พ.ร.บ. มีผลใช้บังคับ เพื่อนำเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี

พิจารณาเห็นชอบ ซึ่งความล่าช้าดังกล่าวส่งผลให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) และเทศบาลต่างๆ ที่มีหน้าที่ในการจัดเก็บค่าอากร และค่าธรรมเนียมสูญเสียรายได้ไปจำนวนมาก ทั้งนี้ หนังสือทวงถามดังกล่าวถือเป็นฉบับที่ 3 ที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นได้ทำเรื่องสอบถามไปยังกรมปศุสัตว์

สำหรับร่างกฎกระทรวงวิธีปฏิบัติที่ต้องออก ประกอบด้วย 1.เรื่องประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่องกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการชำระอากรการฆ่าสัตว์ การคืนเงินอากรการฆ่าสัตว์ และการชำระค่าธรรมเนียมการรับรองให้จำหน่ายเนื้อสัตว์ 2.ร่างแบบคำขอชำระค่าอากรฆ่าสัตว์ และ 3.ร่างแบบคำขอชำระค่าธรรมเนียมการรับรองให้จำหน่ายเนื้อสัตว์ เพื่อให้ได้ข้อยุติร่วมกัน

โดยเมื่อประมาณ 2 ปีก่อน ทางกรมปศุสัตว์ และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ได้เคยร่วมกันร่างกฎกระทรวงไว้ แต่ยังไม่ได้เสนอเข้า ครม. เพราะยังมีความเห็นบางอย่างไม่สอดคล้องกัน โดยกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นเห็นว่า ควรกำหนดอัตราเต็มเพดานอากร 20 สตางค์ และค่าธรรมเนียมขั้นสูงตามที่กำหนดในบทเฉพาะกาล เพราะหากในอนาคตรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งอยากปรับลดลง และจะได้ไม่ต่ำเกินไป ขณะที่กรมปศุสัตว์ต้องการกำหนดเพดานอัตราอากรขั้นต่ำเพียง 10 สตางค์

“คนโยนมาว่า การจัดเก็บอากรเป็นเรื่องของกระทรวงมหาดไทย และความล่าช้าตกอยู่ที่กระทรวงมหาดไทย ซึ่งในความเป็นจริง การออกร่างกฎกระทรวงต้องทำงานร่วมกัน เราก็พยายามทวงถามทางกรมปศุสัตว์ไปหลายครั้ง เพราะตามปกติธรรมเนียมปฏิบัติของราชการ กฎหมายลูกหรือกฎกระทรวงควรต้องออกภายใน 1 ปี หลัง พ.ร.บ. ประกาศใช้บังคับ ถ้าออกกฎหมายลูกไม่ทันตามกำหนดจะต้องทำเรื่องชี้แจงไปยัง ครม. แต่ตอนนี้กรมปศุสัตว์ยังไม่มีการชี้แจงใดๆ” แหล่งข่าวกล่าวและว่า

ทุกวันนี้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและเทศบาลต่างๆ ได้จัดเก็บค่าอากรและค่าธรรมเนียมต้องยึดปฏิบัติตามกฎกระทรวงเดิม ตาม พ.ร.บ. ควบคุมการฆ่าสัตว์และจำหน่ายเนื้อสัตว์ พ.ศ. 2535 ยังไม่สามารถจัดเก็บตามอัตราที่กำหนดไว้ในบทเฉพาะกาลของ พ.ร.บ. ฉบับใหม่ได้ และในกฎกระทรวงฉบับเดิมกำหนดให้จัดเก็บอากรการฆ่าสัตว์ เฉพาะโรงฆ่าสุกรและโค ยกเว้นการจัดเก็บอากรในการฆ่าสัตว์ปีก เช่น ไก่ เป็ด ห่าน

ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยมีการฆ่าไก่เพื่อส่งออกและบริโภคภายในประเทศประมาณ 1,500 ล้านตัว ต่อปี แบ่งเป็นการส่งออกเนื้อไก่ไปต่างประเทศเฉลี่ยปีละ 7-8 แสนตัน ต่อปี มูลค่าเกือบแสนล้านบาท หากมีการจัดเก็บอากรในการฆ่าสัตว์ปีกได้จะทำให้หน่วยงานท้องถิ่นสามารถจัดเก็บรายได้จำนวนมากไปพัฒนาท้องถิ่น แต่ที่ผ่านมาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่มีรายได้เข้ามา

สำหรับกฎกระทรวงฉบับที่ 4 (พ.ศ. 2536) ออกตามความใน พ.ร.บ.ควบคุมการฆ่าสัตว์ฯ พ.ศ. 2535 ตั้งแต่วันที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2536 อาศัยอำนาจตาม มาตรา 35 กำหนดให้เรียกเก็บอากรการฆ่าโค 12 บาท/ตัว กระบือ 15 บาท/ตัว สุกร 10 บาท/ตัว แพะหรือแกะ 4 บาท/ตัว ไก่ เป็ด หรือห่าน 10 สตางค์/ตัว แต่ให้ยกเว้นอากรการฆ่าสุกร ไก่ เป็ด หรือห่าน เพื่อส่งออกไปต่างประเทศ รวมถึงการฆ่าในโรงฆ่าสัตว์ของส่วนราชการท้องถิ่น หรือหน่วยราชการอื่นใดที่ได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีให้ยกเว้นเฉพาะอากรการฆ่าสัตว์

ขณะที่ พ.ร.บ. ควบคุมการฆ่าสัตว์ฯ พ.ศ. 2559 ในบทเฉพาะกาล ได้ปรับอัตราอากรและค่าธรรมเนียมขึ้น เป็นโค 20 บาท/ตัว กระบือ 25 บาท/ตัว สุกรหรือนกกระจอกเทศ 15 บาท/ตัว แพะหรือแกะ 10 บาท/ตัว ไก่ เป็ด หรือห่าน 20 สตางค์ ต่อตัว และยังไม่ได้มีการออกกฎกระทรวงมาดำเนินการปฏิบัติ

อนึ่ง ก่อนหน้าที่ร่าง พ.ร.บ.ควบคุมการฆ่าสัตว์ฯ พ.ศ. 2559 จะประกาศใช้บังคับเป็นกฎหมาย ได้มีการปรับอัตราการจัดเก็บอากรและค่าธรรมเนียมการเชือดไก่จาก 10 สตางค์ ปรับขึ้นเป็น 2 บาท/ตัว พร้อมเก็บค่าธรรมเนียมอีก 2 บาท รวมเป็น 4 บาท ผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมการเลี้ยงสัตว์ 9 สมาคม

ผู้ประกอบการด้านปศุสัตว์ ประกอบด้วยสมาคมผู้ผลิตไก่เพื่อส่งออกไทย สมาคมส่งเสริมการเลี้ยงไก่แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ สมาคมผู้เลี้ยงไก่เนื้อ สมาคมผู้เลี้ยงไก่เนื้อเพื่อการส่งออกไทย สมาคมผู้เลี้ยงเป็ดเพื่อการค้าและการส่งออก สมาคมสัตวแพทย์ควบคุมฟาร์มสัตว์ปีก สมาคมสัตวบาลแห่งประเทศไทย สมาคมผู้เลี้ยงไก่พันธุ์ และสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทยได้รวมตัวกันยื่นหนังสือขอให้มีการทบทวนร่าง พ.ร.บ.ควบคุมการฆ่าสัตว์ฯ พ.ศ. 2559 คัดค้านการเก็บอากรการฆ่า และค่าธรรมเนียมการรับรองให้จำหน่ายเนื้อไก่ เป็ด ห่าน ในเดือนมิถุนายน 2559 โดยให้เหตุผลว่า ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการเลี้ยงและการผลิต ทำให้ความสามารถในการแข่งขันลดลง ทำให้มีการปรับลดอากรและค่าธรรมเนียมลงเหลือเพียง 20 สตางค์ และในช่วงนั้นมีข่าวว่าบริษัทยักษ์ใหญ่ในวงการปศุสัตว์พยายามเจรจาให้มีการยกเว้นอากรเหมือนในอดีตอีก จะส่งผลกระทบต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่มีรายได้เข้ามา

มีการใช้ใบจามจุรี หรือฉำฉา สำหรับปลูกพืชมานานแล้ว ยุคก่อนโน้นที่โป๊ยเซียนได้รับความนิยม ใบจามจุรีมีราคาสูง บางช่วงถึงกับขาดตลาด

ใบจามจุรี มีคุณค่าทางอาหารสำหรับพืชสูง โดยเฉพาะไนโตรเจน เพราะเป็นพืชตระกูลถั่ว การใช้ก็ไม่ยุ่งยาก นำมาผสมวัสดุปลูก หรือจะใส่ต้นไม้ทั่วไปก็ได้ อย่าง มะม่วง ขนุน นำใบเทกองไว้โคนต้น เวลาผ่านไป ใบค่อยๆ ย่อยสลาย ต้นไม้โตเร็วกว่าปกติ

โดยทั่วไปแล้ว จามจุรีขึ้นตามที่รกร้าง ที่สาธารณะ เมื่อใบร่วงหล่น คนก็ไปกวาดใส่ถุงปุ๋ย นำออกมาจำหน่าย แหล่งใหญ่ของใบจามจุรี พบอยู่ที่จังหวัดสระบุรี ลพบุรี

ในเขตภาคเหนือ จริงๆ แล้วเมื่อก่อนพบจามจุรีอยู่หนาแน่น แต่เพราะเขานิยมตัดโค่นไปแกะสลัก ประชากรของจามจุรีจึงลดลง

คุณลุงชิน หรือ จ้อย และ คุณป้าวันทอง ศรีเนตร เป็นชาวตำบลหนองหว้า อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา ประกอบอาชีพขยายพันธุ์ไม้ขายมานาน 30 ปีแล้ว เมื่อสมัยเป็นวัยรุ่นลุงจ้อยไปทำงานรับจ้างในค่ายทหารที่อู่ตะเภา จังหวัดชลบุรี วิชาที่ได้ติดตัวมาคือการทำอาหารฝรั่ง รวมทั้งอาหารสากลอื่นๆ จากนั้นลุงไปทำงานตะวันออกกลาง อยู่หลายประเทศ ทำหน้าที่เป็นพ่อครัวให้กับคนสำคัญของประเทศนั้นๆ

เมื่อมีสงครามอ่าวเปอร์เซีย ลุงกลับบ้าน ลุยงานเกษตรอย่างจริงจัง โดยขยายพันธุ์ไม้ขาย

พันธุ์ไม้ที่ขายมีมะม่วงหลากหลายสายพันธุ์ นอกจากนี้ ยังมีไม้ไทยกลิ่นหอม ไม้ด่าง รวมทั้งไม้กระถาง

ขณะที่ปลูกไม้กระถาง ลุงและป้าต้องซื้อใบก้ามปูจากคนที่ลพบุรี ปีหนึ่งหลายร้อยถุงปุ๋ย ซึ่งบางครั้งอาจจะมีใบอย่างอื่นปลอมปน รวมทั้งมีหนามผสมมาด้วย

เมื่อ ปี 2552 ป้าวันทอง ถามคนที่มาส่งใบก้ามปู ว่าปลูกยากไหม คนมาส่งบอกว่า ใบก้ามปูขึ้นตามหัวไร่ปลายนา ที่ลพบุรีส่วนหนึ่งไปกวาดตามค่ายทหาร บางแห่งที่ต้นจามจุรีขึ้นอยู่หน้าฝนน้ำท่วมขัง แต่ต้นจามจุรีไม่ตาย

เมื่อได้รับคำตอบ ลุงและป้า จ้างเด็กไปเก็บฝักก้ามปูมาเพาะ แต่เปอร์เซ็นต์ความงอกไม่มากนัก ต่อมาทดลองแช่น้ำ แล้วห่อผ้าไว้ราว 2 คืน จนเมล็ดบวมแล้วนำไปเพาะ ปรากฏว่างอกดีมาก จึงนำลงปลูกในที่ดินของตนเอง ซึ่งเป็นที่ลุ่ม แต่เดิมจะใช้ทำนากัน ปลูกช่วงแรกๆ ต้นจามจุรีโตดี แต่ช่วงปลายฝน น้ำท่วมขัง ลุงและป้าคิดว่าจามจุรีไม่รอดแน่ แต่เมื่อน้ำแห้ง ต้นตายไปเพียง 4-5 ต้น เท่านั้น

ช่วงแรกๆ เจ้าของต้องกำจัดวัชพืชให้กับต้นจามจุรี เพราะพุ่มใบยังไม่แผ่กว้าง แสงส่องลงพื้นได้ เข้าปีที่ 4 ขนาดของต้นและทรงพุ่มใหญ่ เจ้าของไม่ต้องช่วยกำจัดวัชพืชแต่อย่างใด

ปีที่ 4 เจ้าของกวาดใบมาใช้ประโยชน์ได้ รวมทั้งจำหน่ายให้กับผู้สนใจซื้อไปใช้ ลุงจ้อย และ ป้าวันทอง ปลูกจามจุรีพื้นที่ 22 ไร่ ใช้ระยะปลูก 4 คูณ 4 เมตร พื้นที่ 1 ไร่ ปลูกได้ 100 ต้น

เมื่อปี 2555/2556 ลุงและป้าจำหน่ายใบก้ามปูได้ราว 4,000 กระสอบปุ๋ย

ปี 2556/2557 จำหน่ายใบก้ามปูได้ 6,000 กระสอบปุ๋ย

ปี 2557/2558 จำหน่ายได้กว่า 6,000 กระสอบ

ป้าเล่าว่า ช่วงปลายฝน น้ำที่แปลงจามุรีมักท่วมขัง ทำกิจกรรมอะไรลำบาก จนผ่านเดือนตุลาคมไปแล้ว ก็จะเริ่มกวาดใบจามจุรี กวาดไปจนฝนลงจึงหยุด

สนนราคาจำหน่าย กระสอบปุ๋ยละ 25 บาท

ป้าวันทอง บอกว่า ค่าใช้จ่ายในการผลิตใบจามจุรี มีค่าถุงปุ๋ย 3 บาท ค่าคนกวาด 4 บาท ค่าคนยก 1 บาท รวม 8 บาท เจ้าของเหลือเก็บ 17 บาท ต่อ 1 กระสอบปุ๋ย

แรกๆ เจ้าของต้องกำจัดวัชพืชให้กับแปลงจามจุรี ต่อมาเมื่อต้นโตไม่ต้อง

ระหว่างปี ป้าบอกว่าไม่ต้องใส่ปุ๋ย ไม่ต้องพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรู

“มีคนมาซื้อกันมาก บางคนรับไป 1,000 กระสอบปุ๋ย นำไปขายต่อ นำไปทำดินผสม คนถมที่…ดินไม่ดีนิยมนำไปรองก้นหลุมปลูกต้นไม้ ใช้กับต้นไม้ทุกชนิด ของเราใบล้วนๆ ไม่มีใบอื่นปน เมื่อปลูกใหม่ๆ มีคนแนะนำให้เราใช้ปุ๋ยบำรุงต้น เราไม่มีเวลาดูแล ดังนั้น จึงไม่ได้ใส่ปุ๋ยเลย”

ป้าวันทอง อธิบาย และยังบอกอีกว่า

“รายได้หลักที่ผ่านมา จำหน่ายกิ่งมะม่วง ทำต่อเนื่องมา 30 ปีแล้ว คนมาซื้อที่บ้าน ไม่ได้นำออกไปขายที่ไหน อย่างอื่นมีไม้ผลปลูกไว้กิน อย่าง ลองกอง ทุเรียน เงาะ ไม้ไทย ไม้ดอกไม้ประดับสวยๆ ก็ปลูกไว้ ใบก้ามปูจำนวนคงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นอกจากขายแล้ว เราก็ใช้เองปีหนึ่งไม่ใช่น้อยๆ”

วันนี้ฝนถล่มทั่วไทย เหนือ-อีสาน อ่วม ฝนตก หนักร้อยละ 70 ระวังน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และดินโคลนถล่ม กรุงเทพฯ วันนี้ไม่รอด ตกหนักร้อยละ 60
เมื่อวันที่ 10 กรมอุตุนิยมวิทยา พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมง ข้างหน้า บริเวณภาคเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ตอนบน รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จะมีฝนตกหนักบางพื้นที่ ขอให้ประชาชนระวังอันตรายจากฝนตกหนัก และฝนตกสะสม ซึ่งจะทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และดินโคลนถล่ม

ลักษณะสำคัญทางอุตุนิยมวิทยา บริเวณความกดอากาศสูงกำลังปานกลางจากประเทศจีนยังคงแผ่ปกคลุมภาคเหนือตอนบน และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทำให้ร่องมรสุมยังคงพาดผ่านภาคกลาง และภาคตะวันออก ในขณะที่มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ยังคงพัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทย ทำให้ประเทศไทยมีฝนตกหนักบางพื้นที่

พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทย ตั้งแต่ เวลา 06.00 น. วันนี้ ถึงเวลา 06.00 น.ของวันที่ 11 ก.ย.นี้ ภาคเหนือ มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมี ฝนตก หนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง และตาก อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมี ฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดชัยภูมิ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-33 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ภาคกลาง มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดกาญจนบุรี อุทัยธานี นครสวรรค์ ลพบุรี และสระบุรี อุณหภูมิต่ำสุด 22-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออก มีเมฆมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมี ฝนตก หนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดปราจีนบุรี จันทบุรี และตราด อุณหภูมิต่ำสุด 24-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-33 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ และมี ฝนตก หนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดเพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร ห่างฝั่งมีคลื่นสูง 1-2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดระนอง พังงา ตรัง และสตูล อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 25-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

น้ำตกแก่งลำดวน จังหวัดอุบลราชธานี เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีผู้นิยมมาเที่ยวเป็นจำนวนมากอีกแห่งหนึ่ง น้ำตกแห่งนี้มีความสวยงามของแก่งหิน รูหิน รวมทั้งความใสสะอาดของลำน้ำลำโดมใหญ่ สามารถเล่นน้ำตกได้เกือบทั้งปี ยกเว้นช่วงกุ้งเดินขบวน เนื่องจากจะมีน้ำมากและกระแสน้ำเชี่ยว จุดเด่นของน้ำตกแก่งลำดวน คือเป็นแก่งหินที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติมีความอุดมสมบูรณ์ทางด้านทรัพยากรธรรมชาติ มีเกาะแก่งที่สวยงามกลางลำโดมใหญ่ถึง 3 เกาะ และสิ่งที่นักท่องเที่ยวประทับใจในการมาเยือนน้ำตกหรือแก่งลำดวนแห่งนี้ ก็คือ มีโอกาสได้ยล การเดินขบวนของกุ้งฝอยนับล้านๆ ตัว เป็นประจำทุกๆ ปี

นางวาสนา ไหมพรหม หัวหน้าศูนย์ศึกษาธรรมชาติและสัตว์ป่าอุบลราชธานี เปิดเผยว่า การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานอุบลราชธานี ร่วมกับ ศูนย์ศึกษาธรรมชาติและสัตว์ป่าอุบลราชธานี และองค์การบริหารส่วนตำบลโดมประดิษฐ์ อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี ได้จัดเทศกาลชมปรากฏการณ์ “กุ้งเดินขบวน” ประจำปี 2561 ขึ้น ระหว่าง วันที่ 1-30 กันยายน 2561 โดยเปิดให้เข้าชมในช่วงเวลา 8.00-22.00 น. ณ ลานพันรูบริเวณน้ำตกแก่งลำดวน ในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่ายอดโดม อำเภอน้ำยืน

จังหวัดอุบลราชธานี รวมระยะเวลา 30 วัน และมีพิธีเปิดงานเทศกาลดังกล่าว อย่างเป็นทางการ ในวันเสาร์ที่ 8 กันยายน 2561 ระหว่าง เวลา 09.00 – 17.00 น. ณ แก่งลำดวน ศูนย์ศึกษาธรรมชาติและสัตว์ป่าอุบลราชธานี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประชาสัมพันธ์และส่งเสริมการท่องเที่ยวของอำเภอน้ำยืน ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติในเชิงนิเวศ และเพื่อให้คนในชุมชนมีจิตสำนึกรักและหวงแหนทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ ตลอดจนสร้างเครือข่ายความร่วมมือในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และเป็นศูนย์กลางรองรับการท่องเที่ยวในภูมิภาคอาเซียน (AEC) ต่อไปในอนาคต และในปีนี้ ภายในงานจะมีกิจกรรมต่างๆ อาทิ การจัดนิทรรศการของหน่วยงาน และชุมชนต่างๆ การแสดงดนตรีสื่อความหมาย การแสดงของนักเรียน กิจกรรมปั่นจักรยานเที่ยวสองแผ่นดิน ยลถิ่น กุ้งเดินขบวน และการแข่งขันการออกแบบชุดแฟนซีมาสคอด กุ้งเดินขบวน ฯลฯ เป็นต้น

นางวาสนา กล่าวต่ออีกว่า กุ้งเดินขบวน (Parading Shrimp) เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ที่มีกุ้งจำนวนมากมายมหาศาล ได้พร้อมใจกันขึ้นมาเดินบนลานหินบริเวณแก่งลำดวน เดินทวนกระแสน้ำลำโดมใหญ่ที่ไหลเชี่ยวกรากในช่วงฤดูฝน ระหว่างปลายเดือนสิงหาคมถึงสิ้นเดือนกันยายนของทุกปี กุ้งเหล่านี้จำเป็นต้องขึ้นมาเดินบนบก เพื่อหลบหลีกกระแสน้ำที่ไหลเชี่ยว จึงเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่น่าอัศจรรย์ และสวยงามตระการตาน่าดูชมยิ่งนัก ซึ่งมักจะพบปรากฏารณ์นี้ในช่วงเวลากลางคืน สำหรับกุ้งที่มาเดินขบวนในบริเวณแก่งลำดวนมี 3 ชนิด ได้แก่ กุ้งฝอย หรือกุ้งนา, กุ้งชฎา, กุ้งก้ามขน

จากการวิจัยพบว่า กุ้งที่มาเดินขบวนที่แก่งลำดวนในปริมาณมากๆ คือ กุ้งก้ามขน ซึ่งมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Macrobrachium dienbienphuense ชื่อภาษาไทย กุ้งก้ามขน จะมีลักษณะเด่น ขาเดินคู่ที่ 2 มีก้ามหนีบขนาดใหญ่ และมีขนยาวอ่อนนุ่มปกคลุม (จะเห็นชัดเจนในกุ้งตัวเต็มวัย) ขาเดินทั้งสองข้างมีความยาวไม่เท่ากัน ก้านตามีขนาดสั้น สามารถพับงอได้ กรีมีลักษณะตรง และมีความยาวสั้นกว่าปลายของแผ่นกำบังหนวด กุ้งประเภทนี้มักอยู่รวมกันเป็นฝูง กินจุลินทรีย์และสัตว์น้ำขนาดเล็กเป็นอาหาร กุ้งวัยอ่อน อาศัยอยู่บริเวณน้ำนิ่งชายฝั่ง กุ้งตัวเต็มวัยจะพบอาศัยอยู่ทั้งบริเวณน้ำนิ่งชายฝั่ง และบริเวณน้ำไหลกลางลำน้ำ

สาเหตุ ที่กุ้งมาเดินขบวน เพราะว่าบริเวณแก่งลำดวน มีลักษณะเป็นแก่งหินเป็นลานกว้าง ในภาษาพื้นถิ่นเรียกว่า “พลาญหิน” ในช่วงฤดูน้ำหลาก แก่งลำดวนจะมีกระแสน้ำที่ไหลเชี่ยว ด้วยเหตุนี้ เหล่าบรรดากุ้งก้ามขนจึงได้พร้อมใจกันขึ้นมาเดินทวนกระแสน้ำบนลานหิน เพื่อหลบหลีกกระแสน้ำอันไหลเชี่ยว ต่างพากันเดินทวนกระแสน้ำมุ่งหน้าสู่พื้นที่แหล่งต้นน้ำลำโดมใหญ่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ ต้องฟันฝ่ากับอุปสรรคระหว่างทางมากมาย เพื่อความอยู่รอดของเผ่าพันธุ์ และภารกิจนี้ยังเป็นความลับของธรรมชาติที่รอให้เราเข้าไปค้นหา

ปรากฏการณ์กุ้งเดินขบวน จะพบในช่วงฤดูฝน ในเวลากลางคืน ระหว่างปลายเดือนสิงหาคมถึงสิ้นเดือนกันยายนทุกปี ส่วนคืนไหนจะมาเดินมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยทางธรรมชาติ ฤดูกาล และปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาในบริเวณต้นน้ำลำโดมใหญ่ ถ้าปริมาณน้ำฝนมาก กระแสน้ำแรง ก็จะพบกุ้งเดินขบวนเป็นจำนวนมาก หากปริมาณน้ำฝนน้อย กระแสน้ำไม่ค่อยแรง กุ้งก็จะขึ้นมาเดินน้อยหรือไม่ขึ้นมาเดินบนบก ดังนั้น จึงเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่พบเห็นได้ยาก เป็นเรื่องที่เกิดจากธรรมชาติอย่างแท้จริง ตรงจุดนี้จึงเป็นสิ่งที่มหัศจรรย์อย่างยิ่ง ควรสอบถามรายละเอียดจากเจ้าหน้าที่ฯ ก่อนเดินทาง เพื่อจะได้มีโอกาสในการชมปรากกฏการณ์กุ้งเดินขบวน

นางวาสนา ได้อธิบายขั้นตอนในการเข้าชมกุ้งเดินขบวน ว่า นักท่องเที่ยวหรือประชาชนทั่วไปควรปฏิบัติดังนี้ 1. ควรดูอย่างระมัดระวัง ไม่เหยียบ จับ หรือสัมผัสตัวกุ้ง 2.พื้นที่เป็นลานหินมีความลื่น และกระแสน้ำไหลเชี่ยว ควรแต่งกายให้รัดกุมและเหมาะสม 3.ไม่นำอาหาร เครื่องดื่ม ลงไปรับประทานขณะเที่ยวชม 4.ไม่ส่งเสียงดังรบกวนผู้อื่นและรบกวนสัตว์ในพื้นที่ 5.ระวังสิ่งของตกน้ำ ควรเก็บทรัพย์สินมีค่าให้เรียบร้อย 6.ระมัดระวังสัตว์มีพิษที่อาจจะพบในพื้นที่ 7.ไม่ใช้ไฟฉายที่มีความสว่างแรงเกินไป และไม่ส่องไปที่ตัวกุ้งเป็นระยะเวลานาน 8. ไม่เดินออกนอกเส้นทางที่เจ้าหน้าที่กำหนดไว้ 9.ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด

สำหรับอุปกรณ์ในการชมปรากฏการณ์กุ้งเดินขบวน ประกอบไปด้วย 1.ไฟฉายส่องสว่าง 2.อุปกรณ์กันฝน (กรณีฝนตก)