ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) มีเมฆมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70

ของพื้นที่และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดสุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 29-33 องศาเซลเซียส ลมตะวันออก ความเร็ว 10-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 1 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) มีเมฆมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดพังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล อุณหภูมิต่ำสุด 23-24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-33 องศาเซลเซียสลมตะวันออก ความเร็ว 10-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 1 เมตร

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 25-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันออก ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ปิดเทอม ไข่ไก่ตก 10% ทั้งปีรายได้เพิ่ม 5% ชี้เกษตรกรรับได้ ขณะที่กระทรวงเกษตรฯ ผนึกเอกชน ขายไข่ถูกฟองละ 1 บาท วันที่ 12 ต.ค. รายได้ช่วยคนป่วย
ขายไข่ไก่ราคาถูก ฟองละ 1 บาท – นายสมชวน รัตนมังคลานนท์ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า จาก 3 สถานการณ์ที่ทำให้ไข่ไก่ราคาตกลง คือ ปิดเทอม กินเจ และฤดูฝน ดังนั้น ในช่วงปิดเทอมปีนี้ หรือช่วงเดือน ต.ค. 2561 คาดว่าราคาไข่จะปรับตัวลดลงประมาณ 10% อยู่ที่ราคา 2.60 บาท/ฟอง จากปกติราคา 2.80 บาท/ฟอง แต่ปิดเทอมปีนี้ราคาไข่ลดลงน้อยกว่าปีก่อน ซึ่งปกติช่วงปิดเทอมราคาจะลดลงประมาณ 30% หรือต่ำกว่า 2 บาท/ฟอง ซึ่งถือว่าเป็นราคาที่เกษตรกรรับได้ เพราะเฉลี่ยแล้วเกษตรกรคนเลี้ยงไก่ยังมีรายได้สูงกว่าปี 2560 ประมาณ 5%

ทั้งนี้ ผลผลิตไข่ปีนี้ คาดว่าจะมีประมาณ 1.6 หมื่นล้านฟอง เพิ่มจากปีก่อน 1,000 ล้านฟอง หรือผลิตได้ 45 ล้านฟอง/วัน บริโภคในประเทศ 40-42 ล้านฟอง/วัน ซึ่งปีนี้ผลผลิตใกล้เคียงกับการบริโภค ส่งผลให้เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ ไม่มีปัญหาราคาไข่ตกต่ำจนรับไม่ได้ ถือว่าเกษตรกรคนเลี้ยงไก่ปีนี้สถานการณ์โดยรวมดีขึ้นกว่าเมื่อ 2 ปีก่อน โดยสัดส่วนการบริโภคไข่ไก่ ในแต่ละปี 90% ของผลผลิต คือการบริโภคในประเทศ 5% ผลผลิตเพื่อการส่งออก และอีกประมาณ 5% แปรรูปเพื่อการบริโภคในประเทศและการส่งออก

“จากสถานการณ์ราคาไข่ที่ไม่ลดลง จนทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงต้องประสบความเดือดร้อน ส่งผลให้เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ ยังคงมีกำไรบ้าง ดูได้จากจำนวนผู้เลี้ยงไก่ ที่ยังคงมีปริมาณเท่าเดิมคือประมาณ 1.5 แสนรายทั่วประเทศ จากเมื่อ 2 ปีที่ราคาวิกฤต ผู้เลี้ยงล้มหายตายจากกว่า 25% หรือจากที่มีจำนวนประมาณ 2 แสนราย ทั่วประเทศ โดยรวมสถานการณ์ราคาถือว่าดี และเชื่อว่า ปี 2562 สถานการณ์ราคาไข่ และรายได้ของเกษตรกรผู้เลี้ยงน่าจะดีกว่าปีนี้แน่นอน”

ด้าน นายนิวัตน์ สุธีมีชัยกุล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯ ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข ภาคเอกชน และเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ ร่วมกันรณรงค์และจัดงานวันไข่โลก 2561 เพื่อให้ ปี 2561 คนไทยกินไข่ให้ได้ตามเป้าหมาย 300 ฟอง/คน/ปี จากปัจจุบัน 257 ฟอง/คน/ปี ที่โถงชั้น 1 อาคาร 100 ปี โรงพยาบาลศิริราช ในวันที่ 12 ต.ค. 2561 ในงานจะมีกิจกรรม ชม ชิม ช็อป โดยจะมีนาทีทองขายไข่ไก่ราคาถูก 1 บาท/ฟอง โดยรายได้ทั้งหมดจะสมทบทุนเพื่อผู้ป่วยเรื้อรัง ของศิริราชมูลนิธิ

นายสุเทพ สุวรรณรัตน์ นายกสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ภาคใต้ กล่าวว่า ระยะเวลา 3 ไตรมาส ที่ผ่านมา ราคาไข่ถือว่าอยู่ในสถานการณ์รับได้ แม้จะไม่สูงมาก แต่ใกล้เคียงกับต้นทุน หากราคาขยับในช่วงแคบๆ โดยไม่ลดลงมากกว่านี้ เชื่อว่าทั้งปีม็อบเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ไม่มารบกวนกระทรวงเกษตรฯ แน่นอน

“เมืองพระยารัษฎา ชาวประชาใจกว้าง หมูย่างรสเลิศ ถิ่นกำเนิดยางพารา เด่นสง่าดอกศรีตรัง ปะการังใต้ทะเล เสน่ห์หาดทรายงาม น้ำตกสวยตระการตา” เป็นคำขวัญจังหวัดตรัง ท่องเที่ยวตรัง

จังหวัดตรัง แบ่งเขตการปกครองออกเป็น 10 อำเภอ ประกอบด้วย อำเภอเมือง กันตัง ย่านตาขาว ปะเหลียน สิเกา ห้วยยอด วังวิเศษ นาโยง รัษฎา และหาดสำราญ ประกอบด้วย 85 ตำบล 723 หมู่บ้าน 198 ชุมชน ชาวตรังส่วนใหญ่มีรายได้หลักจากเกษตรกรรม โดยพืชเศรษฐกิจสำคัญคือ ยางพารา และปาล์มน้ำมัน รองลงมาคือ การทำนา สวนมะพร้าว พริกไทย อาชีพประมง และทำสวนผลไม้ เช่น เงาะ ทุเรียน กาแฟ ฯลฯ

ในอดีต จังหวัดตรัง มีพื้นที่ปลูกยางพารา 1,542,824 ไร่ สร้างรายได้เข้าสู่ท้องถิ่นกว่าปีละ 16,510 ล้านบาท พื้นที่ปลูกยางมีแนวโน้มลดลง หลังราคายางพาราตกต่ำในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้เกษตรกรบางส่วนตัดสินใจโค่นต้นยางทิ้งเพื่อปลูกพืชอื่น เช่น ปาล์มน้ำมัน ซึ่งให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า ส่วนปาล์มน้ำมัน มีพื้นที่ปลูก 189,989 ไร่ สร้างรายได้ต่อปีกว่า 2,599 ล้านบาท พื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันและปริมาณผลผลิตมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น หลังราคายางพาราตกต่ำทำให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนมาปลูกปาล์มน้ำมันเพิ่มขึ้น

สำนักงาน กศน. จังหวัดตรัง

นับตั้งแต่กระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศจัดตั้ง สำนักงาน กศน. จังหวัดตรัง (ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนจังหวัดตรัง)เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2520 ตลอดระยะเวลา 41 ปี ที่ผ่านมา สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัดตรัง (สำนักงาน กศน. จังหวัดตรัง) ได้สร้างความเสมอภาคทางการศึกษาให้แก่ประชาชนทั่วไป ช่วยให้ประชาชนได้มีโอกาสศึกษาเรียนรู้ตลอดชีวิต จัดกิจกรรมอบรมอาชีพเพื่อเพิ่มพูนสมรรถภาพในการทำงานและการประกอบอาชีพในสาขาต่างๆ ตามความต้องการของประชาชนในท้องถิ่น

ปัจจุบัน กศน. จังหวัดตรัง ภายใต้การนำของ คุณสุรชัย จันทร์สถาพร ผู้อำนวยการ สำนักงาน กศน. จังหวัดตรัง นับว่ามีบทบาทสำคัญในการพัฒนาความเจริญให้แก่ท้องถิ่นและมีส่วนร่วมในการส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนในทุกมิติ

กศน. จังหวัดตรัง มอบหมายให้ ครู กศน. ตำบล กศน. อำเภอ และศูนย์การเรียนรู้ชุมชน เป็นศูนย์กลางการจัดการศึกษาเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับประชาชนในชุมชน ส่งเสริมการเรียนรู้ ถ่ายทอดและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านวิชาการ งานอาชีพตลอดจนภูมิปัญญาของชุมชน

นอกจากนี้ ศูนย์การเรียนรู้ชุมชน กศน. ยังทำหน้าที่เป็นแหล่งบริการชุมชน ในการจัดกิจกรรมต่างๆ ที่สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน โดยเน้นกระบวนการเรียนรู้ในวิถีชีวิตให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงของสังคมในยุคปัจจุบัน เพื่อสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ เสริมสร้างวิถีประชาธิปไตย และพึ่งพาตนเองได้ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

จัดการศึกษา เพื่อพัฒนาเด็กตรังที่ยั่งยืน

สืบเนื่องจากรัฐบาลได้มอบหมายให้กระทรวงศึกษาธิการเป็นแกนนำดำเนินงานโครงการส่งเสริมเวทีและประชาคม เพื่อพัฒนาหลักสูตรต่อเนื่องเชื่อมโยงการศึกษาขั้นพื้นฐานกับอาชีวศึกษาและอุดมศึกษา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อขับเคลื่อนด้านการศึกษาที่มุ่งเน้นการบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน รวมถึงองค์กรประชาสังคม เพื่อให้การพัฒนาด้านการศึกษามีความต่อเนื่อง และเกิดความยั่งยืนในระยะยาวต่อไป

โดยจัดกระบวนการเรียนการสอนที่เป็นการเสริมสร้างโอกาสให้แก่ผู้เรียนทุกคนได้มีส่วนร่วม และมีหลักสูตรจัดการเรียนการสอนที่สอดคล้องกับบริบทของชุมชนและท้องถิ่น พร้อมปรับโครงสร้างภาคการผลิตให้สามารถจ้างแรงงานที่มีความรู้ ความสามารถ มีทักษะ มีการศึกษาดี เข้ามาทำงานได้หมด เพื่อลดปัญหาด้านแรงงาน

สำนักงาน กศน. จังหวัดตรัง ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการพัฒนาหลักสูตรต่อเนื่องเชื่อมโยงการศึกษาขั้นพื้นฐาน กับอาชีวศึกษาและอุดมศึกษา จำนวน 3 แห่ง ได้แก่ โรงเรียนสิเกาประชาผดุงวิทย์ โรงเรียนรัษฎานุประดิษฐ์อนุสรณ์ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และโรงเรียนตรังคริสเตียนศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ภายใต้โครงการ “การศึกษา เพื่อพัฒนาเด็กตรังที่ยั่งยืน”

ซึ่งสำนักงาน กศน. จังหวัดตรัง จะร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำหลักสูตรที่สอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมในจังหวัดตรัง จำนวน 3 หลักสูตร ได้แก่ ภาควิชาอุตสาหกรรม สาขาช่างกลโรงงาน และสาขาอุตสาหกรรมการเกษตร ภาควิชาธุรกิจ ได้แก่ สาขาการบัญชี และสาขาการตลาด ภาควิชาการท่องเที่ยวและการโรงแรม ได้แก่ สาขามัคคุเทศก์ และสาขาคหกรรมและอาหาร

ใช้ “สื่อโซเชียล” พัฒนาคุณภาพชีวิตคนตรัง ปัจจุบัน สังคมไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคการเรียนรู้ยุคดิจิทัลผ่านระบบออนไลน์ และสื่อมัลติมีเดียกำลังได้รับความนิยมในหมู่นักเรียน นักศึกษา ด้วยความรวดเร็วทันสมัยของข้อมูลข่าวสาร เนื้อหาสาระที่ให้เลือกเรียนรู้ตามความต้องการ ดังนั้น คลิปวิดีโอ เกี่ยวกับการเรียนรู้ต่างๆ จึงเป็นอีกรูปแบบหนึ่งที่กำลังเป็นที่นิยมอย่างมาก

สำนักงาน กศน. จังหวัดตรัง เล็งเห็นถึงความสำคัญในการเรียนรู้ของนักศึกษา กศน. ผ่าน คลิปวิดีโอ จึงจัดอบรมความรู้ให้ ครู กศน. สามารถผลิตคลิปวิดีโอ เนื้อหาสั้นๆ ตามสาระการเรียนรู้ เช่น วิชาภาษาไทย ซึ่งเป็นวิชาหลักของการเรียนรู้ของคนไทย และเป็นวิชาที่นักศึกษาสอบได้คะแนนน้อย

หลังจาก สำนักงาน กศน. จังหวัดตรัง เผยแพร่คลิปวิดีโอภาษาไทยออกไปเผยแพร่ผ่านระบบออนไลน์ และสื่อมัลติมีเดีย ปรากฏว่าเป็นที่สนใจของนักศึกษา กศน. เป็นจำนวนมาก จึงได้ขยายผลไปยังวิชาอื่นๆ และคลิปวิชาชีพสาขาต่างๆ เช่น คลิปการปลูกพืชผักผลไม้ คลิปการจักสาน และคลิปครูผู้ทรงภูมิปัญญา ฯลฯ ปัจจุบัน ทีมงาน กศน. ตรังแชนแนล กลายเป็นที่รู้จักและเป็นที่สนใจของประชาชน ที่สนใจแวดวงข่าวการศึกษาเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตคนตรัง ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถเข้าไปเรียนรู้เพิ่มเติมได้ที่ www.youtube.com ค้นหา กศน. ตรังแชนแนล

ในแวดวงนักวิจัยไทย ปี 2561 นับว่ามีงานเสวนาและนิทรรศการระดับประเทศอย่างไม่ขาดสาย โดยหนึ่งในงานที่น่าสนใจ คือ งาน NSTDA Investors’ Day 2018 ซึ่งมีหัวข้อสัมมนา เรื่อง “เทคโนโลยีพลิกเกษตรไทยเป็นเกษตรอัจฉริยะ (Disruptive Technologyto Smart Farming)

โดยมีวิทยากรที่เชี่ยวชาญ 3 ท่าน ด้วยกัน คือ นายสัตวแพทย์รุจเวทย์ ทหารแกล้ว รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ศูนย์วิจัยและพัฒนา เครือเบทาโกร, คุณปัญญวัฒน์ ฉัททันต์รัศมี ผู้เชี่ยวชาญ ศูนย์นวัตกรรมกลุ่มมิตรผล บริษัท น้ำตาลมิตรผล จำกัด และ คุณกำพล โชคสุนทสุทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฟาร์มดี เอเชีย จำกัด และในฐานะนายกสมาคมไทย ไอโอที (Thai IoT Assosiation) ให้ความรู้เกี่ยวกับการนำเทคโนโลยีมาใช้กับแวดวงเกษตรกรรมไว้อย่างน่าสนใจ

คุณกำพลนั้น ได้เจาะไปที่การให้ความรู้เรื่องนวัตกรรมเทคโนโลยีสมาร์ทฟาร์มเมอร์ (IoT – Smart Agriculture) โดยบอกถึงที่มาของแนวคิดการเริ่มต้นนำเทคโนโลยีมาใช้กับธุรกิจการเกษตร โดยปัจจุบันได้เริ่มทำ 8-10 โครงการ ด้วยการนำไอเดียโรงเรือนมาจากประเทศสิงคโปร์มาต่อยอดเป็นฟาร์มเห็ด จากนั้นพัฒนาเป็นสมาร์ทฟอร์ม และแพลทฟอร์ม รวมทั้งมีการนำโดรน (Drone : อากาศยานไร้คนขับ) และหุ่นยนต์พ่นยามาใช้กับแปลงเกษตร นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดว่าภายในปีนี้จะนำนวัตกรรมด้านอาหารมาแปรรูปเห็ดเป็นเบอร์เกอร์เนื้อ

“แต่ก่อนเราทำเกษตรพ่นยาด้วยคน ตอนนี้เราใช้โดรนจับสายยาง ไปฉีดยาให้น้ำหนักของสารเคมีที่โดรนหิ้วขึ้นไปน้อยลง และใช้เวลาพ่นนานขึ้น ก็นับว่าได้ผลดี นอกจากนี้ ล่าสุดมีการนำเทคโนโลยี ไอโอที ไปใช้กับฟาร์มเลี้ยงวัว ซึ่งแต่ก่อนวัวจะให้น้ำนมไม่เกิน 20 ลิตร ต่อวัน แต่เมื่อนำ ไอโอที ไปใช้ โดยติดเซ็นเซอร์ที่วัว ก็จะทำให้ทราบว่า เวลาวัวติดสัตว์มันจะงุ่นง่าน ขยับตัวตลอดเวลา ข้อมูลนี้จะถูกส่งไปที่สมาร์ทฟอร์ม แพลทฟอร์ม เมื่อรู้ว่าเบอร์ของวัวตัวนั้นว่าติดสัตว์ก็จะไม่รีดนม เพื่อให้เกิดช่วงผสมพันธุ์ เพื่อเลือกเพศ และทำสปาวัว ซึ่งก็ทำให้สุขภาพวัวดีขึ้น ให้น้ำนมได้ 30-40 ลิตร ต่อวัน ซึ่งก็มีผู้ลงทุนสนใจ และผมจะใช้วิธีคุยกับผู้ลงทุน หรือคุยกับเกษตรกรแต่ละราย เพื่อให้รู้วิธีการทำงาน และดูว่าจะนำเรื่องเทคโนโลยีเข้าไปแก้ไขตรงจุดใดได้บ้าง ซึ่งจะต้องใช้เทคโนโลยีวิศวกรรมมาแก้ ไม่ได้ใช้ด้านชีว หรือ ไบโอ มาแก้” คุณกำพล เล่าให้ฟัง

ปัจจุบัน คุณกำพล นำบริษัท ฟาร์มดี เอเชีย เข้าสู่ธุรกิจสตาร์ทอัพที่มีเนื้อหาบริการด้านเทคโนโลยีที่ใช้ในเกษตรกรรม ด้วยการจับคู่ให้กับเกษตรกรผู้ปลูกกับผู้ซื้อให้มาเจอกันผ่านคลาวด์ (cloud) ซึ่งเป็นการจัดเก็บระบบข้อมูล ประมวลผล และระบบเครือข่ายข้อมูลผ่านนวัตกรรมซอฟต์แวร์ ผ่านสมาร์ทฟอร์ม แพลทฟอร์ม (smart form platform) ซึ่งทางคุณกำพลมีแนวคิดนำฐานข้อมูลเชื่อมต่อจับคู่ให้เกิดตลาดค้าขายสินค้าเกษตรล่วงหน้า

โดยจะมีการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับผลผลิตทั้งหมดของเกษตรกร เพื่อให้เกิดผลทางวิเคราะห์ว่า หากเกษตรกรรายหนึ่งจะปลูกพืชชนิดหนึ่ง จะไปชนกับใครบ้างในตลาด และควรปลูกหรือไม่ รวมทั้งต้องเจอกับความเสี่ยงอะไรบ้าง

ล่าสุดมีสินค้าเกษตรกรรมที่อยู่ในเครือข่ายฐานข้อมูล ได้แก่ ข้าว พริก หอม และกระเทียม รวมทั้งยังมีบริการจับคู่สินค้าเกษตรกรรมที่ครอบคลุมถึง “ผลไม้” โดยข้อมูล (data) ทั้งหมดจะถูกส่งเข้าศูนย์สมาร์ทฟอร์ม แพลทฟอร์ม เพื่อให้เกิดการประมวลผลและวิเคราะห์ออกมาว่ารูปแบบพื้นที่เพาะปลูก และวิธีการปลูกจะเหมาะสมกับแบบใด เรียกว่า การบริหารฟาร์ม หรือ ฟาร์ม เมเนจเมนต์ (Farm Management)

ซึ่งเกษตรกรจะใส่เนื้อหาหรือข้อมูลของตัวเองเข้าไป โดยมีอุปกรณ์โทรศัพท์มือถือ เรียกว่า สมาร์ท โมบาย ให้ข้อมูลเรื่องเทคโนโลยีและความรู้ โดยจะคิดค่าบริการเกษตรกร หรือวิสาหกิจชุมชน รายละ 350 บาท ต่อเดือน ในการใช้บริการแพลทฟอร์ม

ส่วน นายสัตวแพทย์รุจเวทย์ ทหารแกล้ว รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ศูนย์วิจัยและพัฒนา เครือเบทาโกร มีการนำตัวอย่างในยูทูบให้เห็นว่า เกษตรกรในฝั่งประเทศแถบยุโรปนั้น มีการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ในการเลี้ยงสัตว์ในฟาร์มด้วยเช่นกัน โดยเบทาโกรนั้นมีการตั้งศูนย์วิทยาศาสตร์ และพัฒนามาเป็นศูนย์วิจัยและพัฒนา (Research & Development Center) ซึ่งเริ่มเข้าสู่การเป็นผู้ผลิตในห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) ไก่และสุกรในปี 2549

จากนั้นใน ปี 2556 มีการนำคิวอาร์โค้ดซึ่งเป็นนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีมาใช้ และพัฒนาด้านไอทีด้วยการออกเว็บไซต์ ในปี 2557 และ ปี 2558 มีการนำคิวอาร์โค้ดมาใช้กับอาหารสัตว์แปรรูป ทั้งเนื้อหมูและเนื้อไก่ เพื่อให้ข้อมูลผู้บริโภคว่า ในเนื้อสัตว์แปรรูป 1 กล่อง ประกอบด้วยอะไรบ้าง ผลิตที่ไหน และเจ้าของฟาร์มคือใคร

“เราใช้ระบบคอนแทร็กต์ ฟาร์มมิ่ง ซึ่งจะส่งผลเชื่อมโยงทั้งระบบ ตั้งแต่คุณภาพ การบริหารจัดการ และการบริหารลูกค้าสัมพันธ์ โดยข้อมูลหนึ่งก็พบว่า การนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านไอทีมาใช้พัฒนาเป็นสมาร์ท ฟาร์มมิ่ง ส่งผลไปทั่วโลก อย่างสมาร์ท ฟาร์มมิ่ง ในยุโรปนั้นก็ส่งผลต่อประเทศไทยด้วยเช่นกัน เช่น การติดไมโครโฟนและติดกล้องวิดีโอที่ฟาร์มเลี้ยงไก่ เพื่อติดตามพฤติกรรมตั้งแต่เป็นลูกเจี๊ยบ อย่างที่ประเทศเบลเยียม นำกล้องและติดเบอร์ให้กับสัตว์ รวมทั้งนำเทคโนโลยีไปติดในฟาร์มหมู และเนเธอร์แลนด์ก็ทำแบบนี้เช่นกัน เพื่อดูพฤติกรรมสัตว์ ซึ่งจะทำให้รู้ว่าสัตว์ในฟาร์มตัวไหนป่วย และเกิดภาวะติดเชื้อโรคช่วงใด รวมไปถึงเห็นอารมณ์และพฤติกรรมของสัตว์ในฟาร์ม ซึ่งเป็นฐานข้อมูลที่ทำให้เกิดการพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นในอุตสาหกรรมนี้ (Data Information for good change develop for industry)” น.สพ. รุจเวทย์ เล่าให้ฟัง

โดยในยุโรปเรียกว่า เกิดอินเตอร์เน็ตในฟาร์มหมูและไก่ (internet of chicken – pork project) ซึ่งจะทำให้เห็นผ่านไมโครโฟนที่จับเสียงหมู 24 ชั่วโมง ว่าถ้าหมูไอแบบนี้ มีแนวโน้มเป็นโรคปอด อย่างในยุโรปก็พบว่า แต่ละฟาร์มพยายามทำให้ได้แต่ก็พบอุปสรรค โดยก็มีโจทย์ว่าจะทำอย่างไรให้ทุกฟาร์มมีอินเตอร์เน็ตและไวไฟ และเงินลงทุน

ซึ่งตอนนี้เครือเบทาโกรทำโครงการกับมหาวิทยาลัยเพื่อวิเคราะห์เสียงสัตว์เป็นลักษณะดาต้า อะนาลิซิส เป็นหนึ่งในงานวิจัยและพัฒนา รวมทั้งยังคาดหวังในการทำไอโอซี หรืออินเตอร์เน็ตในฟาร์มไก่ให้เกิดการขยายผล เพื่อเป็นข้อมูลจริง (real time) ที่ให้ผลวิเคราะห์การเลี้ยงสัตว์ในฟาร์ม ซึ่งสามารถนำข้อมูลไปสนับสนุนให้ปศุสัตว์ได้ และในอนาคตฐานข้อมูลที่ได้จากไอโอที ก็จะพัฒนาไปสู่ปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ ได้ (AI : Artificial Intelligence)

สำหรับ คุณปัญญวัฒน์ ฉัททันต์รัศมี ผู้เชี่ยวชาญ ศูนย์นวัตกรรมกลุ่มมิตรผล บริษัท น้ำตาลมิตรผล จำกัด เล่าว่า บริษัทมีการเก็บฐานข้อมูลเกษตรกรผู้ปลูกอ้อยและติดเลขโควต้าให้เกษตรกรมา 5-6 ปีแล้ว เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลในการทำรายงาน

ซึ่งใช้วิธีเก็บข้อมูลด้วยมนุษย์ หรือส่งคนลงพื้นที่ไปหาข้อมูลกับเกษตรกรโดยตรง หรือจากฐานข้อมูลที่ได้จากกรมวิชาการเกษตร ฟาร์มเกษตรกร ผู้เชี่ยวชาญ จากตลาดรับซื้อขาย และจากผู้ผลิต รวมทั้งการใช้วิธีเก็บข้อมูลจากดาวเทียม และการเก็บภาพถ่ายทางอากาศโดยใช้โดรน เพื่อนำมาวิเคราะห์ ประเมินผลการเปลี่ยนแปลงของไร่อ้อยแต่ละพื้นที่

โดยมีการเก็บข้อมูลแล้ว 1 ล้านไร่เศษ และขยายพื้นที่เก็บข้อมูลไปในลาว ซึ่งพนักงานเก็บข้อมูล 1 คน ดูแลชาวไร่ 200-300 คน ในอนาคตก็หวังว่า อาจจะเกิดรูปแบบบริษัทที่ให้บริการฐานข้อมูลเกษตรกรไร่อ้อยผ่านแอปพลิเคชั่นโดยตรง

“สิ่งที่มิตรผลทำคือ บิ๊กดาต้า ฟอร์ อะกริคัลเจอร์ (Big Data for agriculture) เพราะเรารู้ว่า สิ่งที่เกษตรกรขาดคือ ข้อมูล ที่จะทำให้เห็นปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมว่า น้ำพอไหม น้ำขาดไหม ต้องอาศัยข้อมูลด้านสารสนเทศ จากดาวเทียมและเครื่องมือต่างๆ รวมทั้งข้อมูลจากแหล่งน้ำที่สำคัญๆ ซึ่งจะทำให้เกษตรกรมีการเตรียมตัวรับมือได้ทัน” คุณปัญญวัฒน์ อธิบายถึงความสำคัญของการทำฐานข้อมูลเพื่อพัฒนาไปสู่การนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่างๆ ซึ่งมีความสำคัญต่อเกษตรกรในยุคนี้อย่างมาก โดยเฉพาะจะทำให้ทราบว่า ปีใดจะเกิดภาวะแล้ง หรือปีใดจะเกิดน้ำมาก และจะต้องรับมือกับการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้อย่างไร

เวทีนี้จึงเป็นมิติใหม่ที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านงานวิจัยในไทยพยายามที่จะนำความรู้ไปสู่มือประชาชน โดยเจาะไปยังข้อมูลด้านเกษตรกรรมซึ่งเป็นประโยชน์ในวงกว้าง เพราะประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม และมีรายได้หลักมาจากสินค้าเกษตร เพราะฉะนั้น ข้อมูลที่เกิดจากการพัฒนาด้านงานวิจัย นวัตกรรม และเทคโนโลยี จึงเชื่อมโยงกันอย่างมีความหมาย

สมาร์ทฟาร์ม นวัตกรรมจากพระราชดำริของ ในหลวงรัชกาลที่ 9

ในเว็บไซต์ http://www.sptn.dss.go.th ฐานข้อมูลส่งเสริมและยกระดับสินค้าโอท็อป ได้ให้ความหมายของ สมาร์ทฟาร์ม (Smart farm) ว่า เป็นนวัตกรรมที่เกิดจากแนวพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (พระบิดาแห่งนวัตกรรมไทย) เกี่ยวกับการส่งเสริม สนับสนุนให้เกษตรกรและผู้ประกอบการใช้นวัตกรรมด้านการเกษตรมากขึ้น เพื่อนำไปสู่การเพิ่มผลผลิตและพัฒนาภาคการเกษตร โดยรายละเอียดที่น่าสนใจเกี่ยวกับสมาร์ทฟาร์ม ดังนี้

สมาร์ฟาร์ม หรือ เกษตรอัจฉริยะ เป็นรูปแบบการทำเกษตรแบบใหม่ที่จะทำให้การทำไร่ทำนามีภูมิคุ้มกันต่อสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป โดยการนำข้อมูลของภูมิอากาศทั้งในระดับพื้นที่ย่อย (Microclimate) ระดับไร่ (Mesoclimate) และระดับมหภาค (Macroclimate) มาใช้ในการบริหารจัดการ ดูแลพื้นที่เพาะปลูก เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพอากาศที่เกิดขึ้น