ภญ.ผกากรอง กล่าวอีกว่า ส่วนการทำความสะอาดผิวกาย

จะใช้ มะขามเปียก หัวขมิ้น ไพล บดผสมไว้ขัดตัวเพื่อช่วยผลัดเซลล์ผิวให้ดูกระจ่างใส ดับกลิ่นตัว และบำรุงผิว สระผสมใช้มะกรูด ความเปรี้ยวความเป็นกรดจะช่วยขจัดความมันหนังศีรษะและช่วยให้ผมดกดำเป็นเงางาม ในเรื่องของการบำรุงผิวพรรณนั้น สมัยโบราณยังใช้ข้าวโพดมาบำรุงผิว ด้วยการใช้ข้าวโพดดิบ 1 ฝัก จากนั้นแกะเมล็ดข้าวโพดออกมา โขลกในครกให้ละเอียดจากนั้นนำมาคั้นด้วยผ้าขาวบาง จะได้เป็นน้ำนมจากข้าวโพด ใช้ทาผิวหน้าทุกวัน ส่วนการสีฟัน ก็ใช้กิ่งข่อย ทุบปลายฟูนุ่ม จุ่มน้ำสีฟันช่วยดูแลเหงือกและฟันได้อย่างดี เนื่องจาก “ข่อย” มีคุณสมบัติลดการอักเสบของเหงือกและช่วยยับยั้งการเจริญเติยโตของแบคทีเรียในช่องปากได้

เภสัชกรชำนาญการ กล่าวต่อว่า ส่วนที่เราเห็นในละครมีจุ่มผง ออกขาวเทา เดาว่าน่าจะเป็นขี้เถ้า เนื่องจากขี้เถ้ามีความเป็นด่าง เมื่อผสมน้ำจะเกิดฟอง ใช้ลดความมันบนผิวได้ สำหรับการผัดแป้ง สมัยโบราณไม่มีแป้งฝุ่น แป้งพัฟ ก็ใช้แป้งดินสอพอง บดผสมน้ำทาหน้า ทาตัว เกลี่ยให้เนียนเท่ากัน หรือพื้นบ้านใช้แป้งจากเมล็ดบานเย็นผัดหน้าช่วยรักษาสิวฝ้าได้ เนื่องจากมีฤทธิ์ต้านการเกิดฝ้าและมีสาร quercetin, kaemferol ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและลดการสร้างเม็ดสีเพิ่มความอ่อนเยาว์ให้เซลล์ หรือใช้แป้งร่ำ ผสมน้ำอบ น้ำปรุง เครื่องหอมแบบชาววังประทินผิว

“ที่สำคัญหลายคนสงสัยว่าการแต่งหน้าในสมัยโบราณทำอย่างไร เช่น การเขียนคิ้ว ก็จะใช้ถ่านกะลามะพร้าว ส่วนลิปสติก หรือทาแก้มนั้น ก็ไม่มีบรัชออนก็จะใช้สีแดงทาได้ทั้งแก้มและริมฝีปาก โดยใช้สีแดงจากชาด ซึ่งนำเข้าจากจีน มีลักษณะเป็นดอกไม้ที่มีสีแดง ทำเป็นแผ่นกระดาษนำมาซับ หรือหากเป็นของไทยเองก็ใช้ สีจากผลผักปลังแดง ทาแก้ม ทาปาก ก็ได้สีออกแดงชมพูธรรมชาติ ซึ่งการศึกษาพบว่าผักปลังแดงช่วยเพิ่มเม็ดเลือด บำรุงเลือดได้ เนื่องจากมีสารแอนโทไซยานิน สำหรับการรักษาสิวของหญิงไทยสมัยก่อน ก็จะใช้กิ่งมะขาม 4-5 กิ่ง ต้มลงหม้อน้ำเดือด ต้มให้เดือดนานประมาณ 10 นาที นำมาล้างหน้าแทนน้ำเปล่าทุกเช้าเย็น ประมาณ 1 สัปดาห์ ปัญหาเรื่องสิวจะค่อยๆ ดีขึ้น และทำให้ผิวขาวขึ้นด้วย” ภญ.ผกากรอง กล่าว

เป็นเรื่องใกล้ตัวซึ่งหลายคนไม่ทราบว่า หากทำเช่นนี้อาจจะเกิดอันตรายต่อร่างกายได้ โดย นพ.มนูญ ลีเชวงวงศ์ หัวหน้าห้องไอซียู เฉพาะทางด้านโรคระบบการหายใจ ผู้ป่วยหนัก ได้โพสต์เรื่องราวที่เป็นอุทาหรณ์ถึงเรื่องความเสี่ยงจากการได้รับสปอร์จากเห็ด และเชื้อราจากนกพิราบ ที่ทำให้เกิดฝีในปอดสุดอันตราย

โดยโพสต์ดังกล่าว ระบุว่า “อย่าหยิบเห็ดสดทุกชนิดมาสูดดม เสี่ยงสปอร์เห็ดเข้าปอด โดยพบ ผู้ป่วยชายไทยอายุ 23 ปี เมื่อ 5 ปีก่อนได้กินเห็ดสด magic mushroom 6 ดอก (คนไทยเรียก เห็ดขี้ควาย) ก่อนกินได้หยิบเห็ดขึ้นมาสูดดม หลังกินเห็ดมีอาการประสาทหลอน เห็นสัตว์ประหลาดและหน้าตัวเองเลือดออก หลังจากนั้น 1 ปี ไอมีเสมหะ เป็นๆ หายๆ ต่อเนื่องมา 4 ปี ข้างบ้านเลี้ยงนกพิราบ มีขี้นกตกมาตามพื้นบ้านของตนเอง คอมพิวเตอร์สแกนพบมีฝี 2 จุด ในปอดขวาล่าง (ดูรูป CT scan ปอด) ได้ผ่าตัดเอาปอดขวาล่างออก ตรวจเจอทั้งเห็ดและเชื้อราจากขี้นกพิราบในปอด

คนไข้คนนี้มีเห็ดในปอดจากการสูดดมสปอร์ของเห็ด สปอร์เห็ดมีขนาดเล็กมากสามารถเข้าปอดได้ นอกจากนี้ ยังหายใจเอาเชื้อราจากขี้นกพิราบ คือติดเชื้อ 2 ชนิด พร้อมๆ กัน ซึ่งเกิดขึ้นได้น้อยมากๆ ยังไม่มีใครรายงานมาก่อน การรักษาจำเป็นต้องผ่าตัดเพราะไม่มียารักษาโรคจากเห็ด และได้ให้ยารักษาเชื้อราจากขี้นกพิราบต่อจนครบ 1 ปี ผู้ป่วยปัจจุบันติดตามมา 4 ปี หายเป็นปกติ คำเตือน…หลีกเลี่ยงสูดดมเห็ดสดทุกชนิด เพราะเห็ดอาจทำให้เกิดฝีในปอด และหลีกเลี่ยงอยู่ใกล้ขี้นกพิราบ”

นายไพโรจน์ เฮงแสงชัย รองอธิบดีกรมหม่อนไหม เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มอบหมายให้กรมหม่อนไหมร่วมกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงมหาดไทย และภาคเอกชน ดำเนินโครงการส่งเสริมการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมในเขตภาคเหนือ เพื่อสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งลดการบุกรุกพื้นที่ป่า ลดพื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์บนเขาหัวโล้น และสร้างป่าต้นน้ำในเขตภาคเหนือ พร้อมส่งเสริมการผลิตเส้นไหมและรังไหมเพื่อลดการนำเข้าจากต่างประเทศ

ขณะเดียวกันยังสนับสนุนการส่งออกสินค้าและวัตถุดิบด้านหม่อนไหม รวมทั้งสร้างกลุ่มเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรให้มีความเข้มแข็ง ส่งเสริมระบบเศรษฐกิจชุมชน และเปิดช่องทางสร้างรายได้ให้เกษตรกรผู้มีรายได้น้อยให้มีอาชีพที่มั่นคง เนื่องจากการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมเป็นอาชีพที่สร้างรายได้สม่ำเสมอ และให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าและรวดเร็วด้วยโครงการนี้ ดำเนินการในรูปแบบประชารัฐ โดยมี 2 กิจกรรม

คือ 1. ส่งเสริมเลี้ยงไหมอุตสาหกรรมในพื้นที่ จ.น่าน เกษตรกร เป้าหมาย 200 ราย พื้นที่ 600 ไร่ เพื่อขยายกำลังผลิตรังไหมรองรับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมที่ต้องการใช้สูงถึง 160 ตัน/ปี ขณะที่ปัจจุบันเกษตรกรผลิตรังไหมได้เพียง 40 ตัน/ปี เท่านั้น และ 2. การเลี้ยงไหมเพื่อผลิตแผ่นใยไหมในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน เกษตรกร 600 ราย พื้นที่ 1,800 ไร่ เพื่อเพิ่มปริมาณแผ่นใยไหมให้เพียงพอต่อความต้องการของตลาด

นอกจาก กรมหม่อนไหม จะให้องค์ความรู้การปลูกหม่อนเลี้ยงไหมแบบเน้นหนักแก่เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการแล้ว ยังผลิตท่อนพันธุ์หม่อนพันธุ์ดีและไข่ไหมพันธุ์ดีสนับสนุนแก่เกษตรกร นอกจากนี้ ยังสนับสนุนการสร้างและขยายแปลงหม่อนเพื่อเลี้ยงไหมในพื้นที่ได้รับอนุญาตให้ทำกินโรงเลี้ยงไหม และพัฒนาศักยภาพระบบน้ำในแปลงหม่อน ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรสามารถเลี้ยงไหมเพื่อผลิตรังไหม และแผ่นใยไหมได้มากขึ้นและจำนวนรุ่นเพิ่มขึ้น

ทั้งยังมีแผนส่งเสริมให้ปลูกพืชอายุสั้นแซมแปลงหม่อน หรือควบคู่กับการเลี้ยงสัตว์และทำเกษตรแบบผสมผสาน เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้ระหว่างรอเก็บเกี่ยวผลผลิต ตลอดจนประสานภาคเอกชนเพื่อวางแผนรับซื้อผลผลิตรังไหมและแผ่นใยไหมตามช่วงระยะเวลาและในราคาที่เหมาะสมด้วย

“หลังปลูกหม่อน 8-10 เดือน ก็สามารถที่จะเก็บเกี่ยวใบหม่อนมาเลี้ยงไหมได้ ซึ่งการเลี้ยงไหมจนทำรังได้ใช้เวลา ประมาณ 30 วัน อย่างไรก็ตาม อนาคตคาดว่าเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการจะสามารถผลิตรังไหมเพื่อรองรับภาคอุตสาหกรรมในการสาวไหมได้ไม่น้อยกว่า 120 ตัน ช่วยลดมูลค่าการนำเข้าเส้นไหมได้ถึง 120 ล้านบาท/ปี และผลิตแผ่นใยไหมได้ถึง 2 ล้านแผ่น ป้อนตลาดภายในประเทศและส่งออก เช่น ประเทศเกาหลีใต้ ที่มีความต้องการนำเข้าแผ่นใยไหมเพื่อแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางจำนวนมาก โดยเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการเลี้ยงไหมอุตสาหกรรมจะมีรายได้ ประมาณ 6,000-10,000 บาท/เดือน และหากเกษตรกรเพิ่มพื้นที่แปลงหม่อนมากกว่า 3 ไร่ และมีการบริหารจัดการแปลงหม่อน มีการวางแผนการใช้น้ำที่ดี จะสามารถเลี้ยงเพิ่มจำนวนรุ่นได้มากขึ้น ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้นอีกและมีอาชีพที่มั่นคงยิ่งขึ้น”

วันที่ 27 ก.พ. ที่ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย (มร.ชร.) นำโดย ดร.ศรชัย มุ่งไธสง อธิการบดี มร.ชร. ได้จัดงาน “มร.ชร. เกษตรแฟร์ ประจำปี 2561” ขึ้นระหว่างวันที่ 26 ก.พ.-4 มี.ค.นี้ ณ ลานอาคารคหกรรม มร.ชร. โดยภายในงานมีการจัดกิจกรรมเสวนาเกี่ยวกับการเกษตร นิทรรศการการเกษตร การจัดแสดง สาธิตและจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตร การแปรรูปและการบรรจุภัณฑ์ผลผลิต เช่น กาแฟ ข้าว ฯลฯ

นอกจากนี้ ยังมีการจัดแสดงอาหารที่เกิดจากการดัดแปลงให้เข้ากับยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะ “พิซซ่าหน้าดักแด้” ที่จัดโดยศูนย์วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น มร.ชร. ซึ่งสาธิตและจำหน่ายพิซซ่าดังกล่าวภายในงาน โดยสาธิตส่วนผสมสำหรับการรับประทาน 14 คน ว่าใช้ส่วนประกอบเป็น แป้งขนมปัง 700 กรัม แป้งข้าวเจ้า 300 กรัม ยีสต์ 20 กรัม ดอกเกลือทะเล 20 กรัม น้ำเปล่า 600 กรัม น้ำมันมะกอก 60 กรัม ส่วนผสมหน้าพิซซ่าคือพริกหยวกสีเขียว เหลือง และแดง แตงกวาง มะเขือเทศ หอมหัวใหญ่ มอลชาเรลล่าชีส ซอสพิซซ่า และที่สำคัญคือตัวดักแด้ทอดทั้งกรอบและทอดกรอบป่นหยาบใช้รวมกันประมาณ 13 กรัม ด้วย

สำหรับวิธีการปรุงก็ทำเหมือนพิซซ่าทั่วไป คือนำแป้งมาร่อนและทำเป็นแผ่นแล้วตัดเป็นทรงกลมและแบน ทาซอสและใส่ส่วนผสมต่างๆ ลงไป แล้วที่สำคัญคือ ใส่ตัวดักแด้ทอดกรอบลงไปด้วยก่อนที่จะโรยหน้าด้วยมอลชาเรลล่าซีสให้ทั่วอีกชั้นหนึ่ง แล้วนำไปเข้าเตาอบด้วยอุณหภูมิ 400 องศาฟาเรนไฮต์ ใช้เวลาประมาณ 12-15 นาที ก็นำออกมา และก่อนจะรับประทานก็โรยหน้าด้วยดักแด้ทอดกรอบป่นหยาบอีกชั้นหนึ่งเป็นอันเสร็จสิ้นกระบวนการทำพิซซ่าหน้าดักแด้ที่แสนอร่อยดังกล่าว ซึ่งก็พบว่ามีผู้เดินทางไปชมงานให้ความสนใจไปชมและเลือกซื้อเพื่อรับประทาน เพียงชิ้นละ 20 บาท

อย่าเพิ่งเข้าใจผิดคิดว่า “นาร์เนีย” เจ้าเหมียวเซเลบสองหน้าจากฝรั่งเศสที่กำลังโด่งดังบนโลกออนไลน์เนี่ย เป็นแมวตีสองหน้าคบไม่ได้ล่ะ เพราะฉายานี้มาจากลักษณะสีขนทูโทนเทา-ดำ ซึ่งแบ่งตรงกลางหน้าเจ้านาร์เนียและแยกออกเป็นสองข้างเท่าๆ กันต่างหาก

ลักษณะดังกล่าว เรียกว่า “ไคเมร่า” ตามชื่อของสัตว์ผสม 3 หัว ในเทพนิยายกรีก ไคเมร่าอาจเกิดขึ้นได้จากลักษณะพิเศษทางพันธุกรรม 2 แบบ หรือมีดีเอ็นเอ 2 ชุด ในตัวเดียวกัน เลยทำให้มีขนสองสีที่ใบหน้า แต่สำหรับนาร์เนียซึ่งเป็นแมวพันธุ์บริติชชอร์ตแฮร์ ถือว่าเป็นไปได้ยากมากๆ ที่จะเกิดลักษณะไคเมร่า ด้วยเหตุนี้เจ้านาร์เนียจึงเป็นแมวไคเมร่าที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร

นอกจากความแปลกแล้ว สิ่งที่ทำให้เจ้านาร์เนียมีแฟนคลับไปทั่วโลก คงหนีไม่พ้นหน้าตาน่ารัก ดวงตากลมโต แป๋วแหวว และความเจ๋งที่เป็นได้ทั้งแมวสีดำ และแมวเทา ในร่างเดียว…เมี้ยว…วว

เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ นายชโยดม สุวรรณวัฒนะ ประธานชมรมคนปลูกปาล์มน้ำมัน จังหวัดกระบี่ พร้อมคณะเข้ายื่นหนังสือต่อ พล.ต.ต. บุญทวี โตรักษา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด (ผบก.ภ.จว.) กระบี่ เพื่อให้เร่งรัดคดีที่ชาวสวนปาล์มน้ำมันจังหวัดกระบี่เข้าแจ้งความเอาผิดกับโรงงานสกัดแห่งหนึ่ง ข้อหาฉ้อโกง ในพื้นที่ อำเภออ่าวลึก จังหวัดกระบี่ เมื่อเดือนเมษายน 2560 ที่ผ่านมา จนถึงขณะนี้คดีไม่คืบหน้า ขณะที่ทางโรงงานสกัดน้ำมันแจ้งความกล่าวหาว่านายชโยดมหมิ่นประมาท ให้ข่าวเท็จ สร้างความเสื่อมเสียแก่โรงงาน เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ออกหมายเรียกให้ไปรับทราบข้อกล่าวหาเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา

พล.ต.ต. บุญทวี กล่าวว่า จากการตรวจสอบทราบว่าขณะนี้พนักงานสอบสวนได้สอบปากคำพยานต่างๆ เสร็จสิ้นแล้ว ได้เรียกกรรมการบริษัทมารับทราบข้อกล่าวหาแล้ว แต่มาเพียงคนเดียว ต้องรอให้กรรมการอย่างน้อยอีก 1 คน มารับทราบข้อกล่าวหาถึงจะดำเนินขั้นตอนต่อไปได้ อย่างไรก็ตาม ได้สั่งการให้ เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.อ่าวลึก เร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 7 วัน เพื่อความเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย

จังหวัดกาฬสินธุ์ แหล่งผลิตมะม่วงคุณภาพ ปัจจุบัน มีพื้นที่เพาะปลูกมะม่วงกว่า 2,500 ไร่ ผลผลิตรวมกว่า 4 พันตัน มูลค่าเฉียด 70 ล้านบาท เกษตรกรในพื้นที่หันรวมกลุ่มผลิตเพื่อส่งออกตลาดต่างประเทศ ทั้งญี่ปุ่น จีน เกาหลี และประเทศแถบยุโรป นับเป็นอีกหนึ่งพืชทางเลือกที่สร้างรายได้งามให้กับเกษตรกร

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการวิเคราะห์เศรษฐกิจสินค้าเกษตร ตามโครงการบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรม (Zoning by Agri-Map) ซึ่งจากการติดตามสินค้าเกษตรทางเลือกของจังหวัดกาฬสินธุ์ โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 4 (สศท.4) พบว่า จังหวัดมีศักยภาพในการผลิตมะม่วง ปลูกมะม่วงหลายสายพันธุ์เพื่อเป็นพืชทางเลือก เช่น มะม่วงพันธุ์น้ำดอกไม้ และมหาชนกที่มีคุณภาพ เป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศ ได้แก่ ญี่ปุ่น เกาหลี จีน และประเทศแถบยุโรป

ปัจจุบัน จังหวัดกาฬสินธุ์ มีพื้นที่เพาะปลูกมะม่วง ได้แก่ อำเภอหนองกุงศรี ห้วยเม็ก ท่าคันโท ร่องคำ ยางตลาด และกมลาไสย จำนวน 2,532 ไร่ พื้นที่ให้ผลผลิต 1,728 ไร่ ผลผลิตรวม 4,463 ตัน มูลค่า 69.94 ล้านบาท มะม่วงที่ได้คุณภาพตามมาตรฐานจะถูกส่งไปขายต่างประเทศ ได้แก่ ประเทศญี่ปุ่น จีน และเกาหลี โดยมีบริษัทเอกชนรับซื้อมะม่วงจากเกษตรกรในปริมาณไม่จำกัด ขอเพียงสามารถผลิตมะม่วงให้ได้ตามคุณภาพเพื่อการส่งออกเท่านั้น โดยมะม่วงน้ำดอกไม้เกษตรกรสามารถขายส่งบริษัทรับซื้อได้เฉลี่ยกิโลกรัมละ 53.16 บาท ส่วนมะม่วงมหาชนก เฉลี่ยกิโลกรัมละ 26.7 บาท

ด้านนายฉัตรชัย เต้าทอง ผู้อำนวยการ สศท.4 กล่าวเพิ่มเติมว่า จากการติดตามตัวอย่างวิสาหกิจชุมชนกลุ่มผลิตมะม่วงส่งออก ตำบลสำราญ ณ เลขที่ 215 หมู่ที่ 9 ตำบลสำราญ อำเภอสามชัย จังหวัดกาฬสินธุ์ โดยมีนางสุดจรัส พันกุล เป็นประธาน ซึ่งมีการผลิตมะม่วงคุณภาพส่งออกไปยังประเทศต่างๆ ได้แก่ ญี่ปุ่น จีน เกาหลี และประเทศแถบยุโรป วิสาหกิจชุมชนกลุ่มผลิตมะม่วงส่งออก ตำบลสำราญ เริ่มจดทะเบียนดำเนินการเมื่อปี 2558 ปัจจุบันมีสมาชิกประมาณ 147 ราย พื้นที่เพาะปลูกมะม่วงประมาณ 1,700 ไร่ มะม่วงที่ปลูกมีหลายสายพันธุ์ด้วยกัน อาทิ มะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง น้ำดอกไม้เบอร์ 4 เขียวเสวย และโชคอนันต์ เป็นต้น แต่พันธุ์ที่เป็นที่นิยมสำหรับประเทศส่งออกจะเป็นมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง ซึ่งมะม่วงที่นี่จะเป็นที่นิยมและเป็นที่ติดใจในตลาดต่างประเทศ ทั้งด้านรสชาติ และลักษณะเนื้อมะม่วงแน่น

สำหรับปี 2559/60 วิสาหกิจชุมชนกลุ่มผลิตมะม่วงส่งออก ตำบลสำราญ มีพื้นที่ให้ผลผลิตมะม่วงประมาณ 800 ไร่ ผลผลิตส่งออก 333.78 ตัน มูลค่า 6.2 ล้านบาท ส่งออกผ่านบริษัทไปประเทศต่างๆ ได้แก่ ญี่ปุ่น จีน เกาหลี และประเทศแถบยุโรป และสามารถผลิตมะม่วงนอกฤดูได้ ซึ่งใน 1 ปี มีผลผลผลิตออกสู่ตลาดได้ 10 เดือน (ยกเว้นเดือนกันยายน-ตุลาคม) มีการแนะนำให้สมาชิกกลุ่มเพาะพันธุ์มะม่วงป่าเป็นต้นตอ และทำการเสียบกิ่งเมื่ออายุต้นตอได้ประมาณ 1 ปี หลังจากเสียบยอดแล้วอีกประมาณ 3 ปี ก็จะได้ผลผลิต มีการบริหารจัดการน้ำโดยการใช้น้ำบาดาล และมีแนวคิดที่ว่าทำการผลิตแบบคุณภาพและตามความต้องการของตลาด รวมกลุ่มโดยยึดการตลาดนำการผลิต ทั้งนี้ ท่านที่สนใจเรื่องการทำมะม่วงคุณภาพเพื่อการส่งออก ต้องการถามข้อมูลเพิ่มเติมกับทางกลุ่มวิสาหกิจ สามารถติดต่อได้ที่คุณสุดจรัส พันกุล ประธานวิสาหกิจชุมชนกลุ่มผลิตมะม่วงส่งออก ตำบลสำราญ ซึ่งยินดีที่จะให้คำแนะนำได้ที่เบอร์โทรศัพท์ 09 9931 9508

เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ที่กระทรวงพาณิชย์ นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวระหว่างการพบปะกับตัวแทนกลุ่มเกษตรกรข้าวโพดและมันสำปะหลัง ที่เข้ามารายงานสถานการณ์ราคาข้าวโพดและมันสำปะหลัง ว่า มาตรการดูแลการนำเข้าข้าวสาลีและผลผลิตพืชเกษตรในประเทศอย่างข้าวโพดเลี้ยงสัตว์นั้น ยังคงมาตรการ 3:1 ไว้อยู่ ให้ผู้นำเข้าข้าวสาลี 1 ส่วน ต้องรับซื้อข้าวโพด 3 ส่วน มาตรการนี้ไม่ได้คงอยู่ตลอดไป ขึ้นกับสถานการณ์ผลผลิตข้าวโพดในประเทศว่าเพียงพอต่อความต้องการหรือไม่ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับเรื่องนี้ทุกฝ่ายเป็นอย่างไร ดูการแข่งขันได้ของเกษตรกรด้วย และคำนึงถึงระเบียบสากลขององค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) ที่ไทยเป็นสมาชิกด้วยว่าเข้าข่ายกีดกันทางการค้าหรือไม่

“หากช่วงไหนไม่มีผลผลิตข้าวโพดในประเทศเลย อาจจะลดเหลือมาตรการ 2:1 หรือ 1:1 ในช่วงเวลาหนึ่งๆ เท่านั้น หรือหากมีผลผลิตข้าวโพดออกปริมาณมากก็ใช้มาตรการ 3:1 ทางเลือกเหล่านี้เป็นเพียงแนวคิด ยังไม่มีข้อสรุป ที่สำคัญเกษตรกรต้องได้รับราคาที่ดี มีกำไร และอยู่ได้” นายสนธิรัตน์ กล่าวและว่า แม้ว่าสัดส่วนของมาตรการจะออกมาเท่าไหร่ ทางกระทรวงพาณิชย์ก็จะเจรจากับโรงงานผลิตอาหารสัตว์ที่รับซื้อข้าวโพดให้ได้ราคาที่ดี

เกษตรกรสบายใจได้ ข้าวโพดราคาไม่ควรต่ำกว่านี้ที่ 7 บาท/กิโลกรัม (กก.) ปัจจุบันอยู่ที่ 9.50-9.60 บาท/กิโลกรัม ดีใจที่เกษตรกรได้ราคานี้ ถือเป็นราคาที่สูงมาก

นายทรงศักดิ์ ส่งเสริมอุดมชัย นายกสมาคมการค้าพืชไร่ กล่าวว่า ตัวแทนเกษตรกรจาก 22 จังหวัด ใน 4 ภาค ได้แก่ ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) และภาคตะวันตก ประมาณ 50-60 คน มาพบ รมว.พาณิชย์ หลังนโยบายดูแลพืชเกษตรประสบความสำเร็จ เกษตรกรอยู่ดีกินดีขึ้น ปีนี้ราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ขึ้นมาอยู่ที่ 9 บาทกว่า/กิโลกรัม มีเงินเหลือใช้เลี้ยงชีพ อยากให้เดินนโยบายที่เคยทำมาต่อไปในอนาคต เช่น มาตรการ 3:1

ทีมนักวิจัยจากสภาโรคมะเร็งแห่งรัฐวิคตอเรีย และมหาวิทยาลัยแห่งเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย เผยแพร่ผลงานวิจัยใหม่ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มประเภทซอฟต์ดริงก์หรือน้ำอัดลมที่มีน้ำตาล เป็นประจำอย่างน้อย 1 ครั้ง ต่อวัน จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม ไม่ว่าบุคคลดังกล่าวจะถูกจัดอยู่ในกลุ่มผู้ป่วยเป็นโรคอ้วนหรือไม่ก็ตาม

ผลสรุปดังกล่าวได้จากการศึกษาชาวออสเตรเลียจำนวนมากกว่า 35,000 คน ซึ่งในจำนวนนี้มีผู้ที่ถูกวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งที่เกี่ยวเนื่องกับภาวะโรคอ้วนอยู่ 3,283 คน ทีมวิจัยตรวจสอบในเชิงสถิติแล้วพบว่ามีความเชื่อมโยงโดยตรงระหว่างการดื่มน้ำอัดลมกับความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็ง โดยไม่เกี่ยวข้องใดๆ กับภาวะโรคอ้วน เมื่อมีการนำข้อมูลรอบเอวของกลุ่มตัวอย่างซึ่งเป็นเครื่องบ่งชี้ภาวะอ้วน มาตรวจสอบเชิงสถิติร่วมกับข้อมูลทั้งหมด

รองศาสตราจารย์แอลลิสัน ฮอดจ์ นักวิชาการแผนกระบาดวิทยาและเชาวน์ปัญญา จากสภาโรคมะเร็งแห่งวิคตอเรีย ซึ่งเป็นหัวหน้าทีมวิจัยครั้งนี้ กล่าวว่า ผลลัพธ์ของงานวิจัยนี้ ทำให้ความจำเป็นในการจำกัดการดื่มเครื่องดื่มซอฟต์ดริงก์เจือความหวานลงให้เหลือน้อยที่สุดมีความชอบธรรมขึ้นมา เพราะผลศึกษาวิจัยชี้ชัดว่ายิ่งกลุ่มตัวอย่าง

ดื่มเครื่องดื่มซอฟต์ดริงก์เติมน้ำตาลมากขึ้น ความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งก็จะเพิ่มสูงขึ้น “เดิมทีสมมติฐานของเราก็คือ การดื่มน้ำอัดลมนำไปสู่ภาวะโรคอ้วน ซึ่งภาวะดังกล่าวจะนำไปสู่การเกิดมะเร็งชนิดต่างๆ ที่เชื่อมโยงอยู่กับภาวะโรคอ้วน แต่ผลที่ได้ในการวิจัยครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าน้ำอัดลมส่งผลกระทบมากกว่าการเกิดโรคอ้วนธรรมดาเท่านั้น มะเร็งเหล่านี้ พบทั่วไปว่าเกี่ยวข้องกับภาวะโรคอ้วน แต่ผลวิจัยของเราพบว่าความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งเหล่านี้ มีอยู่ในกลุ่มตัวอย่างที่ร่วมอยู่ในการวิจัยทุกคน ไม่ว่าจะอ้วนหรือไม่ก็ตาม” แอลลิสัน ฮอดจ์ ระบุ

แอลลิสัน ฮอดจ์ ระบุว่า ข้อมูลเชิงสถิติของผู้ที่ดื่มน้ำอัดลมประเภทไม่มีน้ำตาล หรือ ไดเอต ซอฟต์ดริงก์ ไม่ได้แสดงในทิศทางเดียวกัน ทำให้สามารถชี้ได้ว่าหัวใจสำคัญที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงก็คือน้ำตาล อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ที่สร้างความประหลาดใจให้กับผู้เกี่ยวข้องครั้งนี้ จำเป็นต้องมีการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมต่อไป

รศ. ฮอดจ์ ยอมรับว่า อยากเห็นผลการศึกษาในอนาคตยืนยันผลที่ได้จากการศึกษาครั้งนี้ และมีการศึกษาต่อเนื่องจนสามารถทำความเข้าใจถึงกลไกอะไรก็ตามที่ทำให้น้ำตาลเป็นตัวผลักดันให้เกิดการเชื่อมโยงกับการเป็นมะเร็งนี้

ทอดด์ ฮาร์เปอร์ ประธานสภาโรคมะเร็งแห่งวิคตอเรีย เตือนว่า ผลวิจัยนี้กลายเป็นอีกเหตุผลสำคัญว่า ทำไมคนออสเตรเลียควรเปลี่ยนเครื่องดื่มประจำจากน้ำอัดลมมาเป็นน้ำแทน

“เครื่องดื่มที่เจือปนน้ำตาล รวมทั้งซอฟต์ดริงก์นั้่นรู้กันดีว่าเป็นที่มาของโรคอ้วน ซึ่งทำให้ความเสี่ยงที่จะเกิดมะเร็ง 13 ชนิด เพิ่มสูงขึ้นอย่างใหญ่หลวง นอกจากนั้นภาวะโรคอ้วน เป็นเพียงแค่อาการเรื้อรังประการหนึ่งเท่านั้นที่เชื่อมโยงกับการบริโภคเครื่องดื่มมีน้ำตาล ยังมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคอื่นๆ อีกหลายโรค”

ตั้งแต่ความเสี่ยงที่จะเป็นเบาหวานชนิดที่ 2, โรคหัวใจและฟันผุอีกด้วย เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ นายพัลลภ สิงหเสนี ผู้ว่าฯ ประจวบคีรีขันธ์ เปิดเผยว่า หลังจากเจ้าหน้าที่สายตรวจปราบปรามด้านสัตว์ป่า สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 สาขาเพชรบุรี เข้าตรวจค้นตลาดวิสาหกิจชุมชน จุดผ่อนปรนพิเศษด่านสิงขร อำเภอเมือง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พร้อมยึดซากสัตว์ป่าคุ้มครอง

7 ชนิด และซากสัตว์ป่าประเภทอื่นจำนวนมาก กล้วยไม้ป่ากว่า 15,000 ต้น น้ำหนัก 2 ตัน มีการลักลอบจำหน่ายผิดกฎหมายตามบัญชีแนบท้ายอนุสัญญาไซเตส โดยอ้างว่านำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน เมื่อ วันที่ 24 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ล่าสุดได้เรียกทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมทั้งตัวแทนฝ่ายความมั่นคงเข้าประชุมที่ศาลากลางจังหวัดเพื่อกำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ชัดเจน เบื้องต้นได้สั่งการให้ยุติการนำกล้วยไม้ป่าเข้าไปจำหน่ายที่ตลาดนัดชายแดนโดยเด็ดขาด และประสานกับหน่วยงานด้านความมั่นคงติดตามตรวจสอบอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันการลักลอบขายสินค้าผิดกฎหมายที่ด่านสิงขร

“ได้กำหนดโทษของเจ้าหน้าที่รัฐที่เพิกเฉยละเว้นในการปฏิบัติหน้าที่ เนื่องจากด่านสิงขรมีเจ้าหน้าที่หลายหน่วยดูแลตามอำนาจหน้าที่ แต่ผมข้องใจว่าทำไมจึงมีปัญหาเกิดขึ้น” นายพัลลภ กล่าว