ภาคเหนือ บริเวณจังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงรายลำพูน

ลำปาง อุตรดิตถ์ สุโขทัย กำแพงเพชร และตากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ บริเวณจังหวัดเลย ขอนแก่น ชัยภูมิ และนครราชสีมาภาคกลาง บริเวณจังหวัดนครสวรรค์ ลพบุรี ชัยนาท อุทัยธานี กาญจนบุรี สุพรรณบุรี และราชบุรี ภาคตะวันออก บริเวณจังหวัดจันทบุรี และตราด
ภาคใต้ บริเวณจังหวัดระนอง พังงา และภูเก็ต
จึงขอให้ประชาชนติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิดในระยะนี้

ประกาศ ณ วันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2560 เวลา 05.00 น.
กรมอุตุนิยมวิทยาจะออกประกาศครั้งต่อไปใน วันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2560 เวลา 11.00 น.
(ลงชื่อ) วันชัย ศักดิ์อุดมไชย
(นายวันชัย ศักดิ์อุดมไชย)
อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา

วันที่ 10 ตุลาคม เวลา 10.00 น. โครงการชลประทานอุทัยธานี ประกาศควบคุมการระบายน้ำเขื่อนวังร่มเกล้า ในการปรับลดการระบายน้ำผ่านประตูระบายน้ำเขื่อนวังร่มเกล้าที่ไหลลงแควตากแดดและแม่น้ำสะแกกรัง เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำล้นตลิ่งเข้าท่วมบริเวณสองฝั่งแม่น้ำสะแกกรัง รวมถึงป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากอุทกภัย

โดยนายฐกร กาญจน์จิรเดช ผู้อำนวยการโครงการชลประทานอุทัยธานี เปิดเผยว่า ตามที่โครงการชลประทานอุทัยธานีได้ดำเนินการควบคุมการระบายน้ำผ่านประตูระบายน้ำเขื่อนวังร่มเกล้าลงสู่แควตากแดดและแม่น้ำสะแกกรัง ไม่ให้เกิน 200 ลบ.ม./วินาที เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำล้นตลิ่งเข้าท่วมบริเวณสองฝั่งแม่น้ำสะแกกรัง รวมถึงป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากอุทกภัย

“เนื่องจากปริมาณน้ำที่ไหลมาจากลำน้ำแม่วงก์ ลำคลองโพ ลงแควตากแดด ด้านเหนือเขื่อนวังร่มเกล้ามีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง โครงการชลประทานอุทัยธานีจึงได้พิจารณาปรับลดการระบายน้ำผ่านประตูระบายน้ำเขื่อนวังร่มเกล้า จากเดิมไม่เกิน 200 ลบ.ม./วินาที เป็นไม่เกิน 180 ลบ.ม./วินาที ตั้งแต่วันที่ 10 ตุลาคม เวลา 10.00 น.เป็นต้นไป โดยจะติดตามสถานการณ์น้ำต่อไปอย่างใกล้ชิด และหากปริมาณน้ำที่ไหลมาจากทางด้านเหนือเขื่อนวังร่มเกล้าลดลงอีก โครงการชลประทานอุทัยธานีจะปรับลดการระบายน้ำลงอีกจนเข้าสู่สภาวะปกติ” นายฐกรกล่าว

นายพะโยม ชิณวงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (กช.) เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) อยู่ในระหว่างจัดทำแนวทางการปฏิบัติเพื่อส่งเสริมให้สถานศึกษาในสังกัด จัดทำโครงการทวิศึกษา โดยคาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จในเร็วๆ นี้
จากนั้นจะเสนอให้ นพ. ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ (ศธ.) พิจารณาต่อไป สำหรับรูปแบบการจัดการศึกษาทวิศึกษาของ สช. จะทำเฉพาะในโรงเรียนเอกชนสามัญ เช่น โรงเรียนการศึกษาพิเศษ โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม และโรงเรียนมูลนิธิการกุศล โดยขอความร่วมมือไปยังโรงเรียนเอกชนนอกระบบ ซึ่งเป็นกลุ่มโรงเรียนที่มีการจัดการเรียนการสอนอาชีพซึ่งมีคุณภาพได้รับการยอมรับ อาทิ โรงเรียนดนตรีสยามกลการ โรงเรียนเสริมสวยเกศสยาม หรือโรงเรียนการจัดการโรงแรมและการท่องเที่ยวนานาชาติ เป็นต้น

“ผมไม่อยากให้เกิดการเข้าใจผิดว่าการศึกษาเอกชนจะจัดการศึกษาให้แก่เด็กที่มีฐานะทางครอบครัวเพียงอย่างเดียว เนื่องจากการศึกษาเอกชนเป็นการจัดการศึกษาที่มีความหลากหลายหลากมิติ และมีความคล่องตัวในการบริหารจัดการค่อนข้างสูง เราจึงนำประโยชน์เหล่านี้ มาแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำให้กับเด็กด้อยโอกาส ซึ่งการจัดทำโครงการทวิศึกษาของ สช.แม้จะเป็นครั้งแรก ที่ดำเนินการ แต่มั่นใจว่าทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะมีทรัพยากรที่มีความพร้อมรองรับอยู่แล้ว” นายพะโยม กล่าว
สำหรับกลุ่มเป้าหมายหลักของ สช.คือประชากรวัยเรียนประมาณร้อยละ 30 ที่ไม่ได้ศึกษาต่อทั้งในสายสามัญและอาชีพ แต่ต้องการมีทักษะความรู้ด้านอาชีพ เพราะเราพบว่าโดยเฉลี่ยในแต่ละปีจะมีเด็กเลือกเรียนต่อสายสามัญประมาณ ร้อยละ 40 และสายอาชีพอีก ร้อยละ 30
ดังนั้น สัดส่วนที่เหลือที่ไม่ได้ไปศึกษา หากไม่หาช่องทางส่งเสริมองค์ความรู้ให้เขา แล้วต่อไปเขาจะไปอยู่ตรงไหนของสังคม

นายกิตติ์ธเนศ พันธ์ภานุฉัตร์ ศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) เชียงใหม่ เปิดเผยว่า สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดเชียงใหม่ ได้นำยุทธศาสตร์ของชาติ และยุทธศาสตร์การศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) มากำหนดเป็นยุทธศาสตร์ของจังหวัดเพื่อขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติ ซึ่งจะเน้นให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่ง ของยุทธศาสตร์จังหวัดอย่างจริงจังด้วย เนื่องจาก จังหวัดเชียงใหม่กำลังประสบปัญหาปริมาณขยะเพิ่มสูงขึ้น
“ปัญหานี้ถือเป็นภารกิจสำคัญที่หน่วยงานด้านการศึกษาจะต้องให้ความสำคัญด้วยการสร้างจิตสำนึกให้กับเด็ก และเยาวชนได้ตระหนักว่าปัญหาขยะและการบริหารจัดการขยะเป็นเรื่องของทุกคนทุกวัย” ศธจ.เชียงใหม่กล่าว

ที่ผ่านมา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ได้ดำเนินนโยบาย ส่งเสริม สนับสนุน ให้โรงเรียนทำโครงการจิตอาสาสร้างความตระหนักให้แก่นักเรียนมาโดยตลอด พร้อมกันนั้น นายปวิณ ชำนิประศาสน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ยังมีนโยบายขยายผลการสร้างจิตสำนึกเรื่องการจัดการขยะไปยังสถานศึกษาทุกแห่ง พร้อมทั้งจัดสรรงบประมาณสนับสนุนสถานศึกษาให้ดำเนินการในปีงบประมาณ 2562 ตลอดจนสั่งการให้หน่วยปฏิบัติทุกหน่วยในพื้นที่สนับสนุนการรณรงค์กำจัดขยะที่ถูกต้องและถูกวิธี รวมถึงนำขยะไปใช้ให้เกิดประโยชน์ควบคู่ด้วย
จากนี้ไปการสร้างความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ จะใช้การศึกษาเป็นฐานในการสร้างจิตสำนึก เชื่อว่าเมื่อขยายผลจนเต็มพื้นที่แล้ว ปริมาณขยะในเมืองเชียงใหม่จะลดลงอย่างแน่นอน

เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าการก่อสร้างพระเมรุมาศจำลอง บริเวณสนามทุ่งศรีเมือง ว่ามีความคืบหน้าตามลำดับ หลังจาก สนง.โยธาธิการและผังเมืองอุดรธานี ขอให้ช่างทำงานไปจนถึง 22.00 น.ทุกวัน ทำให้เหลือเพียงการเก็บงานส่วนตกแต่ง, ทาสี, พื้นทางขึ้นโดยรอบ และการตกแต่งภายในเท่านั้น ส่วนการปรับภูมิทัศน์ของ ทน.อุดรธานี สามารถทำได้เฉพาะส่วนโซนศักดิ์สิทธิ์ เพราะตั้งแต่ถนนระหว่างประตูอีสาน และประตูไทย ผู้รับเหมาปรับปรุงยังไม่ส่งมอบพื้นที่

ทั้งนี้การปรับภูมิทัศน์ได้นำต้นดาวเรืองที่บางส่วนคัดที่ออกดอกบานจากแปลงเพาะเลี้ยงในหนองประจักษ์ศิลปาคมมาประดับ บริเวณศาลาพิธีสนามทุ่งศรีเมือง โดยด้านหน้าวางเป็นเลข ๙ โดยรอบ และฟุตปาทด้านหน้า พร้อมกับนำไปตกแต่งแปลงดอกไม้ด้านทิศใต้ของพระเมรุมาศจำลอง รวมถึงการตกแต่งสนามหญ้า และต้นไม้ด้านทิศใต้เช่นกัน

นายอิทธิพนธ์ ตรีวัฒนสุวรรณ นายก ทน.อุดรธานี เปิดเผยว่า ต้นดาวเรืองบริเวณลานจอดรถ ในหนองประจักษ์ฯจำนวน 1 แสนต้น ทน.อุดรธานีเป็นผู้จัดหาวัสดุอุปกรณ์-ต้นกล้า ประชาชนได้ร่วมกันกรอกดินลงถุง นำกล้าต้นดาวเรืองที่เพาะไว้มาปลูก ตั้งแต่ต้นเดือนสิงหาคม จากนั้นให้พนักงานร่วมกับจิตอาสา ดูแลรดน้ำใส่ปุ๋ย ก่อนจะนำต้นดาวเรืองบางส่วนมาแปรอักษร 2 แถว แถวแรก “รักพ่อ ๙” แถวที่ 2 “อุดรธานี” ขณะนี้เริ่มทยอยออกดอกบาน ก็จะย้ายไปประดับรอบพระเมรุมาศจำลอง และมีแผนแจกจ่ายให้หน่วยงานราชการ ประชาชน นำไปตกแต่งสำนักงาน บ้านเรือนเร็วๆ นี้

กรมการท่องเที่ยว เชิญชวนนิสิต นักศึกษา เข้าร่วมประกวดผลงานศิลปะเพื่อคนตาบอด ในโครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงศิลปะเพื่อคนตาบอด ครั้งที่ 5 ประจำปี 2560 ภายใต้แนวคิด “ท่องเที่ยวตามรอยพระราชดำริ ศาสตร์พระราชา” เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9 และส่งเสริมการท่องเที่ยวสำหรับผู้พิการทางสายตาในความเท่าเทียมกันด้านการท่องเที่ยว พร้อมชิงถ้วยพระราชทานจากพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ พร้อมเงินรางวัลรวมกว่า 640,000 บาท

หลักเกณฑ์การสมัคร ทีมละ 3-5 คน ในนามสถาบันการศึกษาหรือหน่วยงาน เลือกแหล่งท่องเที่ยวตามโครงการพระราชดำริในหลวงรัชกาลที่ 9 เพื่อใช้ในการสร้างสรรค์ผลงาน ขนาดของชิ้นงานศิลปะหรือประติมากรรม กว้าง 120 เซนติเมตร สูง 80 เซนติเมตร เป็นผลงานทางด้านสื่อผสม เช่น การวาด การพิมพ์ แสง สี เสียง วิดีโอ โดยผลงานจะนำไปจัดแสดงในงานนิทรรศการศิลปะเพื่อคนตาบอด วันที่ 8-12 ธันวาคม 2560 ที่ Lifestyle Hall ชั้น 2 ศูนย์การค้าสยามพารากอน

ดาวน์โหลดใบสมัครที่ www.facebook.com/artfortheblind และส่งใบสมัครได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 27 ตุลาคม 2560 ทางโทรสาร (02) 279-7242 หรือ imfo.artfortheblind@gmail.com, ok_mass2002@yahoo.com สอบถามเพิ่มเติม โทร. (086) 341-9978, (086) 977-0112 หรือทางเฟซบุ๊กเพจ Art For The Blind

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เผยว่า ในช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา บทบาทของการวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้เพิ่มสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จากนโยบายระดับประเทศที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนางานวิจัยและการนำผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาประเทศ ความพยายามดังกล่าวส่งผลให้เกิดการพัฒนาระบบการวิจัยของประเทศไทยเป็นลำดับ อย่างไรก็ตาม แม้ระบบการวิจัยของไทยจะมีพัฒนาการที่ดีขึ้นและเกิดการผลิตผลงานวิจัยที่มีคุณภาพทางวิชาการสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะจำนวนผลงานตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

โดยรวมยังถือว่าระบบการวิจัยของไทยอยู่ในระดับที่ไม่เข้มแข็งนักเมื่อเทียบกับหลายประเทศในทวีปเอเชียสกว.ตระหนักถึงความสำคัญของการส่งเสริมให้เกิดการพัฒนางานวิจัยเชิงวิชาการด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของสถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทย ซึ่งนับได้ว่าเป็นแหล่งสำคัญในการสร้างสรรค์ผลงานวิจัยเชิงวิชาการโดยจัดให้มีการประเมินคุณภาพผลงานวิจัยเชิงวิชาการด้านนี้มาแล้ว 3 ครั้ง คือ พ.ศ. 2552, 2554 และ 2557 ในระดับสาขาวิชา โดยประเมินจากผลงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ สิทธิบัตร และการนำผลงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการไปใช้ประโยชน์ ซึ่งทำให้ สกว. และหน่วยงานที่เข้าร่วมได้ทราบถึงปริมาณและคุณภาพของผลงานวิจัยเชิงวิชาการระดับสาขาวิชาของสถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทย และใช้เป็นแนวทางวางแผนสนับสนุนการวิจัยของ สกว.

ล่าสุด สกว.ได้จัดทำโครงการประเมินคุณภาพผลงานวิจัยเชิงวิชาการด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระดับสาขาวิชาของสถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทยครั้งที่ 4 ขึ้น เพื่อสำรวจและประเมินคุณภาพงานวิจัยเชิงวิชาการของสถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทย ซึ่งข้อมูลที่ได้จะทำให้ทราบถึงระดับความเข้มแข็งและพัฒนาการของการวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของสาขาวิชาต่างๆ ในสถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทย และสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางสนับสนุนการวิจัยด้านนี้ของ สกว. ต่อไป

ทั้งนี้กลุ่มสาขาวิชาสำหรับการประเมินครั้งนี้ ได้แก่ กลุ่มสาขาวิชาวิศวกรรมศาสตร์ กลุ่มสาขาวิชาเทคโนโลยี กลุ่มสาขาวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ กลุ่มสาขาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีการเกษตร และสัตวแพทยศาสตร์ กลุ่มสาขาแพทยศาสตร์ และทันตแพทยศาสตร์ และกลุ่มสาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพ ทั้งนี้ ติดตามข้อมูลเพื่อสมัครเข้ารับการประเมินได้ที่เว็บไซต์ http://evaluation.trf.or.th หมดเขตรับผลงานวันที่ 30 พ.ย.นี้

เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม นายทรงธรรม สุขสว่าง ผู้อำนวยการสำนักอุทยานแห่งชาติ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.) เปิดเผยว่า เดือน ตุลาคม 2559- กันยายน 2560 กรมอุทยานฯ เก็บเงินรายได้อุทยานแห่งชาติทั่วประเทศ ได้ 2,413 ล้านบาท ถือว่ามากที่สุดเป็นประวัติศาสตร์

อุทยานฯ ที่เก็บเงินรายได้สูงที่สุด 10 อันดับแรก ได้แก่ 1.อุทยานฯ หาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี จ.กระบี่ 669,107,180 บาท 2.อุทยานฯ อ่าวพังงา จ.พังงา 390,217,349 บาท 3.อุทยานฯ หมู่เกาะสิมิลัน จ.พังงา 307,481,394 บาท 4.อุทยานฯ เขาแหลมหญ้า – หมู่เกาะเสม็ด 118,079,580 บาท จ.ระยอง 5.อุทยานฯ เอราวัณ จ.กาญจนบุรี 108,815,080 บาท 6.อุทยานฯ เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา 107,215,072 บาท 7.อุทยานฯ ดอยอินทนนท์ จ.เชียงใหม่ 72,646,213 บาท 8.อุทยานฯ เขาสก จ.สุราษฎร์ธานี 63,000,830 บาท 9.อุทยานฯ หมู่เกาะลันตา จ.กระบี่ 59,214,941 บาท และ 10.อุทยานฯ หมู่เกาะอ่างทอง จ.สุราษฎร์ธานี 38,440,772 บาท

“เงินรายได้ที่กรมอุทยานฯ จัดเก็บได้นั้นจะถูกนำกลับมาใช้พัฒนาอุทยานฯ ให้ได้มาตรฐาน เข้าสู่ความเป็นสากลตามนโยบายของรัฐบาล และบางส่วนกลับคืนสู่ท้องถิ่น อุทยานฯ ไม่ได้ภูมิใจในตัวเงินรายได้ที่สามารถจัดเก็บได้ เพราะนั่นหมายถึงภาระที่ต้องนำกลับไปฟื้นฟูทรัพยากรและระบบนิเวศ นอกจากนั้นยังต้องนำกลับไปเฉลี่ยเพื่อใช้ในการพัฒนาอุทยานฯ ทั้งหมดกว่า 150 แห่งให้มีศักยภาพในทุกๆ ด้านใกล้เคียงกัน โดยเฉพาะการดูแลทรัพยากรป่าไม้ของประเทศไทย” นายทรงธรรม กล่าว

นายณัฐพล รัตนพันธุ์ ผู้อำนวยการส่วนกิจการทางทะเล สำนักอุทยานฯ กล่าวว่า สำหรับเงินรายได้ที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะอุทยานฯ ทางทะเล เป็นเพราะการทำงานอย่างจริงจังของเจ้าหน้าที่และความร่วมมือจากประชาชน เช่น อุทยานฯ เขาแหลมหญ้า-หมู่เกาะเสม็ด ที่กรมอุทยานฯ ได้เข้าไปจัดระเบียบผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ในช่วงปีที่ผ่าน จะเห็นได้ว่าเงินรายได้เพิ่มสูงขึ้นจาก 21 ล้านบาทในปีงบประมาณ 2559 มาเป็น 118 ล้านบาทในปีนี้ ถือว่าเพิ่มขึ้นอย่างมาก

ซึ่งเรื่องนี้ได้รับความร่วมมือจากประชาชนในพื้นที่เกาะเสม็ดที่ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่เป็นอย่างดี เพราะการดำเนินการจัดระเบียบนั้นก็เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้ประโยชน์ในพื้นที่อุทยานฯ ได้อย่างเท่าเทียมกัน ไม่ใช่ผูกขาดเฉพาะนายทุนหรือผู้มีอิทธิพลที่ตักตวงผลประโยชน์ในพื้นที่มาเป็นเวลานาน

ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (Sufficiency Economy Philosophy หรือเอสอีพี) ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เป็นปรัชญาในการดำรงชีวิตที่พระองค์พระราชทานให้กับปวงชนชาวไทยมาหลายทศวรรษแล้ว

นับจนถึงปัจจุบันปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระองค์ได้พิสูจน์ให้เห็นอีกครั้งว่าเป็นแนวคิดที่ล้ำสมัย เพราะสารัตถะในปรัชญาดังกล่าวของพระองค์เป็นการพูดถึงการพัฒนาที่ยั่งยืนมานานก่อนที่จะเกิดการผลักดันให้มีการรับรองวาระการพัฒนาอย่างยั่งยืน (เอสดีจีส์) พ.ศ.2573 ในสหประชาชาติ เมื่อปี 2558 ที่ผ่านมา

ด้วยตระหนักว่าเอสอีพีเป็นทางเลือกหนึ่งที่จะทำให้บรรลุเป้าหมายเอสดีจีส์ได้ เพราะไทยประสบความสำเร็จในการน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ทั้งในภาคเกษตร อุตสาหกรรม การศึกษา และการพัฒนาชุมชน รัฐบาลไทยจึงได้ริเริ่มนโยบาย SEP for SDGs Partnership เพื่อสร้างความร่วมมือเชิงหุ้นส่วนกับต่างประเทศในการบรรลุถึงพันธกิจเอสดีจีส์ ด้วยการนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปปฏิบัติใช้ในประเทศของตน โดยสนับสนุนให้หลายประเทศนำเอาโครงการตามแนวพระราชดำริต่างๆ ไปประยุกต์ใช้ให้เข้ากับสภาพพื้นที่และความต้องการในแต่ละแห่งอีกด้วย

หน่วยงานหลักที่ทำหน้าที่ในการให้ความช่วยเหลือมิตรประเทศและเผยแพร่หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงคือกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ ร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องของไทย โดย นางสุพัตรา ศรีไมตรีพิทักษ์ อธิบดีกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ กล่าวว่า กรมความร่วมมือระหว่างประเทศถือว่าการขับเคลื่อนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในต่างประเทศเป็นภารกิจที่สำคัญยิ่ง และได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ประเทศต่างๆ มีความรู้ ความเข้าใจ และสามารถนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้ในฐานะที่เป็นทางเลือกหนึ่งในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน และเมื่อปี 2559 ที่ประเทศไทยได้ดำรงตำแหน่งประธานกลุ่มประเทศที่กำลังพัฒนา 134 ประเทศ หรือที่เรียกว่ากลุ่ม 77 จึงเป็นโอกาสที่ดีสำหรับไทยในการเผยแพร่ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในประเทศคู่ร่วมมือและในเวทีระหว่างประเทศต่างๆ

กรมความร่วมมือระหว่างประเทศได้ขยายงานความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ส่งเสริมการขับเคลื่อนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้วยกิจกรรมในรูปแบบต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปประยุกต์ใช้กับกิจกรรมในลักษณะโครงการในต่างประเทศเพื่อสร้างความร่วมมือเชิงหุ้นส่วนในการบรรลุเป้าหมายพัฒนาที่ยั่งยืน

อธิบดีสุพัตรากล่าวว่า โครงการพัฒนาชุมชนในต่างประเทศที่ได้นำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปประยุกต์นั้น มี 2 ลักษณะ ได้แก่ โครงการจัดตั้งศูนย์เรียนรู้ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ของภาครัฐหรือของประมุขประเทศ เช่น ในราชอาณาจักรเลโซโท ราชอาณาจักรตองกา และ สปป.ลาว และโครงการเกษตรกรหรือชุมชนตัวอย่าง เช่น ติมอร์เลสเต ราชอาณาจักรกัมพูชา และชิลี

“การดำเนินโครงการในทั้งสองลักษณะมุ่งเน้นการให้ความรู้ความเข้าใจเพื่อเกิดการระเบิดจากข้างในและนำไปสู่การประยุกต์ใช้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในบริบทที่เป็นภูมิสังคมของประเทศนั้นๆ อีกทั้งมีการประเมินและชี้วัดความสำเร็จบนหลักการพัฒนาด้วยการพึ่งพาตนเอง และการมีส่วนร่วมตามแนวทางทรงงานที่สำคัญของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช” อธิบดีสุพัตรากล่าว

ที่ผ่านมากรมความร่วมมือระหว่างประเทศได้รับความร่วมมือด้วยดีจากหน่วยงานและสถาบันการศึกษาของไทยมากมาย ในการดำเนินกิจกรรมที่ใช้ขับเคลื่อนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในต่างประเทศ ซึ่งเป็นโอกาสที่ดีของไทยในการแบ่งปันประสบการณ์และตัวอย่างของความสำเร็จจากการนำใช้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ที่มีความหลากหลายทั้งในระดับบุคคล ชุมชน องค์กร และในสาขาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกรรม การศึกษา สาธารณสุข สิ่งแวดล้อม ธุรกิจ และอื่นๆ กับต่างประเทศ

อธิบดีกรมความร่วมมือระหว่างประเทศกล่าวว่า ก้าวต่อไปของการขับเคลื่อนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในต่างประเทศจะเป็นงานของกรมความร่วมมือระหว่างประเทศที่สำคัญ 2 ประการ ประการแรกคือการพัฒนาและริเริ่มความร่วมมือเชิงหุ้นส่วนกับประเทศและองค์กรระหว่างประเทศต่างๆ ที่เป็น “ผู้ให้” ในกรอบความร่วมมือไตรภาคีให้มากขึ้นเพื่อดำเนินกิจกรรมและโครงการในประเทศที่สาม และประการที่ 2 คือ การพัฒนางานอาสาสมัครเพื่อนไทย (Friends from Thailand-FFT) ให้กว้างขวางยิ่งขึ้นและเพิ่มความตระหนักรู้แก่เยาวชนไทยเกี่ยวกับปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในงานอาสาสมัครที่จะไปปฏิบัติงานในประเทศคู่ร่วมมือ

ปัจจุบันมีการนำเอกปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปประยุกต์ใช้แล้วในลักษณะความร่วมมือทวิภาคีรวม 9 ประเทศ ได้แก่ ลาว เลโซโท กัมพูชา ติมอร์เลสเต ชิลี ตองกา ฟิจิ ศรีลังกา และโมซัมบิก ขณะที่ยังมีอีกราว 13 ประเทศในหลายภูมิภาคที่แสดงความสนใจที่จะร่วมมือกับไทยอย่างจริงจังต่อไป นอกจากนี้แล้วยังมีความร่วมมือในลักษณะ 3 ฝ่าย อาทิ กับเยอรมนีในการทำโครงการที่ติมอร์เลสเต กับเกาหลีใต้จัดฝึกอบรมปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงให้สมาชิกอาเซียน กับสำนักงานสหประชาชาติเพื่อความร่วมมือใต้-ใต้ในการจัดทำ หนังสือ South-South in Action เพื่อเผยแพร่แนวทางการพัฒนาโดยใช้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

กับโครงการอาสาสมัครสหประชาชาติ (ยูเอ็นวี) จัดเวทีในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และแนวปฏิบัติที่ดีของอาเซียนและเอสอีพี เพื่อนำไปประยุกต์ใช้กับงานอาสาสมัครเยาวชนในการบรรลุเอสดีจีส์ กับสหรัฐในการดำเนินโครงการแก้มลิงที่ลาว ขณะที่ญี่ปุ่นก็สนใจที่จะร่วมดำเนินโครงการกับไทยในทวีปแอฟริกา และยังมีความร่วมมือในลักษณะพหุภาคีกับสมาชิกลุ่ม 77 โดยมีการจัดโครงการอบรมให้กับชาติที่น้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปประยุกต์ใช้อีกด้วย

ทั้งหมดทั้งปวงนี้เป็นส่วนหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงความเป็น “สากล” ของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ผู้ทรงเป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทย

รศ.ดร.วิชัย ชำนิ รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยทักษิณ เปิดเผยว่า ตั้งแต่บัดนี้ไปจนถึงวันที่ 29 ต.ค.นี้ มหาวิทยาลัยทักษิณจัดนิทรรศการ “รัชกาลที่ 9 กับมหาวิทยาลัยทักษิณ” โดยแบ่งพื้นที่การจัดแสดงนิทรรศการออกเป็น 5 โซน ประกอบด้วย โซนที่ 1 เทิดพระเกียรติพระมหากษัตริย์ ด้วยบทประพันธ์จากศิลปินแห่งชาติ และคณาจารย์ของมหาวิทยาลัยทักษิณ โซนที่ 2 พระมหากรุณาธิคุณ ต่อมหาวิทยาลัยทักษิณ บอกเล่าเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับการเสด็จพระราชดำเนินมาพระราชทานปริญญาบัตร

รศ.ดร.วิชัยกล่าวต่อไปว่า โซนที่ 3 พระมหากรุณาธิคุณต่อนิสิตมหาวิทยาลัยทักษิณ บอกเล่าเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับทุนภูมิพลที่พระราชทานให้แก่นิสิต โซนที่ 4 จัดแสดงของใช้ส่วนพระองค์ ได้แก่ สมุดลงพระปรมาภิไธย แบบจำลองแผ่นลงพระปรมาภิไธยในพิธีเปิดอาคารศูนย์ส่งเสริมภาษาและวัฒนธรรมภาคใต้ ฉลองพระองค์ครุยจำลองตามแบบพระองค์จริง และโซนที่ 5 มหาวิทยาลัยทักษิณน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้ รวบรวมภาพกิจกรรมที่มหาวิทยาลัยทักษิณแสดงความอาลัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร

เปิดต้นตอนำเข้าหมูสหรัฐ มติโคเด็กซ์ตั้งแต่ปี 2555 กำหนดสารเร่งเนื้อแดงไม่เกินมาตรฐาน ทำให้มะกันกดดันไทยนำเข้าหมู ‘ฉัตรชัย’ ชงถามพาณิชย์ในครม.เรื่องเจรจากับสหรัฐ ค้านนำเข้าหวั่นกระทบผู้เลี้ยงหมู

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม asiacruisenews.com รองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) เปิดเผยกรณีกระแสข่าวไทยถูกกดดันจากประเทศผู้ส่งออก ประเด็นนำเข้าเนื้อสุกรที่มีสารเร่งเนื้อแดงนั้น กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศขอชี้แจงว่า สืบเนื่องจากคระกรรมาธิการ CODEX (โคเด็กซ์) หรือ Codex Alimentarius Commission หน่วยงานขององค์การอาหารและเกษตรสหประชาชาติ (FAO) และองค์การอนามัยโลก (WHO) มีสมาชิก 187 ประเทศ รวมทั้งไทย ทำหน้าที่กำหนดมาตรฐานอาหารที่ปลอดภัยต่อการบริโภค

โดย โคเด็กซ์ มีมติเมื่อเดือนกรกฎาคม 2555 กำหนดค่าปริมาณสารเร่งเนื้อแดงในสุกรตกค้างที่ปลอดภัยต่อผู้บริโภตในเนื้อสุกร 4 ชนิด คือ กล้ามเนื้อ ไขมัน ตับ และไต ทำให้ประเทศผู้ส่งออก เช่น สหรัฐอเมริกา และแคนาดา ผลักดันให้ไทยเร่งดำเนินการยกเลิกการห้ามนำเข้าเนื้อสุกร และผลิตภัณฑ์ที่มีสารเร่งเนื้อแดงตกค้างและให้เปิดให้มีการนำเข้าได้ในระดับที่ไม่เกินมาตรฐานที่โคเด็กซ์กำหนด ขอให้ไทยเร่งปรับมาตรฐานโดยเร็ว

“ส่งผลให้ไทยต้องปฏิบัติตามในฐานะเป็นสมาชิกของ Codex และองค์การการค้าโลก (WTO) หากไม่ปฏิบัติตามอาจจะถูกประเทศคู่ค้าฟ้องร้องได้ ปัจจุบันไทยไม่มีข้อจำกัดเรื่องการนำเข้าหมูปลอดสาร หากจะนำเข้าต้องมาขออนุญาตด้านสุขอนามัยก่อนจึงจะนำเข้าได้ ส่วนการนำเข้าหมู่ที่มีสารเร่งเนื้อแดงตกค้างจากสหรัฐ ขณะนี้ยังไม่ได้มีการอนุญาตให้นำเข้า เพราะจะต้องปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย กฎระเบียบที่เกี่ยวข้องก่อน”

ด้าน พล.อ. ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า การประชุมครม.เมื่อวันที่ 10 ตุลาคมนี้ จะถือโอกาสสอบถามความชัดเจนเกี่ยวกับการนำเข้าหมูสหรัฐอเมริกา จากกระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เพราะหากมีการนำเข้าจะกระทบโดยตรงกับเกษตรกรผู้เลี้ยงหมู และได้ตั้งข้อสังเกตในเรื่องนี้ไปยังกระทรวงพาณิชย์แล้วว่า ให้คิดให้ดีๆ เรื่องการนำเข้า เพราะหวั่นกระทบต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงหมู

นายอภัย สุทธิสังข์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า กฎหมายสาธารณสุขไม่ให้มีสารเร่งเนื้อแดงในอาหารหากพาณิชย์จะนำเข้า ต้องมีการแก้กฎหมาย ไทยแจ้งสหรัฐไว้นานแล้วว่าหากจะให้ไทยนำเข้าหมู ซึ่งทุกฟาร์มมีการใช้สารเร่งเนื้อแดง ไทยต้องมีการตั้งคณะทำงานหารือเรื่องเทคนิค วิชาการ ผลกระทบทั้ง 2 ฝ่ายก่อนจึงจะสรุปได้ ต้องใช้เวลานานพอสมควร

แหล่งข่าวจากสธ. กล่าวว่า การเจรจานำเข้าหมูจากสหรัฐมีบางหน่วยล็อบบี้ให้กระทรวงเกษตรฯ และสธ.เปิดทางอนุมัติการนำเข้าหมูจากสหรัฐ แต่กระทรวงเกษตรฯ ยืนยันผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับผู้เลี้ยงหมูอาจไม่คุ้มกับการนำเข้า ขณะที่สธ.กังวลเรื่องสารเร่งเนื้อแดง