมในแฮมเบอร์เกอร์

ในถั่วเหลืองเมล็ดหนึ่งจะมีโปรตีนอยู่ประมาณ 30-50% น้ำประมาณ 13-25% คาร์โบไฮเดรต อีก 14-24% และน้ำมันในถั่วเหลืองยังเป็นกรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัว ซึ่งกินดีกว่าน้ำมันชนิดกรดไขมันอิ่มตัวจากสัตว์ คือมีกรดไลโนเลอิก 55% โอเลอิก 21% ที่เหลือเป็นกรดไขมันชนิดอิ่มตัว คิดเป็นสัดส่วนกันแล้วจะมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวประมาณ 80% และกรดไขมันอิ่มตัวประมาณ 20% จึงนับว่าเยี่ยมมากและหาพืชอื่นใดมาทดแทนได้ยาก และยังช่วยลดคอเลสเตอรอลในเส้นเลือดได้ดีอีกด้วย

นอกจากนี้แล้วถ้าเทียบสัดส่วนโปรตีนกับเนื้อสัตว์ ถั่วเหลืองก็มีมากกว่า แคลเซียมก็สูงกว่านม และยังมีแร่ธาตุ วิตามินต่างๆ อีกมากมาย

จากการวิจัยเบื้องต้นพบว่า อาหารจากโปรตีนถั่วเหลือง เป็นแหล่งของไอโซฟลาโวนตามธรรมชาติสูง มีประโยชน์ต่อผู้หญิงหลายประการ เช่น ช่วยลดการสูญเสียมวลกระดูก และลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ ยิ่งไปกว่านั้น การรับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยโปรตีนถั่วเหลือง ยังอาจช่วยลดอาการร้อนวูบวาบ ซึ่งผู้หญิงวัยทองส่วนใหญ่มักจะต้องประสบได้อีกด้วย

ถั่วเหลืองมีประโยชน์กับสตรีวัยทอง ซึ่งเป็นวัยหมดประจำเดือน และมีอาการข้างเคียงอันมาจากการขาดฮอร์โมนเอสโตรเจน สารไอโซฟลาโวนซึ่งเป็นสารทำหน้าที่เสมือนฮอร์โมนเอสโตรเจนจากพืชธรรมชาติ เรียกว่า ไฟโตเอสโตรเจน ช่วยบรรเทาอาการต่างๆ ของภาวะหมดประจำเดือน ลดอาการร้อนวูบวาบ ช่องคลอดแห้ง และช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจ ช่วยรักษาแคลเซียมในเนื้อกระดูก เพิ่มการดูดซึมแคลเซียม ป้องกันโรคกระดูกพรุน อีกทั้งยังช่วยป้องกันมะเร็งเต้านมในหญิง และมะเร็งต่อมลูกหมากในเพศชาย ซึ่งแตกต่างกับการฉีดหรือกินฮอร์โมนสังเคราะห์อย่างสิ้นเชิง

ผลิตภัณฑ์ถั่วเหลืองในเอเชีย ต้นกำเนิดส่วนใหญ่ล้วนมาจากประเทศจีน ไม่ว่าจะเป็น เต้าหู้ (ทำมาจากการตกตะกอนโปรตีนของถั่วเหลือง) บางชนิดก็ปล่อยให้เกิดการหมักจนเกิดกลิ่นและฟู ซึ่งในบางครั้งฝรั่งเรียกเต้าหู้ชนิดที่หมักว่า Soybean cheese เพราะมีลักษณะคล้ายเนยแข็ง และใช้เชื้อราคล้ายกัน

เต้าเจี้ยวเอย เต้าซี่ เต้าหู้ ซีอิ๊ว ซอสถั่วเหลือง ซีอิ๊วญี่ปุ่น (มิโซะ) เทมเป้ของอินโดนีเซีย (คล้ายถั่วเน่าของทางเหนือ ใช้ทอดหรืออบกิน) และอีกหลายๆ เต้า ที่มาจากถั่วเหลืองก็อาศัยขบวนการหมักโดยเชื้อราแทบทั้งนั้น

อาหารที่ทำจากถั่วเหลือง แบ่งได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่

ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลืองที่ไม่ผ่านการหมัก เช่น เต้าหู้ ถั่วงอกเพาะ ฝักอ่อน ยอดอ่อนสด หรือต้นอ่อน เมล็ดถั่วเหลืองอบหรือทอด เป็นต้น ส่วนผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการหมักถั่วเหลือง เช่น ซอสถั่วเหลือง เต้าเจี้ยว ซีอิ๊วต่างๆ น้ำมันถั่วเหลือง เป็นต้น

เมล็ดถั่วเหลือง

มีทั้งแบบทอดกรอบ และแบบอบแห้ง มักมีการเติมเกลือหรือปรุงรสเพิ่ม จัดเป็นแหล่งของโปรตีน เส้นใยอาหาร และไอโซฟลาโวนที่ยอดเยี่ยม แต่อย่างไรก็ตามไม่ควรลืมว่าเมล็ดถั่วเหลืองก็ไม่ต่างจากถั่วอื่นๆ ที่มีไขมันสูงและแคลอรีสูง

เต้าหู้

ลักษณะเป็นก้อน ขนาดมีให้เลือกหลายรูปแบบ ทำจากนมถั่วเหลือง เต้าหู้สามารถเปลี่ยนรสชาติได้หลากหลายตามแต่การปรุงแต่งด้วยความหลากหลายนั้นเอง เต้าหู้จึงถูกนำมาใช้แทนชีส ไปจนถึงแทนเนื้อสัตว์ เต้าหู้แข็งจะมีโปรตีน ไขมัน และแคลเซียมสูงกว่าเต้าหู้อื่นๆ เหมาะกับการนำมาทำอาหาร

เกิดจากเมล็ดถั่วเหลืองที่ถูกนำมาเพาะเป็นเวลาประมาณ 6 วัน เป็นแหล่งของโปรตีน และเส้นใยอาหารที่ดี สามารถเติมลงในอาหารจานผักได้ง่ายๆ

ฝักอ่อน ยอดอ่อนสด หรือต้นอ่อน

ถั่วเหลืองนั้นสามารถนำมากินได้ตั้งแต่เป็นต้นอ่อน โดยการนึ่งเหมือนกับผักสดทั่วไป เป็นแหล่งโปรตีน เส้นใยอาหาร และไอโซฟลาโวนที่ดี จึงเป็นอาหารว่างซึ่งเป็นที่นิยมของคนญี่ปุ่น และสามารถหากินได้ตามร้านอาหารเพื่อสุขภาพมากมายในอเมริกา

(ไอโซฟลาโวน คือ กลุ่มของสารประเภท ฟลาโวนอยด์ เป็นสารรงควัตถุไม่จัดเป็นสารอาหาร เพราะไม่ให้พลังงาน และไม่มีผลต่อการเจริญเติบโตของร่างกาย พบตามธรรมชาติในอาหารประเภทถั่วเหลืองและผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง เช่น เต้าหู้ เต้าเจี้ยวถั่วเน่า น้ำเต้าหู้ นอกจากนี้ ยังพบในถั่วเมล็ดแห้งชนิดอื่นๆ เช่น ถั่วเขียว ถั่วลันเตา…)

น้ำมันถั่วเหลือง

ถั่วเหลือง เป็นพืชน้ำมันที่สำคัญ โดยหลายประเทศใช้ในการประกอบอาหาร ในเมล็ดถั่วเหลืองมีองค์ประกอบของน้ำมันค่อนข้างสูง (ประมาณร้อยละ 20 โดยน้ำหนักแห้ง) ส่วนมากมักนิยมใช้ในน้ำมันถั่วเหลืองในการผัดและทอดอาหาร ทำน้ำสลัด และมาการีน เป็นต้น

โปรตีนจากถั่วเหลือง

หลังจากสกัดน้ำมันถั่วเหลืองด้วยตัวทำละลายแล้ว ส่วนที่เหลือจะเป็นเนื้อถั่วที่อุดมไปด้วยโปรตีน สามารถนำมาแปรรูปเป็นอาหารหลายชนิด เช่น เนื้อเทียม (โปรตีนเกษตร) แป้งถั่วเหลืองใช้ทำเบเกอรี่ เป็นต้น

นมถั่วเหลือง—–

ไม่มีแล็คโทส (น้ำตาลในน้ำนม) วิธีการโดยการแช่และบดถั่วเหลืองในน้ำ หรืออาจใช้วิธีการเติมน้ำในแป้งถั่วเหลืองที่ไม่ผ่านการแปรรูป ได้เป็นแหล่งชั้นยอดของไอโซฟลาโวน โปรตีน วิตามินบี และแร่ธาตุ (มีเพียงนมถั่วเหลืองที่ผ่านการพาสเจอไรซ์ และเติมสารอาหารเท่านั้น ที่มีแคลเซียม วิตามินดี หรือ บี 12 เท่ากับนมวัว)

เต้าเจี้ยวแบบญี่ปุ่น ที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้หลายอย่าง ทั้งเป็นเครื่องปรุง นำมาทำซุป หรือใช้ผสมเป็นน้ำสลัดและน้ำซอส มีไขมันต่ำ แต่มีเกลือโซเดียมสูง และสามารถเก็บไว้ในตู้เย็นได้นานถึงหนึ่งปี (หากคุณมีความดันโลหิตสูงแนะนำให้หลีกเลี่ยงมิโซะ)

ซอสถั่วเหลือง

หนึ่งในเครื่องปรุงอาหารที่ได้รับความนิยมที่สุดในโลก ซอสรสเค็มชนิดหนึ่งทำมาจากการหมักถั่วเหลือง ข้าวสาลี และเชื้อราเข้าด้วยกัน ซอสถั่วเหลืองไม่มีไอโซฟลาโวน แต่การศึกษาบางชิ้นพบว่ามันมีสารต้านมะเร็งตัวอื่นๆ เนื่องจากซอสถั่วเหลืองมีความเค็มจากเกลือ หากสามารถเลือกซอสถั่วเหลืองแบบโซเดียมต่ำก็จะดีต่อสุขภาพผู้บริโภค

เต้าเจี้ยว

เป็นการแปรรูปถั่วเหลือง ให้อยู่ในลักษณะของผลิตภัณฑ์ที่เก็บไว้ได้นาน ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์อาหารที่ได้มาจากการหมักถั่วเหลือง เพื่อการถนอมอาหาร ที่จัดอยู่ในกลุ่มอาหารหมักเกลือ เต้าเจี้ยวนำมาใช้เป็นส่วนประกอบของการปรุงรสชาติอาหาร ซึ่งนอกเหนือจากจะได้รสชาติที่ดีแล้ว ยังเป็นการเพิ่มโปรตีนในอาหารอีกด้วย โดยเฉพาะในการปรุงอาหาร ที่ปราศจากเนื้อสัตว์ เช่น อาหารเจ อาหารมังสวิรัติ

พอได้ยินชื่อ ถั่วเน่า บางท่านก็ทำหน้ายี้กันแล้วใช่ไหม แต่นั่นขอบอกว่าหมายถึง ถั่วเหลืองหมัก นั่นเองค่ะ! ซึ่งคนเมืองเหนือเขาเรียกกันว่า ถั่วเน่า ที่ทำเป็นแผ่นๆ ไว้ปิ้งกินหรือใส่แกง เพื่อให้น้ำแกงข้นและหอมแบบเดียวกับกะปินั่นแหละ

ถั่วเน่า เป็นภาษาที่ชาวบ้านส่วนใหญ่เขาเรียกกัน แต่ขอบอกว่า มันเน่าอย่างมีขบวนการ เลือกเชื้อราที่จะมาย่อยสลายถั่วให้เกิดผล เกิดกลิ่นได้ตามต้องการแล้วแต่จะทำอะไร

เมนูอาหาร ผลิตภัณฑ์ถั่วเหลือง

ลาบเต้าหู้(มังสวิรัติ) (ใน 1 จาน ให้พลังงานประมาณ 244 กิโลแคลอรี ไขมัน 65 กิโลแคลอรี และโปรตีนจากถั่วเหลือง 24 กรัม)

1. ล้างเห็ดหูหนู เห็ดฟาง ให้สะอาด เฉือนโคนที่สกปรกออก ลวกเห็ดทั้ง 2 ให้สุก ตักขึ้นหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ พักไว้

นึ่งเต้าหู้ พอร้อนนำมายีหรือบดให้ละเอียด คั่วพอแห้ง
เคล้าเต้าหู้ เห็ดหูหนู เห็ดฟางเข้าด้วยกัน ปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาว น้ำมะนาว ใส่หอมแดง พริกป่น ข้าวคั่ว เคล้าให้เข้ากัน ชิมรส ใส่ต้นหอม ใบสะระแหน่ เคล้าเบาๆ จัดใส่จาน กินกับผักสด
2 .กุ้งต้มซุปเต้าเจี้ยวญี่ปุ่น (สำหรับ 8 คน)

ส่วนผสม

กุ้งทะเล 3 ขีด
น้ำ 7 ถ้วย
ปลาโอแห้งไสบางๆ (คาสึโอะบุชิ) ¼ ถ้วย
เต้าเจี้ยวญี่ปุ่น (มิโซะ) ¼ ถ้วย
ถ้าใช้อย่างบดแล้วใช้เพียง 2 ช้อนโต๊ะ
เต้าหู้แผ่นชนิดจืด 2 แผ่น
ขิงซอย 2 ช้อนโต๊ะ
ต้นหอมหั่น 2 ช้อนโต๊ะ
วิธีทำ

ปอกเปลือกกุ้งไว้หาง ชักเส้นดำทิ้ง เอาเปลือกกุ้งมาต้มกับน้ำสักพัก แล้วกรองเปลือกกุ้งทิ้ง
เอาหม้อน้ำเปลือกกุ้งตั้งไฟให้เดือด ใส่ปลาโอแห้งไส ลงไปต้มเคี่ยวกับน้ำซุปกุ้ง แล้วใส่มิโซะลงไปต้มผสมสักครู่ จากนั้นกรองเอาน้ำซุปใส่หม้ออีกใบ ยีเต้าเจี้ยวในกระชอนแล้วตักน้ำซุปราด ทำอย่างนี้ 1-2 ครั้ง แล้วเอากากทิ้ง ชิมรสชาติน้ำซุป หากเต้าเจี้ยวออกรสเค็มไม่พอก็เติมด้วยซอสถั่วเหลือง (โซยุ) ให้ได้รสเค็มพอดี
ใส่เต้าหู้ขาวหั่นชิ้นสี่เหลี่ยมด้านเท่า 0.5 เซนติเมตร ลงต้มกับน้ำซุป พอเดือดใส่กุ้ง เมื่อกุ้งสุกยกลงจากเตา ตักน้ำซุปร้อนๆ ใส่ถ้วยแบ่ง 6-8 ที่ โรยขิงซอย ต้นหอมหั่น เสิร์ฟร้อนๆ กับข้าวสวย

เต้าเจี้ยวญี่ปุ่นและปลาโอแห้งไส มีขายตามซูเปอร์มาร์เก็ตในห้างสรรพสินค้าทั่วๆ ไป และซุปอย่างนี้หากไม่ใส่กุ้งจะใช้หอยลายสด 0.5 กิโลกรัม ลวกน้ำเดือดให้สุก แล้วแกะเอาเนื้อมาใส่ปรุงกับซุปก็จะได้รสชาติที่อร่อยอีกแบบหนึ่ง หรือจะใส่ทั้งกุ้งและหอยก็จะยิ่งเพิ่มรสชาติให้ดียิ่งขึ้น และถ้าหาปลาโอแห้งกับเต้าเจี้ยวญี่ปุ่น (มิโซะ) ไม่ได้ ก็ใช้น้ำซุปกระดุกปลาเอามาต้มกับเปลือกกุ้งแทน ส่วนเต้าเจี้ยวก็ใช้เต้าเจี้ยวเหลืองขวด ตำหรับจีนก็ได้ หรือเต้าเจี้ยวไทยก็ใช้ได้เช่นกัน

มิโซะของญี่ปุ่น ก็ทำมาจากซีอิ๊ว แต่มาดัดแปลงให้เข้ากับลิ้นคนญี่ปุ่นมากขึ้น และมีข้อควรระวังในการใช้ผลิตภัณฑ์ปรุงรสต่างๆ จากถั่วเหลืองอยู่ว่า พวกนี้ล้วนแต่มีเกลือสูง เช่น ซีอิ๊ว เต้าเจี้ยว เต้าหู้ยี้ กินเป็นแค่เครื่องปรุงรสไม่ใช่อาหาร กินเค็มมากไปและติดต่อกันทุกวันย่อมไม่ดีแน่นอน โดยเฉพาะความดันจะสูง ไตจะพังเอาง่ายๆ แถมไม่ดีกับโรคหัวใจด้วย และหากว่าท่านจะกินอะไร ก็ควรให้พอเหมาะพอดี ไม่มากไม่น้อยจนเกินไป เพื่อสุขภาพที่ดีและแข็งแรง จึงควรคำนึงถึงความปลอดภัยของท่านและบุคคลในครอบครัวด้วย

“ปลูกผักแลกค่าเทอม” เป็นโครงการยุทธศาสตร์หนึ่งของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ในการผลิตบัณฑิตนักปฏิบัติ ในการนำความรู้ ภาคทฤษฎีมาทำการผลิตพืช ผัก ผลไม้ ไข่ เนื้อสัตว์ ปลา โดยมีอาจารย์ที่ปรึกษา/นักวิชาการทำหน้าที่พี่เลี้ยง นำเทคนิค องค์ความรู้ มาสอนแนะแก่นักศึกษา ซึ่งมาจากทุกคณะ ทุกชั้นปี ที่สนใจ ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ แบ่งเบาภาระให้แก่พ่อแม่ ผู้ปกครองในค่าเล่าเรียน ปัจจุบันมีนักศึกษาที่สมัครใจเข้าร่วมในโครงการจำนวน 467 คน จาก 11 คณะ

สำหรับโครงการนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อให้นักศึกษาได้เรียนรู้เทคนิคทางการเกษตรจากการปฏิบัติงานจริงนอกห้องเรียน รวมทั้งมีรายได้เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระของผู้ปกครองในการลงทะเบียนเรียน ขณะที่ทางคณะและสำนักได้บูรณาการการเรียนการสอน เพื่อการสร้างบัณฑิตที่มีทักษะ ความรู้ ความสามารถ ทั้งยังเป็นผู้ประกอบการเพื่อสังคม และเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของตลาด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมการผลิตสินค้าสำหรับผู้บริโภคที่รักสุขภาพ ป้อนเข้าสู่กาดแม่โจ้ 2477

ผลการดำเนินงานในภาคเรียนที่ผ่านมา (ภาคเรียนที่ 2/2559) นักศึกษาสามารถจำหน่ายผลผลิตที่ผลิตจากพื้นที่ภายในบริเวณมหาวิทยาลัย จัดสรรให้ดำเนินการผลิต (สำนักฟาร์ม มหาวิทยาลัยแม่โจ้ และคณะต้นสังกัด) โดยให้นักศึกษานำผลผลิตมาจำหน่ายให้แก่ผู้บริโภค ในกาดแม่โจ้ 2477 เป็นประจำทุกวันศุกร์และเสาร์ สร้างรายได้ เพื่อชำระเป็นค่าลงทะเบียนเรียน จำนวน 77 คน มูลค่า 215,880 บาท

นางสาวหฤทธิ์ชนัน ดีดวง หรือ น้องแนน นักศึกษาชั้นปีที่ 1 คณะเทคโนโลยีการประมงและทรัพยากรทางน้ำ เผยความรู้สึกภายหลังที่ได้เข้าร่วมโครงการนี้เป็นครั้งแรกว่าโครงการปลูกผักเลี้ยงปลาแลกค่าเทอมสอนให้เกิดทักษะการทำงานที่สามารถนำไปประกอบอาชีพในชีวิตจริงได้

โดยเฉพาะในตัวโครงการที่มุ่งเน้นการให้ความรู้ในทางทฤษฎีและปฏิบัติจากความรู้ที่ได้จากในห้องเรียน รวมถึงยังสอนให้รู้จักนำวัตถุดิบจากในพื้นที่เพื่อนำทำเกษตรกรรม ไม่ว่าจะปลูกผัก เลี้ยงปลา ขณะเดียวกัน ยังได้รับความรู้จากการสร้างมูลค่าด้วยการแปรรูป แล้วยังชี้นำในการตลาดด้วยการนำไปขายที่กาดแม่โจ้ 2477 เพื่อนำรายได้กลับมาเป็นค่าเทอม

สำหรับโครงการนี้ทำหน้าที่ในการเลี้ยงปลานิล ปลูกผัก และการแปรรูปทำปลานิลแดดเดียว ปลาส้ม โดยนำผลผลิตทุกอย่างไปขายที่กาดแม่โจ้ 2477 น้องแนนบอกว่าจะพบปัญหาจากครั้งแรกที่เริ่มเลี้ยงปลาและปลูกผักเนื่องจากตัวเองยังไม่เคยมีความรู้มาก่อน แต่ภายหลังที่ทำกิจกรรมบ่อยๆ พร้อมไปกับการเรียนวิชาการในห้องเรียนทำให้มีความเข้าใจเพิ่มมากและเกิดความชำนาญเป็นอย่างดี ไม่เพียงเท่านั้นยังได้นำสิ่งที่ได้จากโครงการมาช่วยทางบ้านในเรื่องการเลี้ยงปลาและการแปรรูป ยิ่งทำให้เห็นภาพได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น

“สิ่งที่ได้จากโครงการจะสอนในรู้ถึงวิธีการสร้างทักษะ ความชำนาญในการนำความรู้มาใช้ประกอบอาชีพในชีวิตจริง รวมถึงยังได้ข้อคิดเรื่องการประกอบอาชีพเพื่อให้มีความรอบคอบมากขึ้น นอกจากนั้น ยังช่วยเสริมสร้างภาวะผู้นำ” น้องแนน กล่าว