ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง

ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดนครศรีธรรมราช สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส อุณหภูมิต่ำสุด 23-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม/ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสุงประมาณ 2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล อุณหภูมิต่ำสุด 21-24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-32 องศาเซลเซียส
ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 20-40 กม/ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 2-3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 25-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 34-36 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 14 กันยายน นายบรรพต ยาฟอง นายอำเภอเชียงคาน ได้นำเจ้าหน้าที่เข้าสำรวจสวนทุเรียน บนยอดภูเขาห้วยยอดกกทอง ต.บุฮม อ.เชียงคาน จ.เลย ซึ่งเป็นแหล่งเพาะปลูกทุเรียนพันธุ์ “คักเลย” ที่มีรสชาติอร่อย จะต่างจากทุเรียนในจังหวัดอื่น ซึ่งมีสโลแกน “กลิ่นหอมหวน นวลหนาใหญ่ ในเม็ดเล็ก” ที่มีความหมาย มีกลิ่นหอมแต่ไม่ฉุน มีพูใหญ่เนื้อหนา แต่มีเมล็ดลีบเล็ก จึงเป็นที่นิยมของผู้บริโภค ผลผลิตออกมาไม่พอกับความต้องการของตลาด ในปีนี้เกษตรกรที่ปลูกทุเรียนในจังหวัดเลย ต่างเป็นเศรษฐีใหม่ได้จับเงินล้านกันอย่างถ้วนหน้า ทำให้เกษตรกรต่างแห่ปลูก แม้ต้นพันธุ์จะแพงกิ่งละ 350 บาท ยังมียอดสั่งจองกิ่งพันธุ์ไม่พอจำหน่าย

นายบรรพต กล่าวว่า บนภูเขาห้วยยอดกกทอง ในตำบลบุฮมเป็นพื้นที่ป่า แต่เป็นป่าที่เสื่อมโทรม ชาวบ้านได้บุกรุกทำกินมากว่า 30-40 ปีมาแล้ว ส่วนใหญ่จะปลูกผลไม้เกือบทุกชนิดที่เกิดขึ้นในเมืองไทย ไม่ว่ามะม่วง ฝรั่ง มะละกอ กล้วย ที่ชาวบ้านปลูกและส่งไปต่างประเทศ โดยเฉพาะมะม่วงในตำบลบุฮม จะเป็นผลไม้ที่ส่งออกมากที่สุดในภาคอีสาน สร้างรายได้ให้กับตำบลบุฮมกว่า 200 ล้านบาทต่อปี บนเขาห้วยยอดกกทอง สภาพดินเป็นภูเขาไฟเก่าจึงทำให้สภาพดินอุดมสมบูรณ์ ประกอบอากาศหนาวทั้งปี จึงมีผลไม้ทุกชนิด ไม่ว่ามังคุด เงาะ ลองกอง ผลไม้ปลูกขึ้นงอกงามดีทุกชนิด แต่ที่ไม่เห็นปลูกก็แอปเปิลเท่านั้น

แต่ปีนี้ทุเรียนที่ปลูกบนเขา พันธุ์คักเลยได้รับความนิยม ความอร่อย ผลผลิตไม่พอขาย แม้ผลผลิตออกมากแล้วก็ตามและผลผลิตจะออกช้ากว่าที่อื่น จะสุกก็ประมาณต้นเดือนสิงหาคม ในบนภูเขาจะมีเกษตรกรปลูกทุเรียนรายใหญ่ 4 ราย ปีนี้ต่างมีรายได้เฉพาะขายทุเรียนไม่น้อยกว่าล้านบาทในแต่ละสวน อย่างสวนของนายปราโมทย์ พันจันทร์ ปลูก 10 ไร่ ผลผลิตออกมา 11 ตัน ขายเฉพาะหน้าสวนอย่างเดียวโลละ 100 บาท ปีนี้ได้กอดเงินล้านไปแล้ว หรือแม้แต่พึ่งปลูกผลผลิตออกปีแรกของนายคำฮู้ ไชยบุตร ปลูกแค่ 40 ต้น ผลผลิตออกมา 3 ตัน ขายโลละ 100 บาทเหมือนกัน

จึงทำให้เกษตรกรในจังหวัดเลยไม่ว่าจาก อ.นาแห้ว อ.ภูเรือ อ.ภูกระดึง ที่มีสภาพเป็นภูเขาต่างหันมาปลูกทุเรียนกันจำนวนมาก ดูได้จากการสั่งกิ่งพันธุ์แต่ละสวนไม่น้อยกว่า 2-3 พันต้น ราคากิ่งพันธุ์เริ่มที่กิ่งเล็ก 150 บาทจนถึงกิ่งใหญ่ 350 บาท แม้ปีนี้ผลผลิตทุเรียนจะหมดไปช่วงต้นเดือนกันยายน แต่ก็มีคนสั่งจองไว้ล่วงหน้าไว้รอกินปีหน้าส่วนใหญ่จะเป็นคนต่างจังหวัดที่สั่งจอง

วันที่ 14 กันยายน 2560 กรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศเตือนภัยลักษณะอากาศ ฉบับที่ 5 เรื่อง พายุ “ทกซูรี” (DOKSURI)
ประกาศฉบับดังกล่าวระบุว่า เมื่อเวลา 04.00 น. ของวันนี้ (14 ก.ย. 60) พายุโซนร้อน “ทกซูรี” (DOKSURI) บริเวณทะเลจีนใต้ตอนบนหรือที่ ละติจูด 16.1 องศาเหนือ ลองจิจูด 112.6 องศาตะวันออก มีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง กำลังเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตกค่อนทางเหนือเล็กน้อยด้วยความเร็ว 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

คาดว่า พายุนี้จะเคลื่อนผ่านอ่าวตังเกี๋ย และเคลื่อนขึ้นฝั่งทางตอนใต้ของเมืองฮานอย ประเทศเวียดนามในวันที่ 15 ก.ย. 60 โดยจะมีผลกระทบทำให้ประเทศไทยมีฝนเพิ่มมากขึ้นและมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่งบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ มีรายละเอียดดังนี้

ในช่วงวันที่ 14-15 ก.ย. 60
– ภาคเหนือ บริเวณจังหวัดเชียงราย พะเยา แพร่ น่าน ลำพูน ลำปาง อุตรดิตถ์ พิษณุโลก สุโขทัย กำแพงเพชร พิจิตร และเพชรบูรณ์

– ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ บริเวณจังหวัดเลย หนองบัวลำภู หนองคาย บึงกาฬ อุดรธานี สกลนคร นครพนม ขอนแก่น กาฬสินธุ์ มุกดาหาร อำนาจเจริญ และอุบลราธานี

– ภาคตะวันออก บริเวณจังหวัดปราจีนบุรี สระแก้ว ระยอง จันทบุรี และตราด – ภาคใต้ บริเวณจังหวัดระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล

ในช่วงวันที่ 15-16 ก.ย. 60
– ภาคเหนือ บริเวณจังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา แพร่ น่าน ลำพูน ลำปาง อุตรดิตถ์ พิษณุโลก และสุโขทัย

– ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ บริเวณจังหวัดเลย หนองบัวลำภู หนองคาย บึงกาฬ อุดรธานี สกลนคร นครพนม ขอนแก่น และกาฬสินธุ์ – ภาคกลาง บริเวณจังหวัดนครสวรรค์ ชัยนาท ลพบุรี สระบุรี และสิงห์บุรี

– ภาคตะวันออก บริเวณจังหวัดปราจีนบุรี สระแก้ว ระยอง จันทบุรี และตราด

– ภาคใต้ บริเวณจังหวัดระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล

ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนที่ตกหนักและฝนที่ตกสะสมที่ไว้ด้วย สำหรับผู้ที่จะเดินทางไปประเทศเวียดนามตอนบนควรตรวจสอบสภาพอากาศก่อนเดินทางด้วย

อนึ่ง มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้และอ่าวไทยจะมีกำลังแรงขึ้น ทำให้คลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนมีกำลังแรง โดยมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ขอให้เดินเรือด้วยความระมัดระวังและเรือเล็กบริเวณทะเลอันดามันควรงดออกจากฝั่งในช่วงวันที่ 14-18 ก.ย. 60
จึงขอให้ประชาชนติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิดในระยะนี้

ประกาศ ณ วันที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2560 เวลา 05.00 น.
กรมอุตุนิยมวิทยาจะออกประกาศฉบับต่อไปใน วันที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2560 เวลา 11.00 น.
(ลงชื่อ) วันชัย ศักดิ์อุดมไชย
(นายวันชัย ศักดิ์อุดมไชย)
อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) เมื่อวันที่ 12 กันยายนที่ผ่านมา ที่ประชุมได้เห็นชอบมาตรการเพื่อแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม(ไอยูยู) อย่างเบ็ดเสร็จ

ประกอบด้วย ด้านกฎหมาย การออกกฎหมายลำดับรอง และการบังคับใช้กฎหมายตาม พ.ร.ก.การประมง 2558 ได้แก่ มาตรา 11 ว่าด้วย ห้ามมิให้โรงงานตามกฎหมายว่าด้วยโรงงานที่ประกอบกิจการเกี่ยวกับสัตว์น้ำจ้างลูกจ้างโดยฝ่าฝืนกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน หรือจ้างคนต่างด้าวที่ไม่ได้รับใบอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการทำงานของคนต่างด้าว มาตรา 83 คนประจำเรือต้องมีหนังสือคนประจำเรือตามกฎหมายว่าด้วยการเดินเรือในน่านน้ำไทย และในกรณีคนประจำเรือไม่มีสัญชาติไทย ต้องได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง และต้องได้รับใบอนุญาตให้ทำงานตามกฎหมายว่าด้วยการทำงานของคนต่างด้าว

พล.อ.ฉัตรชัยกล่าวว่า ด้านการติดตาม ควบคุม และเฝ้าระวังการทำการประมง(เอ็มซีเอส) โดยกิจกรรมควบคุมการแจ้งเรือเข้าออก(PIPO) ตรวจเอกสารประจำตัวของแรงงานประมงก่อนออกทำการประมง และเมื่อกลับเข้าฝั่ง จะต้องมีความถูกต้องตามกฎระเบียบที่กำหนดไว้ กิจกรรมตรวจการทำประมงผิดกฎหมายและแรงงานในทะเล โดยกรมประมงได้จัดทำแผน และร่วมปฏิบัติงานการตรวจการทำประมงผิดกฎหมายและแรงงานในทะเลร่วมกับทีมสหวิชาชีพอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันการทำประมงผิดกฎหมายและแรงงาน ป้องกันการใช้แรงงานบังคับ แรงงานขัดหนี้ แรงงานเด็ก การค้ามนุษย์ และเป็นไปตามข้อปฏิบัติมาตรฐานสากล

กิจกรรมตรวจสถานประกอบการแปรรูปสัตว์น้ำ กรมประมงได้ร่วมกับทีมสหวิชาชีพในการตรวจแรงงานในสถานประกอบการแปรรูปสัตว์น้ำอย่างต่อเนื่องตาม พ.ร.ก.การประมง 2558 มาตรา 11 ด้านแรงงาน การจัดทำหนังสือคนประจำเรือสำหรับแรงงานต่างด้าว(Seabook) โดยได้มีการออกหนังสือคนประจำเรือให้แรงงานต่างด้าว และจัดทำฐานข้อมูลด้านแรงงานต่างด้าว

พล.อ.ฉัตรชัยกล่าวว่า นอกจากนี้ ครม.ยังเห็นชอบนโยบาย ยุทธศาสตร์ และมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์(ฉบับที่ 2) 2560-2564 ด้วย ซึ่งมียุทธศาสตร์ 5 ด้าน 1.ด้านพัฒนากลไกเชิงนโยบายและการขับเคลื่อน 2.ด้านการดำเนินคดี 3.ด้านการคุ้มครองช่วยเหลือ 4.ด้านการป้องกัน 5.ด้านการพัฒนาความร่วมมือกับภาคีเครือข่าย ซึ่งมีความสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงเกษตรฯเรื่องไอยูยู กรณีกรอบกฎหมายและการแก้ไขพระราชกำหนดการประมง การจัดการกองเรือประมง การติดตาม ควบคุม และเฝ้าระวัง ระบบตรวจสอบย้อนกลับการบังคับใช้กฎหมาย การแก้ไขปัญหาด้านแรงงาน และการประสานงานกับสหภาพยุโรป หรืออียู

“รัฐบาลให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาเรื่องไอยูยูมาก และหวังว่ามติ ครม.ดังกล่าวจะส่งผลให้การดำเนินการต่างๆ ได้ง่ายขึ้นในทุกด้าน ซึ่งในขณะนี้ทุกอย่างเริ่มเข้าสู่ระบบ เป็นที่พอใจของอียู แต่วัตถุประสงค์ที่แท้จริงของกระทรวงเกษตรฯต้องการสร้างความยั่งยืนให้กับสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรทางทะเลมากกว่า ซึ่งเรื่องนี้ต้องได้รับความร่วมมือกับทุกฝ่าย” พล.อ.ฉัตรชัยกล่าว

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า สถานการณ์อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ ณ วันที่ 11 กันยายน มีปริมาณน้ำในอ่างฯ รวมกันทั้งสิ้น 53,131 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) คิดเป็น 71% ของความจุอ่างฯ รวมกันทั้งหมด มากกว่าปี 2559 รวม 12,813 ล้านลบ.ม. เป็นน้ำใช้การได้ 29,312 ล้านลบ.ม. คิดเป็น 57% สามารถรองรับน้ำได้อีก 22,083 ล้านลบ.ม. คิดเป็น 29%

ลุ่มน้ำเจ้าพระยา 4 เขื่อนหลักมีปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้น 15,708 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 63% ของความจุอ่างฯ รวมกันทั้งหมด ปริมาณน้ำมากกว่าปี 2559 รวม 3,772 ล้าน ลบ.ม. มีปริมาณน้ำใช้การได้ 9,012 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น50% สามารถรองรับน้ำได้อีกกว่า 9,163 ล้าน ลบ.ม.

สำหรับสถานการณ์น้ำไหลลงอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 34 แห่ง ทั้งประเทศมีปริมาณน้ำไหลลงอ่างฯรวม 1,934 ล้าน ลบ.ม. ในวันที่ 6 – 12 กันยายน ลุ่มน้ำเจ้าพระยา 4 เขื่อนหลัก ได้แก่ 1.เขื่อนภูมิพล 229 ล้าน ลบ.ม. 2.เขื่อนสิริกิติ์ 330 ล้าน ลบ.ม. 3.เขื่อนแควน้อยฯ 131 ล้านลบ.ม. และ 4.เขื่อนป่าสักฯ 160 ล้าน ลบ.ม. รวมเฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยามีปริมาณน้ำไหลลงอ่างฯ 850 ล้านลบ.ม. ปัจจุบันมีการระบายน้ำจาก 4 เขื่อนหลักรวม 31.12 ล้าน ลบ.ม.

นายทองเปลว กองจันทร์ รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ตามที่กรมอุตุนิยมวิทยา ได้คาดการณ์ว่าในช่วงวันที่ 14 – 18 กันยายน 2560 ร่องมรสุมจะเลื่อนลงมาพาดผ่านภาคเหนือภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามันและประเทศไทยจะมีกำลังแรงขึ้นลักษณะทำให้ประเทศไทยจะมีฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักบางพื้นที่ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือ และภาคกลาง ซึ่งจะส่งผลให้มีน้ำท่าไหลหลากลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาเพิ่มมากขึ้นนั้น

กรมชลประทานได้วางแผนการบริหารจัดการน้ำ เพื่อลดยอดปริมาณน้ำหลากที่จะไหลลงสู่พื้นที่ตอนล่าง เข้าไปเก็บไว้ในทุ่งแก้มลิง 12 ทุ่ง ซึ่งเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ จำนวน 1.15 ล้านไร่ โดยได้ดำเนินการปรับปฏิทินการเพาะปลูกให้เร็วขึ้น ตั้งแต่ 1 พฤษภาคม 2560 เป็นต้นมา เพื่อให้สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ก่อนจะถึงฤดูน้ำหลากเดือนกันยายน – ตุลาคม ปัจจุบันพบว่าภายในวันที่ 15 กันยายนนี้ จะสามารถเก็บเกี่ยวแล้วเสร็จในทุกพื้นที่ก่อนจะปรับพื้นที่ลุ่มต่ำที่มีทั้งหมด 12 ทุ่ง ให้เป็นพื้นที่รองรับน้ำหลาก

โดยที่ประชุมคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ ได้กำหนดให้วันที่ 25 กันยายน เป็นวันเริ่มต้นตัดยอดน้ำผ่านระบบชลประทานเข้าทุ่งต่างๆ จำนวน 10 ทุ่งในพื้นที่ลุ่มต่ำบริเวณท้ายเขื่อนเจ้าพระยาประกอบด้วยทุ่งเชียงรากทุ่งฝั่งซ้ายคลองชัยนาท-ป่าสักทุ่งท่าวุ้งทุ่งบางกุ่มทุ่งบางกุ้งทุ่งป่าโมกทุ่งผักไห่ทุ่งเจ้าเจ็ดทุ่งพระยาบรรลือทุ่งโพธิ์พระยาและสำรองพื้นที่ไว้อีก 2 ทุ่งคือทุ่งบางบาลและทุ่งรังสิตใต้สามารถเก็บกักน้ำได้สูงสุด 1,500 ล้าน ลบ.ม.

พิษณุโลก – รศ.ดร. กรกนก อิงคนินันท์ เมธีวิจัย หัวหน้าศูนย์เทคโนโลยีสมุนไพร (Bioscreening Unit) คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร (มน.) กล่าวถึงผลงานวิจัย “ผลิตภัณฑ์บำรุงผมที่กระตุ้นการขึ้นใหม่ของผม และผลิตภัณฑ์ชะลอการเจริญของขนรักแร้และขนตามร่างกาย” พบว่าสารสกัดจากว่านมหาเมฆ ซึ่งเป็นพืชวงศ์เดียวกับขมิ้น มีฤทธิ์ต้านฮอร์โมนเพศชายทั้งในระดับหลอดทดลองและสัตว์ทดลอง ซึ่งได้ศึกษาคุณสมบัติ ทางเคมีและกายภาพของสารสกัด และพัฒนาผลิตภัณฑ์บำรุงเส้นผมสำหรับผู้มีปัญหาศีรษะล้านจากสารสกัดมาตรฐานนี้ โดยได้นำว่านมหาเมฆ ที่ชาวเขาในหมู่บ้านเข็กน้อย ตำบลบ้านแยง อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก นำมา วิจัย ซึ่งปกติชาวเขาจะปลูกว่านมหาเมฆสำหรับกินต้ม เพื่อบำรุงกำลังของผู้ชายเท่านั้น

ผลการทดสอบความปลอดภัยพบว่าผลิตภัณฑ์ไม่มีปัญหาด้านการระคายเคืองต่อผิว ขณะที่ประสิทธิภาพในเชิงคลินิกในอาสาสมัครชายจำนวน 87 คน ที่มีภาวะศีรษะล้าน โดยศึกษาแบบสุ่มเทียบกับยาหลอก และยาไมน็อกซิดิล ซึ่งเป็นยากระตุ้นการเจริญของผม พบว่าสารสกัดนี้ช่วยเพิ่มการเจริญของผมอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับกลุ่มยาหลอก และแสดงผลเทียบเท่ากับไมน็อกซิดิล แต่ผลจะดียิ่งขึ้นถ้าใช้สารสกัดร่วมกับยาดังกล่าว งานวิจัยนี้ จึงแสดงถึงศักยภาพในการนำสารสกัดว่านมหาเมฆมาประยุกต์ใช้ประโยชน์ในผลิตภัณฑ์กระตุ้นการเจริญ ของผม โดยคณะนักวิจัยได้จดสิทธิบัตร ในปี 2559

ดร. จักรรินทร์ ศรีวิไล นักวิจัย กล่าวว่า ได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เพื่อศึกษาฤทธิ์ของว่านมหาเมฆ นอกจากสามารถ ยับยั้งศีรษะล้านในผู้ชายแล้วไม่มีผลต่อสุขภาพของผู้ใช้ อีกด้วย นอกจากนี้ยังพบว่ายังยับยั้งการเจริญของขนรักแร้อีกด้วย จึงได้พัฒนาโรลออนสำหรับชะลอการเจริญของ ขนรักแร้

คลังนัดตรวจสอบสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ 15 กันยายนนี้ 3 ช่องทาง cykno.com ก่อนรับบัตรคนจนได้ตั้งแต่ 21 กันยายนเป็นต้นไป เปิดทางอุทธรณ์หลังพบ 2.7 ล้านคนไม่ผ่านเกณฑ์ระบุมีที่ดิน เงินฝาก รายได้สูง แจงมีจบดอกเตอร์จริงแค่ 5 คน ได้รับสิทธิช่วยเหลือด้วย จากยืนขอมากว่า 500 คน

นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า คลังได้สรุปยอดผู้ได้รับสิทธิโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ จากที่มาลงทะเบียนทั้งหมด 14.17 ล้านคน ลดเหลือ 11.43 ล้านคน โดยมีผู้ไม่ผ่านเกณฑ์ 2.74 ล้านคน แบ่งเป็นผู้ถือครอบครองที่ดินเกินกว่าเกณฑ์ 1.6 ล้านคน มีเงินฝาก 6.8 แสนคน และมีรายได้สูง 4 แสนคน

ส่วนกรณีที่มีผู้ที่มีการศึกษาในระดับปริญญาเอก (ดอกเตอร์) มาลงทะเบียนเพื่อขอรับสิทธิกว่า 500 คน จากการตรวจสอบเบื้องต้น 100 คน พบว่ามีผู้จบดอกเตอร์จริงเพียง 5 คน และตรงตามเงื่อนไขรับสวัสดิการ ส่วนอีก 95 คน เป็นผู้ที่ไม่ได้จบดอกเตอร์จริง

เปิดให้ตรวจสอบสิทธิ 15 กันยายนนี้เป็นต้นไป เพื่อยืนยันสิทธิก่อนรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐตามหน่วยงานที่ได้ลงทะเบียนไว้ ตั้งแต่ 21 กันยายน 2560 ผ่าน 3 ช่องทาง คือ 1. ตรวจสอบผ่านเว็บไซต์ www.epayment.go.th, www.mof.go.th และ www.fpo.go.th โดยพิมพ์เลขบัตรประชาชน 2. ตรวจสอบผ่านสายด่วน 6 หน่วยงาน 3. ตรวจสอบ ณ ที่ทำการกำนันผู้ใหญ่บ้าน และสำนักงานเขตกรุงเทพมหานคร คลังจะส่งรายชื่อเพื่อติดประกาศ

“กระบวนการตรวจสอบสิทธิมีความจำเป็น อยากให้ผู้ที่มาลงทะเบียนตรวจสอบก่อนว่าผ่านคุณสมบัติหรือไม่ เพื่อป้องกันปัญหากรณีที่ไม่ได้ผ่านคุณสมบัติ แต่เดินทางมารับบัตรสวัสดิการแล้วปรากฏว่าไม่ได้ ก็จะเกิดความสับสนวุ่นวาย” นายสมชัย กล่าว

ส่วนผู้ไม่ผ่านเกณฑ์ 2.74 ล้านคน ยื่นอุทธรณ์ขอรับสิทธิในวันที่ 29 กันยายนนี้ หลังตรวจสอบจาก 3 ช่องทางแล้วพบว่าไม่ผ่านคุณสมบัติ คลังจะให้เหตุผลว่าไม่ผ่านคุณสมบัติเรื่องใดบ้าง ให้กดยื่นคำขออุทธรณ์ และกรอกคำขออุทธรณ์ พร้อมบันทึกและส่งคำขอ หน่วยงานจะใช้เวลา 1 สัปดาห์ และส่งผลที่คลังภายในวันที่ 16 ตุลาคมนี้

นางสาวสุทธิรัตน์ รัตนโชติ อธิบดีกรมบัญชีหลวง กล่าวว่า ตั้งแต่วันที่ 21 กันยายน 2560 จะเริ่มทยอยแจกบัตรสวัสดิการพร้อมกันทั่วประเทศ โดยบัตรห้ามให้คนอื่นใช้สิทธิ์ ยกเว้นบุคคลที่ดูแลหรือให้ความช่วยเหลือผู้ทุพพลภาพ พิการ คนแก่ ผู้ดูแลสามารถนำบัตรมาใช้แทนได้ แต่ต้องใช้บัตรประชาชนประกอบและใช้สิทธิได้เฉพาะวงเงินเพื่อลดค่าใช้จ่ายเท่านั้น

ขณะนี้ มีร้านค้าธงฟ้าเข้าร่วม 6,000 ร้าน โดยจะมีสติ๊กเกอร์แสดงชัดเจน สามารถนำบัตรไปใช้รูดซื้อสินค้าได้ ในกรณีวงเงินหมดก็สามารถเติมเงินเข้าบัตรเพื่อใช้สิทธิที่ร้านธงฟ้าได้ หากมีการทำบัตรหาย ให้ไปแจ้งความและเสียค่าใช้จ่ายในการทำบัตรใหม่ 50-100 บาท ที่ธนาคารกรุงเทพ

นายวิภาส ปวโรจน์กิจ กก.ผจก.บริษัท ฟรีสแลนด์คัมพิน่า (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์นม “โฟร์โมสต์” เปิดเผยว่า แผนลงทุน 3 ปี (2561-63) เตรียมงบฯ กว่า 1,000 ล้านบาท เพิ่มประสิทธิภาพดำเนินงานและขยายกำลังการผลิต รวมทั้งสนับสนุนเกษตรกรโคนมได้ในประเทศจะเติบโตขึ้น 5% ในทุกปี

เริ่มจากไตรมาส 4 ปีนี้ เตรียมรุกตลาดด้วยงบฯ 100 ล้านบาท ทำตลาดผลิตภัณฑ์กลุ่มหลัก ผลิตภัณฑ์นมโคยูเอชที 100% ตอกย้ำถึงคุณภาพและมาตรฐานนมโฟร์โมสต์ ส่วนผลิตภัณฑ์นมสำหรับเด็ก เน้นการสื่อสารไปยังผู้ปกครอง รวมถึงกิจกรรมการตลาดครบทุกช่องทางเพื่อขยายฐานผู้บริโภคกระตุ้นคนไทยทุกเพศทุกวัยหันมาดื่มนมมากขึ้น บริษัทตั้งเป้ารายได้ในประเทศโตที่ 5% ยอดส่งออกเติบโต 20% คาดว่าอุตสาหกรรมนมในไทย มีมูลค่า 61,000 ล้านบาท ภายในสิ้นปีนี้ โดยโฟร์โมสต์เป็นผู้นำตลาดนมพร้อมดื่มยูเอชที ที่มีมูลค่า 20,000 ล้านบาท ด้วยส่วนแบ่งตลาด 33% และจะรักษาผู้นำให้ได้ต่อเนื่อง