พ่อค้าจีน บุกเซ็นเอ็มโอยูทุเรียน รับซื้อไม่อั้น มุ่งกระจายสู่คนจีน

1.4 พันล้านคน วันที่ 2 พ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท ควีน โฟรเซ่น ฟรุต จำกัด ร่วมกับ บริษัท Beijing Jingdong Century Trade จำกัด จัดพิธีลงนามความร่วมมือ หรือเอ็มโอยู การค้าขายผลไม้ทุเรียน ที่บริษัท ควีน โฟรเซ่น ฟรุต จำกัด (หลังตลาดไทย) เลขที่ 99 / 55 ม.9 ต.คลองสอง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี

บรรยากาศภายในพิธีลงนามความร่วมมือเอ็มโอยู การค้าขายผลไม้ทุเรียน มีนางกาญจนา แย้มพราย ประธานกรรมการบริษัท ควีน โฟรเซน ฟรุต จำกัด และนายเย่ เว่ย ประธานกรรมการ บริษัท เจดี เฟรซ เป็นผู้ลงนามเซ็นเอ็มโอยู การซื้อขายทุเรียน โดยวางเป้าหมายการกระจายทุเรียนสู่ผู้บริโภคในประเทศจีน ที่มีประชากรมากถึง 1,400 ล้านคน โดยทางบริษัท เจดี เฟรซ เชื่อว่าถือเป็นโอกาสที่ดี ที่ทุเรียนแช่แข็งของประเทศไทย

จะก้าวเข้าสู่ตลาดจีนมากยิ่งขึ้น ซึ่งในอดีตเกษตรกรส่งออกทุเรียนสด พบปัญหาเรื่องอายุการเก็บรักษาสินค้า ทำให้ราคาทุเรียนสดตกต่ำ เมื่อทุเรียนสดล้นตลาด การแปรรูปทุเรียนแช่แข็งจะช่วยตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี และทำให้สามารถส่งออกทุเรียนได้ตลอดทั้งปี ทั้งในและนอกฤดูกาล อีกทั้งเป็นการเพิ่มมูลค่าสินค้า สามารถรับซื้อทุเรียนจากเกษตรกรได้ไม่จำกัด และให้ราคาสูง เป็นการช่วยเหลือเกษตรกรได้อีกทางหนึ่ง ซึ่งในอนาคตจะรับซื้อผลไม้ประเภทอื่นด้วย

ด้านนางกาญจนา กล่าวว่า เนื่องจากครอบครัวดั้งเดิมทำธุรกิจด้านผลไม้อยู่แล้ว เห็นปัญหาเรื่องการรับจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตรของเกษตรกร ที่ราคาตกต่ำ บางสินค้าล้นตลาด วันนี้เมื่อมีโอกาสช่วยเกษตรกร จึงตัดสินใจ เซ็นเอ็มโอยู เพื่อนำสินค้าไทยสู่ตลาดโลก ที่ผ่านมามีตัวแทนของบริษัท ควีน โฟรเซ่น ฟรุต จำกัด เดินทางไปบรรยาย และลงนามกับเกษตรกรที่ปลูกทุเรียนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อเพิ่มความมั่นใจให้กับเกษตรกรว่า จะยินดีรับซื้อสินค้าของเกษตรกรทั้งหมด

สำหรับบริษัท ควีน โฟรเซ่น ฟรุต จำกัด เป็นโรงงานแช่แข็งทุเรียนแปรรูป ทุเรียนแช่แข็ง และไอศกรีมรสทุเรียน ซึ่งโรงงานมีพื้นที่ 15 ไร่ โดยทางบริษัท ได้ซื้อทุเรียนจำนวนมากจากเกษตกรตามฤดูกาล เพื่อนำมาแปรรูป ก่อนที่จะส่งไปขายในตลาดประเทศจีน ที่กำลังนิยมทุเรียนในลักษณะต่างๆ และช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ตลาดทุเรียนแช่แข็งไปประเทศสิงคโปร์กับประเทศจีน เป็นตลาดที่นิยมบริโภคทุเรียนมากที่สุด มีปริมาณสั่งซื้อเพิ่มขึ้นทุกปี บางปีเกิดปัญหาส่งออกไม่ทันตามจำนวนความต้องการ จากความนิยมเช่นนี้เอง

ทางบริษัท Beijing Jingdong Century Trade จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ JD.com ซึ่งถือเป็นผู้ให้บริการอีคอมเมิร์ซรายใหญ่ในปประเทศจีน เล็งเห็นความสำคัญ และคุณภาพของทุเรียนไทย จึงติดต่อเพื่อขอซื้อทุเรียนจากทางบริษัท ควีน โฟรเซ่น ฟรุต จำกัด และมีการขายทางแอพพลิเคชั่น JD ซึ่งได้ผลตอบรับดีมาก จนไม่พอจำหน่าย และขาดตลาด จึงนำไปสู้ช่อทางการทำเอ็มโอยู ร่วมกัน เพื่อขยายตลาดทุเรียนให้ส่งตรงถึงผู้บริโภคในประเทศจีนโดยตรง

นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ราคาข้าวหอมมะลิปรับตัวดีขึ้นตันละ 17,000 บาท ส่งผลให้ข้าวหอมปทุมปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่าตันละ 11,000-12,000 บาท เมื่อใกล้เข้าถึงฤดูเพาะปลูกเดือนพ.ค. มีเอกชนผู้จำหน่ายข้าวถุง ทั้งเพื่อบริโภคในประเทศและเพื่อการส่งออก และเกษตรกรจำนวนหลายราย ติดต่อมาทางกรมการข้าวเพื่อขอซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าวปลูก โดยให้เหตุผลว่าเตรียมขยายพื้นที่เพาะปลูก เพราะผู้ซื้อในต่างประเทศสนใจข้าวหอมมะลิ และข้าวหอมปทุมเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ ผลผลิตข้าวหอมมะลิทั้งปีของไทยมีประมาณ 8 ล้านตัน หรือมีพื้นที่ปลูกประมาณ 23 ล้านไร่ กรมการข้าว เตรียมเมล็ดข้าวปลูกไว้ในปี 2561 ปริมาณ 80,000 ตัน รวมข้าวทุกชนิด ซึ่งน่าจะเพียงพอ เพราะกระทรวงเกษตรฯ ไม่ได้มีแผนที่จะขยายพื้นที่เพาะปลูก ยังคงพื้นที่เพาะปลูกตามแผนข้าวทั่วประเทศ แต่กรณีเอกชนต้องการขยายพื้นที่ปลูกหอมมะลิเพิ่มขึ้น เพราะอ้างว่าต่างชาติต้องการจำนวนมาก เรื่องนี้ต้องรอบคอบ เพราะหากตัดสินใจเพิ่มพื้นที่ แต่ต่างชาติลดปริมาณการซื้อออร์เดอร์จะทำให้ราคาปรับตัวลดลง ชาวนาก็จะเดือดร้อนอีก

“กระแสราคาข้าวหอมมะลิและข้าวหอมปทุมปีนี้ปรับตัวดีขึ้น มีหลายส่วนกังวลว่าชาวนาจะนำข้าวปลูก ไปขายในท้องตลาดหมดนั้น เรื่องนี้คงเป็นไปได้อยาก เพราะราคาข้าวหอมมะลิอยู่ที่ตันละ 17,000 บาท หรือกิโลกรัมละ 17 บาท แต่เมล็ดพันธุ์ข้าวหอมมะลิอยู่ที่ราคากิโลกรัมละ 22-24 บาท ซึ่งไม่น่าจะทำให้ชาวนามีแรงจูงใจขายเมล็ดพันธุ์ไปหมด จนทำให้ขาดแคลน อีกอย่างเมล็ดพันธุ์ที่กรมการข้าวสำรองไว้ 80,000 ตันเชื่อว่าน่าจะเพียงพอ กรมการข้าวยืนยันไม่มีนโยบายขยายพื้นที่ปลูกในช่วงนี้แล้วราคาจะปรับตัวดีขึ้นก็ตาม ทางกรมการข้าวจะต้องดูให้รอบคอบเพราะหากมีการเพิ่มพื้นที่ปลูกข้าวหอมมะลิ และหอมปทุม อาจส่งผลให้ราคาในรอบต่อไปปรับตัวลดลงก็ได้”

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กล่าวว่า สรุปผลผลิตข้าวนาปรังปี 2561 มีผลผลิตออกมากสุดประมาณ 68% ของผลผลิตทั้งหมด 8.17 ล้านตัน ระหว่างเดือนก.พ.-เม.ย. 2561 แบ่งเป็น ประมาณ 40% และจะออกประมาณเดือนเม.ย. ประมาณ 28% ของผลผลิตที่คาดการณ์ไว้ โดยผลผลิตนาปรังที่คาดการณ์ไว้มีปริมาณสูงกว่าผลผลิตข้าวนาปรังของปีก่อน ประมาณ 23.34% จากปีก่อนมีผลผลิต 6.62 ล้านตัน

แม้ผลผลิตจะสูงขึ้นแต่ไม่ได้เกินความต้องการของการบริโภค ราคาข้าว ยังคงขยับตัวต่อเนื่องโดยราคาข้าวสัปดาห์ที่ 1 ของเดือนเม.ย. 2561 มีราคาอยู่ที่ 7,737 บาท/ตัน เพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากเดือนมี.ค. ที่ราคาเกษตรกรขายได้อยู่ที่ 7,724 บาท/ตัน แต่ราคายังต่ำกว่าราคาเฉลี่ยของปีก่อนที่ขายได้ประมาณ 7,905 บาท/ตันแต่สูงกว่าราคาช่วงเดียวกันปีก่อนที่ราคาอยู่ในระดับ 7,551 บาท/ตัน ซึ่งราคาต้นทุนของเกษตรกรอยู่ที่ 6,398 บาท/ตัน เป็นต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์ ที่ยังไม่รวมค่าแรงงานครัวเรือน

นายวีรสุทธิ์ โฮสูงเนิน เกษตรอำเภอโนนสัง กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตร ได้จัดทำโครงการเสริมสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรรายย่อย ภายใต้โครงการสร้างทักษะและส่งเสริมอาชีพด้านการเกษตร เพื่อให้เกษตรกรสามารถปรับตัวอยู่กับบริบทสังคม เศรษฐกิจ ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างยั่งยืน เป็นการวางรากฐานการพัฒนาการเกษตรในระยะยาว เกิดแนวทางการพัฒนาในรูปแบบของโครงการ ที่เกิดจากความร่วมมือของชุมชนอย่างแท้จริง และเกิดความยั่งยืนในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม โดยมีเป้าหมายเป็นเกษตรกร หรือสมาชิกครัวเรือนเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกร กับหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จำนวน 1,820,200 ราย จำนวน 9,101 ชุมชน

เฉลี่ยชุมชนละ 200 ราย สำหรับอำเภอโนนสัง มีจำนวน 13 ชุมชน ที่จะได้รับจัดสรรงบประมาณชุมชนละ 300,000 บาท รวมเป็นเงิน จำนวน ๓,๙๐๐,๐๐ บาท โดยแต่ละชุมชนจะต้องไปดำเนินการจัดทำประชาคม แต่งตั้งคณะกรรมการพัฒนาด้านการเกษตรระดับชุมชน จัดทำแผนการฝึกอบรม และเมื่อผ่านการฝึกอบรมแล้ว ให้รวมกลุ่มกันเสนอโครงการ/กิจกรรม เพื่อขอรับการสนับสนุนงบประมาณ ซึ่งจะต้องเป็นโครงการ/กิจกรรม ที่สามารถดำเนินการได้ทันทีมีประโยชน์ต่อชุมชน สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรรายย่อย ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และมีความยั่งยืน ส่วนเกษตรกรที่ผ่านการฝึกอบรมแล้ว มีความประสงค์จะดำเนินโครงการ/กิจกรรมเพียงลำพัง สามารถยื่นโครงการขอกู้เงินจาก ธกส. มาดำเนินการด้วยตนเอง โดยมีหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการรับสมัครเกษตรกรผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรมดังนี้

เป็นเกษตรกรและ/หรือสมาชิกในครัวเรือนเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
เป็นเกษตรกรที่มีความสนใจสมัครเข้าร่วมโครงการ และต้องเป็นต้องสามารถเข้ารับการฝึกอบรมได้ต่อเนื่องตลอดหลักสูตรที่กำหนด
สำนักงานเกษตรอำเภอโนนสัง จึงขอเชิญชวนเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่สนใจสมัครเข้าร่วมโครงการ สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอโนนสัง โทร.๐-๔๒๓๗-๕๓๘๖ หรือนักวิชาการส่งเสริมการเกษตรประจำตำบล

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศร่วมมือกับพันธมิตรพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ชั้นนำระดับโลกอย่าง Amazon.com, Gosoko.com (ตลาดแอฟริกา) และ ShopJJ.co (ตลาดสิงคโปร์) เพื่อเฟ้นหาผู้ประกอบการในกลุ่มสินค้าของขวัญ ของตกแต่งบ้าน เฟอร์นิเจอร์ และแฟชั่น ซึ่งจัดขึ้นภายในงาน STYLE – APRIL 2018 เพื่อเตรียมความพร้อมและเพิ่มช่องการส่งออกสู่ตลาดโลกผ่านโครงการ “Cross Border e-Commerce Solution & Business Matching ในงานแสดงสินค้า STYLE” เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2561 ณ ไบเทค บางนา

การจัดงาน Cross Border e-Commerce Solution & Business Matching ในงานแสดง สินค้า STYLE ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้ประกอบการไทยและ Exhibitors ในงาน STYLE โดยพันธมิตรอีมาร์เก็ตเพลส Amazon.com, Gosoko.com (ตลาดแอฟริกา) และ ShopJJ.co (ตลาดสิงคโปร์) ได้มาให้ข้อมูลลึกและจับคู่ธุรกิจกับผู้ประกอบการที่มีศักยภาพในอุตสาหกรรมนี้ ตลอดจนได้ชี้ช่องทางโอกาสและแนวโน้มการตลาดการค้าระหว่างประเทศผ่านช่องทางดิจิทัลอีกด้วย

นางจันทิรา ยิมเรวัต วิวัฒน์รัตน์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า ผู้ประกอบการไทยในกลุ่มสินค้าไลฟ์สไตล์ ทั้งสินค้าของขวัญ ของตกแต่งบ้าน เฟอร์นิเจอร์ และแฟชั่น เป็นกลุ่มผู้ประกอบการที่มีศักยภาพในการผลิตและการออกแบบ มีไอเดียแปลกใหม่ มีความคิดสร้างสรรค์ ผสมผสานแนวคิด ภูมิปัญญาและวัฒนธรรมมาสู่งานดีไซน์ที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของกลุ่มผู้บริโภคได้อย่างลงตัว

รวมถึงฝีมือการผลิต ทำให้สินค้าไลฟ์สไตล์ของไทยได้รับการยอมรับมากขึ้น การเชิญผู้นำเข้าที่จากอีมาร์เก็ตเพลสชั้นนำระดับโลกมาคัดเลือกสินค้าไทยผ่านกิจกรรมจับคู่เจรจาธุรกิจภายในงาน STYLE ที่รวบรวมสินค้ามาตรฐานส่งออกคุณภาพดีมาไว้ในที่เดียว จะช่วยสร้างโอกาสและต่อยอดการส่งออกสินค้าไทยไปยังตลาด อีคอมเมิร์ซซึ่งประกอบด้วย Amazon.com, Gosoko.com และ ShopJJ ทั้งนี้ กรมมีแผนที่กรมมีแผนจะร่วมมือกับพันธมิตรอีมาร์เก็ตเพลสที่หลากหลายในตลาดต่างๆ เพื่อ sourcing และส่งเสริมสินค้าศักยภาพและเยี่ยมชมงานแสดงสินค้าของกรมฯ ในกลุ่มสินค้าอื่นๆ อย่างต่อเนื่องอีกด้วย

ทั้งนี้ การร่วมมือกับพันธมิตรอีมาร์เก็ตเพลส นับเป็นช่องทางหนึ่งที่จะสามารถช่วยขยายการค้าของสินค้าไทยในตลาดโลกได้เพิ่มขึ้น กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศพร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการไทยและผลักดันโครงการนี้เกิดผลเป็นรูปธรรมและสามารถสร้างมูลค่าทางการค้าได้อย่างต่อเนื่อง สำหรับผู้ประกอบการไทยที่สนใจเพิ่มโอกาสทางการค้า ผ่านการจับคู่เจรจาธุรกิจกับพันธมิตรอีมาร์เก็ตเพลสชั้นนำ และต้องการทำการตลาดต่างประเทศผ่านช่องทางออนไลน์ สามารถสมัครสมาชิกได้ที่เว็บไซต์ www.thaitrade.com หากต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อได้ที่ DITP Call Center 1169

พื้นที่ตำบลบางเขียด เป็นพื้นที่ติดกับทะเลสาบสงขลา เป็นพื้นที่ที่ประชากรมีอาชีพทางด้านการเกษตร และทำการประมงเป็นหลัก แต่ในสภาวะปัจจุบันที่ราคาพืชผลทางการเกษตรและประมงตกต่ำ และทรัพยากรธรรมชาติได้ลดจำนวนลง ส่งผลให้ประชากรในพื้นที่มีรายได้ลดน้อยลง แต่มีค่าครองชีพที่สูงขึ้น ตำบลบางเขียด ได้ตระหนักถึงปัญหาเหล่านี้จึงได้จัดทำโครงการลดรายจ่ายให้แก่ชุมชน เช่น โครงการส่งเสริมการผลิตแก๊สชีวภาพระดับครัวเรือน ในปี 2558 และ ในปี 2560 ได้รับการสนับสนุนงบประมาณในการจัดสร้างบ่อแก๊สชีวภาพจากถุง LDPE จากสำนักงานปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีผ่านคลินิกเทคโนโลยีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย สงขลา เพื่อทดแทนแก๊สหุงต้ม ทำให้ในปัจจุบันมีบ่อแก๊สชีวภาพซึ่งเป็นแหล่งพลังงานในครัวเรือน ซึ่งสามารถลดรายจ่ายด้านการใช้พลังงานได้เป็นอย่างดี

จากการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสามารถช่วยลดรายจ่ายด้านพลังงานให้กับประชาชนในพื้นที่ได้นั้น ตำบลบางเขียดจึงได้เล็งเห็นถึงประโยชน์จากการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อสร้างศักยภาพในการประกอบอาชีพของประชาชนในด้านอื่นๆ ในพื้นที่ ได้แก่ การใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์จากพืชอัตลักษณ์ท้องถิ่นโดยเฉพาะตาลโตนด ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญชนิดหนึ่งในพื้นที่

ตาลโตนด เป็นพืชที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจชนิดหนึ่ง แต่เกษตรกรในพื้นที่ยังคงขาดองค์ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในการเพิ่มมูลค่าของตาลโตนด และยังขาดเทคโนโลยีในการเพิ่มคุณภาพของผลิตภัณฑ์จากตาลโตนด ตำบลบางเขียดจึงมีความประสงค์ในการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในด้านต่างๆ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ตาลโตนดเพื่อเพิ่มรายได้ให้แก่กลุ่มเกษตรกรในพื้นที่ และยังเป็นต้นแบบในการจัดการให้แก่ชุมชนลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาแห่งอื่นๆ ต่อไป

อาจารย์นพดล โพชกำเหนิด และอาจารย์ในหลักสูตรรายวิชาวิทยาศาสตร์ สาขาศึกษาทั่วไป คณะศิลปศาสตร์ ร่วมกับคลินิกเทคโนโลยีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย สงขลา ได้เริ่มดำเนินการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตแก๊สชีวภาพระดับครัวเรือนมาใช้ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชน ซึ่งพบว่าชุมชนได้ตระหนักถึงผลดีของโครงการหลายประการ จากผลสำเร็จในการดำเนินงานในปีที่ผ่านมา ชุมชนจึงเห็นความสำคัญในการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาใช้ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตได้แก่ การใช้วิทยาศาตร์เทคโนโลยีในการเพิ่มมูลค่าของตาลโตนดในทุกมิติได้แก่

ผลิตภัณฑ์อาหาร เช่น การผลิตเป็นขนมตาล คุกกี้ตาลโตนด น้ำตาลสดพาสเจอไรซ์ น้ำส้มตาลโตนดกรอง ผลิตภัณฑ์ของใช้/ของประดับตกแต่ง ได้แก่ ดอกไม้ ของเล่น ของที่ระลึก ถ่านดับกลิ่น เฟอร์นิเจอร์จากทางตาลโตนด

3) วัสดุบำรุงดิน เช่น ปุ๋ยหมักจากเศษผลตาลโตนด ซึ่งจะส่งผลให้ชุมชนบางเขียดสามารถใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการสร้างมูลค่าเพิ่มจากตาลโตนดได้ครบทุกมิติ

ซึ่งโครงการหมู่บ้านตาลโตนด ได้จัดขึ้นระหว่าง วันที่ 28 เมษายน 2561 ถึงวันที่ 6 พฤษภาคม 2561 ณ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพชุมชนตำบลบางเขียด อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา ซึ่งได้รับเกียรติจาก ดร.จเร สุวรรณชาต รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย เป็นประธานในพิธีเปิดและส่งมอบป้ายโครงการหมู่บ้านตาลโตนด ให้กับชาวบ้านในชุมชนตำบลบางเขียด โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีการแปรรูปตาลโตนดให้เป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีการนำวัสดุเหลือใช้จากการแปรรูปตาลโตนดไปใช้ประโยชน์ทางด้านการเกษตร และเพื่อส่งเสริมให้ผลิตภัณฑ์จากการแปรรูปตาลโตนดสู่มาตรฐานต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เครือข่ายเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งหลายจังหวัดภาคใต้เตรียมจัดงานระดมทุนเคลื่อนไหวเรียกร้องราคากุ้ง ภายใต้ชื่องาน วันกุ้งถูก สุดสัปดาห์นี้ ชวนกินเมนูกุ้ง พร้อมเปิดรับบริจาคใช้ต่อสู้เรียกร้องราคา
ภายหลังสถานการณ์ราคากุ้งตกต่ำอย่างหนัก เฉลี่ยกิโลกรัมละ 50 บาท ทำให้ราคากุ้งขาวแวนาไม อยู่ที่ กิโลกรัมละ 100-180 บาท จากเดิมที่อยู่ที่กิโลกรัมละ 150-240 บาท ซึ่งเป็นราคาที่ตกต่ำในรอบนับสิบปี ทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งในหลายจังหวัดภาคใต้ต้องออกมาเคลื่อนไหว ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา และมีกำหนดขอฟังคำตอบ ในวันที่ 10 พฤษภาคมนี้ และหากคำตอบไม่เป็นที่พอใจก็พร้อมที่จะยกระดับความเคลื่อนไหว เนื่องจากทิศทางราคานั้นยังมีแนวโน้มตกต่ำลงอีก สวนกระแสกับปริมาณมากกุ้งที่เข้าสู่ตลาดน้อยและมีความต้องการในตลาดโลกอีกจำนวนมาก

ล่าสุด นายครรชิต เหมะรักษ์ ประธานชมรมกุ้งสงขลา-นครศรีธรรมราช เปิดเผยว่า คณะกรรมการชมรมกุ้งสงขลา-นครศรีฯ ร่วมจัดประชุมชี้แจงติดตามปัญหาราคากุ้งตกต่ำ รวมถึงได้ชี้แจงถึงความคืบหน้าและมาตรการแก้ปัญหาราคากุ้งที่ตกต่ำในขณะนี้ และมีมติร่วมกันจัดงาน “วันกุ้งถูก” ในวันอาทิตย์ที่ 6 พฤษภาคมนี้ เวลา 16.00 น. เป็นต้นไป ณ หอประชุมเทศบาลตำบลหัวไทร อำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช

ภายในงานนี้มีกิจกรรมต่างๆ ได้แก่ การเสวนาปัญหาราคากุ้งตกต่ำ การร่วมกิจกรรมกินกุ้งราคาถูกสุดๆ และร่วมบริจาคเพื่อระดมทุน สำหรับใช้ในการทำกิจกรรมเคลื่อนไหวพบเรียกร้องราคากุ้งตกต่ำ ถ้าหากในวันที่ 10 พฤษภาคม ซึ่งเป็นวันกำหนดเส้นตาย ไม่มีคำตอบเป็นที่พอใจ ก็จะหารือเพื่อเคลื่อนไหว ซึ่งแนวทางนั้นน่าจะมีการรวมพลังของผู้เลี้ยงกุ้งที่เชิงสะพานติณสูลานนท์ อำเภอเมือง สงขลา

เมื่อเวลา 15.00 น.วันที่ 2 พฤษภาคม นายทรงธรรม ชำนาญ หัวหน้ากลุ่มส่งเสริมและพัฒนาการผลิตพร้อม นายบุญส่ง อึ๊งเจริญ หัวหน้ากลุ่มอารักขาพืช สำนักงานเกษตร จ.ระยอง นำเครื่องสแกนพร้อมอุปกรณ์ตรวจวัดเปอร์เซ็นต์แป้งทุเรียน ออกตรวจสอบตามแผงร้านค้าขายทุเรียน หลังได้รับการร้องเรียนจากผู้อุปโภคทุเรียนว่า พ่อค้าแผงทุเรียนริมถนนนำทุเรียนอ่อนมาจำหน่ายหลายราย

ต่อจากนั้นได้ออกตรวจสอบแผงขายทุเรียน บริเวณริมถนนสาย 36 ตั้งแต่ในเขตเมืองระยอง พบว่าแผงขายทุเรียนหายเกลี้ยง คาดรู้ตัวล่วงหน้า ไม่กล้านำทุเรียนออกมาจำหน่าย จึงได้เดินทางไปตรวจสอบริมถนนสายบายพาส 36 ตั้งแต่สี่แยกขนำไร่ บริเวณแผงจำหน่ายสินค้า “ตลาดพุ่มโพธิ์ทอง” ต.มะขามคู่ อ.นิคมพัฒนา จ.ระยอง พร้อมนำเครื่องสแกนทุเรียน วัดค่าเปอร์เซ็นต์แป้ง ส่วนใหญ่เป็นทุเรียนแก่เป็นที่น่าพอใจ

พร้อมกันนี้ได้มีการนำหนังสือจาก นายสุรศักดิ์ เจริญศิริโชติ ผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง ขอความร่วมมือเกษตรกร ผู้ประกอบการและผู้จำหน่ายทุเรียน ไม่ซื้อ-ไม่ขาย ทุเรียนด้อยคุณภาพ (อ่อน) ผู้ฝ่าฝืนและกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 271 “ผู้ใดขายของโดยหลอกลวงด้วยประการใดๆ ให้ผู้ซื้อหลงเชื่อในแหล่งกำเนิด สภาพ คุณภาพ หรือปริมาณ แห่งของนั้นอันเป็นเท็จ ถ้าการกระทำนั้นไม่เป็นความผิดฐานฉ้อโกง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ” หรือความผิดตาม พ.ร.บ. คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 47 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ผู้กระทำความผิดซ้ำอีก ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

จากการตรวจแผงจำหน่ายทุเรียนของ นางประพินพรรณ ดีพื้น หรือเจ้ชมภู่ บริเวณตลาดพุ่มโพธิ์ทอง ริมถนนสาย 36 ต.มะขามคู่ ปรากฏว่าทุเรียนพันธุ์หมอนทองทั้งกองอ่อนหมด วัดค่าเปอร์เซ็นต์แป้งได้ 24% ต่ำกว่ามาตรฐาน 32% ขึ้นไป กล่าวว่าซื้อทุเรียนมาจากแผงใหญ่ตลาดเปิดท้าย บริเวณตลาดตะพง อ.เมืองระยอง รวมทั้งสิ้น 100 กก. เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม ที่ผ่านมา นำมาจำหน่ายที่แผงราคากิโลกรัมละ 120 บาท เจ้าหน้าที่ได้ทำบันทึกการตรวจ พร้อมแจ้งให้นำทุเรียนไปคืน ห้ามนำมาจำหน่ายโดยเด็ดขาด หากพบว่ามีการนำทุเรียนอ่อนมาจำหน่ายซ้ำอีกจะถูกดำเนินคดี

จากการตรวจสอบแผงจำหน่ายทุเรียนรายอื่น พบมีทุเรียนอ่อนปะปนกับทุเรียนแก่ จึงทำบันทึกว่ากล่าวตักเตือนและห้ามนำทุเรียนอ่อนจำหน่าย ครั้งต่อไปหากตรวจพบก็จะถูกดำเนินคดี

นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า งานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี 2561 ประกอบด้วย 2 พระราชพิธี ได้แก่ พระราชพิธีพืชมงคลซึ่งเป็นพิธีสงฆ์ ในวันที่ 13 พ.ค. เพื่อประกอบพิธีในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เป็นการทำขวัญเมล็ดพันธุ์พืชต่างๆ เพื่อให้ปลอดจากโรคและเจริญงอกงามสมบูรณ์ จากนั้นจึงเริ่มพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ในวันที่ 14 พ.ค. ซึ่งเป็นพิธีพราหมณ์เริ่มต้นด้วยการไถหว่านเมล็ดข้าว ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง อันเป็นการส่งสัญญาณการเข้าสู่ฤดูกาลทำนาและเพาะปลูกประจำปี

โดยในปีนี้ กรมการข้าว ได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร นำเมล็ดพันธุ์ข้าวทรงปลูกพระราชทานทั้งหมด 7 พันธุ์ จำนวน 1,799 กิโลกรัม เข้าพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ซึ่งเป็นข้าวนาสวนที่มีคุณลักษณะและความโดดเด่นในด้านต่างๆ ประกอบด้วย

ปทุมธานี 1 เป็นข้าวเจ้าที่นุ่มเหนียว มีกลิ่นหอมอ่อน ให้ผลผลิตสูง ประมาณ 650-774 กิโลกรัม ต่อไร่ ต้านทานเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เพลี้ยกระโดดหลังขาว โรคไหม้ และโรคขอบใบแห้ง

2. สังข์หยดพัทลุง เป็นข้าวเจ้าที่มีเยื่อหุ้มเมล็ดสีแดง ให้ผลผลิตเฉลี่ย 330 กิโลกรัม ต่อไร่ ข้าวซ้อมมือเมื่อหุงสุกมีความนุ่ม ส่วนข้าวกล้องเมื่อหุงสุกมีความนุ่มเล็กน้อย ข้าวกล้องมีคุณค่าทางโภชนาการสูงจากตัวอย่างข้าวกล้อง 100 กรัม มีปริมาณไนอะซิน (Niacin) 6.46 มิลลิกรัม ใยอาหาร 4.81 กรัม และธาตุเหล็ก 0.52 มิลลิกรัม

3. ขาวดอกมะลิ 105 เป็นข้าวเจ้าที่สามารถทนแล้งได้ดีพอสมควร คุณภาพข้าวสุก นุ่ม มีกลิ่นหอม ให้ผลผลิตประมาณ 363 กิโลกรัม ต่อไร่ ลักษณะเมล็ดข้าวสารใส แกร่ง คุณภาพการสีดี คุณภาพการหุงต้มดี อ่อนนุ่ม มีกลิ่นหอม และทนต่อสภาพดินเปรี้ยวและดินเค็ม

กข 57 เป็นข้าวเจ้าไม่ไวต่อช่วงแสง ให้ผลผลิตสูง มีเสถียรภาพดี ผลผลิตเฉลี่ย 714 กิโลกรัม ต่อไร่

5. กข 43 เป็นข้าวเจ้าที่มีอายุการเก็บเกี่ยวสั้น 95 วัน เมื่อปลูกโดยวิธีหว่านน้ำตม คุณภาพของเมล็ดทางการหุงต้มรับประทานดี ข้าวสุกนุ่ม มีกลิ่นหอมอ่อน ให้ผลผลิต ประมาณ 561 กิโลกรัม ต่อไร่ และค่อนข้างต้านทานต่อโรคไหม้และเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล

6. กข 71 เป็นข้าวไม่ไวต่อช่วงแสง สามารถปลูกได้ตลอดปี ให้ผลผลิตสูงถึง 1 ตัน ต่อไร่ ต้านทานเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลและโรคไหม้