พ่อพาลูกจับกิ้งก่าทำอาหาร ใช้เวลาว่างช่วงปิดเทอม วันที่ 4 เมษายน

ที่ถนนสายชุมพวง-ประทาย ผู้สื่อข่าวได้พบกับกลุ่มครอบครัวเด็ก ผู้ใหญ่ มากัน 3 คน ขับขี่รถมอเตอร์ไซค์ไปตามถนนรอบหมู่บ้าน พร้อมด้วยอุปกรณ์บ่วงคล้องผูกติดปลายไม้ เพื่อตามล่าจับกิ้งก่ามาประกอบอาหารจานเด็ด จากการสอบถาม นายเกียติศักดิ์ รินไธสง อายุ 37 ปี ชาวบ้านบ้านท่า ตำบลชุมพวง อำเภอชุมพวง จังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยว่า ตนและลูกชายทั้ง 2 คน คือ น้องคิม กับ น้องแชมป์ อาศัยวันหยุดช่วงเด็กๆ ปิดเทอม ชวนออกมาจับกิ้งก่าหรือกะปอม ตามถนนรอบหมู่บ้าน โดยจะเป็นการฝึกให้เด็กรู้จักใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ และรู้จักการทำมาหากินเมื่อเด็กโตขึ้น โดยที่จะพาขี่รถมอเตอร์ไซค์ตระเวนออกจับกันไปเรื่อยๆ ในช่วงเช้าจนถึงเที่ยงก็จะหยุดกลับเข้าบ้าน เนื่องจากแดดที่ร้อนเกรงว่าเด็กจะไม่สบาย

โดยกิ้งก่าที่หาได้ส่วนมากจะไว้ทำกินกันเองในครอบครัว พวกกิ้งก่าผัดเผ็ด กิ้งก่าทอด กิ้งก่าย่าง ถือว่าเป็นการช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในครอบครัวอีกทางหนึ่ง ส่วนวันไหนที่หาได้เยอะก็จะแบ่งไปขายตามตลาดนัดและตลาดประชารัฐของชุมชน และถ้าวันไหนโชคดีจะได้เก็บรังผึ้งกลับไปเป็นของแถมอีกด้วย

กรมอุตุนิยมวิทยา ประกาศพายุฤดูร้อนบริเวณประเทศไทยตอนบน (มีผลกระทบ ตั้งแต่ วันที่ 5-7 เมษายน 2561) ฉบับที่ 5 ลงวันที่ 4 เมษายน 2561 ระบุว่า

ในช่วง วันที่ 5-6 เมษายน 2561 ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑลจะมีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้น โดยมีลักษณะของพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง ฟ้าผ่า กับมีลูกเห็บตก และมีฝนตกหนักบางพื้นที่ ส่วนใน วันที่ 7 เมษายน 2561 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออก จะมีฝนลดลง ส่วนด้านตะวันตกของภาคเหนือและภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ยังคงมีฝนฟ้าคะนองได้ต่อเนื่อง ส่วนภาคใต้ตอนบนมีฝนฟ้าคะนองเพิ่มมากขึ้น

จึงขอให้ประชาชนระวังอันตรายจากพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง ฟ้าผ่า และลูกเห็บตก ที่จะเกิดขึ้น โดยหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้ง ใต้ต้นไม้ใหญ่ และป้ายโฆษณาที่ไม่แข็งแรง รวมถึงระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนตกสะสมที่อาจทำให้เกิดน้ำท่วมขัง และน้ำป่าไหลหลาก สำหรับเกษตรกรควรเตรียมการป้องกันและระวังความเสียหายที่จะเกิดต่อผลผลิตทางการเกษตรไว้ด้วย โดยจะมีผลกระทบตามพื้นที่ต่างๆ ดังนี้

ในช่วง วันที่ 5 เมษายน 2561
ภาคเหนือ: จังหวัดเชียงราย พะเยา แพร่ น่าน อุตรดิตถ์ พิษณุโลก และเพชรบูรณ์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: จังหวัดเลย หนองบัวลำภู อุดรธานี หนองคาย บึงกาฬ สกลนคร นครพนม มุกดาหาร กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด มหาสารคาม ขอนแก่น และชัยภูมิ

ภาคตะวันออก: จังหวัดนครนายก และปราจีนบุรี

ภาคกลาง: จังหวัดนครสวรรค์ ลพบุรี และสระบุรี ในช่วง วันที่ 6 เมษายน 2561
ภาคเหนือ: จังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา แพร่ น่าน ลำพูน ลำปาง ตาก สุโขทัย อุตรดิตถ์ พิษณุโลก กำแพงเพชร พิจิตร และเพชรบูรณ์

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: จังหวัดเลย หนองบัวลำภู หนองคาย อุดรธานี บึงกาฬ สกลนคร นครพนม มุกดาหาร ขอนแก่น มหาสารคาม กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด ชัยภูมิ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ ยโสธร อำนาจเจริญ และอุบลราชธานี

ภาคตะวันออก: จังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด

ภาคกลาง: จังหวัดนครสวรรค์ ลพบุรี สระบุรี ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ในวันที่ 7 เมษายน 2561

ภาคเหนือ: จังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง สุโขทัย กำแพงเพชร และตาก

ภาคตะวันออก: จังหวัดชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด

ภาคกลาง: จังหวัดราชบุรี กาญจนบุรี อุทัยธานี สุพรรณบุรี สมุทรสงคราม สมุทรสาคร รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

ภาคใต้ จังหวัดเพชบุรี ประจวบคีรีขันธ์ และชุมพร

ทั้งนี้ เนื่องจากบริเวณความกดอากาศสูงกำลังค่อนข้างแรงจากประเทศจีนได้แผ่ลงมาปกคลุมถึงประเทศจีนตอนกลางแล้ว คาดว่าจะแผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบนและทะเลจีนใต้ ในช่วง วันที่ 5-7 เมษายน 2561 ประกอบกับคลื่นกระแสลมตะวันตกเคลือนเข้าปกคลุมภาคเหนือ ทำให้บริเวณดังกล่าวมีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้น โดยมีลักษณะของพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง ฟ้าผ่า กับมีลูกเห็บตกบางพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง

สำหรับในช่วง วันที่ 7-9 เมษายน 2561 ลมตะวันออกที่พัดปกคลุมภาคใต้จะมีกำลังแรงขึ้น ทำให้ภาคใต้มีฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักบางพื้นที่บริเวณจังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ และตรัง ส่วนคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามันมีกำลังแรง โดยมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ขอให้ชาวเรือบริเวณอ่าวไทยและอันดามันเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และเรือเล็กบริเวณอ่าวไทยควรงดออกจากฝั่งไว้ด้วย

รศ.ดร.ภญ. ทัศนา พิทักษ์สุธีพงศ์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร (มน.) ในฐานะตัวแทนของทีมวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์เซรั่มดูแลผิวจากสารสกัดโคนต้นหม่อน ของสถานีวิจัยเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ มน.กล่าวถึงกรณีได้รับโจทย์จากกรมหม่อนไหม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ศึกษาประโยชน์ของส่วนต่างๆ ของต้นหม่อน ในเชิงเครื่องสำอาง ว่า ทีมวิจัยมุ่งศึกษามุ่งไปที่โคนต้น ซึ่งเป็นส่วนที่ยังไม่เคยมีการนำไปใช้ประโยชน์ พบว่ามีสารสำคัญที่น่าสนใจ และพบในปริมาณมากกว่าส่วนของ ใบและกิ่ง

สารสกัดโคนต้นหม่อนมีฤทธิ์ต้านเอนไซม์ไทโรซิเนส ฤทธิ์แอนตี้ออกซิเดนต์ ยับยั้งกระบวนการสร้างเม็ดสี แต่สารนี้มีข้อจำกัดด้านการละลายและการซึมเข้าสู่ผิว จึงได้ใช้เทคโนโลยีทางยามาช่วยเตรียมผลิตภัณฑ์เพื่อให้ซึมเข้าสู่ผิวได้ง่ายขึ้น และเพิ่มความคงตัว จากนั้นได้ทดสอบในอาสาสมัครเพศหญิง อายุ 20-40 ปี พบว่า ผลิตภัณฑ์เซรั่มดูแลผิวจากสารสกัดโคนต้นหม่อนไม่ก่อให้เกิดอาการระคายเคือง จากการวัดค่าดัชนีชี้วัดจำนวนเมลานินเทียบกับใบหน้าด้านที่ทาด้วยตำรับควบคุม พบว่า มีค่าลดลงมากกว่าอย่างมีนัยสำคัญ กล่าวคือ ทำให้ผิวของอาสาสมัครกระจ่างใสขึ้น ทำให้ค่าการสูญเสียน้ำผ่านผิวหนังชั้นนอกลดลง และผิวชุ่มชื้นเพิ่มขึ้น

“การศึกษาวิจัยดังกล่าวมีองค์ความรู้ที่น่าสนใจเกี่ยวกับนาโนเทคโนโลยีกับประสิทธิภาพในทางเครื่องสำอาง วัตถุดิบที่หาได้ง่ายในประเทศ วิธีเตรียมผลิตภัณฑ์ใช้พลังงานน้อย ไม่ซับซ้อน ทำให้ต้นทุนการผลิตต่ำ ส่งเสริมอาชีพเกษตรกร และมีการใช้เทคโนโลยี การเตรียมสารสกัดโคนต้นหม่อน สูตร และกรรมวิธีการผลิตจนเกิดเป็นผลิตภัณฑ์ซึ่งเป็นเครื่องสำอางในรูปแบบเซรั่มบำรุงผิวหน้า มีสารสำคัญหลักจากสารสกัดโคนต้นหม่อนที่คัดเลือกส่วนของพืช สายพันธุ์และอายุมาเป็นอย่างดี” รศ.ดร.ภญ. ทัศนา กล่าว

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เปิดเผยว่า สคร.ร่วมลงนามกับ 5 หน่วยงานรัฐ คือ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) การประปานครหลวง (กปน.) และการประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) เพื่อยกระดับการให้บริการประชาชนสู่การเป็นบิ๊กดาต้าของรัฐวิสาหกิจ ถือเป็นข้อตกลงแรก เป็นตัวอย่างความร่วมมือในกลุ่มอื่นต่อไป ซึ่งการเชื่อมโยงข้อมูลทั้ง 5 หน่วยงานจะทำให้การให้บริการแก่ประชาชนที่ต้องการขอสินเชื่อจากเอสเอ็มอีแบงก์มีความสะดวก รวดเร็วขึ้น ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการให้หน่วยงานภาครัฐเริ่มจัดทำระบบบิ๊กดาต้าเป็นระบบวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ เพื่อนำมาใช้ยกระดับการให้บริการประชาชน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันเชิงธุรกิจให้สูงขึ้น อาทิ รวบรวมข้อมูลผู้ใช้น้ำและไฟฟ้า ข้อมูลน้ำประปา ข้อมูลของ เอสเอ็มอีแบงก์ เป็นต้น

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า ตามความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียนกำหนดให้สมาชิกอาเซียนต้องจัดทำคลังข้อมูลการค้าสินค้าประกอบด้วยข้อมูลด้าน กฎระเบียบ และกฎหมายการค้าของประเทศเผยแพร่เพื่อความโปร่งใสและอำนวยความสะดวกผู้ประกอบการ กรมจึงจัดทำคลังข้อมูลทางการค้าไทย ผ่าน www.thailandntr.com ตั้งแต่ ปี 2557 เช่น อัตราภาษีศุลกากร มาตรการที่มิใช่ภาษี กฎว่าด้วยถิ่นกำหนดสินค้า กฎหมายและกฎระเบียบการนำเข้า-ส่งออกของไทย เป็นต้น ซึ่งร่วมมือจาก 66 หน่วยงาน ภายใต้ 17 กระทรวง จัดส่งข้อมูลต่างๆ ซึ่งการดำเนินงานสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลที่ส่งเสริมให้หน่วยราชการไทยจัดทำบิ๊กดาต้า เพื่ออำนวยความสะดวกการใช้งานผ่านระบบอินเตอร์เน็ตและโทรศัพท์มือถือ เพิ่มพัฒนาขีดความสามารถของผู้ประกอบการไทยและอุตสาหกรรมของประเทศ

1 เม.ย. สมาชิกเฟซบุ๊ก ‎DctOn WP Sattahip‎ ได้โพสต์เรื่องราวของหนุ่มน้อยสู้ชีวิตคนหนึ่งลงในเพจดัง YouLike (คลิปเด็ด) พร้อมกับข้อความว่า…

“น้องขายไข่เจียวบุฟเฟ่ต์เครื่อง เพื่อทุนการศึกษา พ่อแม่น้องเสียชีวิตแล้ว ขายข้าวไข่เจียวเพื่อส่งตัวเองเรียน… ใครผ่านไปผ่านมาแถวนี้ อยากอุดหนุนน้องเชิญได้เลยนะครับ พิกัดพื้นที่ซอยวัดกำแพง หลังตลาดกรีน พระรามสอง ติดกับเซ็นทรัล ทำอร่อย เครื่องเยอะ ตักเองได้เลย ราคากันเอง” หลังจากที่เรื่องราวดังกล่าวเผยแพร่ลงบนโลกโซเชียล ก็ทำให้ชาวเน็ตเข้ามาคอมเมนต์ให้กำลังใจและชื่นชมในความสู้ชีวิตของเด็กหนุ่มคนดังกล่าวเป็นจำนวนมาก เช่น…

“เยี่ยมยอดมากเลย อายุเท่านี้ยังรู้จักทำมาหากิน สู้ๆๆ ต่อไปนะคะคนดี” “อุดหนุนน้องแล้ว น้องน่ารักมาก ขยัน พูดจาสุภาพ ข้าวไข่เจียวอร่อยไปอุดหนุนน้องเยอะๆ นะ”

“แล้ววันนึง น้องจะพบว่า น้องไม่ได้ตัวคนเดียว แต่มีหลายคนที่พร้อมจะเป็นกำลังใจและสนับสนุนในความดีและความพยายามของน้องนะคะ” กรณีที่กระทรวงแรงงานเปิดให้แรงงานต่างด้าว 3 สัญชาติ คือ พม่า กัมพูชา และลาว ลงทะเบียนทำประวัติและขออนุญาตทำงานในราชอาณาจักรที่ศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ (OSS) ภายในวันที่ 31 มีนาคม 2561 แต่มีแรงงานต่างด้าวบางส่วนที่ไม่สามารถลงทะเบียนดำเนินการที่ศูนย์โอเอสเอสได้ทันเวลานั้น

เมื่อวันที่ 3 เมษายน นายอนุรักษ์ ทศรัตน์ อธิบดีกรมการจัดหางาน (กกจ.) กระทรวงแรงงาน กล่าวชี้แจงว่า ที่ผ่านมากระทรวงแรงงานได้มีมาตรการเพื่อให้กระบวนการดำเนินการในศูนย์โอเอสเอสเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สะดวก รวดเร็ว ทันเวลา โดยมีการวางแผนการปฏิบัติงานอย่างเป็นระบบ ซึ่งได้มีการปรับกระบวนการทำงานเป็น 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 กำหนดให้แรงงานนำใบเสร็จรับเงินค่าตรวจสุขภาพและค่าประกันสุขภาพเป็นหลักฐานแทนใบรับรองแพทย์ เมื่อผลตรวจออกมาแล้วให้ใช้ใบรับรองแพทย์

ระยะที่ 2 ลดขั้นตอนโดยให้แรงงานตรวจลงตรา (วีซ่า) และขออนุญาตทำงานก่อน แล้วจึงนัดไปจัดทำใบอนุญาตทำงาน (บัตรสีชมพู) ในภายหลัง รวมทั้งเพิ่มเวลาการให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง ในจังหวัดที่มีแรงงานต่างด้าวเป็นจำนวนมาก ระยะที่ 3 เพิ่มช่องทางโดยรับลงทะเบียนกลุ่มที่ยังตกค้างไม่สามารถดำเนินการภายในศูนย์โอเอสเอสได้ทันเวลาที่กำหนดทางระบบออนไลน์

www.doe.go.th หรือทางเอกสารที่สำนักงานจัดหางานจังหวัด และหน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงานในส่วนภูมิภาค ทั้งยังมีการออกหน่วยบริการเคลื่อนที่ไปยังสถานประกอบการเพื่อรับลงทะเบียนออนไลน์ ภายในวันที่ 31 มีนาคม 2561 เวลา 24.00 น. แล้วจึงมาจัดทำทะเบียนภายหลัง โดยกระทรวงแรงงานจะส่งข้อความสั้น (SMS) กำหนดวัน เวลา นัดหมายไปให้นายจ้างเพื่อดำเนินการในขั้นตอนต่างๆ ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2561

“ผลการดำเนินงาน คือแรงงานต่างด้าวมาดำเนินการทั้งหมด จำนวน 1,320,035 คน คิดเป็น ร้อยละ 96 คงเหลือที่ไม่มาดำเนินการเพียง 59,217 คน คิดเป็น ร้อยละ 4 เท่านั้น และมีการลงทะเบียนทางออนไลน์ จำนวน 190,056 คน ทั้งนี้ ผู้ที่ยังไม่ได้ลงทะเบียนก็ไม่สามารถอยู่ต่อหรือทำงานต่อไปได้ แต่หากประสงค์จะทำงานต่อไปก็ต้องเดินทางกลับออกไปก่อนและกลับเข้ามาใหม่ตามระบบเอ็มโอยู (MOU)” นายอนุรักษ์ กล่าว

นอกจากนี้ นายอนุรักษ์กล่าวอีกว่า กระทรวงแรงงานได้มีการประสานงานกับประเทศต้นทางเพื่อให้การนำเข้าแรงงานต่างด้าวตามระบบเอ็มโอยู สามารถรองรับความต้องการแรงงานของนายจ้างและสถานประกอบการได้อย่างเพียงพอ โดยปรับลดขั้นตอน ลดค่าใช้จ่ายให้มีความเหมาะสม เพื่อความสะดวก รวดเร็ว ประหยัด คุ้มค่า ซึ่งสามารถดำเนินการได้ 2 กรณี คือ 1. นายจ้างเป็นผู้ดำเนินการเอง 2. นายจ้างมอบอำนาจให้ ผู้รับอนุญาตนำคนต่างด้าวมาทำงานกับนายจ้างในประเทศดำเนินการ โดย นายจ้างที่ต้องการจ้างแรงงานต่างด้าวทำงานแต่ยังไม่มีแรงงานต่างด้าว สามารถดำเนินการได้โดยยื่น คำร้องขอนำเข้าแรงงานต่างด้าวที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด หรือสำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานคร พื้นที่ 1-10 ในเขตพื้นที่ที่สถานประกอบการตั้งอยู่

การนำเข้าตามระบบเอ็มโอยู เป็นการดำเนินการที่ถูกต้องตามกฎหมาย จะทำให้แรงงานได้รับความ คุ้มครองและดูแลเหมือนเช่นคนไทย และเป็นไปตามหลักมาตรฐานสากล

นายอรพงศ์ เทียนเงิน ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ดิจิทัล เวนเจอร์ส จำกัด บริษัทในเครือธนาคารพาณิชย์ เปิดเผยว่า บริษัทอยู่ระหว่างการเสนอคณะกรรมการบริษัทและคณะกรรมการของธนาคาร เพื่อขอเพิ่มทุนอีก 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากที่บริษัทมีเงินลงทุน 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับการลงทุนในกลุ่มสตาร์ตอัพ ทั้งการลงทุนโดยตรง ลงทุนผ่านกองทุนร่วมลงทุน (VC) โดยเงินลงทุนเฟส 2 ของบริษัทจะใช้สำหรับการบ่มเพาะสตาร์ตอัพร่วมมือกับภาคการศึกษา ภาคธุรกิจเอกชน ภาครัฐ เพื่อพัฒนาบุคลากรและเพิ่มขีดความสามารถในด้านการพัฒนานวัตกรรม โดยเฉพาะเทคโนโลยีชั้นสูง เพื่อนำมาพัฒนาใช้กับธุรกิจ ได้แก่ ค้าปลีก ท่องเที่ยว และการเงิน ก่อนขยายไปธุรกิจอื่น

นายอรพงศ์ กล่าวว่า โครงการนำร่องแรก คือ โครงการ U.REKA ร่วมกับคณะวิศวกรรมศาสตร์ จาก 7 สถาบัน ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ รวมทั้ง The Knowledge Exchange (KX) และไมโครซอฟท์ ไทยแลนด์ เปิดรับสมัครถึงวันที่ 15 พฤษภาคม คาดสมัคร 50 ทีมและคัดเหลือ 10 ทีม ในเดือนมิถุนายน ซึ่งทีมได้รับการคัดเลือกจะได้เงินทุน 200,000 บาท เพื่อนำเสนอแผนงาน และทีมที่น่าสนใจจะได้รับสนับสนุนเงินทุนอีก 3-6 ล้านบาท คาดใช้เวลาวิจัย 18-36 เดือน และมีแผนดึงมหาวิทยาลัยจากต่างประเทศเข้าร่วมพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อใช้กับธุรกิจไทย และอนาคตมีแผนแยกบริษัทตั้งเป็นอิสระเพื่อพัฒนาบุคลากรด้านเทคโนโลยีโดยเฉพาะ

ยิ่งอายุมาก ยิ่งเสี่ยงต่อการหกล้ม นพ. ปานเนตร ปางพุฒิพงศ์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ให้ข้อมูลว่า องค์การอนามัยโลกระบุว่า ผู้สูงอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป จะมีแนวโน้มหกล้มร้อยละ 28-35 ต่อปี และจะเพิ่มเป็นร้อยละ 32-42 เมื่อก้าวเข้าสู่ปีที่ 70 เป็นต้นไป เมื่อผู้สูงอายุหกล้มและกระดูกหักพบว่า 1 ใน 5 ไม่สามารถกลับมาเดินได้อีก และบางส่วนต้องใช้รถเข็นตลอดชีพ

นอกจากนี้ งพบว่าการหกล้มเป็นสาเหตุสำคัญของการเข้าโรงพยาบาลในผู้ที่มีอายุ 65 ปี ขึ้นไป สรุปได้ว่าความเสี่ยงของการหกล้มจะยิ่งมากขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง หรือมีโรคประจำตัว เช่น อัมพฤกษ์ อัมพาต หรือมีปัญหาเรื่องการทรงตัว

การล้มในผู้สูงอายุเกิดจากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นกระดูกหรือกล้ามเนื้อไม่แข็งแรง มีปัญหาสายตา กินยาที่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาททำให้ง่วงซึม รวมทั้งสภาพแวดล้อมภายในบ้านที่ไม่เหมาะสม

วิธีลดความเสี่ยงของการหกล้ม คือ ออกกำลังกาย ยกเว้นบางรายที่มีข้อจำกัดให้เลือกวิธีออกกำลังกายอย่างง่ายหรือปรึกษาแพทย์ตามความจำเป็น และป้องกันการหกล้ม ได้แก่

เลือกรองเท้าที่เหมาะสม เช่น รูปร่างเข้ากับเท้า วัสดุมีความยืดหยุ่น ระบายอากาศได้ดี หุ้มส้น หรือ รัดส้นและส้นเตี้ย
ใช้ไม้เท้าในการช่วยเดิน
ออกกำลังกายที่เหมาะสมกับตนเองอย่างสม่ำเสมอ นายศุภฤกษ์ คฤหานนท์ หัวหน้างานบริการวิชาการทางดาราศาสตร์ สถาบัน วิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) เปิดเผยว่า ช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม ดวงอาทิตย์จะโคจรมาอยู่ในตำแหน่งตั้งฉากกับประเทศไทย เริ่มจากทางใต้ ณ อำเภอเบตง จังหวัดยะลา ตรงกับวันที่ 4 เมษายน 2561 เวลาประมาณ 12.18 น. จากนั้นดวงอาทิตย์จะโคจรมาอยู่ในแนวตั้งฉากกับพื้นที่ต่างๆ ของไทยไล่ลำดับขึ้นเหนือมาเรื่อยๆ สำหรับปีนี้ดวงอาทิตย์จะโคจรตั้งฉากกับกรุงเทพมหานคร ในวันที่ 27 เมษายน 2561 เวลาประมาณ 12.16 น. จนกระทั่ง วันที่ 22 พฤษภาคม 2561 ดวงอาทิตย์จะตั้งฉากกับพื้นที่เหนือสุดของประเทศไทย ณ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย เวลาประมาณ 12.17 น.

นายศุภฤกษ์ กล่าวว่า เนื่องจากประเทศ ไทยตั้งอยู่ในเขตร้อน ระหว่างแนวละติจูด 5-20 องศาเหนือ ประเทศที่อยู่ในบริเวณนี้จะมีวันที่ดวงอาทิตย์ผ่านใกล้จุดเหนือศีรษะมากที่สุดปีละ 2 วัน โดยจะมีคาบการโคจรพาดผ่านแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ แต่ละจังหวัดของประเทศไทยจึงเห็นดวงอาทิตย์ผ่านเหนือศีรษะไม่พร้อมกันและในครั้งต่อไปดวงอาทิตย์จะเคลื่อนที่มาอยู่ในแนวตั้งฉากกับกรุงเทพฯ อีกครั้งช่วงฤดูฝนในวันที่ 16 สิงหาคม 2561 เวลาประมาณ 12.22 น.

“การที่ดวงอาทิตย์ตั้งฉากกับพื้นโลกทำให้ได้รับพลังงานจากดวงอาทิตย์อย่างเต็มที่ แต่อุณหภูมิจะสูงที่สุดหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น ปริมาณฝน เมฆ อิทธิพลจากมรสุม ความร้อนสะสมในบรรยากาศ ฯลฯ ก็อาจส่งผลต่ออุณหภูมิได้” นายศุภฤกษ์ กล่าว

เมื่อวันที่ 3 เมษายน ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ท. สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม.อนุมัติตามข้อเสนอของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่องการพัฒนาการประมงของไทยให้ปลอดจากสัตว์น้ำและสินค้าประมงที่ผิดกฎหมาย ประกอบด้วย 1. แนวทางในการพัฒนาการประมงของไทยให้ปลอดจากการทำประมงที่ผิดกฎหมาย (ไอยูยู) และ 2. แต่งตั้งคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการประมงที่ปลอดจากการทำประมงที่ผิดกฎหมาย โดย พล.อ. ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี ได้เสนอในที่ประชุม ครม.ว่า ขณะนี้ประเทศไทยมีความมั่นใจว่าการแก้ไขปัญหาการทำประมงที่ผิดกฎหมายค่อนข้างมีความชัดเจนและรัดกุม แต่สินค้าที่นำเข้าจาก ต่างประเทศยังน่าเป็นห่วง จึงมีการกำหนดแผนงานสำหรับออกใบรับรองการจับสัตว์น้ำของไทย เพื่อเป็นกติกาให้เรือต่างประเทศที่จะเข้ามาเทียบท่าที่ประเทศไทยต้องปฏิบัติตาม ขณะได้ทำกฎกติกานี้กับบางประเทศแล้วแต่ยังไม่กว้างขวางพอ