ภาคกลาง มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่

กับมีลมกระโชกบางแห่ง และมีฝนตกหนักบางพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดสุพรรณบุรี กาญจนบุรี อุทัยธานี ชัยนาทนครสวรรค์ ลพบุรี สระบุรี และพระนครศรีอยุธยา อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออก มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 30 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันออก ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) มีเมฆบางส่วน กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 10 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และนราธิวาส อุณหภูมิต่ำสุด 21-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-33 องศาเซลเซียส ตั้งแต่จังหวัดชุมพรขึ้นมา ลมตะวันออก ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร ตั้งแต่จังหวัดสุราษฎร์ธานีลงไป ลมตะวันออก ความเร็ว 15-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) มีเมฆบางส่วน กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 10 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดระนอง พังงา และภูเก็ต อุณหภูมิต่ำสุด 20-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันออก ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 24-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรฯ จะหารือกับกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย ถึงนโยบายการแก้ไขปัญหาราคายางพาราตกต่ำ ตามที่รัฐบาลสนับสนุนให้มีการใช้ยางมากขึ้นในหน่วยงานรัฐ ซึ่งในเบื้องต้นกระทรวงเกษตรฯ ได้ทำหนังสือถึงกระทรวงมหาดไทย เพื่อขอให้มีการสำรวจความต้องการและพิจารณาว่าการจัดทำโครงการ กิจกรรมของหน่วยงานท้องถิ่นใดบ้างที่สามารถใช้ส่วนผสมของยางพาราได้ ซึ่งกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นๆ ได้ทำหนังสือเวียนแจ้งจังหวัด และขอให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) จัดทำโครงการกิจกรรมดังกล่าว

ทั้งนี้ โครงการกิจกรรมใดๆ ที่เข้าข่ายให้ใช้ยางพาราเป็นส่วนผสมนั้น จะได้รับการยกเว้นการปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการปฏิบัติพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ข้อ 32 การจัดซื้อจัดจ้างเงินสะสมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่มีวงเงินเกิน 5 แสนบาท แต่ไม่เกิน 2 ล้านบาท สามารถดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างโดยวิธีการสอบราคาเป็นกรณีเฉพาะราย โดยให้ก่อหนี้ผูกพันให้แล้วเสร็จภายใน 4 เดือน ระหว่างวันที่ 21 ธ.ค. 2560 – 20 เม.ย. 2561

“การใช้ยางพาราในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สามารถใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย เช่น สนามฟุตบอล ในโรงเรียน ถนนในชุมชน เป็นต้น ซึ่งหากมีการใช้อย่างจริงจังก็จะดูดซัพยางในตลาดหาย และผลักดันราคาให้สูงขึ้นได้ เป็นวิธีการหนึ่งที่จะช่วยเหลือชาวสวนยางได้ นอกเหนือจากมาตรการอื่นๆ ที่กระทรวงเกษตรฯ ทำอยู่ ทั้งการชะลอการส่งออก การลดการกรีดยางในพื้นที่รัฐบาลช่วงเดือนม.ค.-มี.ค. และจะขอความร่วมมือกับสวนยางให้ชะลอการกรีดยางในช่วงเดือน พ.ค.-ก.ค.นี้ อีก ทั้งหมดนี้ผมหวังว่าจะกระตุ้นให้ราคายางสูงขึ้นได้”นายกฤษฎา กล่าว

นายธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) กล่าวว่า การหยุดกรีดยางในพื้นที่สวนยางของหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งกำลังดำเนินการอยู่นั้น เป็นส่วนหนึ่งของโครงการควบคุมปริมาณผลผลิต ภายใต้มาตรการการรักษาเสถียรภาพราคายางที่กระทรวงเกษตรฯ นำมาใช้เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางควบคู่ไปกับมาตรการต่างๆ โดยเน้นเฉพาะในช่วงเดือนม.ค.-มี.ค. 2561 และกระทรวงเกษตรฯ มีแนวคิดขยายการหยุดกรีดยางเพิ่มเติมออกไปในพื้นที่ของประชาชนทั่วไปที่มีเอกสารสิทธิ์ถูกต้อง จำนวน 2 ล้านไร่ ในช่วงเวลา 3 เดือน อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ปริมาณผลผลิตในตลาดลดลง ซึ่งคาดว่าจะส่งผลให้ราคายางเพิ่มสูงขึ้นตามกลไกตลาด

ในส่วนของโครงการหยุดการกรีดยาง ดังกล่าวยังคงเป็นเพียงแนวคิดเพื่อให้ทุกภาคส่วน วิเคราะห์ความเหมาะสมและความเป็นไปได้ ผลดีผลเสียเช่นไรต่อสถานการณ์ยางพาราในประเทศไทย รวมทั้งควรมีขั้นตอนการปฏิบัติอย่างไรในการชะลอหรือหยุดกรีดยางเพื่อให้มีประสิทธิภาพโดยไม่เสียงบประมาณโดยเปล่าประโยชน์ ดังนั้น การหยุดกรีดยางจำนวน 2 ล้านไร่ ต้องพิจารณาอีกครั้ง โดยปัจจุบันกระทรวงเกษตรฯ ยังมีมาตรการอื่นๆ ในการผลักดันให้สถานการณ์ของยางพาราไปในทิศทางที่ดีขึ้น เช่น โครงการสนับสนุนสินเชื่อเงินทุนหมุนเวียนแก่ผู้ประกอบกิจการยาง (ยางแห้ง) วงเงิน 20,000 ล้านบาท โครงการสนับสนุนสินเชื่อผู้ประกอบการผลิตผลิตภัณฑ์ยาง วงเงิน 15,000 ล้านบาท เป็นต้น

“สำหรับประเด็นการขโมยกรีดยางในสวนยางของภาครัฐ โครงการควบคุมปริมาณผลผลิตโดยให้หยุดกรีดยางในช่วงเดือนม.ค.-มี.ค. นั้น หากมีการตรวจสอบพบว่ามีลูกจ้างกรีดยาง กยท. รายใดที่กระทำความผิด จะต้องถูกลงโทษ เป็นไปตามการดำเนินการความผิดทางวินัยตามข้อบังคับคณะกรรมการการยางแห่งประเทศไทย ว่าด้วยวินัยและการลงโทษพนักงานและลูกจ้างประจำ และอาจถูกดำเนินคดีอาญาฐานลักทรัพย์นายจ้างด้วย ในกรณีที่มีการลักลอบกรีดยางและรับซื้อยางพาราอันเกิดจากการกระทำของบุคคลภายนอก ให้หัวหน้าส่วนงานที่รับผิดชอบดำเนินการร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนในพื้นที่ที่รับผิดชอบเพื่อดำเนินคดีอาญาต่อไป” นายธีธัช กล่าว

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า สถานการณ์ข้าวนาปรังปีการเพาะปลูก 2560/61 คาดว่าจะมีผลผลิตข้าวนาปรัง ปริมาณ 7.8 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปีเพาะปลูก 2559/60 จำนวน 1.2 ล้านตัน หรือ 19% จากเนื้อที่เพาะปลูก โดยผลผลิตต่อไร่ คาดว่าจะเก็บเกี่ยวได้ 655 กิโลกรัม (ก.ก.) เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา จำนวน 29 ก.ก.ต่อไร่ หรือเพิ่มขึ้น 5% เนื่องจากมีปริมาณน้ำเพียงพอต่อการเพาะปลูกและการเจริญเติบโตของต้นข้าว

ส่วนพื้นที่เพาะปลูกคาดว่าจะมีจำนวน 11.9 ล้านไร่ เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา 1.4 ล้านไร่ หรือ 14% เนื่องจากปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำส่วนใหญ่และแหล่งน้ำตามธรรมชาติเมื่อต้นฤดูมีปริมาณน้ำมากกว่าปีที่แล้ว ประกอบกับเกษตรกรบางส่วนปลูกชดเชยข้าวนาปีที่เสียหายจากน้ำท่วม รวมถึงเกษตรกรมีการขยายเนื้อที่เพาะปลูกข้าวนาปรังเพิ่มขึ้นในพื้นที่นาที่เคยปล่อยว่าง อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาเป็นกลุ่มพันธุ์ พบว่า พันธุ์ปทุมธานี 1 และข้าวเจ้าอื่นๆ มีเนื้อที่เพาะปลูกมากขึ้น ในขณะที่ข้าวเหนียว ซึ่งมีแหล่งผลิตส่วนใหญ่อยู่ทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีเนื้อที่เพาะปลูกลดลง เนื่องจากราคราที่เกษตรกรขายได้ ในปีที่แล้วดลง เกษตรกรจึงปรับเปลี่ยนไปปลูกข้าวเจ้าอื่นๆ แทน

สำหรับภาพรวมผลผลิตจำแนกตามกลุ่มพันธุ์ คาดว่า ข้าวปทุมธานี 1 จะมีผลผลิตประมาณ 500,000 ตัน เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา 21% เนื่องจากปีที่แล้วเป็นโรคใบหงิก แต่ปีนี้ต้นข้าวเจริญเติบโตดี ส่วนข้าวเจ้าอื่นๆ มีผลิตประมาณ 6.7 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปีทีแล้ว 22% จากเนื้อที่เพาะปลูกที่เพิ่มขึ้น และข้าวเหนียว มีผลผลิตประมาณ 600,000 ตัน ลดลงจากปีที่ผ่าานมา 4% เนื่องจากพื้นที่เพาะปลูกลดลง

ขณะที่ด้านราคา ราคาข้าวเปลือกที่เกษตรกรขายได้ตั้งแต่ช่วงต้นปีมาจนถึงขณะนี้ยังอยู่ในเกณฑ์ดี โดยราคาข้าวเปลือกเจ้าความชื้น 15% ในช่วง 2 เดือนแรกปี 2561 ระหว่างเดือนม.ค.-ก.พ. เฉลี่ยตันละ 7,748 บาท สูงขึ้นจากตันละ 7,438 บาท ในช่วงเดียวกันปีที่ผ่านมา หรือเพิ่มขึ้น 4.17% ทั้งนี้ ผลผลิตข้าวนาปรังจะออกสู่ตลาดมากในช่วงเดือนมี.ค-เม.ย. ประมาณ 58% ของผลผลิตข้าวนาปรังทั้งหมด ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อราคาข้าวเปลือกที่เกษตรกรขายได้

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลได้เตรียมการเพื่อให้การผลิตข้าวสอดคล้องกับความต้องการตลาด จึงเห็นชอบให้ดำเนินโครงการปรับพื้นที่ปลูกพืชทดแทนการปลูกข้าวนาปรังรอบที่ 2 ภายใต้แผนการผลิตและการตลาดข้าวครบวงจร ปี 2560/61 ด้านการผลิตจำนวน 5 โครงการ วงเงินรวม 2,223.69 ล้านบาท ได้แก่ 1. โครงการส่งเสริมการปลูกพืชหลากหลายฤดูทำนาปรังปี 2561 เป้าหมาย 150,000 ไร่ ใน 53 จังหวัด โดยสนับสนุนค่าใช้จ่ายให้เกษตรกรในการปรับเปลี่ยนการปลูกข้าวไปปลูกพืชที่หลากหลายไร่ละ 2,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 15 ไร่

2. โครงการปลูกพืชปุ๋ยสด ฤดุนาปรังปี 2561 ของกรมพัฒนาที่ดิน เป้าหมาย 200,000 ไร่ ใน 22 จังหวัดลุ่มเจ้าพระยาและลุ่มน้ำแม่กลอง โดยสนับสนุนเมล็ดพันธุ์พืชปุ๋ยสด ไร่ละ 5 ก.ก. และสนับสนุนค่าไถ 2 ครั้งๆ ละ 500 บาท 3. โครงการขยายการส่งเสริมการปลูกพืชหลากหลายฤดูนาปรัง 2561 เป้าหมายพื้นที่ 300,000 ใน 53 จังหวัด โดยสนับสนุนค่าใช้จ่ายให้แก่เกษตรกรในการปรับเปลี่ยนการปลูกข้าวไปปลูกพืชอื่นที่หลากหลาย ไร่ละ 2,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 15 ไร่

4. โครงการขยายการปลูกพืชสด ฤดูทำนาปรัง เป้าหมาย 200,000 ไร่ ใน 10 จังหวัด โดยสนับสนุนเมล็ดพันธุ์พืชสดไร่ละ 5 กก.และสนับสนุนค่าไถ 2 ครั้ง ครั้งละ 500 บาท และ 5. โครงการส่งเสริมการปลูกพืชอาหารสัตว์ ฤดูนาปรังปี 2561 เป้าหมาย 400,000 ไร่ ใน 28 จังหวัด โดยสนับสนุนค่าปัจจัยการผลิตให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชอาหารสัตว์ คือ ต้นข้าวโพดพร้อมฝักและเมล็ดข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ไร่ละ 2,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 15 ไร่

เมื่อเวลา 13.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ โฆษกประจำรองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายเศรษฐกิจ แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม.มีมติเห็นชอบรับทราบผลการดำเนินโครงการ ๙๑๐๑ โดยชุมชนสามารถดำเนินการได้จนแล้วเสร็จตามวัตถุประสงค์ จำนวน 9,101 ชุมชน 24,147 โครงการ วงเงินรวม 19,897 ล้านบาท ผลการเบิกจ่ายงบประมาณทั้งสิ้น 19,852 ล้านบาท มีเกษตรกรกุล่มเป้าหมายได้ประโยชน์ จำนวน 1.56 ล้านราย ก่อให้เกิดกระแสการหมุนเวียนเศรษฐกิจในภาพรวมเพิ่มขึ้น 54,040 ล้านบาท โดยกลุ่มเป้าหมายที่เป็นผู้นำเกษตรกรและเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการมีความพึงพอใจต่อโครงการมากที่สุด

อย่างไรก็ตาม ยังมีชุมชนในพื้นที่อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร จำนวน 5 ชุมชน ซึ่งดำเนินงานตามแผนงานเสร็จสิ้นแล้ว แต่ยังไม่สามารถเบิกจ่ายค่าจ้างแรงงานได้ รวมทั้งสิ้น 4.5 ล้านบาท ซึ่งจะต้องเบิกจ่ายให้ทันภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2560 เนื่องจากยังมีปัญหาเรื่องบัญชีที่เปิดไว้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพราะถูกปิดบัญชีไปแล้ว ซึ่งเป็นปัญหาเรื่องเทคนิคเพียงเล็กน้อย

ทั้งนี้ยังเห็นชอบเปลี่ยนชื่อโครงการ จาก “โครงการ ๙๑๐๑” เป็น ชื่อ “เกษตรประชารัฐ” เนื่องจากเห็นว่า ชื่อเดิมอาจจะไม่มีความเหมาะสม โดยไม่มีการรายงานผลการดำเนินงานว่ามีโครงการใดเข้าข่ายการทุจริต ซึ่งพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าวและกำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการอย่างรัดกุมและโปร่งใส

พ.อ.อธิสิทธิ์ ไชยนุวัติ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบความก้าวหน้าผลการดำเนินงานด้านการจดทะเบียนสินค้าที่บ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (สินค้าจีไอ) โดยกระทรวงพาณิชย์ส่งเสริมให้มีการจดทะเบียนสินค้าจีไอ ใน 3 ประเทศ 6 สินค้า ได้แก่ จีน คือ ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ มะขามหวานเพชรบูรณ์ และส้มโอทับทิมสยามปากพนัง, กัมพูชา ได้แก่ กาแฟดอยตุง และเวียดนาม ได้แก่มะขามหวานเพชรบูรณ์ และลำไยอบแห้งเนื้อสีทองลำพูน ซึ่งจะยิ่งช่วยเพิ่มมูลค่าและสร้างชื่อเสียงให้กับสินค้าไทยอย่างมาก

ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สั่งการให้กระทรวงพาณิชย์ สร้างเป้าหมายในการพัฒนาและส่งเสริมสินค้าจีไอในแต่ละจังหวัด หรือแต่ละชุมชนให้ชัดเจน ว่าต้องการดำเนินการอย่างไร ทั้งจำนวนสินค้า จำนวนชุมชน โดยกำหนดให้มีการจัดสัปดาห์การขึ้นทะเบียนสินค้าจีไอให้ชัดเจน และสั่งการให้กระทรวงมหาดไทย คณะกรรมการไทยนิยม และกระทรวงพาณิชย์ ไปร่วมมือกันสำรวจสินค้าชุมชนต่างๆ ที่มีศักยภาพ ที่สามารถขึ้นทะเบียนเป็นสินค้าจีไอได้

พ.อ.อธิสิทธิ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมากระทรวงพาณิชย์ได้ส่งเสริมให้มีการจดทะเบียนสินค้าจีไอ ในต่างประเทศ 4 ประเทศ รวม 6 สินค้า ได้แก่ ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ กาแฟดอยตุง กาแฟดอยช้าง และข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุง ในยุโรป, สินค้าเส้นไหมไทยพื้นบ้านอีสาน ในเวียดนาม ส่วนผ้าไหมยกดอกลำพูน ใน อินโดนีเซียและอินเดีย

ทั้งนี้ นับตั้งแต่ปี 2547 ที่เริ่มใช้กฎหมายคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์หรือสินค้าจีไอ มีการขึ้นทะเบียนสินค้าจีไอไทยแล้วรวม 84 สินค้า รวมถึง ร่มบ่อสร้าง จ.เชียงใหม่ ชามไก่ จ.ลำปาง ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ และไข่เค็มไชยา ปัจจุบันสามารถสร้างผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชนกว่า 350 ราย สร้างรายได้ให้แก่ชุมชน กว่า 200 ล้านบาท ขณะที่มูลค่าตลาดของสินค้าจีไอในไทย มีมากกว่า 3,700 ล้านบาท โดยในปี 2560 กระทรวงพาณิชย์ ได้ส่งเสริมให้มีการรับรองมาตรฐานสินค้าจีไอ ระดับจังหวัด จำนวน 23 สินค้า ระดับสากล 12 สินค้า เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นและสร้างความมั่นใจให้ผู้ซื้อทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ด้านนายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ โฆษกประจำรองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ กล่าวว่า ครม. รับทราบการรายงานผลการทบทวนรายชื่อตลาดที่มีการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาสูงในประเทศคู่ค้าของสหรัฐ พบว่าไม่มีชื่อย่านการค้าหรือศูนย์การค้าในไทย เป็นตลาดที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาแต่อย่างใด ทั้งร้านค้าที่มีสินค้าขายหน้าร้าน ตามที่รู้จักกันดีในห้างดังย่านใจกลางเมืองกรุงเทพฯ หรือชายหาดดังที่เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยว ที่ จ.ภูเก็ต รวมถึงร้านค้าออนไลน์ต่างๆ

“ครม. สั่งการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เดินหน้าปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างจริงจังและต่อเนื่องต่อไป ทั้งที่มีร้านค้าและร้านค้าออนไลน์ รวมถึงการละเมิดฯ ในรูปแบบอื่น เช่น การละเมิดลิขสิทธิ์รายการโทรทัศน์แบบบอกรับสมาชิก การผลิต การนำเข้า จำหน่ายหรือมีไว้เพื่อจำหน่าย หรือรับติดตั้งกล่องรับสัญญาณโทรทัศน์โดยไม่ได้รับอนุญาต รวมทั้งให้ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจทั่วประเทศสอดส่องดูแลไม่ให้มีการขายสินค้าก็อปปี้ในพื้นที่ของตัวเอง หากพบให้ยกเลิกสัญญาเช่าทันที”

นายฐากูร บุนปาน กรรมการผู้จัดการ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) ได้แจ้งผลประกอบการของบริษัทและบริษัทย่อย สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2560 ต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า มียอดรายได้จากการขายและการให้บริการรวม 918.29 ล้านบาท ลดลงจากงวดเดียวกันของปีก่อน 13.36 ล้านบาท คิดเป็น 1.43% และมียอด ต้นทุนขายและการให้บริการรวม 633.94 ล้านบาทลดลง 52.21 ล้านบาท คิดเป็น 7.61%

ทั้งมีรายได้จากการขายและบริการ และต้นทุนขายและการให้บริการต่างลดลงเช่นกัน โดยต้นทุนขายและการให้บริการลดลงในสัดส่วนที่มากกว่า จึงทำให้ผลประกอบการรวมสำหรับปี สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2560 ของบริษัท มีกำไรรวมสำหรับปี 89.78 ล้านบาท ซึ่งเปรียบเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนนั้น บริษัทมีผลประกอบการขาดทุน รวม 63.67 ล้านบาท

เหตุที่ทำให้มีผลประกอบการกลับมาเป็นกำไร เนื่องจากบริษัทพยายามเร่งหาโอกาสในการทำธุรกิจช่องทางต่าง ๆ โดยเฉพาะการเป็นผู้นำข่าวสารดิจิทัลอย่างครบวงจร ข่าวออนไลน์อันดับ 1 ของประเทศ รวมถึงการปรับปรุงโครงสร้างองค์กรโดยยุบแผนกการพิมพ์และแผนกขนส่ง เพื่อให้สอดคล้องกับภาวะการแข่งขันในอุตสาหกรรม บวกกับในไตรมาส 4 ประจำปี 2560 บริษัทมีการนำเงินสดไปลงทุนในตราสารทุนในความต้องการของตลาดที่เป็นหลักทรัพย์เพื่อค้า ซึ่งในไตรมาสดังกล่าวบริษัทรับรู้กำไรจากการปรับมูลค่าเงินลงทุนตามราคายุติธรรม รวมเป็นจำนวนเงิน 79.00 ล้านบาท

ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2561 มีมติให้เสนอที่ประชุมใหญ่สามัญผู้ถือหุ้นพิจารณาอนุมัติจ่ายเงินปันผลสำหรับการดำเนินงานตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2560 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2560 ในอัตราหุ้นละ 0.15 บาท โดยจ่ายจากกำไรสะสมซึ่งบริษัทเสียภาษีไว้ในอัตราร้อยละ 30 ให้แก่ผู้ถือหุ้นสามัญจำนวน 185,349,200 หุ้น เป็นเงินรวม 27,802,380 บาท กำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 24 พฤษภาคม 2561

อพท.เลยรุกสร้างองค์ความรู้ชุมชน ส่งเสริมท่องเที่ยวยั่งยืน นำร่องพัฒนาชุมชนบ้านนาอ้อ จัดทำเส้นทางท่องเที่ยวเชิงวิถีชีวิต วัฒนธรรม : บ้านเก่าเล่าเรื่องนาอ้อ เนรมิตหุ่นฟางกลางทุ่งนาช่วยปลุกกระแส สร้างจุดชายและสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนยั่งยืนตามนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวของรัฐบาล

นายธรรมนูญ ภาคธูป ผู้จัดการสำนักงานพื้นที่พิเศษเลย องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท.เปิดเผยว่า อพท.ได้พัฒนากิจกรรมการท่องเที่ยวชุมชนเส้นทางท่องเที่ยวเชิงวิถีชีวิต วัฒนธรรม ภายในแนวคิด “บ้านเก่าเล่าเรื่องคนนาอ้อ” เพื่อสะท้อนอัตลักษณ์ที่โดดเด่นของชุมชนแห่งนี้ให้เป็นที่รู้จักในกลุ่มนักท่องเที่ยวที่ชืื่นชอบการท่องเที่ยวชุมชนและวัฒนธรรม

ทั้งนี้ อพท.ได้เข้าไปพัฒนาชุมชนบ้านนาอ้อ ด้วยการให้องค์ความรู้สอนให้ชุมชนรู้จักเป็นเจ้าบ้านและการนำเสนอบริการทางการท่องเที่ยว โดยในเบื้องต้นยังได้สนับสนุนการท่องเที่ยวให้แก่ชุมชนนาอ้อ ด้วยการสร้างจุดขายอย่างประติมากรรมหุ่นฟาง เพื่อสร้างจุดขายใหม่ ๆ และดึงดูดความสนใจนักท่องเที่ยวให้รู้จักและเดินทางเข้ามาสัมผัสเพื่อให้เกิดความเข้มแข็งและชุมชนยั่งยืนตามนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวของรัฐบาล

สำหรับชุมชนนาอ้อเป็นชุมชนเก่าแก่ เห็นได้จากที่ตำบลนาอ้อแห่งนี้มีโบราณสถานที่มีประวัติศาสตร์มากมาย เช่น วัดศรีจันทร์ ซึ่งมีพิพิธภัณฑ์ชุมชนซึ่งเก็บรวบรวมโบราณวัตถุล้ำค่ามากมาย มีส้วมฝรั่งเศส ซึ่งสื่อถึงเรื่องราววีรกรรมของชาวนาอ้อในสมัยที่ฝรั่งเศสบุกเพื่อชิงดินแดนประเทศไทย นอกจากนี้ ในพื้นที่ชุมชนนาอ้อ ยังเต็มไปด้วยบ้านไม้เก่าที่มีประวัติความเป้นมายาวนาน มีคุณค่า ซึ่งคู่ควรแก่การอนุรักษ์หวงแหน มีศาลเจ้าปู่คำแดง ซึ่งเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวนาอ้อเคารพนับถือ เป็นต้น

แม้ชุมชนนาอ้อจะเป็นชุมชนเก่าแก่ของจังหวัดเลย อุดมไปด้วยมรดกทางวัฒนธรรมที่สำคัญ ทั้งวิถีชีวิต ประเพณี วัฒนธรรม โบราณสถาน และมีประวัติศาสตร์มากมาย แต่ยังขาดเรื่องการนำเสนอ จึงเป็นภารกิจหน้าที่ของ อพท.ที่จะเข้าไปช่วยพัฒนา เพื่อให้ชุมชนสามารถขับเคลื่อนการท่องเที่ยวได้ด้วยตัวเอง สำหรับการสร้างประติมากรรมหุ่นฟางทั้งหมด จำนวน 6 ตัว ประกอบด้วย ช้าง ปลาแม่น้ำโขง หุ่นฟางชาวชุมชนนาอ้อ น้องพาเพลิน (mascot ของ อพท.) ค่างแว่นถิ่นเหนือแห่งวัดถ้ำผาปู่และพญานาค เพื่อให้เป็นจุดชายในช่วงแรกของการเปิดตัวชุมชนบ้านนาอ้อให้เป็นที่รูื้จัก โดยหุ่นฟางนี้จะตั้งอยู่เพียง 4 เดือน ระหว่าง มกราคม ถึงเมษายน 2561 เมื่อนักท่องเที่ยวได้แวะเวียนเข้ามาได้รู้จักและได้สัมผัสวิถีชีวิตของชุมชนแห่งนี้ เป็นอีกหนึ่งทางเลือกของการเดินทางมาท่องเที่ยวจังหวัดเลย

“แนวคิดการนำกองฟางที่เหลือทิ้งจากการทำนามาสร้างเป็นหุ่นฟาง จึงเป็นแนวทางหนึ่งที่นำวัสดุเหลือใช้กลับมาใช้ประโยชน์ด้วยความคิดสร้างสรรค์ ช่วยเพิ่มมูลค่าในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และอื่น ๆ และเป็นกลยุทธ์หนึ่งที่จะช่วยดึงนักท่องเที่ยวเข้ามาในบ้านนาอ้อเพื่อเรียนรู้และท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมชุมชนมากขึ้นด้วย” นายธรรมนูญกล่าว

กรณีมีผู้ใช้เฟซบุ๊คว่า วิไล คงเนียม ได้โพสต์ข้อความ “คงไม่กินข้าวไปหลายวัน เพราะพบสิ่งแปลกประหลาดของโลกใต้ดินยุในแกง…นี่ขณะว่าแกงในโรงบาลนะ ยังเจอขณะนี้แล้ว ถ้าแกงข้างถนนเราคงไม่พบหนูลงในแกงเหรอ อ้วกแตกขี้แตกทั้งวันแล้วนี่อ้วกจนหมดไส้หมดพุง สงสัยได้นอนโรงบาลอีกคนสา…..แนะนำน่ะค่ะไม่ว่าคุณแม่ค้าจะรับมาหรือทำเองก็ตาม ควรจะใส่ใจความสะอาดให้มากกว่านี้ ขายในสถานที่ของรัฐด้วยซ้ำน่าจะใส่ใจให้มากกว่านี้ พอเราไปบอกทำไม่พอใจ…ใช่ให้ทิ้งไปเลยเราเข้าใจนะ แต่แค่ไปบอกเฉยๆๆ ไม่ได้เอาเรื่องเอาราว…ลองคิดดูนะค่ะว่าเข้าปากไปแล้วแต่หัวสิ่งแปลกประหลาดหลุดออกมา พวกคุณจะรู้สึกแบบพรื…ปล. กินจะหมดแล้วหร่อยๆๆๆๆ ชวนคนอื่นกินกันหล่าว” พร้อมภาพถ่าย กล่องข้าวที่มีไส้เดือนเป็นตัวอยู่ภายใน โดยระบุว่าซื้อมาจากโรงพยาบาลหาดใหญ่

ล่าสุด น.ส.ทัศนี วัฒนะแย้ม รองผู้อำนวยการ ฝ่ายบริหาร โรงพยาบาลหาดใหญ่ พร้อม นพ.ชัชวาล ต่อสกุล คณะกรรมการดูแลร้านค้าสวัสดิการโรงพยาบาลหาดใหญ่ ได้ร่วมกันชี้แจงถึงปัญหาที่เกิดขึ้น ยืนยันว่า ร้านค้าสวัสดิการของโรงพยาบาลหาดใหญ่นั้นมีการตรวจสอบผู้ประกอบการที่นำข้าวกล่องในภาชนะสำเร็จรูปมาวางจำหน่ายทุกรายอย่างเข้มงวด ทั้งในเรื่องของความสะอาด และราคา ทำให้เชื่อมั่นว่ามีความสะอาดและปลอดภัย ในส่วนที่มีผู้โพสต์นั้น หากเป็นจริงจะเป็นในส่วนของผู้ค้ารายย่อย ที่โรงพยาบาลอนุญาตให้มีการวางขาย หลังจากร้านค้าสวัสดิการปิดลง ในเวลา 16.30 น. ซึ่งมีอยู่ไม่ถึง 10 ราย จะขายในช่วงเย็นถึงกลางคืน ซึ่งไม่ใช่รายประจำ ทำให้โรงพยาบาลไม่ได้มีการตรวจสอบมากนัก เนื่องจากเป็นการกำหนดให้ขายที่หน้าร้านค้าสวัสดิการ แทนการไปเดินเร่ขายตามตึกผู้ป่วย ซึ่งเป็นการรบกวนญาติและผู้ป่วย หลังจากนี้จะสั่งการห้ามมาจำหน่ายอย่างเด็ดขาด เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำอีก