ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่

ส่วนมากบริเวณจังหวัดอุดรธานี หนองคาย บึงกาฬ นครพนม สกลนคร อุบลราชธานี ศรีสะเกษ บุรีรัมย์ สุรินทร์ ชัยภูมิ และนครราชสีมา อุณหภูมิต่ำสุด 24-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.

ภาคกลาง มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดนครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท กาญจนบุรี ราชบุรี และนครปฐม อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออก มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ บริเวณจังหวัดฉะเชิงเทรา นครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว จันทบุรี และตราด อุณหภูมิต่ำสุด 24-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดเพชรบุรี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส อุณหภูมิต่ำสุด 22-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม/ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูง 1-2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 30 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดกระบี่ ตรัง และสตูล อุณหภูมิต่ำสุด 21-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม/ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 26-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม นายคณิต แวงวาสิต รักษาการหัวหน้าสวนพฤกษศาสตร์ขอนแก่น องค์การสวนพฤกษศาสตร์ (อ.ส.พ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.) เปิดเผยว่า อ.ส.พ. ค้นพบพันธุ์ไม้ชนิดใหม่ของโลก โดยที่พืชพืชชนิดนี้มีถิ่นการกระจายพันธุ์ดั้งเดิมบริเวณเทือกเขาภูพาน ค้นพบโดย ศ.ประนอม จันทรโณทัย นักพฤกษศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญพรรณไม้ของไทย จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น ในราวปี 2543 และได้นำผู้เชี่ยวชาญพรรณไม้สกุลเสี้ยวของประเทศไทย คือ ศ.ไค ลาร์เซน นักพฤกษศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญพรรณไม้ชาวเดนมาร์ก ที่เป็นผู้ร่วมก่อตั้งโครงการพรรณพฤกษชาติแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยนางสุพีร์ ศักดิ์สุวรรณ ลาร์เซน ภรรยาของ ศ. ไค ลาร์เซน ทั้งสองไปดูตัวอย่างและตรวจสอบเป็นเวลาหลายปีจนคาดว่าน่าจะเป็นพืชชนิดใหม่ของโลก ซึ่งเดิมทีก่อนที่จะตั้งชื่อวิทยาศาสตร์เคยเรียกง่ายๆตามลักษณะของใบและฝัก คือใบจะมีลักษณะคล้ายกันกับใบเสี้ยวและฝักมีลักษณะมีขนนุ่ม คล้ายกำมะหยี่ จึงเรียกว่า “เสี้ยวกำมะหยี่”

นายคณิต กล่าวต่อว่า ต่อมานางสุพีร์ ได้มอบหมายให้ ศ.ประนอม จันทรโณทัย เป็นผู้ดำเนินการตีพิมพ์ชื่อวิทยาศาสตร์ โดยให้เป็นเกียรติแก่ ศ.ไค ลาร์เซน และนางสุพีร์ ศักดิ์สุวรรณ ลาร์เซน และได้นำชื่อสกุล ของนางสุพีร์ คือ ศักดิ์สุวรรณ มาเป็นชื่อพรรณไม้นี้ จึงได้เรียกว่า “เครือศักดิ์สุวรรณ” และชื่อวิทยาศาสตร์ ก็ได้มาจากชื่อสกุลของทั้งสอง เช่นกัน คือ Phanera larseniana Chantaranothai, Mattapha & Wangwasit ซึ่งได้รับการยอมรับการตีพิมพ์ชื่อนี้ เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2560 และมีผู้ร่วมตั้งชื่อวิทยาศาสตร์นี้ด้วยอีก 2 คน คือ นายไสว มัฐผา จากมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดร และ นายคณิต แวงวาสิต จากองค์การสวนพฤกษศาสตร์ โดยตั้งแต่ 2545 ทางสวนพฤกษศาสตร์ขอนแก่นได้นำเมล็ดมาเพาะขยายพันธุ์ และปลูกไว้ภายในสวนพฤกษศาสตร์ขอนแก่นแห่งนี้ สำหรับผู้ที่สนใจเข้าชม “เครือศักดิ์สุวรรณ” พรรณไม้ใหม่ของโลก ช่วง พฤษภาคม ถึงกุมภาพันธ์ จะพบฝักที่มีขนนุ่มคล้ายกำมะหยี่ ส่วนใครที่ต้องการดูดอกให้มาดูในช่วงกลางมีนาคมถึงเมษายน ของทุกปี สามารถเข้าชมได้ที่สวนพฤกษศาสตร์ขอนแก่น ที่อยู่ 232 ม.9 ต.เพ็กใหญ่ อ.พล จ.ขอนแก่น

สำหรับเครือศักดิ์สุวรรณ จัดเป็นไม้เลื้อยมีเนื้อไม้ มีมือเกาะ 7-18 ซม. กิ่งอ่อนมีขนสั้นหนานุ่มสีน้ำตาลแดง ใบเดี่ยวแบ่งเป็น 2 พู ค่อนข้างหนาคล้ายหนัง ก้านใบยาว 9.5-17.5 ซม. มีขนสั้นหนานุ่มสีน้ำตาลแดง แผ่นใบ 19-35 x 13.5-26.5 ซม. เส้นใบ 10-13 เส้น หูใบ รูปเสี้ยวพระจันทร์ ช่อดอก เป็นช่อเชิงหลั่น ก้านดอก 2.5-5 ซม. กลีบเลี้ยง 5 กลีบ รูปไข่ ปลายแหลม กลีบดอก 5 กลีบ สีขาว เปลี่ยนเป็นสีเหลืองเมื่อแก่ เกสรเพศผู้สืบพันธุ์ได้ 3 อัน มีอับเรณู 0.5 มม. เกสรเพศผู้เป็นหมัน 2-6 อัน ขนาดใหญ่ 2 อัน มีอับเรณู 0.5 มม. ขนาดเล็ก 0-4 อัน ไม่มีอับเรณู รังไข่มีก้าน ฝัก แก่แล้วแตก มีเนื้อไม้ รูปขอบขนาน แบน ขนาด 20-45 x 5-9 ซม. มีขนสั้นนุ่มคล้ายกำมะหยี่สีน้ำตาลแดง เมล็ดแบน รูปไข่ ขอบขนาน หรือ กลม 20-32 x 14-24 ซม.สีน้ำตาลแดง

วันที่ 10 ส.ค. สถานการณ์แม่น้ำเจ้าพระยา ที่สถานีวัดระดับน้ำ C.7A หน้าศาลากลางจังหวัดอ่างทอง ระดับน้ำอยู่ที่ระดับ 6.34 เมตร จากระดับตลิ่ง 9.32 มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 1,229 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที หลังเขื่อนเจ้าพระยาจังหวัดชัยนาท เตรียมพร่องน้ำเพื่อรองรับน้ำปริมาณมากที่ไหลลงมาจากภาคเหนือที่มีฝนตกกระจายอยู่จำนวนมาก และมีน้ำท่วมขังในหลายพื้นที่ ระบายน้ำลงสู่ท้ายเขื่อนเจ้าพระยาในจังหวัดลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง

ทั้งนี้จังหวัดอ่างทอง ได้ทำการแจ้งเตือนประชาชนที่บ้านอยู่ริมตลิ่ง เตรียมรับสถานการณ์น้ำเอ่อล้นตลิ่งในระลอก 3 โดยที่ผ่านมาสถานการณ์น้ำเอ่อล้นตลิ่งท่วมขังพื้นที่ลุ่มนอกเขตคันกั้นน้ำมาแล้ว 2 ครั้ง โดยท่วมขังสูง 10 – 70 เซนติเมตร นานหลายสัปดาห์ จนมีผู้ประสบอุทกภัยจากน้ำท่วมขัง จำนวน 2 อำเภอ บริเวณตำบลบางจัก อำเภอวิเศษชัยชาญ จำนวน 103 หลังคาเรือน และตำบลโผงเผง อำเภอป่าโมก จำนวน 166 หลังคาเรือน ซึ่งน้ำที่เพิ่มขึ้นได้ลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่ในช่วงนี้มีพายุกระหน่ำในพื้นที่ภาคเหนือหลายพื้นที่ ทางเขื่อนเจ้าพระยาเร่งระบายน้ำลงสู่ท้ายเขื่อนอย่างต่อเนื่องในครั้งนี้เป็นหนที่ 3 แล้ว ซึ่งชาวบ้านริมแม่น้ำลำคลอง ได้ทำการเตรียมตัวรับสถานการณ์น้ำล้นต่อไป

วันที่ 9 สิงหาคม นายโสภณ ทองดี รองอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง(ทช.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.) พร้อมชุดปฏิบัติการพิเศษฉลามขาว นำโดย นายรัชชัย พรพา หัวหน้าชุดปฏิบัติการฉลามขาว ทหารจากกองทัพภาคที่ 4 เจ้าหน้าที่ปกครองในพื้นที่ เปิดยุทธการทวงคืนผืนป่าชายเลน ยึดแผ่นดินคืนจากนายทุน จ.กระบี่ โดยจุดแรก เข้าตรวจสอบท้องที่บ้านคลองแรด หมู่ที่ 7 ต.คลองขนาน อ.เหนือคลอง ซึ่งเป็นพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าแหลมกรวด และป่าคลองบางผึ้ง และป่าชายเลนตามมติคณะรัฐมนตรี(ครม.) ซึ่งต้องเดินทางทางเรือ เนื่องจากพื้นที่ ที่ถูกบุกรุกเป็นเกาะ อยู่กลางแม่น้ำ และป่าชายเลน พื้นที่ประมาณ 80 ไร่ พบ มีการทำประโยชน์ โดยบุกรุกปลูกปาล์ม สลับกับสวนยาง อายุตั้งแต่ 1-10 ปี กระจายเต็มพื้นที่ นอกจากนี้ยังพบ ขนำที่อาศัยชั่วคราว และมีร่องรอยการทำประโยชน์ โดยสวนยางมีการกรีดตัดยาง คาอยู่ นายโสภณ จึงสั่งให้เจ้าหน้าที่ ตรวจวัดพิกัด จีพีเอส พื้นที่ที่มีการบุกรุก พบว่า มีจำนวน 62 ไร่เศษ นอกจากนี้ ยังพบร่องรอยการขยายพำนที่เพื่อทำประโยชน์ โดยมีการปลูกปาล์มน้ำมันขนาดเล็ก จึงได้แจ้งความดำเนินคดี กับ พ.ต.ท. บรรจบ สงณรงค์ สารวัตรสอบสวน สภ.คลองขนาน

นายโสภณ กล่าวว่า ที่ดินดังกล่าว ไม่สามารถออกเอกสารสิทธิใดๆได้ เนื่องจากเป็นป่าสงวนแห่งชาติ และป่าชายเลนตามมติ ครม. พื้นที่ดังกล่าวมีการบุกรุก โดยกลุ่มนายทุนรายใหญ่ เบื้องต้นพบจำนวน 621 ไร่เศษ และมีแนวโน้มที่จะขยายพื้นที่ครอบครองใช้ประโยชน์จนเต็มเกาะ โดยทช.ได้ตรวจสอบสภาพ จากภาพถ่ายทางอากาศ พบว่า มีการเปลี่ยนแปลงสภาพป่าตั้งแต่ปี 2545 และมีการซื้อขายเปลี่ยนมือ โดยนายทุน ต้องลงทุนมหาศาลในการนำยาง และปาล์มน้ำมันข้ามเรือ ระยะทางหลายสิบกิโลเมตร จากฝั่ง เพื่อมาปลูก ดังนั้น จึงต้องแจ้งความดำเนินคดี และจะมีการติดตามเจ้าของที่แท้จริงมาดำเนินคดีและฟ้องแพ่งเรียกค่าเสียหาย นอกจากนี้ก็จะมีการใช้ มาตรา 25 พ.ร.บ.ป่าสงวน ในการรื้อ ฟันทิ้ง สวนยาง และสวนปาล์ม รวมทั้งดำเนินการฟื้นฟู ต่อไป

จากนั้น นายโสภณ ได้เดินทางไปยังจุดที่ 2 ท้องที่ บ้านคลองริ้ว หมู่ที่ 1 ต.ตลิ่งชัน อ.เหนือคลอง ซึ่งเป็นพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าคลองเหนือคลอง และป่าแหลมขวด รวมทั้งป่าชายเลนตามมติ ครม. พบ มีการบุกรุกพื้นที่ป่าชายเลน โดยมีการตัดและถมถนนทับป่าชายเลน ระยะทางประมาณ 1 กิโลเมตร และมีการปิดทางเชื่อม ระหว่าง คลองรั้วกับป่าชายเลน เพื่อปิดทางน้ำไม่ให้น้ำเข้าออก ทำให้ต้นไม้ตาย นายโสภณ จึงสั่งให้เจ้าหน้าที่ตรวจวัดพิกัดด้วยจีพีเอส และตรวจสอบภาพถ่ายดาวเทียม เพราะพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ป่าชายเลนสภาพสมบูรณ์ ก่อนถูกบุกรุกในระยะ 1-2 ปี ที่ผ่านมา โดยมีการแผ้วถาง ครอบครอง ถมป่าชายเลนเพื่อทำถนนจำนวน 33 ไร่เศษ จึงเข้าแจ้งความดำเนินคดี

นายโสภณ กล่าวว่า การบุกรุกป่าชายเลน และป่าสงวนดังกล่าว มีความผิดชัดเจน ผู้ต้องหาที่ทำความผิด สืบได้ไม่ยาก เนื่องจากการถมป่าชายเลนเพื่อทำถนน คนในพื้นที่รู้กันหมดว่าใครเป็นคนทำ

ขณะที่นายรัชชัย กล่าวว่า นอกจากการตรวจสอบ 2 แปลงดังกล่าว ชุดปฏิบัติการฉลามขาวได้เข้าไปตรวจสอบพื้นที่ ที่เกาะลันตาน้อย ซึ่งเป็นพื้นที่ ที่ศาลมีคำสั่งเพิกถอน นส.3 ก ไปแล้ว 2 ฉบับ พื้นที่ประมาณ 50 ไร่ แต่ปรากฏว่า เมื่อไปตรวจสอบในพื้นที่ ที่ศาลมีคำสั่ง กลับพบว่ายังมีการถมที่ และแสดงการครอบครองอยู่ ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบ นส.3 ในพื้นที่ดังกล่าวทั้งหมด 6 ฉบับ รู้ตำแหน่งและพิกัดแล้ว พบว่า พื้นที่ดังกล่าวเป็นของนายทุนรายใหญ่ เป็นเจ้าของบริษัทยายักษ์ใหญ่ จากกรุงเทพ ดังนั้นในปลายเดือนนี้ ชุดปฏิบัติการพิเศษฉลามขาว ชุดพญาเสือ กรมอุทยาน และชุดปฏิบัติการพยัคฆ์ไพร กรมป่าไม้ จะเปิดยุทธการทวงคืน ในพื้นที่ดังกล่าว เนื่องจาก เป็นพื้นที่คาบเกี่ยว ของ 3 หน่วยงาน คือ พื้นที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่า เกาะลิบง ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าหลังสอด และป่าชายเลนตามมติครม.

นายโสภณ กล่าวว่า การทวงคืนผืนป่าชายเลนนั้น ตนได้รับคำสั่งจาก พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรี ทส.และ นส.สุทธิลักษณ์ รวิวรรณ อธิบดีทช. โดย ได้ทำการทวงคืนผืนป่าชายเลนจากทั่วประเทศไปแล้วกว่า 36,000 ไร่ และทำการฟื้นฟูไปแล้ว 14,000 ไร่ เฉพาะปี 2560 ทช.ตั้งเป้าทวงคืนผืนป่าชายเลน 15,000 ไร่ ขณะนี้ได้ปฏิบัติการทวงคืนได้แล้ว 15,966 ไร่ จำนวน 362 คดี ได้ผู้ต้องหา 37 คน

พล.อ. สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) กล่าวในการเป็นประธานเปิดการประชุมสัมมนา “การแนะแนวการศึกษาต่อ : ทางเลือกและเส้นทางอาชีพของเยาวชนชายแดนใต้ในยุคไทยแลนด์ 4.0” จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) โดยมีผู้บริหารสถานศึกษา ครูแนะแนว และอาจารย์ในสถานศึกษาที่ตั้งอยู่ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ร่วมกิจกรรม ว่า การประชุมสัมมนาครั้งนี้เป็นโอกาสอันดีที่จะได้รับฟังความคิดเห็น ข้อเสนอแนะจากหน่วยงานที่เป็นกำลังสำคัญในการส่งเสริมโอกาสทางการศึกษาและการพัฒนาการศึกษาสู่การประกอบอาชีพและการมีงานทำของเยาวชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้ประสบผลสำเร็จลุล่วงด้วยดี โดยนำความรู้ความเข้าใจไปเผยแพร่สร้างการรับรู้ให้เยาวชนและผู้ปกครองเพื่อกระตุ้นให้เกิดแรงจูงใจตัดสินใจเข้าศึกษาต่อทั้งในระดับอุดมศึกษาและอาชีวศึกษามากขึ้น

รมช.ศธ. กล่าวว่า บุคลากรทางการศึกษา ทั้งผู้บริหารสถาบันการศึกษา โรงเรียน และอาจารย์ จะเป็นผู้เชื่อมโยงแผน นโยบายการพัฒนาการศึกษาทุกระดับ ให้มีผลในทางปฏิบัติ ทั้งนี้ เพื่อร่วมกันหาแนวทางการสร้างและขยายโอกาสทางการศึกษา เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ให้เยาวชนที่มีภูมิลำเนาในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้มีโอกาสได้รับการศึกษาที่สูงขึ้นตามศักยภาพของตนเองอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม

ด้าน นายขจร จิตสุขุมมงคล รองเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (รองเลขาธิการ กกอ.) กล่าวว่า การประชุมสัมมนาครั้งนี้ดำเนินการตามนโยบายรัฐบาลและ ศธ. ที่มีความมุ่งมั่นแก้ไขปัญหาและพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยให้ความสำคัญกับการสนับสนุนและส่งเสริมการขยายโอกาสทางการศึกษาให้แก่เยาวชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ สกอ. คาดหวังให้ผู้บริหาร ครู อาจารย์ บุคลากรทางการศึกษาของสถานศึกษาในพื้นที่ นำข้อมูลที่ได้ ไปถ่ายทอด เผยแพร่ ขยายผลให้แก่เยาวชนและผู้ปกครอง รวมทั้งช่วยให้คำปรึกษาแก่นักเรียน เสริมสร้างแรงจูงใจในการศึกษาต่อ เพื่อจัดวางเส้นทางการศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น ทั้งทางสายวิชาการและสายอาชีพ อันจะนำไปสู่การเพิ่มผลสัมฤทธิ์ในการพัฒนาการศึกษาของเยาวชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ต่อไป

ผศ. มนูญ เมฆอรุณกมล รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ล้านนา ลำปาง กล่าวถึงกิจกรรมสะเต็ม เอดูเคชั่น ในโครงการพัฒนาศักยภาพเครือข่ายอุดมศึกษาพี่เลี้ยง ซึ่งมหาวิทยาลัยจัดการเรียนรู้ให้แก่นักเรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1 ห้องวิทยาศาสตร์ โรงเรียนบุญวาทย์วิทยาลัย ว่า มทร.ล้านนา ลำปางจัดการเรียนการสอนในระดับอุดมศึกษาโดยเน้นการผลิตบัณฑิตนักปฏิบัติบนพื้นฐานของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งนอกจากพันธกิจด้านการเรียนการสอนแล้ว การวิจัยและบริการวิชาการก็เป็นอีกหนึ่งพันธกิจของมหาวิทยาลัย สำหรับการจัดการเรียนรู้ในครั้งนี้ คาดหวังให้นักเรียนเก็บเกี่ยวความรู้และประสบการณ์ไปปรับใช้ในการเรียนและชิวิตประจำวัน

ด้าน ดร. พวงทอง วังราษฎร์ หัวหน้าโครงการพัฒนาศักยภาพเครือข่ายอุดมศึกษาพี่เลี้ยง กล่าวว่า กิจกรรมสะเต็ม เอดูเคชั่นที่มหาวิทยาลัยดำเนินการในปี 2560 มีการบูรณาการและพัฒนาสื่อการสอนสะเต็มร่วมกับครูสถานศึกษาเครือข่าย 6 โรงเรียน 2 วิทยาลัย ใน 9 โมดูล โดยโรงเรียนบุญวาทย์วิทยาลัยเป็นหนึ่งสถาบันการศึกษาเครือข่ายที่เลือกโมดูลอะควาโปนิก 4.0 เพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้ ประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และบูรณาการเข้ากับทักษะวิชาชีพ ทั้งนี้ อะควาโปนิกเป็นการปลูกพืชควบคู่กับการเลี้ยงปลา โดยการพึ่งพาอาศัยกันระหว่างพืชกับตัวปลา

กระทรวงการคลังแตะเบรก ททท.เสนอมาตรการกระตุ้น ท่องเที่ยวรอบใหม่ แบ่งเป็นโซนจังหวัด ต้องดูงบประเทศด้วย ย้ำคุ้มค่าหรือไม่ อยากเน้นท้องถิ่นหรือชุมชนที่คนเข้าไปไม่ถึง “อภิศักดิ์” ปลื้มยอดพร้อมเพย์เฉียด 32 ล้านบัญชี ภาครัฐจ่าย-รับเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมดปีหน้า

นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.การคลัง bndindia.com เปิดเผยกรณีการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เตรียมหารือเกี่ยวกับมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวรอบใหม่ ว่า กระทรวงการคลังยังไม่เห็นรายละเอียด แต่ มองว่าทุกฝ่ายมีสิทธิ์ที่จะคิดมาตรการได้ อยากคิดอะไรก็คิดได้ทั้งหมด สุดท้ายก็ต้องมาดูงบประมาณของประเทศเป็นอย่างไร ถ้านำมาใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบต่างๆ ต้องดูว่างบประมาณที่นำมาใช้นั้น คุ้มค่าหรือไม่ ถ้าคุ้มก็ถือว่าผ่าน แต่ถ้าไม่คุ้มก็คงไม่ผ่าน
“เรื่องนี้เขาคิดเอง รายละเอียดเป็นอย่างไรกระทรวงการคลังยังไม่รู้ ให้เขาเข้ามาคุยก่อน ตรงนี้ทุกอย่างคิดได้ สุดท้ายต้องมาดูงบของประเทศ ถ้าเอาไปใช้แบบนี้จะคุ้มไหม ถ้าคุ้มค่าก็โอเค ถ้าไม่คุ้มค่า ก็ไม่โอเค” นายอภิศักดิ์ กล่าว

ที่ผ่านมารัฐบาลมีมาตรการส่งเสริมท่องเที่ยวปกติอยู่แล้ว เช่น หักลดหย่อนภาษีจากการกินอาหาร หรือเข้าพักโรงแรม เป็นต้น แต่เห็นว่ามีอีกส่วนหนึ่งของการท่องเที่ยวที่น่าส่งเสริม คือการท่องเที่ยวแบบท้องถิ่นหรือชุมชน ส่วนนี้คนยังเข้าไปไม่ถึง การส่งเสริมท่องเที่ยวท้องถิ่นหรือชุมชนนั้นต้องมาดูอีกเช่นกันว่า งบที่จะใส่ลงไปจะเกิดประโยชน์กับท้องถิ่นหรือชุมชนมากน้อยแค่ไหน ถ้าเกิดประโยชน์สูงก็เหมาะสมที่จะสนับสนุน แต่คงไม่ส่งเสริมได้ทุกท้องถิ่นหรือชุมชน

ทั้งนี้ ททท.คิดมาตรการภาษี นำค่าใช้จ่ายด้านท่องเที่ยว เช่น ที่พัก อาหาร ซื้อของที่ระลึกร้านค้าชุมชน ค่าบริการบริษัทนำเที่ยว นำมาลดหย่อนภาษีเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวในโครงการ “เที่ยวทั่วไทย ไปถึงถิ่น” คาดว่าจะเริ่มโครงการเดือนตุลาคม-ธันวาคม 2560 มีการแบ่งโซนท่องเที่ยวเป็น 1. เมืองท่องเที่ยวหลัก 14 จังหวัด ลดหย่อนภาษีได้ 1.5 หมื่นบาท 2. 12 เมืองต้องห้ามพลาดลดหย่อนได้ 3 หมื่นบาท 3. โซนจังหวัดท่องเที่ยวรอง 51 จังหวัด ลดหย่อนได้ 5 หมื่นบาท

นายอภิศักดิ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนตามแผนยุทธศาสตร์การชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ หรืออีเพย์เมนต์ กล่าวถึงการประชุมว่า เป็นตามแผนที่วางไว้ ด้านที่ 1 พร้อมเพย์มีมาลงทะเบียน 31.5 ล้านบัญชี ใช้เลขบัตรประชาชน 23.3 ล้านคน และใช้เบอร์โทรศัพท์ 8 ล้านคน ด้านที่ 2 ล่าสุด 30 มิถุนายนนี้ หน่วยงานติดตั้งเครื่องชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ (EDC) 1.05 แสนหน่วยงาน 1.8 แสนเครื่อง เร่งติดตั้งให้ได้ตามเป้า 5.6 แสนเครื่อง

ด้านที่ 3 การยื่นเสียภาษีทางอิเล็กทรอนิกส์เป็นตามแผน ด้านที่ 4 อีเพย์เมนต์ภาครัฐ เริ่มจ่ายและรับเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมดใน ปีหน้า ส่วนที่สองแจกสวัสดิการภาครัฐใน 2-3 สัปดาห์ จะเสนอให้ ครม.เห็นชอบ เริ่มแจก 1 ตุลาคมนี้ กับผู้มาลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อย 14 ล้านคน คุณสมบัติผ่าน 11 ล้านคน เพราะรายได้เกินแสนบาทต่อปี