ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง

ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดอุดรธานี หนองคาย บึงกาฬ นครพนม สกลนคร และมุกดาหาร อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ภาคกลาง มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดราชบุรี กาญจนบุรี อุทัยธานี และนครสวรรค์ อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออก มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดจันทบุรี และตราด อุณหภูมิต่ำสุด 24-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-32 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 20-40 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 2-3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงประมาณ 3 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช อุณหภูมิต่ำสุด 21-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-35 องศาเซลเซียส

ตั้งแต่จังหวัดสุราษฎร์ธานีขึ้นมา: ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 20-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร ห่างฝั่งมีคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ตั้งแต่จังหวัดนครศรีธรรมราชลงไป: ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร ห่างฝั่งมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดระนอง และพังงา อุณหภูมิต่ำสุด 23-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-34 องศาเซลเซียส

ตั้งแต่จังหวัดภูเก็ตขึ้นมา: ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 20-45 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 2-4 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 4 เมตร ตั้งแต่จังหวัดกระบี่ลงไป: ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 20-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ ส่วนมากในช่วงบ่ายถึงค่ำ อุณหภูมิต่ำสุด 25-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

เพชรบุรี – วันที่ 13 ส.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จ.เพชรบุรี ผ่านพ้นจุดวิกฤตน้ำท่วม หลังจากเมื่อคืนที่ผ่านมาเป็นคืนที่น้ำทะเลหนุนสูงสุด แต่ก็ไม่ส่งผลกระทบกับชุมชน และพื้นที่การเกษตร ล่าสุดโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเพชรบุรี สำนักงานชลประทานที่ 14 รายงานเมื่อเวลา 06.00 น. วันที่ 13 ส.ค. พ.ศ.2561 ว่า เขื่อนแก่งกระจาน มีปริมาณน้ำ 726.300 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 102.30 % มีน้ำไหลลง 12.8664 ล้านลูกบาศก์เมตร เปิดระบายน้ำออกท้ายเขื่อนลงแม่น้ำเพชรในอัตรา 163.45 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที หรือวันละ 14.1221 ล้านลูกบาศก์เมตร

เขื่อนเพชร เปิดระบายน้ำลงแม่น้ำเพชรบุรี 94.53 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที หรือวันละ 8.1674 ล้านลูกบาศก์ ซึ่งเป็นปริมาณที่ชลประทานบริหารจัดการ ไม่ส่งผลกระทบกับชุมชน 2 ฝั่งแม่น้ำเพชรใต้เขื่อนเพชรบุรี ซึ่งหากฝนไม่ตกจะไปเกิดปัญหาน้ำท่วม แต่เนื่องเขื่อนแก่งกระจานมีปริมาณน้ำมากต้องเฝ้าระวังกันต่อไป

“พาณิชย์”เปิดหมู่บ้านอินทรีย์ใหม่ปีนี้อีก 4 แห่ง มั่นใจช่วยส่งเสริมการทำเกษตรอินทรีย์และขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก เตรียมช่วยพัฒนาระบบการผลิต สร้างมาตรฐานสินค้า เพิ่มช่องทางการจำหน่าย และดันเป็นที่ท่องเที่ยว ส่วน 8 หมู่บ้านเดิม จะช่วยยกระดับให้มีความเข้มแข็งขึ้น ทั้งการขอรับรองมาตรฐานสากล หาที่จำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ

น.ส.สุทัศนีย์ ราชเรืองระบิน รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมฯ ได้ทำการคัดเลือกหมู่บ้านอินทรีย์(Organic Valley) แห่งใหม่ของปีนี้เพิ่มอีก 4 แห่งใน 4 จังหวัด คือ อุบลราชธานี อำนาจเจริญ จันทบุรี และเชียงราย หลังจากที่ได้ลงพื้นที่ร่วมกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดออกตามค้นหาตามนโยบายของนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้สั่งการให้เพิ่มจำนวนหมู่บ้านอินทรีย์ให้มีมากขึ้น เพื่อส่งเสริมการทำเกษตรอินทรีย์ของไทย และช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก

สำหรับหมู่บ้านเกษตรอินทรีย์แห่งใหม่ทั้ง 4 แห่ง ได้แก่ 1.หมู่บ้านหนองเทา ต.สำโรง อ.สำโรง จ.อุบลราชธานี 2.หมู่บ้านหนองเม็ก ต.คึมใหญ่ อ.เมือง จ.อำนาจเจริญ 3.หมู่บ้านซอง มู แฮง ต.คลองพลู อ.คิชฌกูฎ จังหวัดจันทบุรี และ 4.หมู่บ้านชุมชนบ้านใหม่พัฒนา ต.ศรีเมืองชุม อ.แม่สาย จ.เชียงราย

“จะเข้าไปให้ความช่วยเหลือ ให้คำแนะนำเกษตรกรให้มีความรู้ในการทำเกษตรอินทรีย์ ทั้งการพัฒนาระบบการเพาะปลูก การผลิต และช่วยผลักดันให้ได้มาตรฐานสินค้าเกษตรอินทรีย์ ส่วนในด้านตลาด กรมฯ จะช่วยเชื่อมโยงผลผลิต ทั้งการจำหน่ายในห้างที่เป็นพันธมิตรกับกรมฯ ฟาร์ม เอ้าท์เล็ต หรือร้านค้าธงฟ้าประชารัฐที่ปัจจุบันมีอยู่ถึง 4 หมื่นแห่ง จึงมั่นใจได้ว่าเมื่อผลิตออกมาแล้ว จะมีตลาดรองรับแน่นอน”น.ส.สุทัศนีย์กล่าว

ทั้งนี้ กรมฯ ยังจะผลักดันให้หมู่บ้านอินทรีย์ที่ตั้งขึ้น เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตร โดยจะช่วยทำการประชาสัมพันธ์และแนะนำให้นักท่องเที่ยวเข้าไปเที่ยวชม เพื่อให้ไปเรียนรู้วิถีชีวิตของเกษตรกร การทำเกษตรอินทรีย์ ซึ่งจะทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น

สำหรับหมู่บ้านเกษตรอินทรีย์เดิม 8 แห่ง คือ หมู่บ้านริมสีม่วง จ.เพชรบูรณ์ 2.หมู่บ้านห้วยพลู จ.นครปฐม 3.หมู่บ้านโสกขุมปูน จ.ยโสธร 4.หมู่บ้านทัพไทย จ.สุรินทร์ 5.หมู่บ้านหนองสะโน จ.นครพนม 6.หมู่บ้านหนองหอย จ.ชัยภูมิ 7.หมู่บ้านท่าเดื่อน้อย จ.ลพบุรี และ 8.หมู่บ้านบ้านยางแดง จ.ฉะเชิงเทรา กรมฯ จะเข้าไปช่วยยกระดับและต่อยอดในทุกๆ ด้าน ทั้งการเพาะปลูก การผลิต และผลักดันให้มีการขอรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์สากลให้ได้เพิ่มขึ้น และจะช่วยเพิ่มช่องทางการตลาดทั้งในและต่างประเทศ

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 13 สิงหาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้ปริมาณน้ำในอ่างกักเก็บน้ำเพื่อการเกษตร ในพื้นที่จังหวัดอุทัยธานี มีปริมาณที่ค่อนข้างน้อยมาก ประกอบกับพื้นที่การเกษตรในหลายอำเภอ ไม่มีฝนตกลงไปช่วยเติมเต็มแหล่งกักเก็บน้ำ ส่งผลให้นาข้าวของเกษตรกรทยอยกันขาดน้ำกันอย่างหนัก จึงทำให้จำเป็นต้องมีการระบายน้ำจากอ่างเก็บน้ำทับเสลา ลงไปช่วยเหลือพื้นที่นาข้าวของเกษตรกร กว่า 5 อำเภอ เพื่อไม่ให้ข้าวยืนต้นตาย พร้อมกับทำหนังสือถึงผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคกลาง ช่วยทำฝนเทียมเติมปริมาณน้ำฝนลงพื้นที่อีกด้วย

นายฐกร กาญจน์จิรเดช ผู้อำนวยการโครงการชลประทานอุทัยธานี เปิดเผยว่า ฝนในพื้นที่จังหวัดอุทัยธานี แม้ว่าจะมีฝนตกลงมาบ้างแต่ไม่ทั่วทุกพื้นที่ โดยเฉพาะในป่าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ห้วยขาแข้ง ซึ่งเป็นแหล่งต้นน้ำในการกักเก็บน้ำของอ่างเก็บน้ำทับเสลา ซึ่งเป็นอ่างเก็บน้ำเพื่อการเกษตรของกรมชลประทาน ที่ล่าสุดมีปริมาณน้ำในอ่างเพียง 54.89 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 34.31 ของความจุอ่าง 160 ล้านลูกบาศก์เมตร และเหลือใช้การได้ 37.89 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 26.49 เท่านั้น และปัจจุบันได้มีการปล่อยน้ำไปช่วยพื้นที่นาข้าวจำนวนหลายหมื่นไร่ซึ่งอยู่ระหว่างตั้งท้องออกรวง และกำลังขาดแคลนน้ำไปหล่อเลี้ยงต้นข้าวอย่างหนัก โดยทำการระบายวันละ 2.30 ล้านลูกบาศก์เมตร มาตั้งแต่วันที่ 3 สิงหาคม ที่ผ่านมา จนกว่าจะครบตามจำนวนที่มีมติการปล่อยน้ำในครั้งนี้

“จากสถานการฝนทิ้งช่วงดังกล่าว ทางโครงการชลประทานจังหวัดอุทัยธานี ได้ทำหนังสือถึงผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคกลาง ( นครสวรรค์ ) ในการให้การช่วยเหลือในตรวจตรวจสภาพความเหมาะสมในการนำเครื่องบินโปรยสารเคมีในการทำฝนเทียม เพื่อเติมน้ำในอ่างเก็บน้ำทับเสลา และเพื่อให้เกิดฝนตกในพื้นที่การเกษตรของประชาชนที่เกิดฝนทิ้งช่วงต่อไปอีกด้วย” นายฐกร กล่าว

กรณีคณะลูกขุนของศาลในนครซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกา มีคำสั่งเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2561 ให้มอนซานโต บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านธุรกิจการเกษตรจ่ายค่าชดเชย 289 ล้านดอลลาร์ หรือราว 9,619 ล้านบาท ให้กับอดีตผู้ดูแลสนามหญ้าของโรงเรียนที่กำลังจะเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง ด้วยเหตุผลว่าสารเคมีกำจัดวัชพืช (ยาฆ่าหญ้า) ยอดนิยมของกลุ่มเกษตรกร ในชื่อทางการค้า “ราวด์อัพ” ของมอนซานโตเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคมะเร็ง

แม้ว่า มอนซานโตยังปฏิเสธ และประกาศจะยื่นอุทธรณ์เพื่อปกป้องผลิตภัณฑ์ของบริษัทที่ใช้มานาน 40 ปี แต่ถือว่าคดีนี้จะเป็นบรรทัดฐานของอีกประมาณ 5,000 คดี ทั้งในศาลของรัฐ และศาลรัฐบาลกลาง ที่มีการฟ้องร้องกล่าวหาว่าผลิตภัณฑ์ชนิดนี้ในทำนองเดียวกัน

เห็นข่าวนี้แล้ว ทำให้หวนนึกถึงประเทศไทยบ้านเรา ในปีเดียวกัน ที่เครือข่ายผู้บริโภค กลุ่มเกษตรกรทางเลือก และนักวิชาการสายสุขภาพ ในนาม “เครือข่ายสนับสนุนการแบนสารพิษอันตราย 369 องค์กร” ออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องให้”คณะกรรมการวัตถุอันตราย” ทบทวนและยกเลิกการใช้สารเคมีกำจัดวัชพืช 3 ชนิด ประกอบด้วย พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต ในภาคเกษตรกรรม

ด้วยเหตุผลว่า 1.มีพิษเฉียบพลันสูง 2.เกิดพิษเรื้อรัง โดยเฉพาะพาราควอตทำให้เกิดโรคพาร์กินสัน ส่วนคลอร์ไพริฟอสมีผลต่อสมองทารก 3.พบการตกค้างในน้ำ ดิน และพืชอาหารและสัตว์น้ำ 4.หากตกค้างในอาหารจะล้างไม่ออก 5.มากกว่า 50 ประเทศ ยกเลิกการใช้แล้ว และ 6.แม้จะจำกัดการใช้ก็ไม่ช่วยแก้ไขปัญหา เพราะระบบการเฝ้าระวังในประเทศไทยยังไม่ดีพอ ที่สำคัญ กระทรวงสาธารณสุข ก็เสนอให้ยกเลิกใช้ เพราะสารเคมีกำจัดวัชพืชเหล่านี้ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ

แต่ปรากฎว่า เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม คณะกรรมการวัตถุอันตราย กลับลงมติเสียงข้างมากอนุญาตให้มีการใช้สารเคมีทั้ง 3 ชนิด แบบจำกัดการใช้ เพราะยังไม่มีสารตัวอื่นทดแทนและเกษตรกรจำเป็นต้องใช้ โดยมอบหมายให้กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดทำแนวทางการจำกัดการใช้เสนอกลับให้พิจารณาภายใน 60 วัน

แต่ผ่านไป 2 เดือน ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ นอกเหนือจากที่ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรี แต่งตั้ง “คณะกรรมการแก้ไขปัญหาการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง” มีรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน นัดประชุมในวันที่ 24 สิงหาคมนี้ ที่ทำเนียบรัฐบาล
ขณะที่เครือข่ายสนับสนุนการแบนสารพิษอันตราย 369 องค์กร ที่มีทั้งภาคประชาชน องค์กรต่างๆ รวมถึงกรรมการปฏิรูประบบสาธารณสุข มองตรงกันว่า มติของกรรมการวัตถุอันตราย เข้าข่ายผิด ม.157 ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

ล่าสุด คณะนักวิจัยของสำนักกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ได้ลงไปศึกษาวิจัยโรคเนื้อเน่า ที่ จ.หนองบัวลำภู พบข้อมูลว่า นับตั้งแต่ปี 2557 ที่โรงพยาบาลหนองบัวลำภู มีสถิติผู้ป่วยโรคเนื้อเน่าเข้ารับการรักษาประมาณปีละ 120 ราย โดยในปี 2560 พบว่า ในช่วง 10 เดือน มีผู้ป่วยด้วยโรคนี้มากถึง 102 ราย เสียชีวิตแล้ว 6 ราย แม้หลายรายยังไม่เสียชีวิต แต่ก็ต้องตัดแขน ตัดขา ซึ่งคาดว่ามีความสัมพันธ์กับสารเคมีทางการเกษตร

คำตัดสินของศาลในนครซานฟรานซิสโก ข้อมูลทางวิชาการ เสียงเรียกร้องของภาคประชาชน อาจจะยังไม่เพียงพอที่จะสนับสนุนให้คณะกรรมการวัตถุอันตรายตัดสินใจยกเลิกการใช้สารเคมีทั้ง 3 ชนิด แต่จะดีกว่าหรือไม่ ถ้าจะประกาศชะลอการใช้สารเหล่านี้ไว้ก่อน จนกว่าจะแน่ใจว่าไม่มีผลต่อสุขภาพของประชาชนจริง

เมื่อเวลา 17.00 น. วันที่ 13 สิงหาคม นายเพิ่มศักดิ์ ฉวีรักษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหารได้แถลงข่าวการจับกุมสุกรแช่แข็งจำนวน 2,000 กิโลกรัม ในพื้นที่อำเภอนิคมคำสร้อย จังหวัดมุกดาหาร โดยเวลาประมาณ 12.30 น. ของวันนี้ เจ้าหน้าที่ด่านกักสัตว์มุกดาหาร ร่วมฝ่ายปกครอง บก.อส.จ.มุกดาหารได้รับแจ้งว่ามีการลักลอบขนถ่ายเคลื่อนย้ายซากสุกรโดยไม่ได้รับอนุญาต ที่บริเวณบ้านคำนางโอก ตำบลร่มเกล้า อำเภอนิคมคำสร้อย จึงได้เข้าทำการตรวจสอบพบรถยนต์กระบะ ยี่ห้ออีซูซุ สีบรอนซ์ หมายเลขทะเบียน บห-4174 สุพรรณบุรี ซึ่งด้านหลังกระบะเป็นโครงเหล็กคลุมด้วยผ้ายางสีดำ ภายในบรรทุกซากสุกรแช่แข็งบรรจุในกระสอบปุ๋ย น้ำหนักรวม2,000 กิโลกรัม

เมื่อสอบถามนายศุภชัย สังฆธรรม อายุ 27 ปี ชาจังหวัดร้อยเอ็ด ผู้ขับขี่และนายดิเรก เกตุจันทร์ อายุ 37 ปี นั่งโดยสารมาด้วย ถึงเอกสารการอนุญาตให้เคลื่อนย้ายซากสัตว์ก็ได้รับการปฏิเสธว่าไม่มี โดยกล่าวว่าได้ร่วมกันขับขี่รถยนต์กระบะมารับซากสุกรแช่แข็งที่ อำเภอนิคมคำสร้อย เพื่อจะนำไปส่งให้ลูกค้าที่กรุงเทพมหานคร แต่มาถูกตรวจค้นและจับกุมเสียก่อน เจ้าหน้าที่จึงทำการแจ้งสิทธิ พร้อมข้อกล่าวหาว่าร่วมเคลื่อนย้ายซากสัตว์โดยไม่ได้รับอนุญาตจากสัตว์แพทย์ และควบคุมตัวทั้ง 2 คน นำส่งพนักงานสอบสวน สภ. นิคมคำสร้อย ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

เมื่อเวลา 15.00น. วันที่ 13 สิงหาคม 2561 ผู้สื่อข่าวรายงานว่ามีมวลน้ำจากอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ไหลลงพื้นที่แหล่งน้ำตามธรรมชาติ ในพื้นที่แหล่งท่องเที่ยว บริเวณน้ำตกวังตะไคร้ และ น้ำตกนางรอง ต.หินตั้ง และ ต.สาริกา อ.เมือง จ.นครนายกซึ่งปริมาณน้ำป่าจากเขาใหญ่ไหลทะลักเข้าน้ำตกนางรอง ทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันในพื้นที่ใกล้เคียง ทำให้ชาวบ้านเร่งเก็บของขึ้นที่สูง รวมทั้งผู้ประกอบการสั่งห้ามนักท่องเที่ยวลงเล่นน้ำ ก่อนให้รีบออกมายังพื้นที่ปลอดภัย
นายกิตติภูมิ แสงสว่าง กำนันตำบลสาริกา อ.เมืองนครนายก กล่าวว่า ได้รับแจ้งจากผู้ใหญ่บ้าน ทีมป่าไม้ และ อบต.สาริการ ว่ามีน้ำป่าปริมาณมากไหลลงมาจากเขาใหญ่ ประกอบกับน้ำฝนที่ตกตลอดทั้งวัน คาดว่าจะเกิดน้ำท่วมฉับพลันในพื้นที่ข้างเคียง จึงประชาสัมพันธ์ให้ชาวบ้านทุกหมู่เก็บของขึ้นที่สูง และผู้อยู่ในที่ลุ่มต่ำให้อพยพออกจากพื้นที่เพื่อความปลอดภัย พร้อมแจ้งผู้ประกอบการในพื้นที่งดให้บริการกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับทางน้ำ

เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่รายหนึ่ง เปิดเผยว่า เนื่องจากมีปริมาณน้ำฝนสะสมตั้งแต่ช่วงเขาเขียวถึงผาตะแบก มีปริมาณน้ำฝนอยู่ที่ 140-150 มิลลิเมตร ถือว่าปริมาณฝนตกหนักมา ทำให้เกิดน้ำป่าไหลหลาก ประมาณ 1 ชั่วโมงหลังจากนี้ปริมาณน้ำอาจมากกว่านี้ ทางอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่จึงสั่งห้ามนักท่องเที่ยวลงเล่นน้ำ อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่วันแม่ที่ผ่านมา มีปริมาณน้ำมากกว่าปกติ ซึ่งสถานการณ์น้ำในวันนี้ถือว่ามากที่สุดในรอบ10 ปี

วันเดียวกัน นายณัฐพงษ์ ศิริบุญ นายอำเภอเมืองนครนายก ส่งหนังสือด่วนถึงนายกเทศมนตรีตำบลท่าช้าง องค์การบริหารส่วนตำบลทุกแห่ง และ กำนัน ผู้ใหญ่บ้านทุกหมู่บ้าน โดยแจ้งว่า ด้วยกองอำนวยการและบรรเทาสาธารณภัยอำเภอเมืองนครนายก ได้รับแจ้งจากสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดนครนายกว่ามีฝนตกหนักบริเวณพื้นที่เขตอุทยานพื้นที่เขาใหญ่ตั้งแต่ เวลา 07.00-16.00น. และวัดปริมาณน้ำฝนได้ 366.2 มิลลิเมตร และมีปริมาณน้ำฝนสะสมเพิ่มมากขึ้น อาจส่งผลให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก น้ำล้นตลิ่ง และดินโคลนถล่ม บริเวณพื้นที่ลุ่มต่ำ พื้นที่ริมแม่น้ำ และพื้นที่ลาดเชิงเขา

กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยอำเภอเมืองนครนายก จึงขอให้แจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่ให้ระมัดระวัง และติดตามพยากรณ์อากาศอย่างใกล้ชิด, เตรียมความพร้อมรับสถานการณ์อย่างเคร่งครัด รวมถึงแจ้งเจ้าหน้าที่ และเตรียมอุปกรณ์เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยตลอด 24 ชั่วโมง, แจ้งเตือนผู้ประกอบการในพื้นที่งดให้บริการกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับทางน้ำ เนื่องจากอาจเกิดน้ำป่าไหลหลาก และประชาสัมพันธ์นักท่องเที่ยว พร้อมรับมือกับสถานการณ์น้ำที่เพิิ่มขึ้นอยางฉับพลัน และ หากเกิดสาธารณภัยขึ้นในพื้นที่ให้รายงาน กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยอำเภอเมืองนครนายกทราบโดยด่วนตลอด 24 ชั่วโมง

โรคพิษสุนัขบ้า – ชาวบ้านสุรินทร์ผวา! หลังควายเป็นโรคพิษสุนัขบ้า กว่า 200 คน พากันรับประทาน วิ่งฉีดวัคซีนป้องกันวุ่น ด้านควายในพื้นที่ตายไปแล้ว 4 ตัว
สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 10 ส.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า อ.กาบเชิง ได้ส่งหนังสือประชาสัมพันธ์การรับประทานเนื้อโค-กระบือ ที่ตายโดยไม่ทราบสาเหตุ อาจเสี่ยงต่อโรคพิษสุนัขบ้า ไปยังกำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน ทุกหมู่บ้าน

โดยในหนังสือมีใจความสำคัญระบุว่า นายสุทธิโรจน์ เจริญธนะศักดิ์ นายก อ.กาบเชิง พร้อมด้วยนายกเทศมนตรีตำบลกาบเชิง ปศุสัตว์อำเภอ นายแพทย์โรงพยาบาลกาบเชิง ร่วมตรวจสอบสาเหตุกระบือของ นายใจเพชร หาทรัพย์ ชาวบ้าน ม.18 ที่ตายลงเมื่อวันที่ 10 ส.ค. ที่ผ่านมา

จากการสอบถามทราบว่า กระบือตัวดังกล่าวได้ถูกสุนัขบ้ากัด เมื่อ 3 เดือนที่แล้ว และได้ติดเชื้อ โรคพิษสุนัขบ้า และยังพบกระบือตายเพิ่มอีก 3 ตัว ในพื้นที่ ม.3 และ ม.18 ต.กาบเชิง เมื่อตรวจสอบจึงทราบว่า กระบือทั้ง 4 ตัวที่ตาย เป็นโรคพิษสุนัขบ้า และชาวบ้านในพื้นที่ไดเ้นำเนื้อไปรับประทาน

ต่อมา เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลกาบเชิง ได้ตรวจสอบชาวบ้านที่มีโอกาสติดเชื้อ ตั้งแต่สัมผัสน้ำลายของกระบือที่ตาย หรือรับประทาน ต้องเข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าทุกคน เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ในตำบล หมู่บ้านอื่นอีก

ล่าสุดเมื่อวันที่ 13 ส.ค. ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ไปยังบ้านของ นายใจเพชร เผยว่า “เมื่อ 3 เดือนก่อนมีสุนัขไล่กัดกันมาบริเวณคอกควาย ตนไม่ทราบว่าสุนัขบ้าหรือเปล่า แต่ควายถูกสุนัขกัด ตนก็ไม่ได้ฉีดวัคซีนอะไร พอเมื่อวันที่ 10 ส.ค. ที่ผ่านมา ควายมีอาการร้องหวยหวน ไม่พบว่ามีน้ำลายฟูมปาก หลังจากนั้นก็ชักและล้มตาย”

“ตนเห็นว่ามีอาการผิดปกติ จึงแจ้งปศุสัตว์อำเภอมาตัดหัวควายไปตรวจ ระหว่างให้เพื่อนบ้านนำไปฝัง ก็กลับมาดูอาการควายอีกตัวที่มีอาการคล้ายกัน แต่คนที่ช่วยนำควายไปฝัง กลับพากันชำแหละเนื้อควายไปกิน จากนั้นควายอีกตัวก็ล้มตายลงในอาการเดียวกันช่วง 6 โมงเย็น วันเดียวกัน ระหว่างนั้นปศุสัตว์แจ้งผลมาพอดีว่า ควายตัวแรกที่ตายมีเชื้อพิษสุนัขบ้า”

ทั้งนี้จากการตรวจเช็ก พบว่ามีชาวบ้านที่กินเนื้อควายและสัมผัสรวมทั้งสิ้น 188 ราย ได้ทำการฉีดวัคซีนไปแล้ว 113 ราย วันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2561 เวลา 05.00 น. กรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศเตือนภัยลักษณะอากาศ ฉบับที่ 15 เรื่อง “พายุโซนร้อน “เบบินคา””

เมื่อเวลา 04.00 น. ของวันนี้ (14 ส.ค. 61) พายุโซนร้อน “เบบินคา” (BEBINCA) บริเวณทะเลจีนใต้ตอนบนมีศูนย์กลางอยู่ที่ละติจูด 20.1 องศาเหนือ ลองจิจูด 113.2 องศาตะวันออก มีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 65 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พายุนี้เกือบไม่เคลื่อนที่ คาดว่าจะเคลื่อนเข้าปกคลุมประเทศเวียดนามตอนบน และประเทศลาวในช่วงวันที่ 16-17 สิงหาคม 2561 โดยจะทำให้ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือ ยังคงมีฝนตกชุกหนาแน่นและมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง ขอให้ประชาชนระวังผลกระทบจากฝนตกหนักและฝนตกสะสม ที่ทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก น้ำล้นตลิ่ง รวมถึงดินโคลนถล่มไว้ด้วย

สำหรับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย มีกำลังแรงขึ้น ทำให้ทะเลอันดามันมีคลื่นสูง 2-4 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 4 เมตร และอ่าวไทยตอนบนคลื่นสูง 2-3 เมตร ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และเรือเล็กควรงดออกจากฝั่งตลอดช่วง ประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณชายฝั่งภาคตะวันออกและภาคใต้ฝั่งตะวันตกให้ระวังอันตรายจากคลื่นลมแรงที่พัดเข้าหาฝั่งไว้ด้วย